ติตติรชาดก
ว่าด้วยผู้มีความอ่อนน้อม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๗ · บรรทัด ๒๔๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จไปยังนครสาวัตถีทรงปรารภการห้ามเสนาสนะพระสารีบุตร จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริมต้นว่า เย วุฑฺฒมปจายนฺติ ดังนี้.
ความพิศดารว่า เมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี สร้างวิหารเสร็จแล้วส่งทูตไป (นิมนต์) พระศาสดาเสด็จออกจากนครราชคฤห์ ถึงนครเวสาลีประทับอยู่ในนครเวสาลีนั้น ตามความพอพระทัย แล้วทรงพระดำริว่า จักไปนครสาวัตถี จึงเสด็จดำเนินไปตามทาง. สมัยนั้น อันเตวาสิกทั้งหลายของภิกษุฉัพพัคคีย์พากันล่วงหน้าไป เมื่อพระเถระทั้งหลายยังไม่ได้จับจองเสนาสนะเลยพากันหวงเสนาสนะด้วยการพูดว่า เสนาสนะนี้จักเป็นของอุปัชฌาย์ของพวกเราเสนาสนะนี้จักเป็นของอาจารย์ของพวกเรา เสนาสนะนี้จักเป็นของพวกเราเท่านั้น. พระเถระทั้งหลายที่มาภายหลัง ย่อมไม่ได้เสนาสนะ อันเตวาสิกทั้งหลายแม้ของพระสารีบุตรเถระพากันแสวงหาเสนาสนะเพื่อพระเถระ ก็ไม่ได้. พระเถระเมื่อไม่ได้เสนาสนะจึงยับยั้งอยู่ ด้วยการนั่งและการเดินจงกรม ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลเสนาสนะของพระศาสดานั้นเอง. ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาเสด็จออกมาทรงพระกาสะ (ไอ) พระเถระก็ไอขึ้น. พระศาสดาตรัสถามว่า นั้นใคร ? พระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าพระองค์สารีบุตร พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า สารีบุตร เธอทำอะไรอยู่ในที่นี้ในเวลานี้ พระสารีครั้นจึงกราบทูลเรื่องราวนั้น. เมื่อพระศาสดาได้ทรงสดับคำของพระสารีบุตรแล้วทรงรำพึงว่า เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ในบัดนี้ ภิกษุทั้งหลายยังไม่เคารพไม่ยำเกรงกันและกันก่อน เมื่อเราปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลายจักทำอย่างไรกันหนอ ธรรมสังเวชก็เกิดขึ้น. เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระองค์จึงรับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน แล้วสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่าภิกษุฉัพพัคคีย์ล่วงหน้าไปเกียดกันเสนาสนะ ของภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระจริงหรือ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริงพระเจ้าข้าแต่นั้น พระองค์จึงทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์แล้วตรัสธรรมกถา ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใครหนอย่อมควรแก่อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ ก้อนข้าวอันเลิศ. ภิกษุบางพวกกราบทูลว่า ผู้บวชจากขัตติยตระกูล. บางพวกกราบทูลว่า ผู้บวชจากตระกูลพราหมณ์. บางพวกกราบทูลว่า ผู้บวชจากตระกูลคฤหบดี. ภิกษุอีกพวกหนึ่งกราบทูลว่า พระวินัยธร พระธรรมกถึกท่านผู้ได้ปฐมฌาน ท่านผู้ได้ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน. อีกพวกหนึ่งกราบทูลว่า พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ท่านผู้มีวิชชา ๓ ท่านผู้มีอภิญญา ๖ ย่อมควรแก่อาสนะเลิศ น้ำเลิศ ก้อนข้าวเลิศ. ในเวลาที่ภิกษุทั้งหลายกล่าวถึงท่านผู้ควรแก่อาสนะเลิศเป็นต้น ตามความชอบใจของตน ๆ อย่างนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ถึงอาสนะเลิศเป็นต้นในศาสนาของเราจะต้องเป็นผู้บวชจากตระกูลกษัตริย์ ห้าเป็นประมาณไม่ ผู้บวชจากตระกูลพราหมณ์ ตระกูลคฤหบดี พระวินัยธร พระนักพระสูตร พระนักอภิธรรม ท่านผู้ได้ปฐมฌานเป็นต้น พระโสดาบัน เป็นต้นหาเป็นประมาณไม่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ในศาสนานี้ ควรกระทำการอภิวาท การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม ตามผู้แก่กว่า ควรได้อาสนะเลิศ น้ำเลิศ ก้อนข้าวเลิศ ตามผู้ที่แก่กว่า นี้เป็นประมาณในศาสนานี้เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้แก่กว่าเป็นผู้สมควรแก่อาสนะเลิศเป็นต้นเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บัดนี้แล สารีบุตรอัครสาวกของเรา ผู้ประกาศธรรมจักรตามได้ควรได้เสนาสนะติดกับเรา สารีบุตรนั้นเมื่อไม่ได้เสนาสนะ จึงยับยั้งอยู่ที่โคนไม้ตลอดราตรีนี้ บัดนี้แหละ เธอทั้งหลายไม่เคารพ ไม่ยำเกรง มีความประพฤติไม่เป็นสภาคกันอย่างนี้ เมื่อเวลาล่วงไป ๆ จักกระทำชื่อว่าอะไรอยู่. ลำดับนั้นเพื่อต้องการจะประทานโอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้นจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายในกาลก่อน แม้สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย ก็พากันคิดว่า ก็ข้อที่พวกเราไม่เคารพไม่ยำเกรง มีความประพฤติไม่เป็นสภาคกันและกันนั่น ไม่สมควรแก่พวกเราบรรดาเราทั้งหลาย พวกเราจักรู้ผู้ที่แก่กว่า แล้วกระทำอภิวาทเป็นต้นแก่ผู้แก่กว่านั้น จึงพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนแล้วรู้ว่า บรรดาเราทั้งหลาย ท่านผู้นี้เป็นผู้แก่กว่า จึงกระทำอภิวาทเป็นต้น แก่ผู้แก่กว่านั่น ยังทางไปเทวโลกให้เต็มอยู่แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล มีสหายทั้งสาม คือนกกระทา ลิง ช้าง อาศัยต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในหิมวันประเทศ. สหายทั้งสามนั้น ได้เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง มีความประพฤติไม่เป็นสภาคกันและกัน. ลำดับนั้น สหายทั้งสามนั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า การที่เราทั้งหลายอยู่กันอย่างนี้ไม่สมควร ถ้ากระไร พวกเราพึงกระทำอภิวาทเป็นต้น แก่บรรดาพวกเราผู้แก่กว่าอยู่. สหายทั้งสามคิดกันอยู่ว่า บรรดาพวกเรา ก็ใครเล่าเป็นผู้ที่แก่กว่า วันหนึ่งคิดกันว่า อุบายนี้มีอยู่ จึงทั้ง ๓ สัตว์ นั่งอยู่ที่โคนต้นไทร นกกระทำและลิงจึงถามช้างว่า ดูก่อนช้างผู้สหาย ท่านรู้จักต้นไทรนี้ ตั้งแต่กาลมีประมาณเพียงไร ? ช้างนั้นกล่าวว่า ดูก่อนสหายทั้งหลาย ในเวลาเป็นลูกช้างรุ่นเราเดินทำพุ่มต้นไทรนี้ไว้ในระหว่างขาอ่อน ก็แหละในเวลาที่เรายืนคร่อมอยู่ ยอดของมันระท้องเราเมื่อเป็นอย่างนี้ เราจึงรู้จักต้นไทรนี้ ตั้งแต่เวลายังเป็นพุ่ม. สหายแม้ทั้งสองจึงถามลิงโดยนัยก่อนนั่นแหละอีก. ลิงนั้นกล่าวว่า สหายทั้งหลายเราเป็นลูกลิงนั่งอยู่ที่ภาคพื้น ไม่ต้องชะเง้อคอเลย เคี้ยวกินหน่อของไทรอ่อนนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจึงรู้จักต้นไทรนี้ ตั้งแต่เวลายังเป็นต้นเล็ก ๆ ลำดับนั้น สหายแม้ทั้งสองนอกนี้จึงถามนกกระทำ โดยนัยก่อนนั่นแหละ. นกกระทานั้นกล่าวว่า สหายทั้งหลาย เมื่อก่อน ต้นไทรใหญ่ได้มีอยู่ในที่ชื่อโน้น เรากินผลของมันแล้วถ่ายอุจจาระลงในที่นี้ แต่นั้น ต้นนี้จึงเกิดเป็นอย่างนั้น เราจึงรู้จักต้นไทรนี้ ตั้งแต่มันยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้แก่กว่าท่านทั้งหลายโดยกำเนิด. เมื่อนกกระทำกล่าวอย่างนี้ ลิงและช้างจึงกล่าวกะนกกระทำผู้เป็นบัณฑิตว่า สหาย ท่านเป็นผู้แก่กว่าเราทั้งหลาย จำเดิมแต่นี้ไป พวกเราจักกระทำสักการะ การเคารพ การนับถือ การไหว้ การบูชา และการอภิวาทการลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ท่าน และจักตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน อนึ่ง ตั้งแต่นี้ไป ท่านพึงให้โอวาทและอนุศาสนีแก่เราทั้งหลาย ตั้งแต่นั้นมา นกกระทาได้ให้โอวาทแก่ลิงและช้างเหล่านั้นให้ตั้งอยู่ในศีล แม้ในเองก็สมาทานศีล. สหายแม้ทั้งสามนี้นั่งอยู่ในศีล ๕ มีความเคารพยำเกรงกันและกัน มีความประพฤติเป็นสภาคกัน ในเวลาสิ้นชีวิต ได้เป็นผู้มีเทวโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. การสมาทานของสหายทั้งสามนั้น ได้ชื่อว่าติตติรพรหมจรรย์
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชื่อว่าสัตว์ดิรัจฉานเหล่านั้น ยังมีความเคารพ มีความยำเกรงกันและกันอยู่ ฝ่ายเธอทั้งหลายก็บวชในพระธรรมวินัยที่เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ เพราะเหตุไร จึงไม่เคารพยำเกรงกันและกันอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่นี้ไป เราอนุญาตการอภิวาท การลุกรับการอัญชลีกรรม สามีจิกรรม ตามผู้ที่แก่กว่า อาสนะเลิศ น้ำเลิศ ก้อนข้าวเลิศ ตามผู้ที่แก่กว่า แก่เธอทั้งหลาย ทั้งแต่นี้ไปผู้ใหม่กว่าไม่พึงห้ามเสนาสนะผู้แก่กว่า ภิกษุใดห้าม ภิกษุนั้นต้องอาบัติทุกกฏดังนี้ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาอย่างนี้แล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
นรชนเหล่าใด ฉลาดในธรรม นอบน้อมคนผู้ ใหญ่ นรชนเหล่านั้น เป็นผู้ได้รับความสรรเสริญใน ปัจจุบันนี้ และมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย วุฑฺฒมปจายนฺติ ความว่า ผู้ใหญ่๓ จำพวก คือ ผู้ใหญ่โดยชาติ ๑ ผู้ใหญ่โดยวัย ๑ ผู้ใหญ่โดยคุณ ๑ บรรดาผู้ใหญ่ ๓ พวกนั้น ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติชื่อว่า ผู้ใหญ่โดยชาติ. ผู้ตั้งอยู่ในวัยชื่อว่าผู้ใหญ่โดยวัย ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ ชื่อว่าผู้ใหญ่โดยคุณ. บรรดาผู้ใหญ่ ๓พวกนั้น ผู้เจริญด้วยวัย สมบูรณ์ด้วยคุณ ท่านประสงค์ว่า ผู้ใหญ่ในที่นี้. บทว่า อปจายนฺติ ความว่า