ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. นันทิยมิคราชชาดก
ชาดกที่ ๓๘๕ · ฉักกนิบาตชาดก · อาวาริยวรรค

นันทิยมิคราชชาดก

ว่าด้วยพระยาเนื้อนันทิยะ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๙๙ · บรรทัด ๔๐๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากนันทิยมิคราชชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดาจึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สเจ พฺราหฺมณ คจฺฉสิ ดังนี้.

ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือภิกษุได้ทราบว่า เธอเลี้ยงคฤหัสถ์หรือ ? เมื่อเธอกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้า. ข้า เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เป็นอะไร กับเธอ ? เมื่อเธอทูลว่า เป็นมารดาบิดาของข้าพระองค์พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดีแล้วดีแล้วภิกษุ เธอรักษาวงศ์ของโบราณกบัณฑิตทั้งหลายไว้ เพราะว่าโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ก็ได้ให้แม้ชีวิตแก่มารดาบิดาทั้งหลาย แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าโกศลครองราชสมบัติอยู่ในสาเกตนครแคว้นโกศล พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดเนื้อ เติบโตแล้วมีชื่อว่านันทิยมฤค ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ เลี้ยงมารดาบิดา. ครั้งนั้นพระเจ้าโกศลได้เป็นกษัตริย์ ที่มีพระทัยฝักใฝ่กับการล่าเนื้อเท่านั้น. ก็พระองค์ไม่โปรดให้คนทั้งหลายทำกสิกรรมเป็นต้น ทรงมีบริวารมากเสด็จไปล่าเนื้อทุกวัน. คนทั้งหลายจึงประชุมปรึกษากันว่า พ่อคุณเอ๋ยพระราชาพระองค์นี้ ทรงทำการงดงานของพวกเรา แม้การครองเรือนก็จะล่มจม ถ้ากระไรแล้ว พวกเราควรล้อมสวนป่าอัญชัน สร้างประตูขุดสระโบกขรณีไว้ปลูกต้นไม้ แล้วมีมือถือไม้ค้อนและกระบองเป็นต้นเข้าป่าไปฟาดพุ่มไม้ต้อนเนื้อมาล้อมไว้ ให้เข้าอยู่คอกในสวนเหมือนวัวแล้วปิดประตูไว้จึงไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทำงานของพระองค์. ทุกคนมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า นั้นเป็นอุบายที่ดีในเรื่องนี้ พากันจัดเตรียมสวนไว้แล้วเข้าป่าไปล้อมสถานที่ไว้ประมาณโยชน์หนึ่ง. ขณะนั้นเนื้อชื่อนันทิยะตัวหนึ่ง พาพ่อแม่ไปนอนอยู่ที่พื้นดินในป่าดอนเล็ก ๆแห่งหนึ่ง. คนทั้งหลายมีมือถือโล่และอาวุธเป็นต้น พากันล้อมดอนนั้นโดยเอาแขนเกี่ยวแขนกัน คือจับมือกัน. ได้มองเห็นเนื้อฝูงหนึ่งจึงพากันเข้าไปดอนนั้น. เนื้อนันทิยะเห็นพวกเขาแล้วคิดว่า วันนี้เราควรจะสละชีพให้ชีวิตเป็นทานเพื่อพ่อแม่ แล้วลุกขึ้นไหว้พ่อแม่ แล้วขอขมาพ่อแม่ว่า ข้าแต่พ่อและแม่ ถ้าคนเหล่านี้เข้ามาดอนนี้แล้ว จักเห็นพวกเราทั้ง ๓ ท่านทั้ง ๒ คงอยู่ได้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง การอยู่ได้ชีวิตของท่านเป็นสิ่งประเสริฐ ลูกจักให้ทานชีวิต เพื่อพ่อเพื่อแม่ พอคนทั้งหลายยืนที่ชายดอนฟาดพุ่มไม้เท่านั้น ก็จะออกไป ครานั้นพวกเขาจะเข้าใจว่า ในดอนเล็ก ๆ นี้ คงจักมีเนื้อตัวเดียวเท่านั้น ไม่พากันเข้าไปดอนขอพ่อแม่จงอย่าประมาทเถิด. ดังนี้แล้วได้เป็นผู้เตรียมพร้อมจะไปยืนอยู่แล้ว. พอคนทั้งหลายยืนที่ชายดอนโห่แล้วตีพุ่มไม้เท่านั้น เขาก็ออกจากดอนนั้นไป. คนเหล่านั้นเข้าใจว่า ในดอนนี้คงจักมีเนื้อตัวเดียวเท่านี้แหละ จึงไม่พากันเข้าดอน. ครั้งนั้นนันทิยะได้ไปเข้าอยู่ในระหว่างเนื้อทั้งหลาย. คนทั้งหลายได้พากันต้อนเนื้อทุกตัวเข้าสวนแล้วกันประตูไว้ ทูลให้พระราชาทรงทราบแล้วไปสู่ที่ของตน ๆ. ต่อแต่นั้นมาพระราชาก็เสด็จโดยลำพังพระองค์เอง หรือทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่งไปนำเอาเนื้อมีด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไปยิงเนื้อตัวหนึ่งแล้วเอามันมาดังนี้. จึงเนื้อทั้งหลายพากันตั้งวาระกันไว้. เนื้อตัวที่ถึงวาระ จะยืนอยู่ที่เหมาะสมแห่งหนึ่ง. คนทั้งหลายจะยิงเนื้อนั้นแล้วเอามา. ฝ่ายนันทิยะก็ดื่มน้ำในสระโบกขรณี และกินหญ้าในสวนนั้น ตลอดเวลาที่วาระของเขายังไม่ถึง. ครั้งนั้น โดยเวลาล่วงไปหลายวัน พ่อแม่ของเขาอยากจะพบเขา คิดว่านันทิยะมฤคราชลูกเรามีพลังเหมือนช้างสมบูรณ์ด้วยกำลัง ถ้าหากยังมีชีวิตอยู่ คงจักกระโดดข้ามรั้วมาเยี่ยมพวกเราแน่นอน เราทั้งหลายจักส่งข่าวไปหาเขา แล้วยืนที่ใกล้ทางเห็นพราหมณ์คนหนึ่ง จึงถามเขาด้วยคำพูดของตนว่า พ่อคุณ ท่านจะไปไหน ? เมื่อเขาตอบว่า เมืองสาเกต ดังนี้แล้ว เมื่อจะส่งข่าวไปหาลูกจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ถ้าหากท่านไป ป่าอัญชัน เมืองสาเกตไซร้ ท่านจงบอกลูก ผู้เกิดแต่อก ของฉัน ชื่อนันทิยะว่า พ่อแม่ของเจ้าแก่แล้ว และพวกเขาอยากจะพบเจ้า.

