ตุณฑิลชาดก
ว่าด้วยธรรมเหมือนน้ำ บาปธรรมเหมือนเหงื่อไคล
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๑๗ · บรรทัด ๔๑๐๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กลัวตายรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นวจฺฉทฺทเก ดังนี้.
ได้ยินว่า กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีนั้น บวชในพระศาสนาแต่ได้เป็นผู้กลัวตาย. เธอได้ยินเสียงกิ่งไม้สั่นไหว. ท่อนไม้ตก. เสียงนกหรือสัตว์สี่เท้า แม้เพียงเล็กน้อย คือเบา ๆ หรือเสียงอย่างอื่นแบบนั้นก็จะเป็นผู้ถูกภัยคือความตายขู่ เดินตัวในรูปเหมือนกระต่ายถูกแทงที่ท้องฉะนั้น. ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งคาถา คือเรื่องสนทนา ขึ้นในธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุชื่อโน้นกลัวตาย ได้ยินเสียงแม้เพียงเล็กน้อย ก็ร้องพลางวิ่งพลางหนีไป ควรจะมนสิการว่า ก็ความตายของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เท่านั้นเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตไม่เที่ยง ดังนี้. พระศาสดาเสด็จมาถึง ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรนะ เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้แล้วตรัสสั่งให้หาภิกษุนั้นมา แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ทราบว่า เธอกลัวตายจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นทูลรับว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะในปัจจุบันนี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อน ภิกษุนี้ก็กลัวตายเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ ได้ถือปฏิสนธิในท้องของแม่สุกร. แม่สุกรท้องแก่ครบกำหนดแล้ว คลอดลูก ๒ ตัว. อยู่มาวันหนึ่งมันพาลูก๒ ตัวนั้นไปนอนที่หลุมแห่งหนึ่ง. กาละครั้งนั้น หญิงชราคนหนึ่งมีปกติอยู่บ้านใกล้ประตูนครพาราณสี เก็บฝ้ายได้เต็มกระบุงจากไร่ฝ้ายเดินเอาไม้เท้ายันดินมา. แม่สุกรได้ยินเสียงนั้นแล้ว ทิ้งลูกน้อยหนีไปเพราะกลัวตาย. หญิงชราเห็นลูกสุกรกลับได้ความสำคัญว่าเป็นลูก จึงเอาใส่กระบุงไปถึงเรือน แล้วตั้งชื่อตัวพี่ว่า มหาตุณฑิละ ตัวน้องว่าจุลตัณฑิละ เลี้ยงมันเหมือนลูก. ในเวลาต่อมามันเติบโตขึ้น ได้มีร่างกายอ้วน. หญิงชราถึงจะถูกทาบทามว่า จงขายหมูเหล่านี้ให้พวกฉันเถิด ก็บอกว่า ลูกของฉัน แล้วไม่ให้ใคร. ภายหลังในวันมหรสพวันหนึ่งพวกนักเลงดื่มสุรา เมื่อเนื้อหมดก็หารือกันว่า พวกเราจะได้เนื้อจากที่ไหนหนอ ทราบว่า ที่บ้านหญิงชรามีสุกร จึงพากันถือเหล้าไปที่นั้น พูดว่า คุณยายครับ ขอให้คุณยายรับเอาราคาสุกรแล้วให้สุกรตัวหนึ่งแก่พวกผมเถิด. หญิงชรานั้น แม้จะปฏิเสธว่า อย่าเลยหลานเอ๋ย สุกรนั้นเป็นลูกฉัน ธรรมดาคนจะให้ลูกแก่คนที่ต้องการจะกินเนื้อไม่มีหรอก. พวกนักเลงแม้จะอ้อนวอนแล้วอ้อนวอนเล่าว่า ขึ้นชื่อว่าหมูจะเป็นลูกของคนไม่มีนะ ให้มันแก่พวกผมเถิด ก็ไม่ได้สุกร จึงให้หญิงชราดื่มสุรา เวลาแกเมาแล้วก็พูดว่า ยาย ยายจะทำอะไรกับหมู ? ยายเอาราคาหมูนี้ไปไว้ทำเป็นค่าใช้จ่ายเถิด แล้ววางเหรียญกระษาปณ์ไว้ในมือหญิงชรา. หญิงชรารับเอาเหรียญกระษาปณ์ พูดว่า หลายเอ๋ยยายไม่อาจจะให้สุกรชื่อมหาตุณฑิกะได้ แก่จงพากันเอาจุลตุณฑิละไป.
มันอยู่ที่ไหน ? นักเลงถาม. ที่กอไม้กอโน้น หญิงชราตอบ. ยายให้เสียง เรียกมันสิ นักเลงสั่ง. ฉันไม่เห็นอาหาร หญิงชราตอบ.
