ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ขุรปุตตชาดก
ชาดกที่ ๓๘๖ · ฉักกนิบาตชาดก · ขุรปุตตวรรค

ขุรปุตตชาดก

ว่าด้วยทำตนให้ไร้ประโยชน์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๐๕ · บรรทัด ๔๐๖๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากขุรปุตตชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้ถูกภรรยาเก่าโลมเล้า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สจฺจํ กิเรวมาหํสุ ดังนี้.

ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือภิกษุได้ทราบว่าเธอกระสันอยากสึก เมื่อเธอทูลว่า จริงพระเจ้าข้า เมื่อถูกตรัสถามอีกว่า เธอกระสันอยากสึก เพราะเหตุอะไร ? เมื่อเธอทูลว่าเพราะภรรยาเก่า พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เธอไม่เฉพาะในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เธอกำลังจะกระโดดเข้าไฟตายเพราะอาศัยหญิงนี้ แต่อาศัยบัณฑิตจึงได้ชีวิตไว้ดังนี้แล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระราชาทรงพระนามว่า เสนกะ ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ให้พระองค์ทรงทำความเคารพ. ครั้งนั้น พระเจ้าเสนกะทรงมีความรักใคร่กับด้วยนาคราชตัวหนึ่ง. ได้ทราบว่า นาคราชนั้นออกจากนาคพิภพเที่ยวหาจับเหยื่อบนบกบิน. ครั้งนั้น เด็กชาวบ้านเห็นมันแล้ว บอกกันว่านี้งู แล้วพากันเอาก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นตี. พระราชาเสด็จสำราญที่พระราชอุทยาน ทรงเห็นแล้ว ตรัสถามว่า เด็กเหล่านั้นทำอะไรกัน ? ทรงทราบว่า พากันฆ่างูตัวหนึ่ง. จึงตรัสสั่งว่า พวกเอ็งอย่าฆ่า จงให้มันหนีไป แล้วทรงให้นาคราชนั้นหนีไปแล้ว. นาคราชได้ชีวิตแล้ว ได้ไปยังนาคพิภพ ถือเอารัตนะมากมาย ครั้นเวลาเที่ยงคืน จึงเข้าไปยังพระที่นั่งสำหรับพระราชาบรรทม ทูลเกล้าถวายรัตนะเหล่านั้น แล้วทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าอาศัยพระองค์แล้วได้ชีวิตมา แล้วได้ทำมิตรภาพกับพระราชา จึงไปเฝ้าพระราชาบ่อย ๆ. นาคราชนั้นได้ตั้งนาคมาณวิกานางหนึ่ง ผู้ไม่อิ่มในกามคุณ ในบรรดานางนาคมาณวิกาทั้งหลายของตนไว้ประจำราชสำนัก เพื่อประโยชน์แก่การรักษา. เขาทูลว่า เมื่อใดพระองค์ไม่ทรงเห็นนาคมาณวิกาคนนั้น เมื่อนั้นพระองค์พึงทรงร่ายมนต์บทนี้ แล้วได้ถวายมนต์บทหนึ่งแด่พระองค์. อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์เสด็จพระราชอุทยาน ทรงเล่นน้ำในสระโบกขรณีกับนางนาคมาณวิกา. นางนาคมาณวิกาเห็นงูน้ำตัวหนึ่ง จึงเปลี่ยนแปลงอัตภาพเป็นงู เสพอสัทธรรมกับงูตัวนั้น. พระราชาเมื่อไม่ทรงเห็นนาคมาณวิกานั้น ทรงสงสัยว่า เธอไปไหนหนอ จึงทรงร่ายมนต์แล้วทรงเห็นนางกำลังทำอนาจาร จึงทรงตีด้วยซีกไม้ไผ่. นางโกรธจึงออกจากพระราชอุทยานนั้น ไปยังนาคพิภพ ถูกนาคราชถามว่าเหตุไฉนเจ้าจึงมา ? ทูลว่า สหายของพระองค์ตีหลัง คือเฆี่ยนหม่อมฉันผู้ไม่เชื่อถือถ้อยคำของตน แล้วแสดงการตีให้ดู. นาคราชไม่ทราบตามความจริงเลย จึงเรียกนาคมาณพ ๔ ตนมา ส่งไปโดยดำรัสว่า สูเจ้าทั้งหลายจงไป จงพากันเข้าไปยังพระที่นั่งบรรทมของพระเจ้าเสนกะ แล้วทำลายพระที่นั่งนั้นให้เป็นเหมือนแกลบ ด้วยลมจมูกการพ่นพิษนั่นเอง. นาคมาณพเหล่านั้นพากันไปแล้ว ได้เข้าไปยังห้องในเวลาที่พระราชาทรงบรรทมบนพระยี่ภู่ที่สง่างาม. ในเวลาที่นาคมาณพเหล่านั้นเข้าไปนั่นเอง พระราชาได้ตรัสถามพระราชเทวีว่าดูก่อนน้องนางผู้เจริญ เธอรู้ไหมที่ที่นางนาคมาณวิกาไป ? พระราชเทวีทูลว่า หม่อมฉันไม่รู้เพคะ. พระราชาตรัสว่า วันนี้นาคมาณวิกานั้นได้ละอัตภาพของตน แล้วทำอนาจารกับงูน้ำตัวหนึ่ง ในเวลาเล่นน้ำในสระโบกขรณีของเรา เมื่อเป็นเช่นนั้นฉัน จึงได้เอาซีกไม้ไผ่ตีเขา เพื่อต้องการให้สำเนียกว่า เจ้าอย่าทำอย่างนี้. เขาไปยังนาคพิภพคงบอกอะไรอย่างอื่นแก่สหายของเรา แล้วทำลายมิตรภาพเสีย ภัยจักเกิดขึ้นแก่เรา. นาคมาณพทั้งหลายได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงพากันกลับออกไปจากพระที่นั่งบรรทมนั้น แล้วไปยังนาคพิภพทูลเนื้อความนั้นแก่นาคราช. ท้าวเธอถึงความสังเวช แล้วได้เสด็จมายังพระที่นั่งบรรทมของพระราชา ทูลให้ทราบเนื้อความนั้น ขอขมาพระองค์ แล้วได้ถวายมนต์ ชื่อว่า สรรพรุตชนนะ คือมนต์รู้เสียงร้องของสัตว์ทุกชนิดโดยมุ่งหมายว่า นี้เป็นทัณฑกรรมของเรา แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราชมนต์นี้หาค่าบ่มิได้ ถ้าหากพระองค์จะได้ประทานมนต์นี้แก่ผู้อื่นไซร้ครั้นทรงประทานแล้วต้องทรงกระโดดเข้ากองไฟสวรรคต. พระราชาทรงรับคำว่าดีแล้ว. ต่อแต่นั้นมา แม้เสียงมดแดงพระองค์ก็ทรงทราบ. วันหนึ่งเมื่อพระองค์ประทับนั่งที่ท้องพระโรง เสวยของเคี้ยวจิ้มน้ำผึ้งน้ำอ้อย น้ำผึ้ง น้ำอ้อยหยดหนึ่งและขนมชิ้นหนึ่งตกลงที่พื้น. มดแดงตัวหนึ่งเห็นหยดน้ำผึ้งเป็นต้นนั้น เที่ยวร้องบอกกันว่า ถาดน้ำผึ้งของหลวงแตกที่ท้องพระโรง หม้อน้ำอ้อย หม้อขนมคว่ำ ท่านทั้งหลายจงกินน้ำผึ้งน้ำอ้อยและขนม. พระราชาทรงสดับเสียงร้องบอกของมดแดงแล้วทรงพระสรวล. พระราชเทวีประทับที่ใกล้เคียงพระราชา ทรงดำริว่าพระราชาทรงเห็นอะไรหนอ จึงทรงพระสรวล ? เมื่อพระราชานั้นเสวยของเคี้ยวทรงสรงสนานแล้ว ประทับนั่งบนพระราชบัลลังก์แมลงวันตัวผู้พูดกับแมลงวันตัวเมีย ตัวหนึ่งว่ามาเถิดน้องเอ๋ย พวกเรามาอภิรมย์กันด้วยความยินดีด้วยกิเลส. ลำดับนั้น แมลงวันตัวเมียพูดกับแมลงวันตัวผู้นั้นว่า คอยก่อนเถอะพี่นาย นัดนี้ ราชบุตรจะนำของหอมมาถวายพระราชา เมื่อพระองค์ทรงลูบไล้ผงของหอมจักตกลงแทบบาทมูล ฉันจักร่อนกถาไป ณ ที่นั้นแล้วจะมีกลิ่นหอม ต่อจากนั้นเราก็จักนอนอภิรมย์กัน เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระราชา. พระราชาทรงสดับเสียงแม้นั้นแล้ว ก็ทรงพระสรวล. ฝ่ายพระเทวีก็ทรงดำริอีกว่า พระราชาทรงเห็นอะไรหนอ จึงทรงพระสรวล เมื่อพระราชาทรงเสวยพระกระยาหารเย็นอีก ภัตพิเศษก้อนหนึ่งหล่นที่พื้น. มดแดงทั้งหลายก็ร้องบอกกันว่า หม้อพระกระยาหารในราชตระกูลแตกแล้วขอท่านทั้งหลายจงพากันไปรับประทานภัตตาหารเถิด. พระราชาครั้นได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็ทรงพระสรวลอีก. ฝ่ายพระราชเทวี ทรงถือเอาช้อนทองอังคาสพระราชาอยู่ จึงทรงพระวิตกว่า พระราชาทรงเห็นอะไรหนอ จึงทรงพระสรวล ? ในเวลาเสด็จขึ้นแท่นพระบรรทมกับพระราชา พระนางทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ทรงพระสรวลเพราะเหตุอะไร ? พระองค์ตรัสว่า จะมีประโยชน์อะไรสำหรับเธอเพราะเหตุที่ฉันหัวเราะ แล้วถูกพระนางรบเร้าให้ตรัสบอกบ่อย ๆ. ภายหลังจึงทูลพระองค์ว่า ขอพระองค์จงประทานมนต์ที่ทำให้รู้เสียงสัตว์ของพระองค์แก่หม่อมฉัน แม้ถูกพระราชาทรงห้ามว่า ไม่อาจให้ได้ก็ทรงรบเร้าบ่อย ๆ. พระราชาจึงตรัสว่า ถ้าหากฉันจักให้มนต์นี้แก่เธอไซร้ ฉันก็จักตาย. พระนางทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถึงพระองค์จะสิ้นพระชนม์ ก็จงประทานแก่หม่อมฉัน. เพราะพระราชาเป็นผู้ชื่อว่าตกอยู่ในอำนาจมาตุคาม จึงทรงรับคำว่า ดีละ แล้วทรงตัดสินพระทัยว่า เราจักให้มนต์แต่พระราชเทวี แล้วจึงจะเข้ากองไฟ ดังนี้แล้วได้เสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยานด้วยราชรถ. ขณะนั้นท้าวสักกะทรงตรวจดูสัตวโลกอยู่ ทรงเห็นเหตุการณ์นี้ แล้วทรงดำริว่า พระราชาเขลาองค์นี้อาศัยมาตุคาม เสด็จไปด้วยหมายพระทัยว่า จักเข้ากองไฟ เราจักให้ชีวิตแก่เขา แล้วทรงพาเอาอสุรกัญญา ทรงพระนามว่า สุชามายังกรุงพาราณสี ทรงทำให้นางสุชาเป็นแพะตัวเมีย พระองค์เองเป็นแพะตัวผู้ แล้วทรงอธิษฐานว่า ขออย่าให้มหาชนเห็น แล้วได้อยู่ข้างหน้าราชรถ. พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นแพะนั้น และม้าที่เทียมรถก็เห็นด้วย. แต่ใครคนอื่นไม่เห็น. แพะตัวผู้ทำท่าจะเสพเมถุนกับแพะตัวเมีย เพื่อจะสร้างเรื่องราวขึ้น. ม้าเทียมรถตัวหนึ่ง เห็นแพะนั้น จึงพูดว่า เจ้าเพื่อนแพะเอ๋ย เมื่อก่อนพวกเราได้ยินเขาเล่ากันว่าพวกแพะโง่ ไม่มีความละอาย และไม่เห็นเรื่องนั้น แต่แกทำอนาจารที่จะต้องทำในที่ลับ ซึ่งเป็นสถานที่ปกปิดต่อหน้าพวกเรามีจำนวนเท่านี้ที่กำลังดูอยู่นั่นเอง แกไม่ละอาย คำที่พวกข้าพเจ้าได้ยินมาแต่ก่อนนั้นสมกับเหตุการณ์ที่ได้เห็นอยู่นี้ แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ได้ทราบว่า เป็นความจริงที่บัณฑิต ทั้งหลายพูดถึงแพะโง่ว่าอย่างนี้ ดูเถิดสัตว์ ที่โง่ ไม่รู้จักธรรมที่ควรทำในที่ลับและกรรม ที่ควรทำในที่แจ้ง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลกํ ได้แก่ แพะ. บทว่า ปณฺฑิตา ความว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยญาณพูดถึงแพะนั้นว่าโง่ ได้ทราบว่าพูดจริง. บทว่า ปสฺส เป็นคำเรียกเตือน ความหมายว่า จงดูเถิด. บทว่าน พุชฺฌติ ความว่า ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นไม่ควร.

