ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อาสังกชาดก
ชาดกที่ ๓๘๐ · ฉักกนิบาตชาดก · อาวาริยวรรค

อาสังกชาดก

ว่าด้วยความหวัง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๕๕ · บรรทัด ๓๙๑๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอาสังกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการหลอกลวงของภรรยาเก่า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาสาวตีนาน ลตา ดังนี้. เรื่องนี้จักมีแจ้งชัดในอินทริยชาดกข้างหน้า.

แต่ในที่นี้ พระศาสดา ตรัสกะภิกษุนั้นว่า ได้ทราบว่า คุณจะสึกจริงหรือ ?

ภิ. จริงพระพุทธเจ้าข้า. พ. อะไรทำให้เธอสึก ? ภิ. ภรรยาเก่า พระพุทธเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ทำความพินาศย่อยยับให้เธอ ไม่เฉพาะในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อน เธอก็อาศัยหญิงนี้ละทิ้งจตุรงคเสนา เสวยทุกข์ขนาดหนักอยู่ในท้องที่ป่าหิมพานต์ เป็นเวลา ๓ ปี แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในสกุลพราหมณ์ ที่บ้านกาสิกะเติบใหญ่แล้วได้รับการศึกษาที่เมืองตักกศิลา บวชเป็นฤาษี มีหัวมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร ให้อภิญญาและสมาบัติ เกิดขึ้นแล้วอยู่ในท้องถิ่นป่าหิมพานต์. เวลานั้นสัตวโลกตนหนึ่งถึงพร้อมด้วยบุญ จุติจากดาวดึงสพิภพ เกิดเป็นเด็กหญิงที่กลีบบัวกลีบหนึ่งในสระบัว ณ ที่นั้น เมื่อดอกบัวเหลืองเหี่ยวร่วงโรยลงไป ดอกบัวดอกนั้น ยังกลีบพองท้องป่องอยู่นั่นแหละไม่โรย. ท่านดาบสได้มายังสระบัวนั้น เพื่ออาบน้ำ เห็นดอกบัวดอกนั้น คิดว่า เมื่อดอกบัวดอกอื่นๆ ร่วงโรยไปแล้ว แต่ดอกนี้ยังคงกลีบพองท้องป่องอยู่ จะมีเหตุอะไรหนอ ? แล้วผลัดผ้าอาบน้ำลงไปเปิดดูดอกบัวดอกนั้น เห็นเด็กหญิงคนนั้นแล้ว เกิดความสำคัญขึ้นว่าเป็นลูกสาว นำมายังบรรณศาลาเลี้ยงดูไว้. ต่อมานางอายุได้ ๑๖ ขวบมีรูปร่างสวยงามเลอโฉมเกินผิวพรรณมนุษย์ แต่ไม่ถึงผิวพรรณเทวดา. ครั้งนั้น ท้าวสักกะได้เสด็จมาสู่ที่อุปฐากพระโพธิสัตว์. ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นนาง จึงตรัสถามว่า หญิงนี้มาจากไหน ? ทรงสดับทำนองที่ได้มาแล้วตรัสถามว่า ควรจะได้อะไรสำหรับหญิงนี้ ? ท่านดาบสทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า ควรจะได้เนรมิตรปราสาทแก้วผลึกเพื่อเป็นที่อยู่ และการจัดแจงที่นอนทิพย์ เครื่องประดับประดาวัตถาภรณ์ และโภชนะอันเป็นทิพย์ให้. ท้าวสักกะทรงสดับคำนั้นแล้วตรัสว่า ดีแล้วพระคุณเจ้า แล้วได้ทรงเนรมิตรปราสาทแก้วผลึกให้เป็นที่อยู่ของนาง เสร็จแล้วทรงเนรมิตรที่นอนทิพย์ เครื่องประดับประดาวัตถาภรณ์ และข้าวน้ำอันเป็นทิพย์ให้. ปราสาทนั้น เวลานางขึ้น ก็ลดต่ำลงมาสถิตอยู่ที่พื้นดิน แต่เวลานางลงแล้ว ก็เลื่อนขึ้นไปลอยอยู่บนอากาศ. นางทำวัตรปฏิบัติพระโพธิสัตว์อยู่ในปราสาท. พรานป่าคนหนึ่ง เห็นนางเข้าจึงเรียนถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หญิงคนนี้เป็นอะไรของพระคุณเจ้า. ได้ทราบว่าเป็นธิดา จึงไปยังเมืองพาราณสี ทูลในหลวงว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นธิดาของดาบสรูปหนึ่ง มีรูปร่างอย่างนี้ คือสวยงามในท้องที่ป่าหิมพานต์. พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงสนพระทัยเพราะเกี่ยวข้องกับการได้ทรงสดับข่าวนั่นเอง จึงให้พรานป่าเป็นผู้นำทางเสด็จไปยังที่นั้น ด้วยจตุรงคเสนา ทรงตั้งค่ายไว้แล้ว ทรงพาพรานป่าไป มีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จเข้าไปยังอาศรมบท ทรงไหว้พระมหาสัตว์แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าหญิง เป็นมลทินของพรหมจรรย์ โยมจะเลี้ยงดูธิดาของพระคุณเจ้า.