นักเลงทั้งหลายจึงให้ค่าอาหารให้ไปนำข้าวมา ๑ ถาด. หญิงชรารับเอาค่าอาหารนั้น จัดชื้อข้าว เทให้เต็มรางหมูที่วางไว้ใกล้ประตูแล้วได้ยืนอยู่ใกล้ ๆ ราง. นักเลงประมาณ ๓. คน มีบ่วงในมือ ได้ยืนอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง. หญิงชราได้ให้เสียงร้องเรียกหมูว่า ลูกจุลตุณฑิละมาโว้ย. มหาตุณฑิละได้ยินเพียงนั้นแล้วรู้แล้วว่า ตลอดเวลาประมาณเท่านี้ แม่เราไม่เคยให้เสียงแก่จุลตุณฑิละ ส่งเสียงถึงเราก่อนทั้งนั้น วันนี้คงจักมีภัยเกิดขึ้นแก่พวกเราแน่แท้. มหาตุณฑิละ จึงเรียกจุลตุณฑิละมาแล้วบอกว่า น้องเอ๋ย แม่ของเราเรียกเจ้า เจ้าลงไปให้รู้เรื่องก่อน. จุลตุณฑิละ. ก็ออกจากกอไม้ไปเห็นว่านักเลงเหล่านั้นยืนอยู่ใกล้รางข้าวก็รู้ว่า วันนี้ความตายจะเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ถูกมรณภัยคุกคามอยู่ จึงหันกลับตัวสั่นไปหาพี่ชายไม่อาจจะยืนอยู่ได้ตัวสั่นหมุนไปรอบ ๆ. มหาตุณฑิละเห็นเขาแล้วจึงถามว่า น้องเอ๋ย ก็วันนี้เจ้าสั่นเทาไป เห็นสถานที่เป็นที่เข้าไปแล้ว เจ้าทำอะไรนั่น. มันเมื่อจะบอกเหตุที่ตนได้เห็นมา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-
บัดนี้ วันนี้แม่เราให้อาหารสำหรับขุนใหม่ รางอาหารนี้เต็ม นายแม่ยืนใกล้รางอาหาร คน หลายคนมีมือถือบ่วง อาหารนั้นไม่แจ่มชัด สำหรับฉัน เพื่อกินอาหาร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นวจฺฉทฺทเก ทานิ ทิยฺยติ ความว่าพี่ เมื่อก่อนแม่ให้ข้าวต้มที่ปรุงด้วยรำหรือข้าวสวย ที่ปรุงด้วยข้าวตังแก่พวกเรา แต่วันนี้ให้อาหารสำหรับขุนใหม่ คือทานมีอาหารใหม่. บทว่า ปุณฺณายํ โทณิ ความว่า รางอาหารของพวกเรานี้ เต็มไปด้วยข้าวสวยล้วน ๆ. บทว่า สุวามินี ิตา ความว่า ฝ่ายนายแม่ของพวกเรา ก็ได้ยืนอยู่ใกล้ ๆ รางอาหารนั้น. บทว่า พหุโก ชโน ความว่า มิใช่แต่นายแม่ยืนอย่างเดียวเท่านั้น แม้คนอื่นอีกหลายคน ได้ยืนมีมือถือบ่วงอยู่. บทว่า โน จ โข เม ปฏิภาติ ความว่า แม้ภาวะที่คนเหล่านี้ ยืนอยู่แล้วอย่างนี้ ไม่แจ่มกระจ่างสำหรับฉัน อธิบายว่า ฉันไม่ชอบใจ แม้เพื่อจะกินข้าวนี้.
มหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว พูดว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย ได้ทราบว่าธรรมดาแม่ของเรา เมื่อเลี้ยงสุกรไว้ในที่นี้นั่นเอง ย่อมเลี้ยงเพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้นของท่านถึงที่สุดแล้วในวันนี้ น้องอย่าคิดเลย เมื่อจะแสดงธรรมโดยลีลาพระพุทธเจ้า ด้วยเสียงที่ไพเราะจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
เจ้าสะดุ้ง เจ้าหัวหมุนรูปไปไย ? เจ้าประสงค์ จะหลีกหนีไป เจ้าไม่มีผู้ต้านทานจักไปไหน ? น้องตุณฑิละเอ๋ยเจ้าจงเป็นผู้ขวนขวายแต่น้อย กินไปเถิด พวกเราถูกเขาขุนเพื่อต้องการเนื้อ เจ้าจงลงสู่ห่วงน้ำที่ไม่มีโคลนตม ชำระล้าง เหงื่อไคลทั้งหมด แล้วถือเอาเครื่องลูบไล้ใหม่ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา มีกลิ่นหอมไม่ขาดสาย.