คาถานั้นมีเนื้อความว่า ท่านพราหมณ์ ถ้าหากท่านไปเมืองสาเกตไซร้. ในเมืองสาเกตมีสวนชื่อว่าอัญชนวัน ในสวนนั้น มีเนื้อชื่อว่านันทิยะผู้เป็นบุตรของฉัน ท่านพึงบอกเขาว่า มารดาบิดาของเจ้าแก่แล้วอยากจะพบเจ้า ตลอดเวลาที่ยังไม่ตาย.

เขารับคำว่า ดีแล้ว ไปถึงเมืองสาเกต แล้วรุ่งขึ้นก็เข้าสวนถามว่า ใครชื่อว่านันทิยมฤค. เนื้อมาแล้วยืนอยู่ใกล้พราหมณ์นั้น บอกว่าข้าพเจ้า

พราหมณ์บอกเรื่องนั้นให้ทราบแล้ว. นันทิยะได้ยินคำนั้นแล้วเมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจะต้องไปแต่จะไม่กระโดดข้ามรั้วไป เพราะข้าพเจ้ากินเหยื่อกินน้ำและหญ้า ที่เป็นของพระราชาแล้ว เหยื่อเป็นต้นนั้นตั้งอยู่ในฐานะเป็นหนี้สำหรับข้าพเจ้า ทั้งข้าพเจ้าก็อยู่ในท่ามกลางหมู่เนื้อเหล่านี้มานานแล้ว. ขึ้นชื่อว่าการไปโดยไม่ได้แสดงกำลังของตน ไม่ทำความสวัสดีให้พระราชานั้นและเนื้อทั้งหลายเหล่านั้น ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า แต่เมื่อถึงวาระของตนแล้ว ข้าพเจ้าจักทำความสวัสดีแก่ท่านเหล่านั้นสุขสบาย แล้วจึงจะมาดังนี้ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