แพะได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :สหายเอ๋ย แกนั่นแหละโง่ ดูก่อนเจ้า ลูกลาแกจงรู้ตัวเถิด แกถูกเชือกรัดคอไว้ มีริมฝีปากเบี้ยว มีเชือกมัดปากไว้ สหาย เอ๋ย ความโง่แม้อย่างอื่นของแก คือ ที่แก ถูกปลดจากแอกแล้ว แต่ไม่หนีไป สหาย เอ๋ย พระเจ้าเสนกะที่แกลากไปนั่นแหละโง่ กว่าแก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวํ นุ โข สมฺม ความว่า สหายสินธพเอ๋ย แกโง่กว่าฉันมาก. บทว่า ขุรปุตฺต ความว่า ได้ทราบว่าม้านั้นเป็นชาติของลา เพราะเหตุนั้น แพะจึงได้กล่าวกะม้านั้นอย่างนี้. บทว่า วิชานหิ ความว่า แกจงรู้เถิดว่า เรานั่นแหละโง่. บทว่า ปริกฺขิตฺโต ความว่า แกถูกเขาเอาเชือกรัตคอไว้กับแอก. บทว่า วงฺโกฏฺโ ได้แก่ มีริมฝีปากเบี้ยว. บทว่า โอหิโตมุโข ได้แก่ มีปากถูกเชือกมัดปากปิดไว้. บทว่า มุตฺโต น ปลายสิ ความว่า การที่เจ้าพ้นจากรถ แล้วหนี้เข้าป่าไปไม่ได้ ในเวลาพ้นแล้วไม่หนีไปเป็นคนโง่แม้อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า โส จ พาลตโร ความว่า พระเจ้าเสนกะผู้ที่แกลากไปนั้น โง่กว่าแกอีก

พระราชาทรงเข้าพระทัยถ้อยคำของสัตว์ทั้ง ๒ ตัวนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อทรงสดับคำนั้น จึงทรงให้ขับรถไปค่อย ๆ. ฝ่ายม้าสินธพได้ฟังคำของแพะแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-

สหายอชราชเอ๋ย ข้าโง่ด้วยเหตุใดหนอ เหตุนั้นแกก็รู้ แต่พระเจ้าเสนกะโง่ เพราะ เหตุใด แถถูกข้าถามแล้ว จงบอกเหตุนั้น แก่ข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เป็นปฐมาวิภัติใช้ในความหมายของตติยาวิภัติ. บทว่า นุ เป็นนิบาต ใช้ในความหมายว่าตามฟัง. มีคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนสหายอชราช ก่อนอื่นฉันโง่ เพราะเหตุ คือความเป็นสัตว์เดียรัจฉานอันใด แกรู้เหตุอันนั้น ข้อนี้แกอาจรู้ได้๑เพราะว่าฉันเป็นผู้โง่เขลา เพราะเป็นสัตว์เดียรัจฉานนั่นเอง เพราะฉะนั้น แกเมื่อกล่าวว่า ลูกลาเป็นต้นกะฉัน ก็ชื่อว่ากล่าวดีถูกต้องแต่พระเจ้าเสนกะนี้โง่ เพราะเหตุอะไร ? แกถูกข้าถามแล้ว จงบอกข้อนั้นแก่ข้า ดังนี้.