เมื่อมหาตุณฑิละมหาสัตว์นั้น รำลึกถึงบารมีทั้งหลาย แล้วทำเมตตาบารมีให้เป็นปุเรจาริก ออกหน้า ยกบทแรกมาเป็นตัวอย่างอยู่นั่นเอง เสียงได้ดังไปท่วมนครพาราณสี ที่กว้างยาวทั้งสิ้น ๑๒ โยชน์. ในขณะที่คนทั้งหลายได้ยิน ๆ นั่นแหละ ชาวนครพาราณสี ตั้งต้นแต่พระราชา และพระอุปราชเป็นต้น ได้พากันมาตามเสียง. ฝ่ายผู้ไม่ได้มาอยู่ที่บ้านนั่นเองก็ได้ยิน. ราชบุรุษทั้งหลายพากันถางพุ่มไม้ ปราบพื้นที่ให้เสมอแล้วเกลี่ยทรายลง. ผู้ให้สุราแก่นักเลงทั้งหลายก็งดให้. พวกนักเลงพากันทิ้งบ่วงแล้วได้ยินฟังธรรมกันทั้งนั้น. ฝ่ายหญิงชราก็หายเมา. มหาสัตว์ได้กล่าวปรารภเทศนาแก่จุลตุณฑิละท่ามกลางมหาชน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสสิ ภมสิ ความว่า หวาดสะดุ้งเพราะกลัวตาย เมื่อลำบากด้วยความหวาดสะดุ้ง เพราะความกลัวตายนั้นนั่นแหละ เธอจึงหัวหมุน. บทว่า เลณมิจฺฉสิ ได้แก่มองหาที่พึ่งบทว่า อตาโณสิ ความว่า น้องเอ๋ย เมื่อก่อนมารดาของเราเป็นที่พึ่งที่ระลึกได้ แต่วันนี้ท่านหมดอาลัยทอดทิ้งเราแล้ว บัดนี้เจ้าจักไปไหน. บทว่า โอคาห ได้แก่ลงไปอยู่. อีกอย่างหนึ่งปาฐะว่าอย่างนี้เหมือนกันบทว่า ปวาหย ได้แก่ให้เหงื่อไคลทั้งหมดลอยไป. บทว่า น ฉิชฺชติ ได้แก่ไม่หายไป. มีอธิบายว่า ถ้าหากเจ้าสะดุ้งกลัวความตายไซร้ก็จงลงสู่สระโบกขรณีที่ไม่มีโคลนตม ชำระล้างเหงื่อและไคลทั้งหมดในตัวของเจ้า แล้วลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้ที่หอมฟุ้งอยู่เป็นนิตย์.
จุลตุณฑิละได้ยินคำนั้นแล้วคิดว่า พี่ชายของเราพูดอย่างนี้ วงศ์ของพวกเราไม่มีการลงสระโบกขรณี แล้วอาบน้ำชำระล้างเหงื่อไคลออกจากสรีระร่าง การนำเอาเครื่องลูบไล้เก่าออกไปแล้วเอาเครื่องลูบไล้ใหม่ที่มีกลิ่นหอมฟุ้งลูบไล้ไม่มีในกาลไหนเลย พี่ชายของเราพูดอย่างนี้ หมายถึง อะไรกันหนอ ดังนี้แล้ว เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
ห้วงน้ำอะไรหนอที่ไม่มีโคลนตม ? อะไร หนอ เรียกว่าเหงื่อไคล ? อะไรเรียกว่าเครื่อง ลูบไล้ใหม่ ? กลิ่นอะไรไม่ขาดหายมาแต่ไหน แต่ไร ?
พระมหาสัตว์ได้ยินคำตอบนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเธอจงเงี่ยโสตฟัง เมื่อจะแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า:-
ห้วงน้ำคือพระธรรมไม่มีโคลนตม บาป เรียกว่าเหงื่อไคล และศีลเรียกว่าเครื่องลูบไล้ ใหม่ แต่ไหนแต่ไรมา กลิ่นของศีลนั้นไม่ขาด หายไป เหล่าชน ผู้ไม่รู้ ผู้ฆ่าสัตว์กิน เป็น ปกติ จะเพลิดเพลินใจ ส่วนผู้รักษาชีวิตสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ เป็นปกติ จะไม่เพลิดเพลินใจ เมื่อ วันเดือนเพ็ญ มีพระจันทร์เต็มดวงแล้ว เหล่า ชนผู้รื่นเริงใจอยู่เท่านั้น จึงจะสละชีพได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ความว่า ธรรมะแม้ทั้งหมดนี้ คือศีล ๕ ศีล ๑๐ สุจริต ๓ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และอมตมหานิพพาน ชื่อว่า ธรรม. บทว่า อกทฺทโม ความว่า ชื่อว่าไม่มีโคลนตม เพราะไม่มีโคลนตมคือกิเลส ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะมานะ และทิฐิ. ด้วยบทนี้ มหาตุณฑิละ งดธรรมที่เหลือไว้แสดงพระนิพพานเท่านั้น เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมทั้งหลายมีปัจจัย. ปรุงแต่งก็ดีงาม ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งก็ตาม มีประมาณเท่าใด วิราคธรรมท่านกล่าวว่าล้ำเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น ได้แก่ธรรมให้สร่างเมา. ปราศจากความหิวระหาย. ถอนอาลัยออกได้ตัดวัฏฏะได้ เป็นที่สิ้นตัณหา วิราคะ คือคลายกำหนัด นิโรธ คือดับตัณหาไม่มีเหลือ นิพพาน คือดับกิเลสและทุกข์หมด. นัยว่าพระโพธิสัตว์ เมื่อจะแสดงพระนิพพานนั้นนั่นแหละ จึงกล่าวอย่างนี้ ด้วยอำนาจอุปนิสสัยปัจจัยว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย เราเรียกสระคือพระนิพพานว่า ห้วงน้ำ เพราะในพระนิพพานนั้นนั่นเอง ไม่มีชาติ ชราพยาธิ และมรณทุกข์เป็นต้น แม้ว่าหากจะมีผู้ประสงค์จะพ้นจากมรณะก็จงเรียนข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงพระนิพพาน. บทว่า ปาปํ เสทมลํ ความว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย บัณฑิตในสมัยก่อนทั้งหลายเรียกบาปว่าเป็นเหงื่อไคล เพราะเป็นเช่นกับเหงื่อไคล. ก็บาปนี้นั้นมีอย่างเดียวคือกิเลสเครื่องประทุษร้ายใจ บาปมี ๒ อย่างคือ ศีลที่เลวทรามกับทิฐิที่เลวทราม. บาปมี ๓ อย่าง คือ ทุจริต ๓. บาปมี ๔ อย่าง คือ การลุอำนาจอคติ ๔ อย่าง. บาปมี ๕ อย่าง คือ สลักใจ ๕ อย่าง. บาปมี๖ อย่าง คือ อคารวะ ๖ อย่าง. บาปมี ๗ อย่าง คือ อสัทธรรม ๗ประการ. บาปมี ๘ อย่าง คือ ความเป็นผิด ๘ ประการ. บาปมี ๙ อย่างคือ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๙ อย่าง. บาปมี ๑๐ อย่าง คืออกุศลธรรมบถ ๑๐. บาปมีมากอย่าง คือ อกุศลธรรมทั้งหลายที่ทรงจำแนกออกไป โดยเป็นธรรมหมวด ๑ หมวด ๒ และหมวด ๓ เป็นต้นอย่างนี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ. บทว่า ศีลได้แก่ศีล ๕ ศีล ๑๐ และปาริสุทธศีล ๔. น้องเอ๋ย บัณฑิตทั้งหลาย เรียกศีลนี้ว่าเป็นเสมือนเครื่องลูบไล้ใหม่. บทว่า ตสฺส ความว่า กลิ่นของศีลนั้น แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ขาดหายไปในวัยทั้ง ๓ คือไม่แผ่ไปทั่วโลก.
กลิ่นดอกไม้จะไม่หอมทวนลมไป กลิ่น จันทน์กฤษณา หรือดอกมะลิก็ไม่หอมทวนลม ไป แต่กลิ่นของสัตบุรุษหอมทวนลมไป สัตบุรุษฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ. กลิ่นศีลหอมยิ่งกว่า คันธชาติเหล่านี้ คือจันทน์กฤษณะ ดอกอุบล หรือดอกมะลิ. เพราะกลิ่นกฤษณาและจันทน์ นี้หอมน้อย ส่วนกลิ่นของผู้มีศีลทั้งหลาย หอมมากฟุ้งขจรไปในเทวโลกและมนุษยโลก.
บทว่า นนฺทนฺติ สรีรฆาติโน ความว่าน้องจุลตุณฑิละเอ๋ย คนผู้ไม่มีความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อทำปาณาติบาต จะเพลิดเพลินคือพอใจว่า พวกเราจักกินเนื้ออร่อยบ้าง จักให้ลูกเมียกินบ้าง คือไม่รู้โทษของปาณาติบาตเป็นต้นนี้ว่า ปาณาติบาตที่ประพฤติจนชินอบรมมาทำให้มากแล้ว จะเป็นเพื่อให้เกิดในนรก จะเป็นไปเพื่อให้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ฯลฯ จะเป็นไปเพื่อให้เกิดในเปรตวิสัย วิบากของปาณาติบาตที่เบากว่าวิบากทั้งหมด จะเป็นไปเพื่อให้ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีอายุน้อยดังนี้ เมื่อไม่รู้ก็จะเป็นผู้สำคัญบาปว่าเป็นน้ำผึ้ง ตามพระพุทธภาษิตว่า :-
คนโง่ย่อมสำคัญบาปว่าเป็นเหมือนน้ำผึ้ง ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล แต่เมื่อใดบาป ให้ผล เมื่อนั้นคนโง่ก็จะเข้าถึงทุกข์. ไม่รู้แม้เหตุมีประมาณเท่านี้ว่า :คนเขลา เบาปัญญา เที่ยวทำบาปกรรม ซึ่งมีผลเผ็ดร้อนด้วยตนเอง ที่เป็นเหมือนศัตรู กรรมที่มีผลเผ็ดร้อน ทำให้คนมีน้ำตานองหน้า ร้องไห้ไปพลางเสวยผลกรรมไปพลาง ทำแล้ว ไม่ดี.
บทว่า น จ นนฺทนฺติ สรีรธาริโน ความว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย สัตว์เหล่านั้นใด ผู้รักษาชีวิตสัตว์ไว้ ไม่ฆ่าสัตว์เป็นปกติ สัตว์เหล่านั้น เหลือ ตั้งต้นแต่พระโพธิสัตว์ไป เว้นไว้แต่มฤคราชสีห์ ช้างอาชาไนย ม้าอาชาไนยและพระขีณาสพ เมื่อความตายมาถึงตน ชื่อว่าไม่กลับไม่มี.
