ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุวรรณกักกฏกชาดก
ชาดกที่ ๓๘๙ · ฉักกนิบาตชาดก · ขุรปุตตวรรค

สุวรรณกักกฏกชาดก

ว่าด้วยปูตัวฉลาด

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๒๓ · บรรทัด ๔๑๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุวรรณกักกฏกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการเสียสละชีพของพระอานนทเถระเพื่อพระองค์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สิงฺคมิโค ดังนี้.

เรื่องแต่ต้นจนถึงการประกอบนายขมังธนู ตรัสแล้วในกัณฑหาลชาดก การปล่อยช้างธนบาล ตรัสไว้แล้วในจุลลหังสชาดก.

ความย่อว่า ในครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายตั้งเรื่องกันขึ้นในธรรมสภาว่า พระอานนทเถระผู้เป็นคลังพระธรรม เป็นผู้บรรลุเสขปฏิสัมภิทาเมื่อช้างธนบาลกำลังวิ่งมา ก็ได้สละชีวิตถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าด้วยเรื่องชื่อนี้. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้นแม้ในชาติก่อนพระอานนท์ก็สละชีวิตเพื่อเราเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล ด้านทิศอิสาณของกรุงราชคฤห์ ได้มีบ้านพราหมณ์ชื่อว่า หลินทิยะ. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลกาสิกพราหมณ์ในหมู่บ้านนั้น เติบโตแล้วดำรงทรัพย์สมบัติไว้ให้คนทำกสิกรรม ประมาณ ๘ หมื่น ในนามคธแห่งหนึ่ง ด้านทิศอิสาณของหมู่บ้านนั้น. วันหนึ่ง เขาไปนาพร้อมกับคนทั้งหลายผู้เป็นบริวาร สั่งบังคับกรรมกรทั้งหลายว่า สูเจ้าทั้งหลายจงพากันทำงานเถิด แล้วเข้าไปหนองน้ำใหญ่ปลายนา เพื่อต้องการล้างหน้า. ก็แหละในหนองน้ำนั้น มีปูตัวหนึ่งมีสีเหมือนสีทอง มีรูปงามน่าเลื่อมใสอาศัยอยู่. พระโพธิสัตว์เคี้ยวไม้ชำระฟันแล้ว จึงลงไปหนองน้ำนั้น ในเวลาพระโพธิสัตว์นั้นล้างหน้าปูได้มาใกล้พระโพธิสัตว์. ครั้งนั้น ท่านได้ยกมันขึ้นมาจับให้นอนอยู่ในระหว่างผ้าห่มของตนแล้ว เมื่อไปทำกิจที่ตนจะต้องทำในนา จึงวางมันลงไปในหนองนั้นแล้วได้ไปบ้าน. ต่อแต่นั้นมาพระโพธิสัตว์ เมื่อมาถึงนาจะไปหนองน้ำนั้นก่อน ให้ปูนอนในระหว่างผ้าห่มแล้ว จึงตรวจดูการงานภายหลัง. ด้วยประการยังนี้ ความคุ้นเคยกันระหว่างพระโพธิสัตว์กับปูนั้นจึงได้มั่นคง. พระโพธิสัตว์ก็มานาเนืองนิตย์. ก็แหละประสาทในนัยน์ตาของพระโพธิสัตว์นั้นปรากฏเป็นวงกลม ๓ ชั้นใสแจ๋ว. ครั้งนั้น กาตัวเมียที่รังกาบนต้นตาลต้นหนึ่ง ที่ปลายนาของพระโพธิสัตว์นั้นเห็นนัยน์ตาของท่านแล้วอยากจะกิน จึงบอกกาตัวผู้ว่าพี่ ฉันเกิดแพ้ท้องแล้ว.

กาตัวผู้ ธรรมดาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร ? กาตัวเมีย ฉันอยากกินนัยน์ตาของพราหมณ์คนนั้น.

กาตัวผู้ แกเกิดแพ้ท้องที่เลวร้าย ใครจักสามารถนำนัยน์ตาเหล่านั้นมาได้.

กาตัวเมีย เจ้าไม่สามารถหรือ ? กาตัวผู้ ข้าไม่สามารถ.

กาตัวเมีย ฉันรู้เรื่องนี้ ก็ที่จอมปลวกนั่นในที่ไม่ไกลต้นตาลมีงูเห่าหม้ออาศัยอยู่ เจ้าจงปรนนิบัติงูเห่านั้น พราหมณ์นั้นถูกงูนั้นกัดแล้วจักตาย เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จักจิกเอานัยน์ตาของเขามาได้. กาตัวผู้รับคำว่าดีแล้ว จำเดิมแต่นั้นมาก็ปรนนิบัติ งูเห่าหม้อ. ในเวลาที่ข้าวกล้าที่พระโพธิสัตว์หว่านไว้ตั้งท้อง ปูก็ได้เติบโตขึ้น. อยู่มาวันหนึ่ง งูพูดกะกาว่า สหายเอ๋ย ท่านปรนนิบัติเราเนืองนิตย์ เพราะเหตุอะไร. เราจะทำอะไรให้ท่านได้. กาบอกว่า นาย ทาสีของท่าน คือภรรยาของฉันเกิดแพ้ท้องอยากกินนัยน์ตาของเจ้าของนานั่น เรานั้นจักได้นัยน์ตาของเจ้าของนานั้น ด้วยอานุภาพของท่าน เพราะฉะนั้น เราจึงปรนนิบัติท่าน. งูบอกให้กานั้นเบาใจว่า เรื่องนี้ยกไว้เถอะไม่ใช่เรื่องหนักหนา ท่านจักได้แน่. ในวันรุ่งขึ้นจึงอาศัยคันนาเอาหญ้าปิดไว้ที่ทางมานอนดูการมาของเขา. พระโพธิสัตว์ เมื่อมาจะลงไปหนองน้ำล้างหน้ายังความเสน่หาให้เกิดขึ้น สวมกอดปูทอง ให้นอนอยู่ในระหว่างผ้าห่มก่อนแล้วจึงเข้าไปนา. งูเห็นพระโพธิสัตว์นั้นกำลังมา ก็เลื้อยไปโดยเร็วกัดเนื้อปลีแข้ง คือน่องให้ล้มลงไปในที่นั้นนั่นเอง แล้วจึงหนีไปหมายจอมปลวกเป็นปลายทาง. การล้มของพระโพธิสัตว์ก็ดี การกระโดดออกไปจากระหว่างผ้าสาฎกของปูก็ดี การมาเกาะบนที่อกพระโพธิสัตว์ก็ดี ได้มีไม่ก่อนไม่หลังกัน. กาเกาะแล้วจะใช้จะงอยปากจิกนัยน์ตา. ปูคิดว่า ภัยเกิดขึ้นแก่สหายของเราแล้ว เพราะอาศัยกาตัวนี้ เมื่อเราจับกาตัวนี้ไว้ได้ งูก็จักกลับมา จึงอ้าก้ามหนีบคอกาไว้แน่นเหมือนเอาคีมคีบไว้ให้มันล้าแล้วจึงได้ทำให้หย่อนไว้หน่อยหนึ่ง คือลาก้ามลง. กาเมื่อจะเรียกงูว่า สหายเอ๋ย สหายจะทั้งเราไปเพื่อประโยชน์อะไร ? ปูตัวนี้หนีบฉัน ฉันจะยังไม่ตายจนกว่าเพื่อนจะมา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-

มฤคสิงคี คือปูมีตาโปน มีกระดองแข็ง อาศัยน้ำ ไม่มีขน ฉันถูกมันหนีบ จะร้องไห้ อย่างคนที่ควรกรุณา เฮ้ย เพื่อนแกจะหนีฉัน ไปเพื่อประโยชน์อะไร ?

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้. ปูเขาเรียกว่า สิงคมิคะเพราะมีสีเหมือนสีทองสิงคี หรือเพราะมีเขากล่าว คือก้าม. บทว่า อายตจฺขุเนตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยตากล่าวคือจักษุยาว. กระดองคือกระดูกของปูนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้นปูนั้นจึงชื่อว่า มีกระดองแข็ง อฏฺิตฺตโจ. คำว่า หเร สขา เป็นคือร้องเรียก ความหมายว่าดูก่อนสหายผู้เจริญ.