เรากินอาหารกินน้ำและหญ้าของพระราชา แล้ว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เราจะไม่พยายาม กินอาหารพระราชทานนั้นเปล่า ๆ เราจักเอียง ข้างให้พระราชาผู้ทรงมีธนูในพระหัตถ์ ทรงยิง เมื่อใด เมื่อนั้น เราจะพ้นภัยเป็นสุขใจ คง เห็นแม่บ้าง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิวาปานิ ได้และเหยื่อที่ล้อมไว้ในที่นั้น ๆ บทว่า ปานโภชนํ ได้แก่น้ำและหญ้าที่เหลือ. บทว่า ตํ ราชปิณฺฑํ ความว่า น้ำและหญ้านั้นชื่อว่าปิณฑะ เพราะหมายความว่า หาเอาของหลวงมารวมไว้. บทว่า อวภุตฺตุํ ความว่า เพื่อกินเสียเปล่า ๆ. อธิบายว่า เนื้อนันทิยะกล่าวว่า ผู้กินแล้ว เมื่อไม่ยังราชกิจให้สำเร็จ ชื่อว่ากินเหยื่อนั้นเสียเปล่า ข้าพเจ้านั้นไม่พยายามจะกินให้เสียเปล่าอย่างนั้น. คำว่า หฺราหฺมณ ในคำว่า พฺราหฺมณมุสฺสเห เป็นคำร้องเรียก ส่วน มอักษรกล่าวไว้ด้วยอำนาจบทสนธิ การเชื่อมบท. บทว่า โอทหิสฺสามหํ ปสฺสํ ขุรปาณิสฺส ราชิโน ความว่า ข้าแต่พราหมณ์เมื่อถึงวาระของตนแล้ว ข้าพเจ้าจักออกจากฝูงเนื้อมายืนอยู่ที่เหมาะสมแห่งหนึ่งกราบทูลพระราชาผู้ทรงผูกสอดลูกธนูแล้วเสด็จมาว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราชขอพระองค์จงทรงยิงข้าพระพุทธเจ้า แล้วเอียงข้างที่อ้วนพีของตนให้เป็นเป้า. บทว่า สุขิโต มุตฺโต ความว่า เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะเป็นผู้พ้นแล้วจากภัยคือความตาย มีความสุข ไม่มีทุกข์ พระราชาทรงอนุญาตแล้ว คงเห็นแม่บ้าง.

พราหมณ์ได้ฟังคำนั้นแล้วก็หลีกไป ในเวลาต่อมาในวันที่เป็นวาระของเนื้อนันทิยะ. พระราชาได้เสด็จมายังสวนพร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวนมาก. ฝ่ายเนื้อมหาสัตว์ ได้ยืนอยู่ ณ ที่เหมาะสมแห่งหนึ่ง. พระราชาทรงโก่งลูกธนูด้วยหมายพระทัยว่า เราจักยิงเนื้อ. มหาสัตว์ไม่หนีไปเหมือนสัตว์ทั้งหลาย ที่ถูกมรณภัยคุกคามแล้วหนีไปเป็นเหมือนไม่มีภัย ทำเมตตาให้เป็นปุเรจาริกแล้ว ได้ยืนเอียงข้างที่อ้วนพีให้เป็นเป้า ไม่กระดิกเลย. พระราชาไม่อาจปล่อยลูกศรออกไปได้ด้วยอำนาจของเมตตานั้น. พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงปล่อยลูกศรไม่ออกหรือ. ขอพระองค์จงทรงปล่อยเถิด.

ร. ดูก่อนมฤคราช เราไม่สามารถปล่อยออกไปได้.