สัตว์ทั้งหลายสะดุ้งต่ออาชญากันหมด เพราะชีวิตเป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น คนควรเอาตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบแล้ว ไม่ เบียดเบียน ไม่ฆ่ากัน.
บทว่า ปุณฺณาย ความว่า เต็มด้วยคุณค่า.บทว่า ปุณฺณมาสิยา ความว่า เมื่อเดือนประกอบด้วยจันทร์เพ็ญ สถิตอยู่เต็มดวงแล้ว. ได้ทราบว่า เมื่อนั้นเป็นวันอุโบสถที่มีพระจันทร์เต็มดวง. บทว่า รมมานาว ชหนฺติ ชีวิตํ ความว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย เธออย่าเศร้าโศก อย่าร้องไห้ ขึ้นชื่อว่าความตายไม่ใช่เฉพาะเราเท่านั้น แม้สัตว์ที่เหลือทั้งหลายก็มีความตาย สัตว์ผู้ไม่มีคุณมีศีลเป็นต้น อยู่ในภายในย่อมจะกลัวแต่พวกเราผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ เป็นผู้มีบุญ คือจะไม่กลัวเพราะฉะนั้นสัตว์ที่เช่นกับเรา จะยินดีสละชีวิตทีเดียว.
มหาสัตว์แสดงด้วยเสียงอันไพเราะ ด้วยพุทธลีลาอย่างนี้แล้ว. ชุมนุมชนมีการปรบมือและการชูผ้าจำนวนพันเป็นไปแล้ว. ท้องฟ้าได้เต็มไปด้วยเสียงสาธุการ. พระเจ้าพาราณสี ทรงบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยราชสมบัติ ประทานยศแก่หญิงชรา ทรงรับเอาสุกรทั้ง ๒ ตัวไว้ ทรงให้อาบด้วยน้ำหอม ให้ห่มผ้า ให้ไล้ทาด้วยของหอมเป็นต้น ให้ประดับแก้วมณีที่คอ แล้วทรงนำเข้าไปสู่พระนคร สถาปนาไว้ในตำแหน่งราชบุตร ทรงประคับประคองด้วยบริวารมาก. พระโพธิสัตว์ได้ให้ศีล ๕แก่ข้าราชบริพาร. ชาวนครพาราณสีและชาวกาสิกรัฐพากันรักษาศีล ๕ศีล ๑๐ ทุกคน. ฝ่ายมหาสัตว์ได้แสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นทุกวันปักษ์นั่งในที่วินิจฉัยศาลพิจารณาคดี เมื่อมหาสัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่ ขึ้นชื่อว่าการโกงไม่มีแล้ว. ในกาลต่อมาพระราชาสวรรคต. ฝ่ายมหาสัตว์ให้ประชาชนถวายพระเพลิงพระสรีระพระองค์ แล้วให้จารึกคัมภีร์วินิจฉัยคดีไว้แล้วบอกว่า ท่านทั้งหลายต้องดูคัมภีร์นี้พิจารณาคดี แล้วแสดงธรรมแก่มหาชน โอวาทด้วยความไม่ประมาทแล้วเข้าป่าไปพร้อมกับจุลตุณฑิละทิ้ง ๆ ที่คนทั้งหมดพากันร้องไห้และคร่ำครวญอยู่นั่นเอง. โอวาทของพระโพธิสัตว์ครั้งนั้น เป็นไปถึง ๖ หมื่นปี.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจจธรรมภิกษุผู้กลัวตายนั้นดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. พระราชาในครั้งนั้นได้แก่พระอานนท์ในบัดนี้ จุลตุณฑิละ ได้แก่ภิกษุผู้กลัวตาย บริษัทได้แก่พุทธบริษัทส่วนมหาตุณฑิละ คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาตุณฑิลชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๓๗–๑๔๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ฉักกนิบาตชาดก ๕๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Tuṇḍilajātakaṃ
navacchaddaketi idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ maraṇabhīrukabhikkhuṃ ārabbha kathesi.
