ธัมมัทธชชาดก
ว่าด้วยพูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๙๓ · บรรทัด ๔๐๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้โกหกรูปหนึ่งแล้ว จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺมํ จรถาตโย ดังนี้.
ความย่อว่า ในครั้งนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้ไม่ใช่โกหกเฉพาะในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็โกหกเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดนก เติบโตแล้วมีฝูงนกห้อมล้อมอาศัยอยู่ที่เกาะกลางมหาสมุทร. ครั้งนั้น พ่อค้าชาวกาสิกรัฐกลุ่มหนึ่งพากันแล่นเรือไปยังมหาสมุทร โดยเอากาบอกทิศไปด้วย. เรือแตกท่ามกลางมหาสมุทร. กาบอกทิศนั้นไปถึงเกาะนั้นแล้ว คิดว่า นกฝูงนี้เป็นฝูงใหญ่ เราควรทำการโกหกแล้วกินไข่และลูกอ่อนของนกฝูงนี้อร่อย ๆ. มันบินร่อนลงแล้ว ยืนขาเดียวอ้าปากอยู่ที่พื้นดินท่ามกลางฝูงนก. มันถูกนกทั้งหลายถามว่า ท่านเป็นใครครับนาย ? ก็บอกว่า ฉันเป็นผู้ประพฤติธรรม.
นก. เหตุไฉน ท่านจึงยืนขาเดียว ? กา. เมื่อฉันเหยียบ ๒ ขา แผ่นดินก็ไม่สามารถจะทนทานได้. นก. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉน ท่านจึงยืนอ้าปาก ? กา. ฉันไม่กินอาหารอื่น กินแต่ลมเท่านั้น.
ก็แล ครั้นมันตอบอย่างนั้นแล้ว จึงเรียกนกเหล่านั้นมาเตือนว่า ฉันจักให้โอวาทเธอทั้งหลาย ขอจงพากันมาฟังโอวาทนั้น แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๑ เป็นการให้โอวาทนกเหล่านั้นว่า :-
ดูก่อนญาติทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพา กันประพฤติธรรม เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติธรรม ความเจริญจักมีแก่พวกเธอ เพราะ ว่าผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ จรถ ความว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติธรรม แยกประเภทเป็นกายทุจริตเป็นต้น. ลาบอกทิศเรียกนกเหล่านั้นว่าญาติทั้งหลาย. บทว่า ธมฺมํ จรถ ภทฺทํ โวความว่า เธอทั้งหลายอย่าพากันย่อท้อ จงประพฤติธรรมบ่อย ๆ เถิดความเจริญจักมีแก่เธอทั้งหลาย. คำว่า สุขํ เสติ นี้ เป็นเพียงหัวข้อเทศนา. กานั้นแสดงว่าผู้ประพฤติธรรม ยืน นั่ง เดิน นอน ก็เป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นสุขทุกอิริยาบถ.
นกทั้งหลายไม่รู้ว่า กาตัวนี้พูดอย่างนี้ เพื่อจะโกหกกินไข่นก. เมื่อจะพรรณนาความที่ทุศีลนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
จำเริญหนอนกตัวนี้ นกผู้ประพฤติธรรม ยืนขาเดียว พร่ำสอนธรรมอย่างเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมเมว ได้แก่สภาวธรรมนั่นเอง. บทว่า อนุสาสติ ได้แก่บอกสอน.