ม. ข้าแต่มหาราช ถ้าเช่นนั้น พระองค์ก็ทรงรู้คุณธรรมของผู้มีคุณธรรม. ครั้งนั้นพระราชาทรงเลื่อมใสพระโพธิสัตว์ ทรงทิ้งธนูแล้วตรัสว่า แม้ท่อนไม้ท่อนนี้ไม่มีจิตใจ ก็ยังรู้คุณธรรมของท่านก่อน ฝ่ายข้าพเจ้าเป็นมนุษย์มีจิตใจหารู้ไม่ ขอจงให้อภัยฉัน ฉันให้อภัยเจ้า.

ม. ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงพระราชทานอภัยแก่ข้าพระพุทธเจ้าก่อน ส่วนฝูงเนื้อในอุทยานนี้จักทำอย่างไร ?

ร. แม้สัตว์เหล่านี้ เราก็ให้อภัย

มหาสัตว์ครั้นให้พระราชทานอภัยแก่เนื้อในป่า นกที่บินอยู่ในอากาศ และปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำทุกตัวอย่างนี้แล้ว ได้ให้พระราชาทรงประดิษฐานอยู่ในศีล ๕ แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระราชาควรทรงละการลุอำนาจอคติ ไม่ทรงยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบครองราชย์ โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ ดังนี้. พระมหาสัตว์ได้แสดงราชธรรมที่กล่าวไว้อย่างนี้ โดยผูกเป็นคาถาไว้ทีเดียวว่า :-

ขอพระองค์จงทรงตรวจดูกุศลธรรมเหล่านั้น ที่สถิตอยู่แล้วในพระองค์คือ ทาน ศีล การ บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความ เคร่งครัด ความไม่พิโรธ การไม่เบียดเบียน ความอดทน ความไม่ผิดพลาด.

ต่อแต่นั้นไป ปีติและโสมนัสจะเกิดแก่พระองค์หาน้อยไม่ ดังนี้แล้ว พักอยู่ในราชาสำนัก ๒ - ๓ วัน จึงทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชขอพระองค์จงทรงโปรดให้ราชบุรุษตีสุวรรณเภรีเดินไปประกาศ การพระราชาทานอภัยแก่บรรพสัตว์ ในพระนคร อย่าได้ทรงประมาท ดังนี้แล้วจึงไปเยี่ยมพ่อแม่. คาถาดังต่อไปนี้ เป็นคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว.

ในเมืองใกล้ที่ประทับของพระเจ้าโกศล ได้มีสัตว์ ๔ เท้า มีรูปร่างงดงาม โดยชื่อว่า นันทิยะ พระเจ้าโกศลทรงคาดศรแล้ว ได้ เสด็จมาที่ป่าพระราชทาน ชื่ออัญชันแล้ว ทรง โก่งธนูเพื่อจะทรงยิงเรานั้น. ปางเมื่อเราเอียง ข้างให้พระราชาพระองค์นั้น ผู้ทรงมีศรในพระหัตถ์ทรงยิง เราพ้นจากภัยแล้วมีความสุขใจ ได้มาพบแม่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสลสฺส นิเกตเว ความว่า ใกล้ราชสำนักคือที่ประทับของพระเจ้าโกศล อธิบายว่า ในป่าใกล้ราชสำนักนั้น. บทว่า ทายสฺมึ ความว่า ในสวนที่พระราชทานเพื่อประโยชน์ให้เป็นที่อยู่ของเนื้อทั้งหลาย. บทว่า อารชฺชํ กตฺวาน มีเนื้อความว่ายกขึ้นรวมเข้ากันกับสาย คือโก่งธนู. บทว่า สนฺธาย ความว่า ทรงพาดคือประกอบ คือลูกศร. บทว่า โอทหึ ความว่า เอียงให้ คือตั้งให้เป็นเป้า. คำว่า มาตรํ ทฏฺฐุมาคโต นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนา อธิบายว่า ข้าพเจ้าครั้นแสดงธรรมถวายพระราชาแล้ว ได้ทูลพระราชาให้ตีสุวรรณเภรีประกาศ เพื่อต้องการพระราชทานอภัยแก่มวลสัตว์แล้วจึงได้มาหาพ่อแม่.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประมวลชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาบิดา ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล พ่อแม่ คือพระยามฤค ในครั้งนั้น ได้แก่ ตระกูลมหาราช พราหมณ์ ได้แก่พระสารีบุตร พระราชาได้แก่ พระอานนท์ ส่วนนันทิยมฤคราช ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถานันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ :-

๑. อาวาริยชาดก ๒. เสตเกตุชาดก ๓. ทรีมุขชาดก ๔. เนรุชาดก ๕. อาสังกชาดก ๖. มิคาโลปชาดก ๗. สิริกาลกรรณิชาดก๘. กุกกุฏชาดก ๙. ธัมมัทธชชาดก ๑๐. นันทิยมิคราชชาดก.