So kira sāvatthīvāsī kulaputto sāsane pabbajitvā maraṇa- bhīruko ahosi. Appamattakampi sākhācalanaṃ daṇḍakapatanaṃ sakuṇa- catuppadasaddaṃ vā aññaṃ vā saddaṃ tathārūpaṃ sutvā maraṇabhayatajjito hutvā kucchiyaṃ paviṭṭhasadiso viya kampento vicarati. Bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso asukabhikkhu kira maraṇabhīruko appamattakampi saddaṃ sutvā viravanto vicarati palāyati imesañca sattānaṃ maraṇameva dhuvaṃ jīvitaṃ adhuvanti yoniso manasikātabbanti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte taṃ bhikkhuṃ pakkosāpetvā saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu maraṇabhīrukoti āma bhanteti tena paṭiññāte na Bhikkhave idāneva pubbepesa maraṇabhīrukoyevāti vatvā atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto sūkariyā kucchimhi paṭisandhiṃ gaṇhi. Sūkarī paripuṇṇagabbhā dve potake vijāyi. Sā ekadivasaṃ te gahetvā ekasmiṃ āvāṭe nipajji. Athekā bārāṇasīgāmadvāravāsinī mahallikā itthī kappāsakkhettato pacchipūraṃ kappāsaṃ ādāya yaṭṭhiyā bhūmiṃ ākoṭentī āgacchi. Sūkarī taṃ saddaṃ sutvā maraṇabhayena puttake chaḍḍetvā palāyi. Mahallikā sūkarapotake disvā puttasaññaṃ paṭilabhitvā pacchiyaṃ pakkhipitvā gharaṃ netvā jeṭṭhassa mahātuṇḍilo kaniṭṭhassa cullatuṇḍiloti nāmaṃ katvā te puttake viya posesi. Te aparabhāge vaḍḍhitvā thūlasarīrā ahesuṃ. Mahallikā ime no mūlena dehīti vuccamānāpi puttā meti vatvā kassaci na deti. Athekasmiṃ chaṇakāle dhuttā suraṃ pivantā maṃse khīṇe kuto nu kho maṃsaṃ labhissāmāti vīmaṃsantā mahallikāya gehe sūkarānaṃ atthibhāvaṃ ñatvā suraṃ gahetvā tattha gantvā amma mūlaṃ gahetvā ekaṃ no sūkaraṃ dehīti āhaṃsu. Sā alaṃ tātā puttā me ete puttaṃ nāma maṃsaṃ khādanatthāya kīṇantānaṃ dadantā nāma na atthīti paṭikkhipi. Dhuttā amma manussānaṃ sūkarā nāma puttā na honti te dehi noti punappunaṃ yācantāpi alabhitvā mahallikaṃ suraṃ pāyetvā mattakāle amma sūkarehi kiṃ karissasi mūlaṃ gahetvā paribbayaṃ karohīti tassā hatthe kahāpaṇe Ṭhapayiṃsu. Sā kahāpaṇe gahetvā tātā mahātuṇḍilaṃ dātuṃ na sakkomi cullatuṇḍilaṃ pana gaṇhathāti āha. Kahaṃ soti. Asukasmiṃ gaccheti. Saddamassa dehīti. Āhāraṃ na passāmīti. Dhuttā mūlenekaṃ bhattapāṭiṃ āharāpesuṃ. Mahallikā taṃ gahetvā dvāre ṭhapitaṃ sūkaradoṇiṃ pūretvā doṇisamīpe aṭṭhāsi. Tiṃsamattā dhuttā pāsahatthā tattheva aṭṭhaṃsu. Mahallikā tāta cullatuṇḍila ehi reti tassa saddamadāsi. Taṃ sutvā mahātuṇḍilo ettakaṃ kālaṃ mama mātarā na cullatuṇḍilassa saddo dinnapubbo maññeva paṭhamaṃ saddāyati avassaṃ ajja amhākaṃ bhayaṃ uppannaṃ bhavissatīti aññāsi. So taṃ āmantetvā tāta mama mātā taṃ pakkosati gaccha tāva jānāhīti. So gacchā nikkhamitvā bhattadoṇisamīpe tesaṃ ṭhitabhāvaṃ disvā ajja me maraṇaṃ uppannanti maraṇabhayatajjito nivattetvā kampamāno bhātu santikaṃ gantvā saṇṭhāretuṃ nāsakkhi kampamāno paribbhamati. Mahātuṇḍilo taṃ disvā tāta tvaṃ pana ajja pavedhasi pavisanaṭṭhānaṃ olokesi kiṃ nāmetaṃ karosīti pucchi. So attanā diṭṭhakāraṇaṃ kathento paṭhamaṃ gāthamāha
navacchaddake dāni diyyati
puṇṇāyaṃ doṇi suvāminī ṭhitā
bahuko jano pāsapāṇiko
no ca kho me paṭibhāti bhuñjitunti.
Tattha navacchaddake dāni diyyatīti bhātika pubbe amhākaṃ kuṇḍakayāgu vā ācāmabhattaṃ vā diyyati ajja ca navacchaddakaṃ navākāraṃ dāni diyyati. Puṇṇāyaṃ doṇīti ayaṃ amhākaṃ bhattadoṇi suddhabhattassa puṇṇā. Suvāminī ṭhitāti ayyāpi no tassāpi doṇiyā santike ṭhitā. Bahuko janoti na kevalañca aññopi bahuko jano pāsapāṇiko ṭhito. No ca kho me paṭibhātīti ayaṃ evaṃ etesaṃ ṭhitabhāvopi idaṃ bhattaṃ bhuñjituṃpi mayhaṃ na paṭibhāti na ruccatīti attho.
Taṃ sutvā mahāsatto tāta cullatuṇḍila mama kira mātā ettheva sūkare posentā nāma yadatthaṃ poseti svāssā attho ajja matthakaṃ patto tvaṃ mā cintayīti vatvā madhurasarena buddhalīḷāya dhammaṃ desento dve gāthā abhāsi
tasasi bhamasi leṇamicchasi
atāṇosi kuhiṃ gamissasi
appossukko bhuñja tuṇḍila
maṃsatthāya posiyāmase.