นกทั้งหลายเชื่อฟังกาทุศีลนั้นแล้วบอกว่า นายครับ ได้ทราบว่าท่านไม่หาเหยื่ออย่างอื่นกินลมเท่านั้น ถ้ากระนั้นขอให้ท่านคอยดูไข่และลูกอ่อนของพวกฉันด้วย แล้วไปหาเหยื่อกัน. กาลามกตัวนั้น เวลานกเหล่านั้นไปแล้ว ก็จิกกินไข่และลูกอ่อนขอนกเหล่านั้น เต็มท้องแต่เวลานกเหล่านั้นกลับมา ก็สงบเสงี่ยมยืนขาเดียวอ้าปากอยู่ นกทั้งหลายมาแล้วไม่เห็นลูกน้อยของตน. ร้องดังลั่นว่า ใครหนอกินลูกเราไม่ทำแม้ความสงสัยในกาตัวนั้น เพราะคิดว่ากาตัวนี้ประพฤติธรรม. อยู่มาวันหนึ่ง พระมหาสัตว์คิดว่า เมื่อก่อนที่นี่ไม่มีอันตรายอะไร จำเดิมแต่กาตัวนี้มาแล้วอันตรายจึงเกิด เราควรซุ่มจับกาตัวนี้. พระมหาสัตว์นั้นทำเหมือนไปหาเหยื่อกับนกทั้งหลาย แต่ก็กลับมาเกาะอยู่ในที่กำบัง. ฝ่ายกาเข้าใจว่า นกทั้งหลายไปแล้ว ไม่มีความสงสัยลุกไปหากินไข่นกและลูกอ่อน แล้วกลับมายืนขาเดียวอ้าปากอยู่. พระยานก เมื่อนกทั้งหลายมาแล้ว จึงเรียกให้ฝูงนกทั้งหมดมาประชุมกันเตือนฝูงนกว่าวันนี้ฉันซุ่มจับอันตรายของลูกสูเจ้าทั้งหลาย ได้เห็นกาลามกตัวนี้กินลูกสูเจ้าอยู่ มาเถิดสูเจ้าทั้งหลายพวกเราจงจับมันไว้ แล้วให้ล้อมกานั้นไว้สั่งว่า ถ้าหากมันจะหนีไปไซร้ สูเจ้าทั้งหลายจงพากันจับมันไว้. แล้วได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
กาตัวนั้นไม่มีศีล สูเจ้าทั้งหลายจงรู้ไว้ เถิด เพราะไม่รู้จึงพากันสรรเสริญมัน. มันกิน ทั้งไข่ทั้งลูกอ่อน แล้วพูดว่า ธรรม ๆ. มัน พูดอย่างหนึ่งด้วยวาจา แต่ทำอย่างหนึ่งด้วย กาย. พูดแต่ปาก แต่ไม่ทำด้วยกาย ไม่ตั้งอยู่ ในธรรมนั้น. มันเป็นผู้อ่อนหวานทางวาจา แต่ เป็นผู้มีใจร้ายกาจ คือปากปราศรัยหัวใจเชือด คอ มันเป็นผู้ยกธรรมขึ้นเป็นธงชัย ซ่อนตัว ไว้ เหมือนงูเห่าหม้อ ซ่อนตัวอาศัยอยู่ในรู ฉะนั้น. กาตัวนี้ ถูกสมมติว่าเป็นสัตว์ ใน บ้านและนิคมทั้งหลาย คนโง่รู้ได้ยาก. สูเจ้า ทั้งหลาย จงใช้จะงอยปาก ปีกและเท้า จิกตี กาตัวนี้. สูเจ้าทั้งหลาย จงให้กาชั่วช้าตัวนี้ พินาศ กาตัวนี้ไม่ควรอยู่ร่วม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาสฺส สีลํ ความว่า มันไม่มีศีล. บทว่า อนญฺาย ความว่า ไม่รู้. บทว่า ภุตฺวา จิกกิน. บทว่าวาจาย โน จ กาเยน ความว่า เพราะว่ากาตัวนี้ ประพฤติธรรมด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ไม่ทำด้วยกายเลย. บทว่า น ตํ ธมฺมํ อธิฏฺิโต ความว่า เพราะฉะนั้น ควรทราบมันไว้ว่า กาตัวนี้พูดธรรมอย่างใดไม่อธิษฐานธรรม คือไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น. บทว่า วาจาย สขิโลความว่า เป็นผู้อ่อนโยนด้วยวาจา. บทว่า มโนปวิทุคฺโค ความว่าถึงการรู้ทั่ว คือประกาศให้รู้ว่าชั่วด้วยใจ. บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน ความว่ามันนอนอยู่ในรูใด ถูกรูนั้นปิดบังไว้. บทว่า กูปสฺสโย ความว่า มีรูเป็นที่อยู่อาศัย. บทว่า ธมฺมทฺธโช ความว่า ชื่อว่ามีธรรมเป็นธงเพราะทำสุจริตธรรมให้เป็นธงเที่ยวไป. บทว่า คามนิคมาสุ สาธุความว่า เป็นผู้ดีทั้งในบ้านทั้งในนิคมทั้งหลาย. บทว่า สมฺมโต ความว่าถูกยกย่องว่าเป็นผู้เจริญ. บทว่า ทุชฺชาโน ความว่า คนแบบนี้เป็นคนทุศีล มีการงานปกปิด คนโง่คือผู้ไม่รู้ไม่อาจรู้ได้. บทว่า ปาทาหิมํ ความว่า และจิกตีกาตัวนี้ด้วยเท้าของตน ๆ. บทว่า วิเหถความว่า จงตี. บทว่า ฉวํ ได้แก่ลามก. บทว่า นายํ เป็นต้น ความว่ากาตัวนี้ไม่ควรอยู่ร่วมในที่เดียวกันกับพวกเรา ดังนี้.