จบ อาวาริยวรรคที่ ๑ ๒. ขุรปุตตวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๐๕–๑๑๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๓๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Nandiyamigarājajātakaṃ

sace brāhmaṇa gacchasīti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ mātuposakaṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.

Taṃ hi satthā saccabhira tvaṃ bhikkhu gihī posesīti pucchitvā saccaṃ bhanteti vutte kinte hontīti vutte mātāpitaro me bhanteti vutte sādhu sādhu bhikkhu porāṇakapaṇḍitānaṃ vaṃsaṃ pālesi porāṇakapaṇḍitā hi tiracchānayoniyaṃ nibbattitvāpi mātāpitūnampi jīvitaṃ adaṃsūti vatvā atītaṃ āhari

atīte kosalaraṭṭhe sākete kosalarāje rajjaṃ kārente bodhisatto migayoniyaṃ nibbattitvā vayappatto nandiyamigo nāma hutvā sīlācārasampanno mātāpitaro posesi. Tadā kosalarājā migacittakova ahosi. So pana manussānaṃ kasikammādīni kātuṃ adatvā mahāparivāro devasikaṃ migavadhaṃ gacchati. Manussā sannipatitvā ayyā ayaṃ rājā amhākaṃ kammacchedaṃ karoti gharāvāsopi nassati Yannūna mayaṃ añjanavanauyyānaṃ parikkhipitvā dvāraṃ yojetvā pokkharaṇiṃ khanitvā tiṇāni ropetvā daṇḍamuggarādihatthā araññaṃ pavisitvā gumbe paharantā mige nīharitvā parivāretvā gorūpāni viya vajjaṃ uyyāne pavesetvā dvāraṃ pidahitvā rañño ārocetvā attano kammaṃ kareyyāmāti mantayiṃsu. Ettheso upāyoti sabbe ekacchandā hutvā uyyānaṃ sajjetvā araññaṃ pavisitvā yojanamattaṃ ṭhānaṃ parikkhipiṃsu. Tasmiṃ khaṇe eko nandiyo ekasmiṃ khuddake gumbe mātāpitaro gahetvā bhūmiyaṃ nipanno hoti. Manussā nānāphalakāvudhahatthā bāhunā bāhuṃ pīḷetvā taṃ gumbaṃ parikkhipiṃsu. Athekacce mige olokentā taṃ gumbaṃ pavisiṃsu. Nandiyo te disvā ajja mayā jīvitaṃ pariccajitvā mātāpitūnaṃ jīvitadānaṃ dātuṃ vaṭṭatīti cintetvā uṭṭhāya mātāpitaro vanditvā ammatāta ime manussā imaṃ gumbaṃ pavisitvā amhe tayopi passissanti tumhe ekena upāyena jīveyyātha jīvitaṃ vo seyyo ahaṃ tumhākaṃ jīvitadānaṃ datvā manussehi gumbapariyante ṭhatvā gumbe pahaṭamatteyeva nikkhamissāmi atha te imasmiṃ khuddakagumbe ekoyeva migo bhavissatīti maññamānā gumbaṃ na pavisanti tumhe appamattā hothāti mātāpitaro khamāpetvā gamanasajjo aṭṭhāsi. So manussehi gumbapariyante ṭhatvā unnāditvā gumbe pahaṭamatteyeva tato nikkhami. Te ekovettha migo bhavissatīti gumbaṃ na pavisiṃsu. Atha nandiyo gantvā migānaṃ antare pāvisi. Manussā parivāretvā sabbamige uyyānaṃ pavesetvā Dvāraṃ thaketvā rañño ārocetvā sakasakaṭṭhānāni gamiṃsu. Tato paṭṭhāya rājā sayameva gantvā ekaṃ migaṃ vijjhitvā taṃ gahetvā ehīti ekaṃ pesetvā vā āharāpesi. Atha migā vāraṃ ṭhapayiṃsu. Pattavāro migo ekamantaṃ tiṭṭhati. Taṃ vijjhitvā gaṇhanti. Nandiyo pokkharaṇiyaṃ pānīyaṃ pivati tiṇāni khādati. Vāro panassa na tāva pāpuṇāti. Atha bahūnaṃ divasānaṃ accayena tassa mātāpitaro taṃ daṭṭhukāmā hutvā amhākaṃ putto nandiyamigarājā nāgabalo thāmasampanno sace jīvati avassaṃ vatiṃ laṅghetvā amhākaṃ dassanatthāya āgamissati sāsanamassa pesessāmāti cintetvā maggasamīpe ṭhatvā ekaṃ brāhmaṇaṃ disvā ayya kahaṃ gacchasīti mānusikāya vācāya pucchitvā sāketanti vutte puttassa sāsanaṃ pahiṇantā paṭhamaṃ gāthamāhaṃsu