แพะเมื่อจะบอกเหตุนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :ผู้ใดได้มนต์ชั้นยอดแล้วจักให้แก่ภรรยา เพราะการให้นั้น ผู้นั้นจะสละตนทิ้งเสีย และ เขาก็จักไม่มีภรรยานั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตมตฺถํ ได้แก่ มนต์เป็นเหตุรู้เสียงร้องของสัตว์ทุกชนิด. บทว่า เตน ความว่า เพราะเหตุ กล่าวคือการให้มนต์แก่ภรรยานั้น เขาครั้นให้มนต์นั้นแล้ว ก็จักสละตนทิ้งกระโดดเข้ากองไฟ เขาก็จักไม่มีภรรยาคนนั้นเลย เพราะฉะนั้น ผู้นั้นคือพระเจ้าเสนกะผู้ไม่สามารถรักษายศที่ได้แล้วไว้ได้ จึงเป็นผู้โง่กว่าแกดังนี้.

พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า อชราชเอ๋ยก็เจ้าแม้เมื่อจะทำความสวัสดีแก่เรา จักทำสิ่งนั้น ก่อนอื่นขอเจ้าจงบอก๑. ปาฐะว่า เยน ตาว ติรจฺฉานคโต ภทฺเรน การเณน อหํ พาโล ตํ ตวํ. สิ่งที่ควรแก่สิ่งที่จะต้องทำแก่เรา. ครั้งนั้น อชราชจึงทูลกะพระราชานั้นว่า ข้าแต่มหาราชไม่มีผู้อื่นที่ชื่อว่า เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ยิ่งกว่าตน. คนไม่ควรให้ตนพินาศ ไม่ควรละทิ้งยศที่ได้แล้วเพราะอาศัยของรักอย่างเดียวดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-

ข้าแต่จอมนรชน ผู้เช่นนับด้วยพระองค์ ทรงทอดอาลัยตน ไม่คบหาของรักทั้งหลายว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา ตนเท่านั้นประเสริฐกว่า สิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่งทีเดียว ผู้มีตนสั่งสม บุญไว้แล้ว จะพึงได้หญิงที่รักในภายหลัง.

พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้นต่อไป บทว่า ปิยมฺเม ตัดบทเป็น ปิยํ เม คือเป็นที่รักของเรา ปาฐะเป็นอย่างนี้ทีเดียวก็มี. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่จอมนรชนบุคคลผู้ดำรงอยู่ในความยิ่งใหญ่ด้วย เช่นพระองค์ ทอดอาลัยตน คือทอดทิ้งตน ไม่คบหาของรักเหล่านั้นเลยว่าสิ่งนี้เป็นที่รักของเรา เพราะอาศัยหญิงที่เป็นภัณฑะที่รักคนหนึ่ง. เพราะเหตุไร ? เพราะตนเองประเสริฐกว่าคนที่ประเสริฐอย่างยอดอธิบายว่า เพราะเหตุที่ตนเองประเสริฐ คือล้ำเลิศ ได้แก่สูงสุดกว่าสิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่ง คือเป็นภัณฑะเป็นที่รักกว่าอย่างอื่น ที่ยอดเยี่ยมคือสูงสุด โดยการคูณด้วยร้อย คูณด้วยพัน. จริงอยู่ แม้ ว อักษรในคำว่า อตฺตาว นี้ พึงเห็นว่า เป็นนิบาตใช้ในความหมายว่าเหตุ. บทว่า ลพฺภา ปิยา โอจิตตฺเตน ปจฺฉา ความว่า เพราะว่าธรรมดาว่าบุรุษผู้มีตนสั่งสมบุญไว้แล้ว คือมีตนเจริญแล้วอาจได้หญิงที่รักในภายหลัง บุคคลไม่ควรให้ตนฉิบหายไป เพราะเหตุแห่งหญิงที่รักนั้นดังนี้.

พระมหาสัตว์ได้ถวายโอวาทแด่พระราชา ด้วยประการอย่างนี้. พระราชาทรงพอพระทัย แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนอชราช ท่านมาจากที่ไหน ?.

ท้าวสักกะตรัสตอบว่า ข้าแต่มหาราช เราคือท้าวสักกะมาด้วยความอนุเคราะห์ท่าน เพื่อจะปลดเปลื้องท่านจากความตาย.

รา. ข้าแต่เทวราช ข้าพระองค์ได้ลั่นวาจาออกไปแล้วว่า ข้าพระองค์จักให้มนต์แก่พระเทวี บัดนี้ ข้าพระองค์จะกระทำอย่างไร ?