ก็แล หัวหน้านกครั้นพูดอย่างนี้แล้ว ตนเองก็โดดขึ้น ใช้จะงอยปากจิกหัวของกานั้น. นกที่เหลือก็พากันใช้จะงอยปากบ้าง เล็บบ้างแข้งบ้าง ปีกบ้าง จิกตี. มันก็ถึงความสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวลชาดกไว้ว่า กาโกหกในครั้งนั้น คือภิกษุผู้โกหกในบัดนี้ ส่วนพระยานก ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาธัมมัทธชชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๙๘–๑๐๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ฉักกนิบาตชาดก ๒๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ธมฺมทฺธชชาตกํ
ธมฺมํ จรถ ญาตโยติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ กุหกภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา หิ สตฺถา น ภิกฺขเว อยํ อิทาเนว กุหโก ปุพฺเพปิ กุหโกเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สกุณโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต สกุณสงฺฆปริวุโต สมุทฺทมชฺเฌ ทีปเก วสิ ฯ อเถกจฺเจ กาสิกรฏฺฐวาสิโน วาณิชา ทิสากากํ คเหตฺวา นาวาย สมุทฺทํ ปกฺขนฺทึสุ ฯ สมุทฺทมชฺเฌ นาวา ปภิชฺชเต ฯ โส ทิสากาโก ตํ ทีปกํ คนฺตฺวา จินฺเตสิ อยํ มหาสกุณสงฺโฆ มยา กุหกกมฺมํ กตฺวา เอเตสํ อณฺฑกานิ เจว ฉาปเก จ วรํ วรํ ขาทิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส โอตริตฺวา สกุณสงฺฆสฺส มชฺเฌ มุขํ วิวริตฺวา เอเกน ปาเทน ปฐวิยํ อฏฺฐาสิ ฯ โก นาม ตฺวํ สามีติ สกุเณหิ ปุฏฺโฐ อหํ ธมฺมิโก นามาติ อาห ฯ กสฺมา ปน เอเกน ปาเทน ฐิโตสีติ ฯ มยา ทุติเย ปาเท นิกฺขิตฺเต ปฐวี ธาเรตุํ น สกฺโกตีติ ฯ อถ กสฺมา มุขํ วิวริตฺวา ติฏฺฐสีติ ฯ อหํ อญฺญํ อาหารํ น ขาทามิ วาตเมว ขาทามีติ เอวญฺจ ปน วตฺวา เต สกุเณ อามนฺเตตฺวา โอวาทํ โว ทสฺสามิ ตํ สุณาถาติ เตสํ โอวาทวเสน ปฐมํ คาถมาห
ธมฺมํ จรถ ญาตโย ธมฺมํ จรถ ภทฺทํ โว
ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จาติ ฯ
ตตฺถ ธมฺมํ จรถาติ กายสุจริตาทิเภทํ ธมฺมํ กโรถ ฯ ญาตโยติ เต อาลปติ ฯ ธมฺมํ จรถ ภทฺทํ โวติ เอกวารํ จริตฺวา มา โอสกฺกถ ปุนปฺปุนํ จรเถว ภทฺทํ โว ภวิสฺสติ ฯ สุขํ เสตีติ เทสนาสีสเมตํ ฯ ธมฺมจารี ปรมํ สุขํ ติฏฺฐติ นิสีทติ คจฺฉติ สยติ สพฺพิริยาปเถสุ สุขิโต โหตีติ ทีเปติ ฯ
สกุณา อยํ กาโก กุหญฺเญน อณฺฑกานิ ขาทิตุํ เอวํ วทตีติ อชานิตฺวา ตํ ทุสฺสีลํ วณฺเณนฺตา ทุติยํ คาถมาหํสุ
ภทฺทโก วตายํ ปกฺขี ทิโช ปรมธมฺมิโก
เอกปาเทน ติฏฺฐนฺโต ธมฺมเมวานุสาสตีติ ฯ
ตตฺถ ธมฺมเมวาติ สภาวเมว ฯ อนุสาสตีติ กเถสิ ฯ