บูชาด้วยกรรมคือการอ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญ. บทว่า ธมฺมสฺส โกวิทา ได้แก่ ผู้ฉลาดในธรรมคือการประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้เจริญ. บทว่า ทิฏฺเ ธมฺเม ได้แก่ ในอัตภาพนี้เอง. บทว่า ปาสํสา แปลว่า ควรแก่การสรรเสริญ. บทว่า สมฺปราโย จ สุคฺคติ ความว่า ชื่อว่า เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะจะต้องไปในเบื้องหน้า คือ จะพึงละโลกนี้ไป ด้วยว่าโลกหน้า ย่อมเป็นสุคติของนรชนเหล่านั้นทีเดียว. ก็ในที่นี้มีความหมายที่ประมวลมาดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จะเป็นกษัตริย์พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิตหรือสัตว์ดิรัจฉานก็ตาม สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้เฉลียวฉลาดในธรรมคือการอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ กระทำการนอบน้อมต่อผู้ใหญ่โดยวัยทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ สัตว์เหล่านั้นย่อมได้การสรรเสริญ คือพรรณนา ชมเชยในอัตภาพนี้แหล่ะว่า เป็นผู้อ่อนน้อมต่อผู้เจริญที่สุด เพราะกายแตกไปแล้ว ย่อมบังเกิดในสวรรค์.
พระศาสดาตรัสคุณของธรรม คือการอ่อนน้อมต่อผู้เจริญอย่างนี้แล้วทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า ช้างผู้ประเสริฐในกาลนั้น ได้เป็นพระโมคคัลลานะ ลิงในกาลนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนนกกระทาผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็นเราเองแล.
จบติตติรชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๕๐–๓๕๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
7 Tittirajātakaṃ
ye vuḍḍhamapacāyantīti idaṃ satthā sāvatthiṃ gacchanto sārīputtattherassa senāsanapaṭibāhanaṃ ārabbha kathesi.
Anāthapiṇḍikena hi vihāraṃ kāretvā dūte pesite satthā rājagahā nikkhamma vesāliṃ patvā tattha yathābhirantaṃ viharitvā sāvatthiṃ gamissāmīti maggaṃ paṭipajji. Tena samayena chabbaggiyānaṃ antevāsikā purato purato gantvā therānaṃ senāsanesu agahitesveva idaṃ senāsanaṃ amhākaṃ upajjhāyassa idaṃ senāsanaṃ ācariyassa idaṃ amhākameva bhavissatīti senāsanāni palibuddhanti. Pacchā āgatā therā senāsanāni na labhanti. Sārīputtattherassāpi antevāsikā therassa senāsanaṃ pariyesantā na labhiṃsu. Thero senāsanaṃ alabhanto satthu senāsanasseva avidūre ekasmiṃ rukkhamūle nisajjāya ca caṅkamena ca vītināmesi. Satthā paccūsasamaye nikkhamitvā ukkāsi. Theropi ukkāsi. Ko esoti. Ahaṃ bhante sārīputtoti. Sārīputta imāya velāya idha kiṃ karosīti. So taṃ pavuttiṃ ārocesi. Satthu therassa vacanaṃ sutvā idāni tāva mayi jīvanteyeva bhikkhū aññamaññaṃ agāravā appatissā parinibbute kiṃ nu kho karissantīti āvajjentassa dhammasaṃvego udapādi. So pabhātāya rattiyā bhikkhusaṅghaṃ sannipātāpetvā bhikkhū paṭipucchi saccaṃ kira bhikkhave chabbaggiyā