สัก. ดูก่อนมหาราช ภารกิจด้วยความพินาศจะไม่มีแก่ท่านทั้ง ๒ ถ้าท่านกล่าวว่า อุปจารแห่งศิลปะมีอยู่ แล้วให้คนคนหนึ่งเฆี่ยนพระราชเทวี ๒ - ๓ ครั้ง ด้วยอุบายนี้ นางจักไม่เรียน. พระราชาทรงรับเทพดำรัสว่า ดีแล้ว. พระมหาสัตว์ถวายโอวาทพระราชาแล้วได้เสด็จไปยังสถานที่ของพระองค์นั่นเอง. พระราชาเสด็จไปถึงพระราชอุทยานแล้ว ตรัสสั่งให้หาพระราชเทวีมา แล้วตรัสถามว่า น้องนางเอ๋ย เธอจักเรียนมนต์หรือ. พระนางทูลว่า เพคะ ข้าแต่สมมติเทพ.

รา. ถ้ากระนั้น เราจะทำอุปจาระแห่งศิลปะ. เท. อุปจาระเป็นอย่างไร ? รา. เมื่อเฆี่ยนที่หลัง ๑๐๐ ครั้ง เธอไม่ควรส่งเสียงร้อง. พระนางทรงรับพระราชดำรัสว่า สาธุ เพราะอยากได้มนต์.

พระราชาตรัสสั่งให้เรียกเจ้าหน้าที่ฆ่าโจร คือเพชฌฆาตมาแล้วให้รับเอาหวายไปเฆี่ยนทั้ง ๒ ข้าง. พระนางทรงทนทานการเฆี่ยน๒ - ๓ ครั้งได้ ต่อจากนั้นไป ทรงร้องว่า หม่อมฉันไม่ต้องการมนต์. ครั้งนั้นพระราชา จึงตรัสกะพระนางว่า เธอประสงค์จะเรียนมนต์โดยให้ฉันตายไป แล้วทรงให้ถลกหนังที่พระขนองทิ้งออกไป. จำเดิมแต่นั้นมา พระนางไม่อาจกราบทูลอีก.

พระราชา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประมวลชาดกลงไว้. ในที่สุดแห่งสัจธรรมภิกษุผู้กระสันอยากสึก ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้กระสันอยากสึกในบัดนี้ พระราชเทวีเป็นภรรยาเก่าของภิกษุนั้น ม้าเป็นพระสารีบุตร ส่วนท้าวสักกเทวราชเป็นเราตถาคตนั่นเอง ดังนี้แล.

จบ อรรถกถาขุรปุตตชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๑๕–๑๒๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๓๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ขุรปุตฺตวคฺควณฺณนา