ส่วนพระโพธิสัตว์ได้ตั้งชื่อให้กุมาริกานั้นว่า อาสังกากุมารีเพราะว่าท่านแคลงใจว่า อะไรหนออยู่ในดอกบัวนั้น แล้วจึงลงน้ำไปเอาขึ้นมา.

ท่านไม่ทูลพระราชานั้นตรง ๆ ว่า มหาบพิตรจงรับเอานางนี้ไปแต่ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์เมื่อทรงทราบชื่อของกุมาริกาคนนี้แล้วจงทรงรับเอาไปเถิด.

พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญเมื่อพระคุณเจ้าบอกโยมก็จักรู้.

พระโพธิสัตว์ ทูลว่า อาตมาภาพจะไม่ทูลบอกมหาบพิตร ขอให้มหาบพิตรทรงทราบนามด้วยกำลังพระปัญญาของมหาบพิตรเอง แล้วทรงรับเอาไปเถิด.

พระราชาทรงรับคำท่านแล้ว จำเดิมแต่นั้นมา จึงทรงใคร่ครวญดูชื่อของนางพร้อมด้วยอำมาตย์ทั้งหลายว่า หญิงนี้ชื่ออะไรหนอ ?

พระองค์ทรงกำหนดชื่อไว้หลายชื่อที่รู้กันยาก แล้วตรัสบอกกับพระโพธิสัตว์ว่า จักเป็นชื่อโน้น จักเป็นชื่อโน้น. พระโพธิสัตว์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ชื่ออย่างนี้. ลำดับนั้น เมื่อพระราชาทรงใคร่ครวญดูชื่ออยู่นั่นแหละ กาลเวลาได้ล่วงไป ๑ ปีแล้ว. ครั้งนั้น สัตว์ร้ายทั้งหลายมีสิงห์โตเป็นต้น ตระครุบช้าง ม้า และมนุษย์ทั้งหลายกิน. อันตรายจากสัตว์เลื้อยคลานก็มี. อันตรายจากเหลือบก็มี. คนทั้งหลายลำบากเพราะตายกันไปมาก. จึงพระราชาทรงกริ้วแล้วคิดว่า เราจักมีความต้องการทำไม ด้วยหญิงนี้. ตรัสบอกพระโพธิสัตว์แล้วก็เสด็จไป. วันนั้นอาสังกากุมาริกา เปิดหน้าต่างแก้วผลึกแล้วได้ยืนแสดงตัวให้เห็น. พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางแล้วตรัสว่าเราไม่อาจจะรู้จักชื่อของเธอได้ เธอจงอยู่ที่ป่าหิมพานต์ไปเถิดนะ พวกฉันจักไปละ. นางจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์จะเสด็จไปที่ไหนจึงจะได้ผู้หญิงเช่นหม่อมฉัน ขอพระองค์ทรงสดับคำของหม่อมฉัน เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี มีอยู่ที่จิตรลดาวัน ในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ น้ำทิพย์เกิดขึ้นภายในผลของมัน เทพยดาทั้งหลายดื่มน้ำนั้นครั้งเดียว นอนเมาอยู่บนที่นอนทิพย์ถึง ๔ เดือน แต่เถาอาสาวดีนั้น หนึ่งพันปี จึงจะออกผลพวกเทพบุตรที่เป็นนักเลงสุรา คิดว่า พวกเราจักได้ผลจากเถาอาสาวดีนี้จึงยับยั้งความกระหายในการดื่มน้ำทิพย์ไว้ พากันไปดูเถานั้นเนือง ๆ ว่ายังปลอดภัยอยู่หรือ ? ตลอดพันปี. ส่วนพระองค์ปีเดียวเท่านั้นเอง ก็ท้อพระราชหฤทัยเสียแล้ว ธรรมดาความหวังที่มีผล คือความสมหวังเป็นเหตุให้เกิดความสุข ขอพระองค์อย่าทรงท้อพระราชหฤทัยเลย ดังนี้แล้วกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-

เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดาวัน พันปีมันจึงจะออกผล ๆ หนึ่ง เมื่อมีผล ระยะไกลถึงเพียงนั้น ทวยเทพยังพากันไป เยือนมันอยู่บ่อย ๆ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ จงทรงจำนงหวังไว้เถิด เพราะความหวังที่มีผล เป็นเหตุให้เกิดความสุข. นกนั้นหวังอยู่นั่นเอง ความหวังของมัน มีอยู่ไกลถึงเพียงนั้น ก็ยัง สำเร็จได้. ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จงทรง จำนงหวังไว้เถิด เพราะความหวังที่มีผล เป็น เหตุให้เกิดความสุข.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสาวตี ได้แก่ เถาวัลย์ที่มีชื่ออย่างนี้ อธิบายว่า เถาวัลย์นั้นได้ชื่อนี้ เพราะเทวดาเกิดความหวังในผลของมัน. บทว่า จิตฺตลตาวเน ความว่า ในสวนที่มีชื่ออย่างนี้. ได้ทราบว่า ในสวนนั้น รัศมีของต้นไม้และเถาวัลย์ ทำสีของร่างกายเทวดาทั้งหลายผู้เข้าไปใน วันนั้นให้วิจิตรงดงาม ด้วยเหตุนั้น สวนนั้นจึงเกิดมีชื่อว่า จิตรลดาวัน. บทว่า ปยิรุปาสนฺติ ความว่า ไปเยือนบ่อย ๆ. บทว่า อาสึเสว ความว่า จงทรงจำนงหวังเถิด คือทรงปรารถนาทีเดียวได้แก่ จงอย่าทำกรรมคือการตัดความหวังทิ้ง.

พระราชาทรงสนพระทัยในถ้อยคำของนาง จึงทรงประชุมอำมาตย์ทั้งหลาย ทรงแสวงหาชื่อของนางโดยทรงตั้งชื่อ ๑๐ ชื่อ ได้ประทับอยู่อีกหนึ่งปี. ในชื่อทั้ง ๑๐ นั้นไม่มีชื่อของนาง เมื่อพระราชดำรัสว่า ชื่อนี้ พระโพธิสัตว์ปฏิเสธเหมือนกัน. พระราชาจึงทรงม้าเสด็จออกไปอีก ด้วยทรงดำริว่า เราจักมีความต้องการทำไมด้วยหญิงคนนี้. ส่วนนางก็ยืนที่หน้าต่างแสดงตัวให้เห็นอีก. พระราชาทรงเห็นนางแล้วได้ตรัสว่า พวกเราไม่สามารถรู้จักชื่อเธอ เธอจงอยู่ที่ป่าหิมพานต์ไปเถิดพวกฉันจักกลับละ

อา. ข้าแต่มหาราช เหตุไหนพระองค์จึงจะเสด็จไปเสีย ? รา. ฉันไม่สามารถจะรู้จักชื่อของเธอ.

นางทูลว่า ข้าแต่มหาราช เหตุไฉน ? พระองค์จักไม่ทรงรู้จักชื่อ ธรรมดาความหวังที่จะไม่ให้สำเร็จตามประสงค์ไม่มี ขอพระองค์จงทรงสดับคำของหม่อมฉันก่อน ได้ทราบว่านกยางตัวหนึ่งเกาะอยู่บนยอดเขา แต่ก็ได้รับสิ่งที่ตนปรารถนา เหตุไฉนพระองค์จักไม่ได้รับข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงยับยั้งอยู่เถิดพระเจ้าข้า. เล่าต่อกันมาว่า นกยางตัวหนึ่งบินไปคาบเอาเหยื่อที่สระบัวแห่งหนึ่ง แล้วกลับมาซ่อนอยู่บนยอดเขา มันอยู่ที่นั้นนั่นแหละ ตลอดวันนั้น รุ่งขึ้นจึงคิดว่า เราได้เกาะอยู่อย่างสบายบนยอดเขาลูกนี้ ถ้าหากเราจะไม่เคลื่อนย้ายไปจากที่ตรงนี้ เจ้าอยู่ที่ตรงนี้เท่านั้น คาบเอาเหยื่อดื่มน้ำแล้วอยู่ตลอดวันนี้ คงจะเจริญหนอ. จึงในวันนั้นนั่นเอง ท้าวสักกเทวราชทรงทำการย่ำยีพวกอสูร ได้ความเป็นใหญ่ในเทวโลก ในดาวดึงส์พิภพแล้วทรงดำริว่า ก่อนอื่นมโนรถ คือความต้องการของเราได้ถึงที่สุดแล้วมีอยู่หรือไม่ ใครอื่นที่มีมโนรถยังไม่ถึงที่สุด. ท้าวเธอทรงใคร่ครวญอยู่ก็ทรงเห็นนกยางตัวนั้น จึงทรงดำริว่า เราจักให้มโนรถของมันถึงที่สุด. แล้วได้ทรงบันดาลให้แม่น้ำสายหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกลจากที่ที่นกยางนั้นเกาะอยู่ เต็มไปด้วยห้วงน้ำแล้วส่งน้ำไปทางยอดเขา. นกยางเกาะอยู่ยอดเขานั้นนั่นแหละ จิกกินปลาดื่มน้ำแล้วอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง ตลอดวันนั้นภายหลังแม่น้ำก็เหือดหายไป. ข้าแต่มหาราช นกยางยังได้รับผล เพราะความหวังของตนอย่างนี้ก่อน เหตุไร ? พระองค์จักไม่ทรงได้รับดังนี้แล้วได้กล่าวคาถาว่า อาสึสเถว ดังนี้เป็นต้น