Ogāha rahadaṃ akaddamaṃ
sabbasedamalaṃ pavāhaya
gaṇhāhi navaṃ vilepanaṃ
yassa gandho na kadāci chijjatīti.
Tassa dasa pāramiyo āvajjetvā mettāpāramiṃ purecārikaṃ katvā paṭhamaṃ padaṃ udāharantasseva saddo sakalaṃ dvādasayojanikaṃ bārāṇasiṃ ajjhottharitvā gato. Sutasutakkhaṇeyeva rājauparājādayo ādiṃ katvā bārāṇasīvāsino āgamiṃsu. Anāgatāpi gehe ṭhitāva suṇiṃsu. Rājapurisā gacche bhinditvā bhūmiṃ samaṃ katvā vālikaṃ okiriṃsu. Dhuttānaṃ surāmado chijji. Pāse chaḍḍetvā dhammaṃ suṇamānāva aṭṭhaṃsu. Mahallikāyapi mado chijji. Mahāsatto mahājanassa majjhe cullatuṇḍilassa desanaṃ ārabbha kathesi.
Tattha tasasi bhamasīti maraṇabhayena uttasasi teneva kilamanto bhamasi. Leṇamicchasīti patiṭṭhaṃ olokesi. Atāṇosīti tāta pubbe amhākaṃ mātā paṭisaraṇaṃ ahosi sā ajja nirāpekkhā amhe chaḍḍesi idāni kuhiṃ gamissasi. Ogāhāti ogāhaṃ. Ayameva vā pāṭho. Pavāhayāti pavāhehi. Na chijjatīti na nassati. Idaṃ vuttaṃ hoti sace maraṇato tasasi akaddamaṃ pokkharaṇiṃ otaritvā tava sarīre sabbaṃ sedañca malañca pavāhetvā niccasurabhigandhavilepanaṃ vilimpāhīti.
Taṃ sutvā cullatuṇḍilo mayhaṃ bhātā evaṃ vadeti amhākañca vaṃso pokkharaṇiṃ otaritvā nahānaṃ sarīrato sedamalapavāhanaṃ purāṇaṃ vilepanaṃ hāretvā navasurabhigandhavilepanaggahaṇañca kismiñci kāle natthi kiṃ nu kho sandhāya bhātā maṃ evaṃ āhāti pucchanto catutthaṃ gāthamāha
Katamo nu rahado akaddamo
kiṃsu sedamalanti vuccati
katamañca navavilepanaṃ
kassa gandho na kadāci chijjatīti.
Taṃ sutvā mahāsatto tenahi ohitasoto suṇāhīti buddhalīḷāya dhammaṃ desento imā gāthā abhāsi
dhammo rahado akaddamo
pāpaṃ sedamalanti vuccati
sīlañca navavilepanaṃ
tassa gandho na kadāci chijjati.
Nandanti sarīraghātino
na ca nandanti sarīradhārino
puṇṇāya puṇṇamāsiyā
ramamānāva jahanti jīvitanti.
Tattha dhammoti pañca sīlāni dasa sīlāni tīṇi sucaritāni sattatiṃsabodhipakkhiyadhammā amatamahānibbānanti sabbopesa dhammo nāma. Akaddamoti rāgadosamohamānadiṭṭhikilesakaddamānaṃ abhāvena akaddamo. Iminā sesadhammato nibaṭṭetvā nibbānameva dasseti. Yāvatā bhikkhave dhammā saṅkhatā vā asaṅkhatā vā virāgo tesaṃ dhammānaṃ aggamakkhāyati yadidaṃ madanimmadano pipāsavinayo ālayasamugghāto vaṭṭūpacchedo taṇhakkhayo virāgo nirodho nibbānanti hi vuttaṃ. Tadeva dassento tāta cullatuṇḍila ahaṃ nibbānaṃ taḷākaṃ rahadota kathemi jātijarābyādhimaraṇādīni hi tattheva natthi sacepi maraṇato muñcitukāmo nibbānagāminīpaṭipadaṃ gaṇhāhīti upanissayapaccayavasena kira bodhisatto evaṃ kathesi. Pāpaṃ sedamalanti tāta cullatuṇḍila pāpaṃ sedamalasadisattā sedamalanti porāṇakapaṇḍitehi kathitaṃ. Taṃ panetaṃ ekavidhena pāpaṃ yadidaṃ manopadoso duvidhena pāpaṃ pāpakañca sīlaṃ pāpikā ca diṭṭhi tividhena pāpaṃ tīṇi duccaritāni catubbidhena pāpaṃ cattāri agatigamanāni pañcavidhena pāpaṃ pañca cetokhilā chabbidhena pāpaṃ cha agāravā sattavidhena pāpaṃ satta asaddhammā aṭṭhavidhena pāpaṃ aṭṭha micchattā navavidhena pāpaṃ nava āghātavatthūni dasavidhena pāpaṃ dasa akusalakammapathā bahuvidhena pāpaṃ rāgo doso mohoti evaṃ ekadukatikkādivasena vibhattā akusalā dhammā. Iti sabbaṃpetaṃ pāpaṃ sarīranissitasedamalasadisanti paṇḍitehi kathitaṃ. Sīlanti pañcasīlaṃ dasasīlaṃ catupārisuddhasīlaṃ. Idaṃ tāta sīlaṃ catujātikagandha- vilepanasadisanti vadanti. Tassāti tassa sīlassa gandho tīsu vayesu na kadāci chijjati sakalalokaṃ pattharitvā gacchati.