ขุรปุตฺตชาตกํ

สจฺจํ กิเรวมาหํสูติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปุราณ- ทุติยิกปโลภนํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตํ หิ ภิกฺขุํ สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา อาม ภนฺเตติ เกน อุกฺกณฺฐาปิโตสีติ ปุราณทุติยิกายาติ วุตฺเต ภิกฺขุ อยนฺเต อิตฺถี อนตฺถการิกา ปุพฺเพปิ ตฺวํ อิมํ นิสฺสาย อคฺคึ ปวิสิตฺวา มรนฺโต ปณฺฑิเต นิสฺสาย ชีวิตํ ลภสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ เสนเก นาม ราเช รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สกฺกตํ กาเรสิ ฯ ตทา เสนกสฺส รญฺโญ เอเกน นาคราเชน สทฺธึ มิตฺตภาโว โหติ ฯ โส กิร นาคราชา นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา ถเล โคจรํ คณฺหนฺโต จรติ ฯ อถ นํ คามทารกา ทิสฺวา สปฺโป อยนฺติ เลณฺฑุทณฺฑาทีหิ ปหรึสุ ฯ ราชา อุยฺยานํ กีฬิตุํ คจฺฉนฺโต ทิสฺวา กึ เอเต ทารกา กโรนฺตีติ ปุจฺฉิตฺวา เอกํ สปฺปํ ปหรนฺตีติ สุตฺวา ปหริตุํ มา เทถ ปลาเปถ เนติ ปลาเปสิ ฯ นาคราชา ชีวิตํ ลภิตฺวา นาคภวนํ คนฺตฺวา พหูนิ รตนานิ อาทาย อฑฺฒรตฺติกสมเย รญฺโญ สยนฆรํ ปวิสิตฺวา ตานิ รตนานิ ทตฺวา มยา ตุมฺเห นิสฺสาย ชีวิตํ ลทฺธนฺติ รญฺญา สทฺธึ มิตฺตภาวํ กตฺวา ปุนปฺปุนํ คนฺตฺวา ราชานํ ปสฺสติ ฯ โส อตฺตโน นาคมาณวิกาสุ เอกํ กาเมสุ อติตฺตํ นาคมาณวิกํ รกฺขนตฺถาย รญฺโญ สนฺติเก ฐเปสิ ฯ ยถา เอตํ น ปสฺสสิ ตทา อิมํ มนฺตํ ปริวตฺเตยฺยาสีติ ตสฺส เอกํ มนฺตํ อทาสิ ฯ โส เอกทิวสํ อุยฺยานํ คนฺตฺวา นาคมาณวิกาย สทฺธึ โปกฺขรณิยํ อุทกกีฬํ กีฬิ ฯ นาคมาณวิกา เอกํ อุทกสปฺปํ ทิสฺวา อตฺตภาวํ วิชหิตฺวา เตน สทฺธึ อสทฺธมฺมํ ปฏิเสวิ ฯ ราชา ตํ อปสฺสนฺโต กหํ นุ โข คตาติ มนฺตํ ปริวตฺติตฺวา อนาจารํ กโรนฺตึ ทิสฺวา เวฬุเปสิกาย ปหริ ฯ สา กุชฺฌิตฺวา ตโต นาคภวนํ คนฺตฺวา กสฺมา อาคตาสีติ ปุฏฺฐา ตุมฺหากํ สหาโย มํ อตฺตโน วจนํ อคณฺหนฺตึ ปิฏฺฐิยํ ปหรีติ ปหารํ ทสฺเสสิ ฯ นาคราชา ตตฺตโต อชานิตฺวาว จตฺตาโร นาคมาณวเก อามนฺเตตฺวา คจฺฉถ เสนกสฺส สยนฆรํ ปวิสิตฺวา นาสวาเตเนว นํ ภุสํ วิย วิทฺธํเสถาติ เปเสสิ ฯ เต คนฺตฺวา รญฺโญ สิริสยเน นิปนฺนกาเล คพฺภํ ปวิสึสุ ฯ เตสํ ปวิสนเวลายเมว ราชา เทวึ อาห ชานาสิ นุ โข ภทฺเท นาคมาณวิกาย คตฏฺฐานนฺติ ฯ น ชานามิ เทวาติ ฯ อชฺช สา อมฺหากํ โปกฺขรณิยํ กีฬนกาเล อตฺตภาวํ วิชหิตฺวา เอเกน อุทกสปฺเปน สทฺธึ อนาจารํ อกาสิ อถ นํ อหํ เอวํ มา กรีติ สิกฺขาปนตฺถาย เวฬุเปสิกาย ปหรึ สา นาคภวนํ คนฺตฺวา สหายสฺส เม อญฺญํ กิญฺจิ กเถตฺวา เมตฺตํ ภินฺเทยฺย เม ภยํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ฯ ตํ สุตฺวา นาคมาณวกา ตโตว นิวตฺติตฺวา นาคภวนํ คนฺตฺวา นาคราชสฺส ตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ โส สํเวคปฺปตฺโต หุตฺวา ตํ ขณญฺเญว รญฺโญ สยนฆรํ อาคนฺตฺวา ตมตฺถํ อาจิกฺขิตฺวา ขมาเปตฺวา อิทํ เม ทณฺฑกมฺมนฺติ สพฺพรุตชานนํ นาม มนฺตํ ทตฺวา อยํ มหาราช อนคฺโฆ มนฺโต สเจ อิมํ มนฺตํ อญฺญสฺส อทาสิ ทตฺวาว อคฺคึ ปวิสิตฺวา มเรยฺยาสีติ อาห ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย กิปิลฺลิกานํปิ สทฺทํ ชานาติ ฯ ตสฺเสกทิวสํ มหาตเล นิสีทิตฺวา มธุผาณิเตหิ ขาทนียํ ขาทนฺตสฺส เอกํ มธุวินฺทุญฺจ ผาณิต- วินฺทุญฺจ ปูวขณฺฑญฺจ ภูมิยํ ปติ ฯ เอกา กิปิลฺลิกา ตํ ทิสฺวา รญฺโญ มหาตเล มธุปาฏิ ภินฺนา ผาณิตกสฏํ ปูวกสฏํ นิกฺกุชฺชิตํ มธุผาณิตปูเว ขาทถาติ วิรวนฺตี วิจรติ ฯ ราชา ตสฺสา รวํ สุตฺวา หสิ ฯ รญฺโญ สมีเป ฐิตา เทวี กึ นุ โข ทิสฺวา ราชา หสีติ จินฺเตสิ ฯ ตสฺมึ ขาทนียํ ขาทิตฺวา นหาตฺวา ปลฺลงฺเก นิสินฺเน เอกํ มกฺขิกํ สามิโก เอหิ ภทฺเท กิเลสรติยา รมิสฺสามาติ อาห ฯ อถ นํ สา อธิวาเสหิ ตาว สามิ อิทานิ รญฺโญ คนฺเธ อาหริสฺสนฺติ ตสฺส วิลิมฺปนฺตสฺส ปาทมูเล คนฺธจุณฺณํ ปติสฺสติ อหํ ตตฺถ วตฺเตตฺวา สุคนฺธา ภวิสฺสามิ ตโต รญฺโญ ปิฏฺฐิยํ นิปชฺชิตฺวา รมิสฺสามาติ อาห ฯ ราชา ตํปิ สทฺทํ สุตฺวา หสิ ฯ เทวีปิ กึ นุ โข ทิสฺวา หสีติ ปุน จินฺเตสิ ฯ ปุน รญฺโญ สายมาสํ ภุญฺชนฺตสฺส เอกํ ภตฺตสิฏฺฐํ ภูมิยํ ปติ ฯ กิปิลฺลิกา ราชกุเล ภตฺตสกฏํ ภคฺคํ ภตฺตํ ภุญฺชถาติ วิรวึสุ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา ปุนปิ หสิ ฯ เทวีปิ สุวณฺณกฏจฺฉุํ คเหตฺวา ราชานํ ปริวิสนฺตี มํ นุ โข ทิสฺวา ราชา หสตีติ วิตกฺเกสิ ฯ สา รญฺญา สทฺธึ สยนํ อารุยฺห นิปนฺนกาเล กึการณา เทว หสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส กินฺเต มม หสิตการเณนาติ วตฺวา ปุนปฺปุนํ นิพนฺโธ กเถสิ ฯ อถ นํ สา ตุมฺหากํ ชานนมนฺตํ มยฺหํ เทถาติ วตฺวา น สกฺกา ทาตุนฺติ ปฏิกฺขิตฺตาปิ ปุนปฺปุนํ นิพนฺธิ ฯ ราชา สจาหํ อิมํ มนฺตํ ตุยฺหํ ทสฺสามิ มริสฺสามีติ อาห ฯ มรนฺโตปิ มยฺหํ เทหิ เทวาติ ฯ ราชา มาตุคามวสิโก นาม หุตฺวา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อิมิสฺสา มนฺตํ ทตฺวา อคฺคึ ปวิสิสฺสามีติ รเถน อุยฺยานํ ปายาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สกฺโก โลกํ โอโลเกนฺโต อิมํ การณํ ทิสฺวา อยํ พาลราชา มาตุคามํ นิสฺสาย อคฺคึ ปวิสิสฺสามีติ คจฺฉติ ชีวิตมสฺส ทสฺสามีติ สุชํ อสุรกญฺญํ อาทาย พาราณสึ อาคนฺตฺวา ตํ อชิกํ กตฺวา อตฺตนา อโช หุตฺวา มหาชโน มา ปสฺสตูติ อธิฏฺฐาย รญฺโญ รถสฺส ปุรโต อโหสิ ฯ ตํ อชํ ราชา เจว รเถ ยุตฺตสินฺธวา จ ปสฺสนฺติ ฯ อญฺโญ โกจิ น ปสฺสติ ฯ อโช กถาย สมุฏฺฐาปนตฺถํ อชิกาย สทฺธึ เมถุนธมฺมํ ปฏิเสวนฺโต วิย อโหสิ ฯ ตเมโก รเถ ยุตฺตสินฺธโว ทิสฺวา สมฺม อช มยํ ปุพฺเพ อชา กิร พาลา อหิริกาติ อสุมฺหา น จ ตํ ปสฺสิมฺหา ตฺวํ ปน รโห ปฏิจฺฉนฺนฏฺ- ฐาเน กตฺตพฺพํ อนาจารํ อมฺหากํ เอตฺตกานํ ปสฺสนฺตานญฺเญว กโรสิ น ลชฺชสิ ตํ โน ปุพฺเพ สุตํ อิมินา ทิฏฺเฐน สเมตีติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห

สจฺจํ กิเรวมาหํสุ กลกํ พาโลติ ปณฺฑิตา

ปสฺส พาโล รโหกมฺมํ อาวีกุพฺพํ น พุชฺฌตีติ ฯ

ตตฺถ กลกนฺติ อชํ ฯ ปณฺฑิตาติ ญาณสมฺปนฺนา ตํ พาโลติ วทนฺติ สจฺจํ กิร วทนฺติ ฯ ปสฺสาติ อาลปนํ ปสฺสถาติ อตฺโถ ฯ น พุชฺฌตีติ เอตํ กาตุํ น ยุตฺตนฺติ น ชานาติ ฯ

ตํ สุตฺวา อโช เทฺว คาถา อภาสิ

ตฺวํ นุ โข สมฺม พาโลสิ ขุรปุตฺต วิชานหิ

รชฺชุยาหิ ปริกฺขิตฺโต วงฺโกฏฺโฐ โอหิโตมุโข ฯ

อปรํปิ สมฺม เต พาลฺยํ โย มุตฺโต น ปลายสิ

โส จ พาลตโร สมฺม ยํ ตฺวํ วหสิ เสนกนฺติ ฯ

ตตฺถ ตฺวํ นุ โข สมฺมาติ สมฺม สินฺธว มยาปิ โข ตฺวํ พาลตโร ฯ ขุรปุตฺตาติ โส กิร คทฺรภสฺส ชาติโก เตน นํ เอวมาห ฯ วิชานหีติ อหเมว พาโลติ เอวํ ชานาหิ ฯ ปริกฺขิตฺโตติ ยุเคน สทฺธึ คิวาย ปริกฺขิตฺโต ฯ วงฺโกฏฺโฐติ วงฺกโอฏฺโฐ ฯ โอหิโตมุโขติ มุขพนฺธเนน ปิหิตมุโข ฯ มุตฺโต น ปลายสีติ โย ตฺวํ รถโต มุตฺโต สมาโน มุตฺตกาเล ปลายิตฺวา อรญฺญํ น ปวิสสิ ตํ เต อปลายนํ อปรํปิ พาลฺยํ ฯ โส จ พาลตโรติ ยํ ตฺวํ เสนกํ วหสิ โส เสนโก ตยาปิ พาลตโรติ ฯ

ราชา เตสํ อุภินฺนํปิ กถํ ชานาติ ตสฺมา ตํ สุณนฺโต สณิกํ รถํ เปเสสิ ฯ สินฺธโวปิ ตสฺส กถํ สุตฺวา ปุน จตุตฺถํ คาถมาห

ยนฺนุ สมฺม อหํ พาโล อชราช วิชานหิ

อถ เกน เสนโก พาโล ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ

ตตฺถ ยนฺติ กรณตฺเถ ปจฺจตฺตํ ฯ นูติ อนุสฺสวตฺเถ นิปาโต ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ สมฺม อชราช เยน ตาว ติรจฺฉานคโต ภทฺเรน การเณน อหํ พาโล ตํ ตฺวํ การณํ ชานาหิ น สกฺกา เอตํ ตยา ญาตุํ อหญฺหิ ติรจฺฉานคตตฺตาว พาโล ตสฺมา มํ ขุรปุตฺตาติ อาทีนิ วทนฺโต สุฏฺฐุ วทสิ อยํ ปน เสนโก ราชา เกน การเณน พาโล ตํ เม การณํ ปุจฺฉิโต อกฺขาหีติ ฯ