purato purato Gantvā therānaṃ bhikkhūnaṃ senāsanaṃ paṭibāhantīti. Saccaṃ bhagavāti. Tato chabbaṃggiye garahitvā dhammakathaṃ katvā bhikkhū āmantesi ko nu kho bhikkhave aggāsanaṃ aggodakaṃ aggapiṇḍaṃ arahatīti. Ekacce bhikkhū khattiyakulā pabbajitoti āhaṃsu ekacce brāhmaṇakulā ekacce gahapatikulā pabbajitoti. Apare vinayadharo dhammakathiko paṭhamassa jhānassa lābhī dutiyassa tatiyassa catutthassa jhānassa lābhīti. Apare sotāpanno sakadāgāmī anāgāmī arahā tevijjo chaḷabhiññoti āhaṃsu. Evaṃ tehi bhikkhūhi attano rucitavasena aggāsanādirahānaṃ kathitakāle satthā āha na bhikkhave mayhaṃ sāsane aggāsanādīni patvā khattiyakulā pabbajito pamāṇaṃ na brāhmaṇakulā na gahapatikulā pabbajito na vinayadharo na suttantiko nābhidhammiko na paṭhamajhānādilābhino na sotāpannādayo pamāṇaṃ atha kho bhikkhave imasmiṃ sāsane yathāvuḍḍhaṃ abhivādanaṃ paccuṭṭhānaṃ añjalikammaṃ sāmīcikammaṃ kātabbaṃ aggāsanaṃ aggodakaṃ aggapiṇḍaṃ laddhabbaṃ idamettha pamāṇaṃ tasmā vuḍḍhataro bhikkhu etesaṃ anucchaviko idāni kho pana bhikkhave sārīputto mayhaṃ aggasāvako anudhammacakkappavattako mama anantaraṃ senāsanaṃ laddhuṃ arahati so imaṃ rattiṃ senāsanaṃ alabhanto rukkhamūle vītināmesi tumhe idāneva evaṃ agāravā appatissā asabhāgavuttino gacchante gacchante kāle kinti katvā viharissathāti. Atha nesaṃ ovādadānatthāya pubbe bhikkhave tiracchānagatāpi na kho panetaṃ amahākaṃ paṭirūpaṃ Yaṃ mayaṃ aññamaññaṃ agāravā appatissā asabhāgavuttino vihareyyāma amhesu mahallakataraṃ jānitvā tassa abhivādanādīni karissāmāti sādhukaṃ vīmaṃsitvā ayanno mahallakoti ñatvā tassa abhivādanādīni katvā devapathaṃ pūrayamānā gatāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte himavantappadese ekaṃ mahānigrodhaṃ upanissāya tayo sahāyā vihariṃsu tittiro makkaṭo hatthīti. Te aññamaññaṃ agāravā appatissā asabhāgavuttino ahesuṃ. Atha nesaṃ etadahosi na yuttaṃ amhākaṃ evaṃ viharituṃ yannūna mayaṃ yo no mahallakataro tassa abhivādanādīni karontā vihareyyāmāti. Ko pana no mahallakataroti cintentā ekadivasaṃ attheso upāyoti tayopi janā nigrodhamūle nisīditvā tittiro ca makkaṭo ca hatthiṃ pucchiṃsu samma hatthi tvaṃ imaṃ nigrodharukkhaṃ kīvappamāṇakālato paṭṭhāya jānāsīti. So āha sammā ahaṃ taruṇapotakakāle imaṃ nigrodhagacchaṃ antarasatthīsu katvā gacchāmi uttaritvā ṭhitakāle ca pana me etassa aggasākhā nābhiṃ ghaṭeti evāhaṃ imaṃ gacchakālato paṭṭhāya jānāmīti. Puna ubhopi janā purimanayeneva makkaṭaṃ pucchiṃsu. So āha ahaṃ sammā makkaṭacchāpako samāno bhūmiyaṃ nisīditvā gīvaṃ anukkhipitvāva imassa nigrodhapotakassa aṅkure khādāmi evāhaṃ imaṃ khuddakakālato paṭṭhāya