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสึสเถว ความว่า จงหวังเถิดคือจงปรารถนาเถิด. บทว่า ปกฺขี ความว่า นกชื่อว่า ปักขี เพราะประกอบด้วยปีก. ชื่อว่า ทิช เพราะเกิด ๒ ครั้ง. บทว่า ตาวทูรคตา สติ ความว่า ขอพระองค์จงทรงดูเถิด ความที่ปลาและน้ำมีอยู่ใกล้จากยอดเขา แต่ความหวังของนกยางนั้น มีไปในระยะไกลอย่างนี้ ก็ยังเต็มได้เหมือนกัน ด้วยอานุภาพของท้าวสักกะ.

ครั้งนั้น พระราชาได้ทรงสดับคำของนางแล้ว ทรงติดพระทัยในรูป ทรงข้องพระทัยอยู่ในถ้อยคำของนาง ไม่อาจจะเสด็จไปได้ ทรงประชุมอำมาตย์ทั้งหลาย ตั้งชื่อ ๑๐๐ ชื่อ. เมื่อพระองค์ทรงแสวงหาชื่อ๑๐๐ ชื่ออยู่ ก็ล่วงไปอีกปีหนึ่ง. ท้าวเธอเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ โดยเวลาล่วงเลยไป ๓ ปี ตรัสถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางจักมีชื่อโน้น จักมีชื่อนี้. ตามอำนาจของชื่อ ๑๐๐ ชื่อ. พระโพธิสัตว์ทูลว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่ทรงรู้จักชื่อของนาง. ท้าวเธอตรัสว่า บัดนี้พวกกระผมจักลาไปละ. ทรงไหว้พระโพธิสัตว์แล้วเสด็จออกไป. อาสังกากุมาริกา ก็ได้ยืนพิงประตูหน้าต่างแก้วผลึก อีกนั่นแหละ. พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว ตรัสว่า เธอจงอยู่ไปเถิดพวกเราจักไปละ. นางทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช เหตุไร? พระองค์จึงจักเสด็จไปเสียล่ะ. พระราชาตรัสว่า เธอให้เราอิ่มเอิบด้วยคำพูดอย่างเดียว แต่ไม่ให้อิ่มเอิบด้วยความยินดีในกาม. ๓ ปีได้ผ่านไปแล้ว สำหรับเราผู้ติดใจถ้อยคำที่อ่อนหวานของเจ้า บัดนี้ฉันจักไปละ แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

เธอให้ฉันเอิบอิ่มด้วยวาจา แต่หาให้เอิบอิ่มด้วยสิ่งที่ควรทำไม่ เหมือนดอกหงอนไก่ มีสีสวยแต่ไม่มีกลิ่น ผู้ใดไม่ให้ปันไม่เสียสละ โภคะ พูดแค่คำอ่อนหวานที่ไร้ผล ในมิตร ทั้งหลาย ความสัมพันธ์กับมิตรนั้น ของผู้นั้น จะจืดจางไป. เพราะว่าคนควรพูดแต่สิ่งที่จะ ต้องทำ ไม่ควรพูดถึงสิ่งที่ไม่ต้องทำ บัณฑิต ทั้งหลายรู้จักคนไม่ทำ ดีแต่พูด. ก็แหละกำลัง พลของเราร่อยหลอแล้ว และสะเบียงก็ไม่มี เราสงสัยในความสิ้นชีวิตของตน เชิญเถิด เราจะไปเดี๋ยวนี้แหละ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺเปสิ ได้แก่ ให้อิ่มเอิบ คือให้เอิบอิ่ม. คำว่า มาลา โสเรยฺยกสฺเสว นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนา ของหญ้าหางช้างในกระถาง แต่พระราชาตรัสหมายถึงดอกไม้ แม้อื่น ๆ ทุกอย่างนั่นแหละ ที่มีสีสวย แต่ไม่มีกลิ่นเช่นดอกคำ ดอกว่านหางช้างและดอกชะบาเป็นต้น. ด้วยคำว่า วณฺณวนฺตา อคนฺธิกา พระราชาทรงแสดงว่าดอกของต้นโสเรยยกะเป็นต้น ให้คนอิ่มเอิบด้วยการดูเพราะมีสีสวย แต่ไม่ให้อิ่มเอิบด้วยกลิ่น เพราะไม่มีกลิ่นฉันใด เธอก็ฉันนั้น ให้เราอิ่มเอิบด้วยการทัศนา และถ้อยคำที่น่ารัก แต่ไม่ให้อิ่มเอิบด้วยสิ่งที่ควรทำ. บทว่า อททํ ความว่า น้องนางเอ๋ย ผู้ใดพูดด้วยคำหวานว่า ผมจักให้โภคทรัพย์ชื่อนี้แก่คน. แต่ไม่ให้ไม่สละโภคะนั้น ชื่อว่า สร้างคำหวานอย่างเดียวเท่านั้น มิตรสัมพันธ์ของเขากับผู้นั้นจะเสื่อมทรุด คือต่อไม่ติดด้วยมิตรสันถวะ. บทว่า ปาเกยฺยญฺจ ความว่า น้องนางเอ๋ย เมื่อฉันติดใจคำหวานของเธออยู่ที่นี่เท่านั้น เป็นเวลา ๓ ปี ทั้งกำลังพล กล่าวคือช้างม้ารถ และพลเดินเท้า ทั้งสะเบียงกล่าวคืออาหารและเบี้ยเลี้ยงคนเล่าก็ไม่มี. บทว่า สงฺเก มานุปโรธายความว่า เรานั้นสงสัยถึงความพินาศแห่งชีวิตของตนในที่นี้นั่นเอง เชิญเถิด ฉันจักไปเดี๋ยวนี้ ดังนี้.