Na pupphagandho paṭivātameti
na candanaṃ tagara mallikā vā
satañca gandho paṭivātameti
sabbā disā sappuriso pavāyati.
Candanaṃ tagaraṃ vāpi uppalaṃ atha vassikī
etesaṃ gandhajātānaṃ sīlagandho anuttaro
appamatto ayaṃ gandho yvāyaṃ tagaracandani
yo ca sīlavataṃ gandho vāti devesu uttamoti. Nandanti sarīraghātinoti tāta cullatuṇḍila ime aññāṇā manussā madhuramaṃsaṃ khādissāma puttadāraṃpi khādāpessāmāti pāṇātipātaṃ karontā nandanti tussanti. Pāṇātipāto āsevito bhāvito bahulīkato nirayasaṃvattaniko hoti tiracchānayoni .pe. Pittivisayasaṃvattaniko hoti yo sabbalahuko pāṇātipātassa vipāko so manussabhūtassa appāyuka- saṃvattaniko hotīti imaṃ pāṇātipātādīnavaṃ na jānanti ajānantā
madhuvā maññatī bālo yāva pāpaṃ na paccati
yadā ca paccatī pāpaṃ atha (bālo) dukkhaṃ nigacchatīti madhurasaññino hutvā
caranti bālā dummedhā amitteneva attanā
karonti pāpakaṃ kammaṃ yaṃ hoti kaṭukapphalanti ettakampi na jānanti
na taṃ kammaṃ kataṃ sādhu yaṃ hoti kaṭukapphalaṃ
yassa assumukho rodaṃ vipākaṃ paṭisevatīti. Na ca nandanti sarīradhārinoti tāta cullatuṇḍila ye panete sarīradhārino sattā te attano maraṇe āgacchante ṭhapetvā sīhamigarājahatthājāniyaassājāniyakhīṇāsave avasesā bodhisattaṃ ādiṃ katvā Abhāyantā nāma natthi.
Sabbe tasanti daṇḍassa sabbesaṃ jīvitaṃ piyaṃ
attānaṃ upamaṃ katvā na haneyya na ghātayeti. Puṇṇāyāti guṇapuṇṇāya. Puṇṇamāsiyāti puṇṇacandassa yuttāya māsiyā pūretvā ṭhitāya. Tadā kira puṇṇamāsīuposathadivaso hoti. Ramamānāva jahanti jīvitanti tāta cullatuṇḍila mā soci mā paridevi maraṇaṃ nāma na tavayeva avasesānaṃpi atthi te bhāyanti yesaṃ abbhantare sīlādiguṇā natthi mayaṃ pana sīlācāra- sampannā puññavanto tasmā amhādisā sattā ramamānāva jahanti jīvitanti.
Evaṃ mahāsatto madhurasarena buddhalīḷāya dhammaṃ desesi. Mahā- janakāyā satasahassaṅgulipoṭanā ca celukkhepā ca pavattayiṃsu. Sādhukārasaddapuṇṇo antalikkho ahosi. Bārāṇasīrājā bodhisattaṃ rajjena pūjetvā mahallikāya yasaṃ datvā ubhopi te gahetvā gandhodakena nahāpetvā vatthāni nivāsāpetvā gandhādīhi vilimpā- petvā givāsu maṇiratanāni pilandhāpetvā nagaraṃ netvā puttaṭṭhāne ṭhapetvā mahantena parivārena paṭijaggi. Bodhisatto rañño ca parijanassa ca pañca sīlāni adāsi. Sabbe bārāṇasīvāsino ca kāsikaraṭṭhavāsino ca dasa sīlāni pañca sīlāni rakkhiṃsu. Mahā- sattopi nesaṃ pakkhadivasesu dhammaṃ desesi vinicchaye nisīditvā aṭṭe tīresi. Tasmiṃ dharamāne kūṭakā nāma nāhesuṃ. Aparabhāge rājā Kālamakāsi. Mahāsattopi tassa sarīraparihāraṃ kāretvā vinicchaya- potthakaṃ likkhāpetvā imaṃ potthakaṃ olokentā aṭṭaṃ tīreyyāthāti vatvā mahājanassa dhammaṃ desetvā appamādena ovaditvā sabbesaṃ rodantānaṃ paridevantānañceva saddhiṃ cullatuṇḍilena araññaṃ pāvisi. Tadā bodhisattassa ovādo saṭṭhī vassasahassāni pavattati.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi saccapariyosāne so maraṇabhīruko bhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā rājā ānando ahosi cullatuṇḍilo maraṇabhīruko bhikkhu parisā buddhaparisā mahātuṇḍilo pana ahamevāti.
Tuṇḍilajātakaṃ tatiyaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