jānāmīti. Atha itare ubhopi purimanayeneva tittiraṃ pucchiṃsu. So āha sammā Pubbe asukasmiṃ nāma ṭhāne mahānigrodharukkho ahosi ahaṃ tassa phalāni khāditvā etasmiṃ ṭhāne vaccaṃ pātesiṃ tato esa rukkho jāto evāhaṃ imaṃ ajātakālato paṭṭhāya jānāmi tasmā ahaṃ tumhehi jātiyā mahallakataroti. Evaṃ vutte makkaṭo ca hatthī ca tittirapaṇḍitaṃ āhaṃsu samma tvaṃ amhehi mahallakataro ito paṭṭhāya mayaṃ tava sakkāragarukāramānanavandanapūjanāni ceva abhivādanapaccuṭṭhānaañjalikammasāmīcikammāni ca karissāma ovāde ca te ṭhassāma tvaṃ pana ito paṭṭhāya amhākaṃ ovādānusāsaniṃ dadeyyāsīti. Tato paṭṭhāya tittiro tesaṃ ovādaṃ adāsi sīlesu patiṭṭhāpesi sayampi sīlāni samādiyi. Te tayopi janā pañcasu sīlesu patiṭṭhāya aññamaññaṃ sagāravā sappatissā sabhāgavuttino hutvā jīvitapariyosāne devalokaparāyanā ahesuṃ. Tesaṃ tiṇṇaṃ samādānaṃ tittirabrahmacariyaṃ nāma ahosi.
Te hi nāma bhikkhave tiracchānagatā aññamaññaṃ sagāravā sappatissā vihariṃsu tumhepi evaṃ svākkhāte dhammavinaye pabbajitvā kasmā aññamaññaṃ agāravā appatissā viharatha anujānāmi bhikkhave ito paṭṭhāya tumhākaṃ yathāvuḍḍhaṃ abhivādanaṃ paccuṭṭhānaṃ añjalikammaṃ sāmīcikammaṃ yathāvuḍḍhaṃ aggāsanaṃ aggodakaṃ aggapiṇḍaṃ ito paṭṭhāya navakatarena vuḍḍhataro senāsanena na paṭibāhitabbo yo paṭibāheyya āpatti dukkaṭassāti evaṃ satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā abhisambuddho hutvā imaṃ gāthamāha
Ye vuḍḍhamapacāyanti narā dhammassa kovidā
diṭṭhe dhamme ca pāsaṃsā samparāyo ca suggatīti.
Tattha ye vuḍḍhamapacāyantīti jātivuḍḍho vayovuḍḍho guṇavuḍḍhoti tayo vuḍḍhā tesu jātisampanno jātivuḍḍho nāma vaye ṭhito vayovuḍḍho nāma guṇasampanno guṇavuḍḍho nāma tesu guṇasampanno vayovuḍḍho imasmiṃ ṭhāne vuḍḍhoti adhippeto. Apacāyantīti jeṭṭhāpacāyikakammena pūjenti. Dhammassa kovidāti jeṭṭhāpacāyikadhammassa kovidā kusalā. Diṭṭhe dhammeti imasmiṃyeva attabhāve. Pāsaṃsāti pasaṃsārahā. Samparāyo ca suggatīti samparetabbo imaṃ lokaṃ hitvā gantabboti samparāyo. Paraloko hi tesaṃ sugatiyeva hotīti. Ayampanettha piṇḍattho bhikkhave khattiyā vā hontu brāhmaṇā vā vessā vā sūdā vā gahaṭṭhā vā pabbajitā vā tiracchānagatā vā yekeci sattā jeṭṭhāpacāyanadhamme chekā kusalā guṇasampannānaṃ vayovuḍḍhānaṃ apacitiṃ karonti te imasmiñca attabhāve jeṭṭhāpacitikārakāti pasaṃsaṃ vaṇṇanaṃ thomanaṃ labhanti kāyassa bhedā sagge nibbattantīti.
Evaṃ satthā jeṭṭhāpacitidhammassa guṇaṃ kathetvā anusandhiṃ ghaṭetvā jātakaṃ samodhānesi tadā hatthināgo moggallāno ahosi makkaṭo sārīputto tittirapaṇḍito pana ahamevāti.
Tittirajātakaṃ sattamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