อาสังกากุมาริกา ได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว เมื่อจะทูลปราศรัยกับพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงทราบชื่อของหม่อมฉันเถิด ชื่อของหม่อมฉัน พระองค์ตรัสอยู่แล้วนั่นแหละ ขอพระองค์จงทรงบอกชื่อนี้แก่บิดาของหม่อมฉัน แล้วรับเอาหม่อมฉันไปเถิด ดังนี้แล้ว ได้ทูลว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สิ่งใดมีอยู่ในชื่อ สิ่งนั้นแหละเป็นชื่อของ หม่อมฉัน. ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จง ทรงรอก่อน หม่อมฉันจะขอบอกลาบิดา.

คาถานั้น มีเนื้อความว่า พระราชาตรัสคำใดกะหม่อมฉัน คำว่าอาสงกานั้นนั่นแหละ เป็นชื่อของหม่อมฉัน.

พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงได้เสด็จไปยังสำนักของท่านดาบสทรงไหว้แล้ว ตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ธิดาของพระคุณเจ้า ชื่อว่า อาสงกา. พระมหาสัตว์ ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้วจึงทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร เริ่มแต่เวลาที่มหาบพิตร ทรงรู้จักชื่อแล้ว ขอมหาบพิตรจงทรงรับนางไปเถิด. พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงไหว้พระมหาสัตว์เสด็จมายังวิมานแก้วผลึก ตรัสว่า น้องนางเอ๋ย วันนี้บิดาได้ให้น้องแก่พี่แล้ว มาเถิด เราจักไปกันเดี๋ยวนี้. นางได้ฟังดังนี้แล้ว จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชจงทรงรอก่อน หม่อมฉันขอบอกบิดาก่อน แล้วลงจากปราสาทไหว้พระมหาสัตว์ ร่ำไห้ขอขมาโทษแล้วได้ไปยังราชสำนัก. พระราชาทรงพานางเสด็จไปนครพาราณสีประทับอยู่ครองกันด้วยความรัก ทรงจำเริญด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา. พระโพธิสัตว์ไม่เสื่อมจากฌาน คือมรณภพแล้วเกิดในพรหมโลก.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในเวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันจะสึกได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. นางอาสังกากุมาริกาในครั้งนั้น ได้แก่ภรรยาเก่าในปัจจุบันนี้ พระราชา ได้แก่ภิกษุผู้กระสันจะสึก ส่วนดาบส ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาอาสังกชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๕๒–๖๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๓๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Āsaṅkajātakaṃ

āsāvatī nāma latāti idaṃ satthā jetavane viharanto purāṇadutiyikapalobhanaṃ ārabbha kathesi. Vatthuṃ indriyajātake āvībhavissati.