งูได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้แผ่พังพานพ่นพิษร้ายมา.

พระศาสดาเมื่อทรงแสดงเนื้อความนั้น ได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถาที่ ๒ ว่า :-

งูที่เป็นเพื่อนนั้น เมื่อจะทัดทานเพื่อน ของตนไว้ จึงแผ่พังพานใหญ่ไปพลาง พ่นพิษ ไปพลาง ได้มาถึงตัวปู ปูก็ได้หนีบงูไว้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กกฺกฏกชฺฌปตฺโต ความว่า ถึงที่ใกล้ปู. บทว่า สขา สขารํ ความว่า ผู้เป็นเพื่อนจะป้องกันเพื่อนของตน. ปาฐะว่า สกขารํ ดังนี้บ้าง. ความหมายก็ว่าสหายของตน. บทว่าปริตายมาโน ความว่า เมื่อจะรักษา. บทว่า อคฺคเหสิ ความว่าปูเอาก้ามที่ ๒ หนีบคอไว้แน่น ภายหลังให้มันล้าแล้วจึงได้ทำให้หย่อนลงหน่อยหนึ่ง คือลาก้ามลง.

ลำดับนั้น งูคิดว่า ธรรมดาปูจะไม่กินเนื้อกาเลยและไม่กินเนื้องูด้วย เพราะเหตุอะไรหนอ ปูตัวนี้จึงหนีบพวกเราไว้ เมื่อจะถามปูนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ไว้ว่า :-

ปูไม่ต้องการกินกา ไม่ต้องการกินพระยางู แต่หนีบไว้ เจ้าปูตาโปนเอ๋ย ข้าขอถาม เจ้า เหตุไร แกจึงหนีบข้าทั้ง ๒ ไว้ ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆาสตฺถิโก ความว่า เป็นผู้ต้องการอาหาร. บทว่า อาเทยฺย ความว่า หนีบไว้ อธิบายว่า หนีบไว้ประกอบด้วยโภชนะก็หาไม่.

ปูได้ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะบอกถึงเหตุที่หนีบไว้ จึงได้กล่าวคาถา๒ คาถาว่า :-

ชายคนนี้ที่จับข้านำไปที่น้ำ เป็นผู้หวัง ความเจริญแก่ข้า. เมื่อเขาตาย ข้าจะมีความ ทุกข์หาน้อยไม่ เราทั้ง ๒ คือข้าแลคน ๆ นั้น จะไม่มี. อนึ่ง คนทุกคนเห็นข้า ผู้มีร่างกาย เติบโตแล้ว ต้องการเบียดเบียน คือกินเนื้อ ที่ทั้งอร่อย ทั้งอวบ ทั้งนุ่ม ฝ่ายกาเห็นฉันแล้ว คงจะเบียดเบียน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยํ บ่งถึงพระโพธิสัตว์. บทว่า อตฺถกาโม หมายความว่า มุ่งประโยชน์เกื้อกูล. ด้วยบทว่า อุทกายเนติ ปูแสดงว่า ผู้ใดรักฉัน เอาผ้าห่มห่อฉันไปที่น้ำ คือให้ฉันถึงที่อยู่ของตน. บทว่า ตสฺมึ มเต ความว่า ถ้าหากเขาจะตายในที่นี้ไซร้เมื่อคน ๆ นี้ตายแล้ว ฉันจักมีทุกข์กายแจะทุกข์ใจมากมาย. บทว่า อุโภน โหม ความว่า เราทั้ง ๒ คน ก็จักไม่มี. คาถาว่า มมจ ทิสฺวาน มีเนื้อความดังต่อไปนี้ว่า ข้อนี้ก็เป็นเหตุแม้ข้ออื่นก็เป็นเหตุ คือเมื่อคน ๆนี้ตายแล้ว คนทุกคนเห็นฉันเข้าผู้หมดที่พึ่ง ไม่มีปัจจัย แต่มีร่างกายเติบโตแล้ว คงจะต้องการฆ่าเราโดยเห็นว่า เนื้อของปูตัวนี้ทั้งอร่อยทั้งหนาทั้งนิ่ม ไม่ใช่แต่คนอย่างเดียวเท่านั้นจักต้องการ แม้กาทั้งหลายที่เป็นสัตว์เดียรัจฉาน เห็นฉันเข้าก็คงจะเบียดเบียน คือคงจะฆ่าให้ตาย.