sace brāhmaṇa gacchasi sāketaṃ añjanavanaṃ

vajjāsi nandiyaṃ nāma puttaṃ amhāka orasaṃ

mātāpitā ca te vuḍḍhā te taṃ icchanti passitunti.

Tassattho sace tvaṃ brāhmaṇa sāketaṃ gacchasi sākete añjanavanaṃ nāma uyyānaṃ atthi tattha amhākaṃ putto nandiyo nāma migo atthi taṃ vadeyyāsi mātāpitaro te vuḍḍhā yāva na maranti tāva taṃ passituṃ icchantīti.

So sādhūti sampaṭicchitvā sāketaṃ gantvā punadivase uyyānaṃ pavisitvā nandiyamigo nāma kataroti pucchi. Migo āgantvā Tassa samīpe ṭhatvā ahanti āha. Brāhmaṇo tamatthaṃ ārocesi. Nandiyo taṃ sutvā gaccheyyāmahaṃ brāhmaṇa vatiṃ laṅghitvā na gaccheyyaṃ mayā pana rañño santakaṃ nivāpapānabhojanaṃ bhuttaṃ taṃ me iṇaṭṭhāne ṭhitaṃ imesañca migānaṃ majjhe ciraṃ vuṭṭhosmi tassa me rañño ceva etesañca sotthibhāvaṃ akatvā attano balaṃ adassetvā gamanaṃ nāma na yuttaṃ attano pana vāre sampatte ahaṃ etesaṃ sotthibhāvaṃ katvā sukhito āgacchissāmīti imamatthaṃ pakāsento dve gāthā abhāsi

bhuttā mayā nivāpāni rājino pānabhojanaṃ

taṃ rājapiṇḍaṃ avabhuttuṃ nāhaṃ brāhmaṇamussahe.

Odahissāmahaṃ passaṃ khurapāṇissa rājino

tadāhaṃ sukhito mutto api passemu mātaranti.

Tattha nivāpānīti tesu tesu ṭhānesu nivutāni nivāpāni. Pānabhojananti pānīyañca avasesatiṇañca. Taṃ rājapiṇḍanti taṃ rañño santakaṃ saṅkaḍḍhitvā samodhānakaṭṭhena piṇḍaṃ. Avabhuttunti dubbhuttaṃ bhuñjituṃ. Rañño hi kiccaṃ anipphādento taṃ avabhuttaṃ bhuñjati nāma svāhaṃ evaṃ avabhuttuṃ na ussahāmīti vadati. Brāhmaṇamussaheti ettha brāhmaṇāti ālapanaṃ makāro pana padasandhivasena vutto. Odahissāmahaṃ passaṃ khurapāṇissa rājinoti ahaṃ brāhmaṇa attano vāre sampatte khurappaṃ sannahitvā āgatassa rañño migayūthato nikkhamitvā ekamantaṃ ṭhatvā maṃ vijjha mahārājāti Vatvā attano mahāphāsukapassaṃ odahissāmi. Sukhito muttoti tadā ahaṃ maraṇabhayā mutto sukhito niddukkho raññā anuññāto api nāma mātaraṃ passeyyanti.