Idha pana satthā taṃ bhikkhuṃ saccaṃ kira tvaṃ ukkaṇṭhitoti vatvā saccaṃ bhanteti vutte kena ukkaṇṭhāpitosīti purāṇadutiyikāya bhanteti vutte bhikkhu esā itthī tuyhaṃ anatthakārikā pubbepi tvaṃ etaṃ nissāya caturaṅginiṃ senaṃ jahitvā himavantappadese mahantaṃ dukkhaṃ anubhavanto tīṇi saṃvaccharāni vasīti vatvā atītaṃ āha

atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto kāsikagāme brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ uggahitasippo isipabbajjaṃ pabbajitvā vanamūlaphalāhāro abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā himavantappadese vasi. Tasmiṃ kāle eko puññasampanno satto tāvatiṃsabhavanato cavitvā tasmiṃ ṭhāne padumasare ekasmiṃ padumagabbhe dārikā hutvā nibbatti sesapadumesu purāṇabhāvaṃ patvā patantesupi taṃ mahākucchikaṃ hutvā Tiṭṭhateva. Tāpaso nahāyituṃ padumasaraṃ āgato taṃ disvā aññesu padumapupphesu patantesupi idaṃ mahākucchikaṃ hutvā tiṭṭhati kiṃ nu kho kāraṇanti cintetvā udakasāṭakaṃ nivāsetvā otaranto gantvā taṃ padumaṃ vivaritvā taṃ dārikaṃ disvā dhītusaññaṃ uppādetvā paṇṇasālaṃ ānetvā paṭijaggi. Sā aparabhāge soḷasavassikā hutvā abhirūpā ahosi uttamarūpadharā atikkantā mānusakavaṇṇaṃ appattā devavaṇṇaṃ. Tadā sakko bodhisattassa upaṭṭhānaṃ āgacchati. So taṃ disvā kuto esāti pucchitvā laddhaniyāmaṃ sutvā imissā kiṃ laddhuṃ vaṭṭatīti pucchi. Nivāsanatthāya phalikapāsādaṃ māpetvā dibbasayanadibbavatthālaṅkārabhojanavidhānaṃ mārisāti. Taṃ sutvā so sādhu bhanteti tassā nivāsanatthāya phalikapāsādaṃ māpetvā dibbasayanadibbavatthālaṅkāradibbaannapānāni māpesi. So pāsādo tassā abhirūhanakāle otaritvā bhūmiyaṃ patiṭṭhati tassā ārohaṇakāle laṅghitvā ākāse tiṭṭhati. Sā bodhisattassa vattapaṭipattiṃ kurumānā pāsāde vasi. Tameko vanacarako disvā ayaṃ bhante vo kiṃ hotīti pucchitvā dhītā meti sutvā bārāṇasiṃ gantvā deva mayā himavantappadese evarūpā nāma ekassa tāpasassa dhītā diṭṭhāti rañño ārocesi. Taṃ sutvā so savanasaṃsaggeneva bajjhitvā vanacarakaṃ magguddesakaṃ katvā caturaṅginiyā senāya taṃ ṭhānaṃ gantvā khandhāvāraṃ nivāsāpetvā vanacarakaṃ ādāya amaccagaṇaparivuto assamapadaṃ pavisitvā Mahāsattaṃ vanditvā ekamantaṃ nisinno bhante itthiyo nāma brahmacariyassa malaṃ tumhākaṃ dhītaraṃ ahaṃ paṭijaggissāmīti āha. Bodhisatto pana kiṃ nu kho etasmiṃ padumeti āsaṅkaṃ katvā udakaṃ otaritvā ānītabhāvena tassā kumārikāya āsaṅkākumārīti nāmaṃ akāsi. So taṃ rājānaṃ imaṃ gahetvā gacchāti ujukaṃ avatvā mahārāja imāya kumārikāya nāmaṃ jānanto gaṇhitvā gacchāti. Taṃ sutvā rājā āha tumhehi kathite jānissāmi bhanteti. Ahaṃ te na kathemi tvaṃ attano paññābalena nāmaṃ jānantova gahetvā yāhīti. So sādhūti sampaṭicchitvā tato paṭṭhāya amaccehi saddhiṃ kiṃnāmā nu kho esāti nāmaṃ upadhāreti. So yāni tāni dujjānāni nāmāni tāni kittetvā asukā nāma bhavissati asukā nāma bhavissatīti bodhisattena saddhiṃ kathesi. Taṃ sutvā bodhisatto na evaṃnāmāti paṭikkhipati. Atha rañño nāmaṃ upadhārentasseva saṃvaccharo atīto. Tadā hatthiassamanusse sīhādayo bāḷā gaṇhanti dīghajātikaparipantho hoti makkhikaparipantho hoti sītena kilametvā bahū manussā maranti. Atha rājā kujjhitvā kiṃ me etāyāti bodhisattassa kathetvā pāyāsi. Āsaṅkā kumārikā etaṃ divasaṃ phalikavātapānaṃ vivaritvā attānaṃ dassentī aṭṭhāsi. Rājā taṃ disvā mayaṃ tava nāmaṃ jānituṃ na sakkoma tvaṃ himavanteyeva vasi mayaṃ gamissāmāti āha. Kahaṃ mahārāja gacchanto mādisaṃ itthiṃ Labhissasi mama vacanaṃ suṇāhi tāvatiṃsadevaloke cittalatāvane āsāvatī nāma latā atthi tassa phalassa abbhantare dibbapānaṃ nibbatti taṃ ekavāraṃ pivitvā cattāro māse mattā hutvā dibbasayane sayanti sā pana vassasahassena phalati surāsoṇḍā devaputtā ito phalaṃ labhissāmāti dibbapāne pipāsaṃ adhivāsetvā vassasahassaṃ nivaddhaṃ gantvā taṃ lataṃ arogā nu khoti olokenti tvaṃ pana ekasaṃvacchareneva ukkaṇṭhito āsāphalavatī nāma sukhā mā ukkaṇṭhīti vatvā tisso gāthā abhāsi