สกุณา ตสฺส ทุสฺสีลสฺส สทฺทหิตฺวา ตฺวํ กิร สามิ อญฺญํ โคจรํ น คณฺหสิ วาตเมว ภกฺขสิ เตนหิ อมฺหากํ อณฺฑกานิ จ ฉาปเก จ โอโลเกยฺยาสีติ วตฺวา โคจราย คจฺฉนฺติ ฯ โส ปาโป เตสํ คตกาเล อณฺฑกานิ จ ฉาปเก จ กุจฺฉิปูรํ ขาทิตฺวา เตสํ อาคตกาเล อุปสนฺตุปสนฺโต หุตฺวา มุขํ วิวริตฺวา เอเกน ปาเทน ติฏฺฐติ ฯ สกุณา อาคนฺตฺวา ปุตฺตเก อปสฺสนฺตา โก นุ โข ขาทตีติ มหาสทฺเทน วิรวนฺติ อยํ กาโก ธมฺมิโกติ ตสฺมึ อาสงฺกมตฺตมฺปิ น กโรนฺติ ฯ อเถกทิวสํ มหาสตฺโต จินฺเตสิ อิธ ปุพฺเพ โกจิ ปริปนฺโถ นตฺถิ อิมสฺส อาคตกาลโต ปฏฺฐาย ชาโต อิมํ ปริคฺคณฺหิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส สกุเณหิ สทฺธึ โคจรํ คจฺฉนฺโต วิย หุตฺวา นิวตฺติตฺวา ปฏินนฏฺฐาเน อฏฺฐาสิ ฯ กาโกปิ คตา สกุณาติ นิราสงฺโก หุตฺวา อุฏฺฐาย คนฺตฺวา อณฺฑกานิ จ ฉาปเก จ ขาทิตฺวา ปุนาคนฺตฺวา มุขํ วิวริตฺวา เอกปาเทน อฏฺฐาสิ ฯ สกุณราชา สกุเณสุ อาคเตสุ สพฺเพ สนฺนิปาตาเปตฺวา อหํ โว อชฺช ปุตฺตกานํ ปริปนฺถํ ปริคฺคณฺหนฺโต อิมํ ปาปกากํ ขาทนฺตํ อทฺทสํ เอถ นํ คณฺหามาติ สกุณสงฺเฆ อามนฺเตตฺวา สมฺปริวาราเปตฺวา สเจ ปน ปลายติ คณฺเหยฺยาถ นนฺติ วตฺวา อวเสสคาถา อภาสิ
นาสฺส สีลํ วิชานาถ อนญฺญาย ปสํสถ
ภุตฺวา อณฺฑญฺจ ฉาเป จ ธมฺโม ธมฺโมติ ภาสติ ฯ
อญฺญํ ภณติ วาจาย อญฺญํ กาเยน กุพฺพติ
วาจาย โน จ กาเยน น ตํ ธมฺมํ อธิฏฺฐิโต ฯ
วาจาย สขิโล โหติ มโนปวิทุคฺโค สิยา
ปฏิจฺฉนฺโน กูปสฺสโย กณฺหสปฺโปว ธมฺมทฺธโช
คามนิคมาสุ สาธุ สมฺมโต ทุชฺชาโน อยํ
ปุริเสน พาลิเสน ฯ
อิมํ ตุณฺเฑหิ ปกฺเขหิ ปาทา หิมํ วิเหฐถ
ฉวํ หิมํ วินาเสถ นายํ สํวาสนารโหติ ฯ
ตตฺถ นาสฺส สีลนฺติ น อสฺส สีลํ ฯ อนญฺญายาติ อชานิตฺวา ฯ ภุตฺวาติ ขาทิตฺวา ฯ วาจาย โน จ กาเยนาติ อยํ หิ วจเนเนว ธมฺมํ จรติ กาเยน จ ปน น กโรติ ฯ น ตํ ธมฺมํ อธิฏฺฐิโตติ ตสฺมา ชานิตพฺโพ ยถายํ ธมฺมํ ภณติ น ตํ อธิฏฺฐิโต น ตสฺมึ ธมฺเม ปติฏฺฐิโต ฯ วาจาย สขิโลติ วจเนน มุทุ ฯ มโนปวิทุคฺโคติ มนสา ปวิทุคฺโค ทุปฺปเวทิโต ฯ ปฏิจฺฉนฺโนติ ยสฺมึ วิเล สยติ เตน ฉนฺโน ฯ กูปสฺสโยติ วิลาสโย ฯ ธมฺมทฺธโชติ สุจริตธมฺมทฺธชํ กตฺวา วิจรเณน ธมฺมทฺธโช ฯ คามนิคมาสุ สาธูติ คาเมสุ เจว นิคเมสุ จ สาธุ ฯ สมฺมโตติ ภทฺทโกติ สมฺภาวิโต ฯ ทุชฺชาโนติ อยํ เอวรูโป ทุสฺสีโล ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต พาลิเสน อญาเณน ปุริเสน น สกฺกา ชานิตุํ ฯ ปาทา หิมนฺติ อตฺตโน อตฺตโน ปาเทน จ อิมํ ฯ วิเหฐถาติ ปหรถ ฯ ฉวนฺติ ลามกํ ฯ นายนฺติ อยํ อมฺเหหิ สทฺธึ เอกสฺมึ ฐาเน สํวาสํ น อรหตีติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา สกุณเชฏฺฐโก สยเมว ลงฺฆิตฺวา ตสฺส สีสํ ตุณฺเฑน ปหริ ฯ อวเสสา สกุณา ตุณฺฑนขปาทปกฺเขหิ ปหรึสุ ฯ โส ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กุหกกาโก อิทานิ กุหกภิกฺขุ อโหสิ สกุณราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ธมฺมทฺธชชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