Taṃ sutvā brāhmaṇo pakkāmi. Aparabhāge tassa vāradivase rājā mahantena parivārena uyyānaṃ āgacchi. Mahāsatto ekamante aṭṭhāsi. Rājā migaṃ vijjhissāmīti khurappaṃ sannahi. Mahāsatto yathā aññe maraṇabhayatajjitā palāyanti evaṃ apalāyitvā nibbhayo hutvā mettaṃ purecārikaṃ katvā mahāphāsukapassaṃ odahitvā niccalova aṭṭhāsi. Rājā tassa mettānubhāvena saraṃ vissajjetuṃ nāsakkhi. Mahāsatto kiṃ mahārāja saraṃ na muccasi muñcāhīti āha. Na sakkomi migarājāti. Tenahi guṇavantānaṃ guṇaṃ jānatha mahārājāti. Tadā rājā bodhisatte pasīditvā dhanuṃ chaḍḍetvā idaṃ acittakaṃ kaliṅgarakaṇḍaṃpi tāva tava guṇaṃ jānāti sacittako manussabhūtopi ahaṃ na jānāmi mayhaṃ khama abhayaṃ te dammīti āha. Mahārāja mayhaṃ tāva abhayaṃ desi ayaṃ uyyāne migagaṇo kiṃ karissatīti. Etesaṃpi abhayaṃ dammīti. Evaṃ mahāsatto nigrodhajātake vuttanayeneva sabbesaṃ araññamigānaṃ ākāsagatasakuṇānaṃ jalacaramacchānaṃ ca abhayaṃ dāpetvā rājānaṃ pañcasu sīlesu patiṭṭhāpetvā mahārāja raññā nāma agatigamanaṃ pahāya dasa rājadhamme akopentena dhammena samena rajjaṃ kāretuṃ vaṭṭatīti

Dānaṃ sīlaṃ pariccāgaṃ ājjavaṃ maddavaṃ tapaṃ

akkodhaṃ avihiṃsañca khantī ca avirodhanaṃ

iccete kusale dhamme ṭhite passāhi attani

tato te jāyate pīti somanassañcanappakanti evaṃ vutte rājadhamme gāthābandheneva dassetvā katipāhaṃ rañño santike vasitvā nagare sabbasattānaṃ abhayadānaṃ pakāsetuṃ suvaṇṇa- bheriñcārāpetvā appamatto hohi mahārājāti vatvā mātāpitūnaṃ dassanatthāya gato. Imā abhisambuddhagāthā honti

migarājā pure āsiṃ kosalassa niketave

mandiyo nāma nāmena abhirūpo catuppado.

Taṃ maṃ vadhitumāgacchi dāyasmiṃ añjanāvane

dhanuṃ ārajjaṃ katvāna usuṃ sandhāya kosalo.

Tassāhaṃ odahiṃ passaṃ khurapāṇissa rājino

tadāhaṃ sukhito mutto mātaraṃ daṭṭhumāgatoti.

Tattha kosalassa niketaveti kosalassa rañño nikete vasanaṭṭhāne tassa santike araññasminti attho. Dāyasminti migānaṃ vasanatthāya dinnauyyāne. Ārajjaṃ katvānāti jiyāya saddhiṃ ekato hutvā āropetvāti attho. Sandhāyāti sannahitvā yojetvā. Odahinti oḍḍesiṃ. Mātraṃ daṭṭhumāgatoti desanāsīsametaṃ. Rañño dhammaṃ desetvā sabbasattānaṃ abhayatthāya suvaṇṇabheriñcārāpetvā mātāpitaro daṭṭhumāgatosmīti attho.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi saccapariyosāne mātuposakabhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi tadā mātāpitaro mahārājakulāni ahesuṃ brāhmaṇo sārīputto ahosi rājā ānando ahosi nandiyamigarājā pana ahamevāti.

Nandiyamigarājajātakaṃ dasamaṃ.

Āvāriyavaggo paṭhamo.

@Footnote:

@*** hanṛ´ānīṛ´ā´mḗmīkhṛ´amūla ***

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๘๔. ธัมมัทธชชาดกชาดกถัดไป๓๘๖. ขุรปุตตชาดก