āsāvatī nāma latā jātā cittalatāvane

tassā vassasahassena ekaṃ nibbattate phalaṃ

taṃ devā payirupāsanti tāva dūraphale sati.

Āsiṃseva tuvaṃ rāja āsā phalavatī sukhā

āsiṃsatheva so pakkhī āsiṃsatheva so dijo.

Tassevāsā samijjhattha tāva dūragatā sati

āsiṃseva tuvaṃ rāja āsā phalavatī sukhāti.

Tattha āsāvatīti evaṃnāmakā sā hi yasmā tassā phale āsā uppajjati tasmā etaṃ nāmaṃ labhi. Cittalatāvaneti evaṃnāmake uyyāne tasmiṃ kira uyyāne rukkhalatādīnaṃ pabhā tattha paviṭṭhapaviṭṭhānaṃ devānaṃ sarīravaṇṇaṃ citraṃ karoti tenassa cittalatāvananti nāmaṃ jātaṃ. Payirupāsantīti punappunaṃ upenti. Āsiṃsevāti āsiṃsāhiyeva patthehiyeva mā āsacchedakammaṃ karohīti.

Rājā tassā kathāya bajjhitvā puna amacce sannipātetvā dasanāmakaṃ kāretvā nāmaṃ gavesanto aparampi saṃvaccharaṃ vasi. Tassā dasanāmakepi nāmaṃ nāhosi asukaṃ nāmāti vutte bodhisatto paṭikkhipateva. Puna rājā kiṃ me imāyāti turaṅgaṃ āruyha pāyāsi. Sāpi puna vātapāne ṭhatvā attānaṃ dassesi. Taṃ disvā rājā tiṭṭha tvaṃ mayaṃ gamissāmāti āha. Kasmā yāsi mahārājāti. Tava nāmaṃ jānituṃ na sakkomīti. Mahārāja kasmā nāmaṃ na jānissati āsā nāma asamijjhanakā natthi mama vacanaṃ suṇāhi eko kira bako pabbatamuddhani ṭhito attanā patthitaṃ labhi tvaṃ kasmā na labhissasi adhivāsehi mahārājāti. Eko kira bako ekasmiṃ padumasare gocaraṃ gahetvā uppatitvā pabbatamatthake nilīyi. So taṃdivasaṃ tattheva vasitvā punadivase cintesi ahaṃ imasmiṃ pabbatamatthake sukhaṃ nisinno sace ito anuccāvetvā ettheva nisinno gocaraṃ gahetvā pānīyaṃ pivitvā imaṃ divasaṃ vaseyyaṃ bhadrakaṃ vata assāti. Atha taṃdivasameva sakko devarājā asuranimmathanaṃ katvā tāvatiṃsabhavane devissariyaṃ laddho cintesi mama tāva manoratho matthakaṃ patto atthi nu kho añño koci aparipuṇṇamanorathoti so upadhārento taṃ bakaṃ disvā imassa manorathaṃ matthakaṃ pāpessāmīti bakassa nisinnaṭṭhānato avidūre ekā nadī atthi taṃ nadiṃ oghapuṇṇaṃ katvā pabbatamatthakena pesesi. Bako tasseva nisinno macche khāditvā pānīyaṃ pitvā taṃ divasaṃ Tattheva vasi atha udakaṃpi bhassitvā gataṃ evaṃ mahārāja bakopi tāva attano āsā phalaṃ labhi tvaṃ kasmā na labhissasīti vatvā āsiṃsathevāti ādimāha.

Tattha āsiṃsathevāti āsiṃsiyeva patthesiyeva. Pakkhīti pakkhehi yuttattā pakkhī. Dvikkhattuṃ jātatāya dijo. Tāva dūragatā satīti pabbatamatthakato macchānañca udakassa ca dūrabhāvaṃ passaṃ evaṃ dūragatā samānā sakkassa ānubhāvena bakassa āsā pūratiyevāti.