ตํ อาจิกฺขนฺโต อโช ปญฺจมํ คาถมาห

อุตฺตมตฺถํ ลภิตฺวาน ภริยาย โย ปทสฺสติ

เตน ชหิสฺสตตฺตานํ สา เจวสฺส น เหสฺสตีติ ฯ

ตตฺถ อุตฺตมตฺถนฺติ สพฺพรุตชานนมนฺตํ ฯ เตนาติ ตสฺสา มนฺตปฺปทานสงฺขาเตน การเณน ตํ ทตฺวา อคฺคึ ปวิสนฺโต อตฺตานญฺจ ชหิสฺสติ สาวสฺส ภริยา น ภวิสฺสติ ตสฺมา เอส ตยา พาลตโร โย ลทฺธยสํ รกฺขิตุํ น สกฺโกตีติ ฯ

ราชา ตสฺส วจนํ สุตฺวา อชราช อมฺหากํ โสตฺถึ กโรนฺโตปิ ตฺวญฺเจตํ กริสฺสสิ กเถหิ ตาว โน กตฺตพฺพยุตฺตกนฺติ อาห ฯ อถ นํ อชราชา มหาราช อิเมสํ สตฺตานํ อตฺตโต อญฺโญ ปิยตโร นาม นตฺถิ เอกํ ปิยภณฺฑํ นิสฺสาย อตฺตานํ นาเสตุํ ลทฺธยสํ ปหาตุํ น วฏฺฏตีติ วตฺวา ฉฏฺฐํ คาถมาห

น ปิยมฺเมติ ชนินฺท ตาทิโส

อตฺตํ นิรํกตฺว ปิยานิ เสวติ

อตฺตาว เสยฺโย ปรมาว เสยฺยา

ลพฺภา ปิยา โอจิตตฺเตน ปจฺฉาติ ฯ

ตตฺถ ปิยมฺเมติ ปิยํ เม อยเมว วา ปาโฐ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ชนินฺท ตาทิโส ยสมหตฺเต ฐิโต ปุคฺคโล เอกํ ปิยภณฺฑิ นิสฺสาย อิทํ ปิยมฺเมติ อตฺตํ นิรํกตฺวา อตฺตานํ ฉฑฺเฑตฺวา ตานิ ปิยานิ น เสวเตว ฯ กึการณา ฯ อตฺตาว เสยฺโย ปรมาว เสยฺยาติ ยสฺมา สตคุเณน สหสฺสคุเณน อตฺตาว เสยฺโย ปวโร อุตฺตโม ปรมาว เสยฺยา ปรมา อุตฺตมา อญฺญสฺมา ปิยภณฺฑาตํ อตฺโถ ฯ เอตฺถ หิ วกาโรปิ การณตฺเถ นิปาโตติ ทฏฺฐพฺโพ ฯ ลพฺภา ปิยา โอจิตตฺเตน ปจฺฉาติ โอจิตตฺเตน หิ วฑฺฒิตตฺเตน ปุริเสน ปจฺฉา ปิยา นาม สกฺกา ลทฺธุํ น ตสฺสา การณา อตฺตา นาเสตพฺโพติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต รญฺโญ โอวาทํ อทาสิ ฯ ราชา ตุสฺสิตฺวา อชราช กุโต อาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ สกฺโก อหํ มหาราช ตว อนุกมฺปาย ตํ มรณา โมเจตุํ อาคโตสฺมีติ ฯ เทวราช อหํ เอติสฺสา มนฺตํ ทสฺสามีติ อวจํ อิทานิ กึ กโรมีติ ฯ มหาราช ตุมฺหากํ อุภินฺนํปิ วินาเสน กิจฺจํ นตฺถิ สิปฺปสฺส อุปจาโรติ วตฺวา เอกํ กติปเย ปหาเร ปหราเปสิ อิมินา อุปาเยน น คณฺหิสฺสตีติ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ มหาสตฺโต รญฺโญ โอวาทํ ทตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ ราชา อุยฺยานํ คนฺตฺวา เทวึ ปกฺโกสาเปตฺวา อาห คณฺหิสฺสสิ ภทฺเท มนฺตนฺติ ฯ อาม เทวาติ ฯ เตนหิ อุปจารํ กโรมีติ ฯ โก อุปจาโรติ ฯ ปิฏฺฐิยํ ปหารสเต ปวตฺตมาเน สทฺทํ กาตุํ น วฏฺฏตีติ ฯ สา มนฺตโลเภน สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ราชา โจรฆาตเก ปกฺโกสาเปตฺวา กสา คาหาเปตฺวา อุโภสุ ปสฺเสสุ ปหราเปสิ ฯ สา เทฺว ตโย ปหาเร อธิวาเสตฺวา ตโต ปรํ น เม มนฺเตนตฺโถติ วิรวิ ฯ อถ นํ ราชา ตฺวํ มํ มาเรตฺวา มนฺตํ คณฺหิตุกามาติ ปิฏฺฐิยํ นิจฺจมฺมํ กตฺวา วิสฺสชฺชาเปสิ ฯ สา ตโต ปฏฺฐาย ปุน กเถตุํ นาสกฺขิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ราชา อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ อโหสิ เทวี ปุราณทุติยิกา อสฺโส สารีปุตฺโต สกฺโก เทวราชา ปน อหเมวาติ ฯ

ขุรปุตฺตชาตกํ ปฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๘๕. นันทิยมิคราชชาดกชาดกถัดไป๓๘๗. สูจิชาดก