ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มิคาโลปชาดก
ชาดกที่ ๓๘๑ · ฉักกนิบาตชาดก · อาวาริยวรรค

มิคาโลปชาดก

ว่าด้วยโทษของคนหัวดื้อ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๖๓ · บรรทัด ๓๙๓๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมิคาโลปชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า น เม รุจิ ดังนี้.

ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกภิกษุนั้นมา แล้วตรัสถามว่าจริงหรือภิกษุ ได้ทราบว่าเธอเป็นผู้ว่ายาก ? เมื่อเธอทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่บัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนเธอก็เป็นคนว่ายากเหมือนกัน. ก็เพราะอาศัยความเป็นผู้ว่ายาก เธอไม่เชื่อฟังคำของบัณฑิตทั้งหลายจึงถึงความย่อยยับ ในช่องทางของลมเวรัมภะ. คือลมงวง. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดแร้ง ได้มีชื่อว่าแร้งอปรัณ มันมีหมู่แร้งห้อมล้อมอาศัยอยู่บนเขาคิชฌกูฏ. ส่วนลูกของมันชื่อมิคาโลปะ มีกำลังสมบูรณ์. มันบินสูงมาก เลยแดนของแร้งตัวอื่น ๆ ไปแร้งทั้งหลายบอกแก่พระยาแร้งว่า ลูกของท่านบินไปไกลเหลือเกิน. แร้งอปรัณได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงเรียกลูกมาถามว่า ลูกเอ๋ย ได้ยินว่าเจ้าบินสูงมากผู้บินสูงมากจักถึงความสิ้นชีวิต แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาไว้ว่า :-

ดูก่อนพ่อมิคาโลปะ พ่อไม่มีความพอใจ ที่เจ้าบินไปอย่างนั้น ลูกเอ๋ยเจ้าบินสูงมาก เจ้า คบหาที่ไม่ใช่ถิ่นลูกเอ๋ย. แผ่นดินปรากฏแก่ เจ้า เป็นเสมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยม เมื่อใด เมื่อนั้นเจ้าจงกลับลงมา อย่าบินเลยนี้ขึ้นไป. นกแม้เหล่าอันที่มีปีกเป็นยานพาหนะ บินไป ในอากาศมีอยู่ พวกมันถูกกำลังแรงของลมพัด ไปสำคัญตนว่า เป็นเสมือนสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย ได้พินาศไปแล้วมากต่อมาก.

พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น แร้งพ่อเรียกลูกโดยชื่อว่ามิคโลปะ. บทว่า อตุจฺจํ ตาต คจฺฉสิ ความว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าบินสูงจนเลยแดนของแร้งเหล่าอื่น. แร้งพ่อบอกแดนแก่ลูก ด้วยคำนี้ว่า จตุกฺกณฺณํว เกทารํ คือ เหมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยม. มีอธิบายไว้ว่าลูกเอ๋ย เมื่อผืนแผ่นดินใหญ่นี้เป็นเสมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยมสำหรับเจ้าคือปรากฏเป็นเหมือนขนาดเล็กอย่างนั้น เมื่อนั้นเจ้าควรกลับ จากที่ประมาณเท่านี้ อย่าไปเลยนี้. บทว่า สนฺติ อญฺเปิ เป็นต้น ความว่าแร้งพ่อแสดงว่า ไม่ใช่เจ้าตัวเดียวเท่านั้นไม่ไป แม้แร้งตัวอื่น ๆ ก็ทำอย่างนี้มาแล้ว. บทว่า อุกฺขิตฺตา ความว่า แม้พวกเขาบินเลยแดนของพวกเราไป ถูกแรงลมตีสาบสูญไปแล้ว. บทว่า สสฺสตีสมา มีอธิบายว่าพวกมันสำคัญตนว่า เป็นผู้เสมอด้วยแผ่นดินและภูเขาทั้งหลายที่ยั่งยืนแม้อายุของตนมีประมาณพันปี ยังไม่เต็มบริบูรณ์ ก็พินาศไปแล้ว ในระหว่าง.

ฝ่ายมิคาโลปะไม่ทำตามโอวาท ไม่เชื่อฟังคำพ่อบินทะยานขึ้นเห็นเขตแดนตามที่พ่อบอกไว้แล้ว แต่ก็บินเลยเขตแดนนั้นไปให้ลมกาลวาตสิ้นไปทะลุลมแม้เหล่านั้น แล่นเข้าสู่ปากทางลมเวรัมภวาต. จึงถูกเวรัมภวาตตีมัน. มันเพียงแต่ถูกลมเหล่านั้น ก็แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อันตรธานไปในอากาศนั่นเอง. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า:-