Atha rājā tassā kathaṃ sutvā rūpe bajjhitvā kathāya allīno gantuṃ asakkonto amacce sannipātetvā satanāmaṃ kāresi. Satanāmavasena nāmaṃ gavesantassāpissa aññaṃ saṃvaccharaṃ atītaṃ. So tiṇṇaṃ saṃvaccharānaṃ accayena bodhisattaṃ upasaṅkamitvā satanāmavasena asukaṃ nāma asukaṃ nāma bhavissati bhanteti pucchi. Na jānāsi mahārājāti. So gamissāmadāni mayanti bodhisattaṃ vanditvā pāyāsi. Āsaṅkā kumārikā puna phalikavātapānaṃ nissāya ṭhitāva. Rājā taṃ disvā tvaṃ accha mayaṃ gamissāmāti āha. Kasmā mahārājāti. Tvaṃ maṃ vacaneneva santappesi na ca kāmaratiyā tava madhuravacanena bajjhitvā vasantassa mama tīṇi saṃvaccharāni atikkantāni idāni gamissāmīti vatvā imā gāthā āha

sampesi kho maṃ vācāya na ca sampesi kammunā

mālā soreyyakasseva vaṇṇavantā agandhikā.

Aphalaṃ madhuraṃ vācaṃ yo mittesu pakubbati

adadaṃ avissajaṃ bhogaṃ sandhi tenassa jīrati.

Yaṃ hi kayirā taṃ hi vade yaṃ na kayirā na taṃ vade

akarontaṃ bhāsamānaṃ parijānanti paṇḍitā.

Balañca vata me jiṇṇaṃ pātheyyañca na vijjati

saṅke mānuparodhāya handa dāni vajāmahanti.

Tattha sampesīti santappesi pīnesi. Malā soreyyakassevāti karaṇḍakakuraṇḍakassa desanāsīsamevetaṃ. Yaṃkiñci pana suvaṇṇakuraṇḍakajayakusumanādikaṃ aññampi pupphaṃ vaṇṇasampannaṃ agandhakaṃ sabbantaṃ sandhāyevamāha. Vaṇṇavantā agandhikāti yathā soreyyakādīnaṃ mālā vaṇṇavantatāya dassanena tappeti agandhitāya gandhena na tappeti evaṃ tvaṃ maṃ dassanena piyavacanena ca santappesi na kammunāti dīpeti. Adadanti bhadde yo imaṃ nāma bhogaṃ te dassāmīti madhuravacanena vatvā taṃ bhogaṃ adadanto avissajjento kevalaṃ madhuravacanameva karoti tena saddhiṃ assa mittassa sandhi jīrati mittasanthavena na ghaṭīyati. Pātheyyañcāti bhadde mayhaṃ tava madhuravacanena bajjhitvā tīṇi saṃvaccharāni vasantasseva hatthiassarathapattisaṅkhātaṃ balañca khīṇaṃ manussānaṃ bhattavetanasaṅkhātaṃ pātheyyañca natthi. Saṅke mānuparodhāyāti svāhaṃ idheva attano jīvitavināsaṃ āsaṅkāmi handa idānāhaṃ gacchāmīti.

Āsaṅkā kumārikā rañño vacanaṃ sutvā mahārāja tvaṃ Mayhaṃ nāmaṃ jānāsi tayā vuttameva mama nāmaṃ imaṃ me pitu kathetvā maṃ gaṇhitvā yāhīti raññā saddhiṃ sallapantī āha

etadeva hi me nāmaṃ yaṃ nāmasmiṃ rathesabha

āgamehi mahārāja pitaraṃ āmantayāmahanti.

Tassattho yaṃ maṃ āha etaṃ āsaṅkātveva mama nāmanti.

Taṃ sutvā rājā bodhisattassa santikaṃ gantvā vanditvā bhante tumhākaṃ dhītā āsaṅkā nāmāti āha. Taṃ sutvā mahāsatto nāmaṃñātakālato paṭṭhāya taṃ gahetvā gaccha mahārājāti āha. Taṃ sutvā so mahāsattaṃ vanditvā phalikavimānadvāraṃ āgantvā ajja bhadde pitarāpi tvaṃ mayhaṃ dinnā ehi dāni gamissāmāti. Taṃ sutvā sā āgamehi mahārāja pitaraṃ āmantayāmahanti vatvā pāsādā otaritvā mahāsattaṃ vanditvā roditvā khamāpetvā rañño santikaṃ āgatā. Rājā taṃ gahetvā bārāṇasiṃ gantvā puttadhītāhi vaḍḍhanto piyasaṃvāsaṃ vasi. Bodhisatto aparihīnajjhāno brahmaloke uppajji.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā āsaṅkā kumārikā purāṇadutiyikā ahosi rājā ukkaṇṭhitabhikkhu ahosi tāpaso pana ahamevāti.

Āsaṅkajātakaṃ pañcamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๗๙. เนรุชาดกชาดกถัดไป๓๘๑. มิคาโลปชาดก