แร้งมิคาโลปะ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ แร้งแก่ชื่ออปรัณผู้เป็นพ่อ บินเลยลมกาลวาต ไป ตกอยู่ในอำนาจของลมเวรัมภวาต. เมื่อ แร้งมิคาโลปะไม่ปฏิบัติตามโอวาท ทั้งลูกทั้งเมีย ของมันและแร้งอื่น ๆ ที่เป็นลูกน้องทั้งหมดถึง ความพินาศแล้ว. ผู้ไม่สำนึกถึงคำสอนของผู้ เฒ่าทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประพฤติเลย ขอบเขต ก็เดือดร้อน ทุกคนไม่ปฏิบัติตามคำ สอนของพระพุทธเจ้า จะถึงความพินาศ เหมือนแร้งที่ฝ่าฝืนคำสอนของพ่อฉะนั้น. ๓ คาถานี้ เป็นพระคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุชีวิโน ได้แก่แร้งทั้งหลายที่อาศัยแร้งมิคาโลปะนั้นเกิดภายหลัง. บทว่า อโนวาทเร ทิเช ความว่าเมื่อแร้งมิคาโลปะแม้นั้น ไม่ทำตามโอวาท แร้งเหล่านั้นบินไปกับแร้งมิคาโลปะนั้นเลยเขตแดนไป พากันถึงความพินาศทั้งหมด. บทว่า เอวมฺปิ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แร้งนั้นถึงความพินาศแล้วฉันใดแม้ผู้ใดใครอื่น จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่เชื่อถือพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ทรงอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล แม้ผู้นั้นก็จะถึงความพินาศเหมือนแร้งตัวนี้ ที่เที่ยวไปเลยเขตแดน เป็นผู้เดือดร้อน คือลำบากแล้วฉะนั้น.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาประกาศสัจธรรมแล้ว ทรงประมวลชาดกไว้ว่า แร้งมิคาโลปะ ได้แก่ภิกษุผู้ว่ายาก ส่วนแร้งอปรัณ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถามิคาโลปชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๖๖–๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๒๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Migalopajātakaṃ

na me rucīti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ dubbacabhikkhuṃ ārabbha kathesi.

Atha satthā taṃ bhikkhuṃ pakkosāpetvā saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu dubbacoti pucchitvā āma bhanteti vutte na kho bhikkhu idāneva pubbepi dubbacoyeva dubbacabhāvaṃ pana nissāya paṇḍitānaṃ vacanaṃ akaronto verambhavātamukhe byasanaṃ gatosīti vatvā atītaṃ āhari

atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto gijjhayoniyaṃ nibbattitvā aparaṇṇagijjho nāma ahosi. So gijjhagaṇaparivuto gijjhakūṭapabbate vasi. Putto panassa migalopo nāma thāmasampanno ahosi. So aññesaṃ gijjhānaṃ sīmaṃ atikkamitvā atiuccaṃ uppagati. Gijjhā putto te atidūraṃ uppagatīti gijjharañño ācikkhiṃsu. Taṃ sutvā so taṃ pakkosāpetvā tvaṃ kira tāta atiuccaṃ gacchasi atiuccaṃ gacchanto jīvitakkhayaṃ pāpuṇissatīti vatvā tisso gāthā abhāsi

na me ruci migalopa yassa te tādisā gati

atuccaṃ tāta gacchasi abhūmiṃ tāta sevasi.

Catukkaṇṇaṃva kedāraṃ yathā te paṭhavī siyā

tato tāta nivattassu māsu etto paraṃ gami.

Santi aññepi sakuṇā pattayānā vihaṅgamā

ukkhittā vātavegena naṭṭhā te sassatīsamāti.

Tattha migalopāti puttaṃ nāmenālapati. Atuccaṃ tāta gacchasīti tāta tvaṃ aññesaṃ gijjhānaṃ sīmaṃ atikkamitvā atiuccaṃ gacchasi. Catukkaṇṇaṃva kedāranti imināssa sīmaṃ ācikkhati. Idaṃ vuttaṃ hoti tāta yadā te ayaṃ mahāpaṭhavī catukkaṇṇaṃ kedāraṃ viya siyā evaṃ khuddakā viya hutvā paññāyetha atha tvaṃ ettakā ṭhānā nivatteyyāsi etto paraṃ mā gamīti. Santi aññepīti na kevalaṃ tvameva aññepi gijjhā evaṃ kariṃsūti dīpeti. Ukkhittāti tepi amhākaṃ sīmaṃ atikkamitvā gatā vātavegena ākaḍḍhitā nassiṃsu. Sassatīsamāti sassatīhi paṭhavīpabbatādīhi samaṃ attānaṃ maññamānā attano vassasahassaparimāṇaṃ āyuṃ apūretvāpi antarā vinaṭṭhāti attho.

Migalopo ca anovādakattā pitu vacanaṃ akatvā laṅghanto laṅghanto pitarā akkhātaṃ sīmaṃ disvā taṃ atikkamma kālavāte khepitvā tepi chinditvā uppatito verambhavātamukhaṃ pakkhandi. Atha naṃ verambhavātā pahariṃsu. So tehi pahaṭamattova khaṇḍākhaṇḍaṃ hutvā ākāseyeva antaradhāyi. Tena vuttaṃ

akatvā aparaṇṇassa pitu vuḍḍhassa sāsanaṃ

kālavāte atikkamma verambhānaṃ vasaṃ gato.

Tassa puttā ca dārā ca ye caññe anujīvino

sabbe byasanamāpātuṃ anovādakare dije.

Evampi idha vuḍḍhānaṃ yo vākyaṃ nāvabujjhati

atisīmaṃ caro ditto gijjho vātītasāsano

sabbe byasanaṃ papponti akatvā buddhasāsananti. Imā tisso abhisambuddhagāthā.

Tattha anujīvinoti taṃ nissāya anujīvanakā. Anovādakare dijeti tasmiṃpi migalope gijjhe ovādaṃ akaronte sabbepi te tena saddhiṃ atikkamitvā sīmaṃ gantvā vināsaṃ pāpuṇiṃsu. Evampīti bhikkhave yathā so gijjho evaṃ yo aññopi gahaṭṭho vā pabbajito vā hitānukampakānaṃ buddhānaṃ vacanaṃ na gaṇhati sopi ayaṃ sīmaṃ atikkamitvā caranto ditto dappito gijjhova byasanaṃ pāpuṇātīti.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi tadā migalopo dubbacabhikkhu ahosi aparaṇṇo pana ahamevāti.

Migalopajātakaṃ chaṭṭhamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๘๐. อาสังกชาดกชาดกถัดไป๓๘๒. สิริกาฬกัณณิชาดก