งูได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า เราจักลวงปูตัวนี้ด้วยอุบายอย่างหนึ่งแล้วให้ปล่อยทั้งกาทั้งตนเองไป. ลำดับนั้น งูเมื่อจะลวงปูนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-

ถ้าหากข้าทั้ง ๒ ถูกหนีบเพราะเหตุแห่ง ชายคนนั้นไซร้ ข้าจะดูดพิษกลับ ชายคนนี้ ลุกขึ้นได้ แกจงปล่อยทั้งข้าทั้งกาโดยเร็ว ก่อน ที่พิษร้ายแรงจะเข้าไปสู่ ชายคนนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ ตสฺส เหตุ ความว่า ถ้าหากว่า เพราะเหตุแห่งชายคนนี้ไซร้. บทว่า อุฏฺาตุ ความว่า จงเป็นผู้ปราศจากพิษ. บทว่า วิสมาวมามิ ความว่า ข้าจะถอนพิษของชายคนนั้นออก จะทำให้เขาเป็นผู้ไม่มีพิษอีก. บทว่า ปุเร วิสํ คาฬฺหมุเปติ มจฺจํ ความว่า เพราะว่าพิษที่ข้ายังไม่ดูดกลับจะเป็นพิษที่มีกำลังร้ายแรง พึงเข้าไปสู่ชายคนนี้ ตราบใดพิษนั้นยังไม่เข้าไป ตราบนั้นนั่นแหละ แกจงปล่อยข้าทั้ง ๒ คนไป.

ปูได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า งูตัวนี้ต้องการจะใช้อุบายอย่างหนึ่งให้เราปล่อยทั้ง ๒ ตัวแล้วหนีไป มันไม่รู้ความฉลาดในอุบายของเรา. บัดนี้เราจะทำก้ามของเราให้หย่อน คือลาก้ามลง พอให้งูจะสามารถเลื้อยไปได้ แต่เราจักไม่ปล่อยกาเลย ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-

ข้าจะปล่อยงู แต่ยังไม่ปล่อยกาก่อน เพราะกาจะเป็นตัวประกันไว้ก่อน ต่อเมื่อเห็น ชายคนนี้ มีความสุขสบายปลอดภัยแล้ว ข้า จึงจะปล่อยกาไปเหมือนปล่อยงู ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิพทฺธโก ได้แก่ เป็นตัวประกัน. บทว่า ยเถว สปฺปํ ความว่า ข้าจะปล่อยงูตัวเจริญฉันใด แม้กาข้าก็จะปล่อยฉันนั้น แกจงดูดพิษออกจากร่างกายของพราหมณ์คนนี้อย่างนี้โดยเร็ว.

ก็แหละ ปูครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ได้ลาก้ามลงเพื่อให้งูนั้นเลื้อยไปสะดวก. งูดูดพิษออกแล้ว ได้ทำร่างกายของพระมหาสัตว์ให้หมดพิษ พระมหาสัตว์นั้นมีทุกข์ จึงลุกขึ้นยืนด้วยรูปพรรณปกตินั่นเอง. ปูคิดว่า ถ้าหากสัตว์ทั้ง ๒ ตัวนี้จักปลอดภัยไซร้ ขึ้นชื่อว่า ความเจริญ ก็จักไม่มีแก่สหายของเรา เราจักให้มันพินาศไป ดังนี้แล้วได้เอาก้ามหนีบศีรษะของสัตว์ทั้ง ๒ ตัว เหมือนเอาไม้เท้ากดกลีบบัว แล้วให้ถึงความสิ้นชีวิต. ฝ่ายกาตัวเมียก็ได้หนีไปจากที่นั้น. พระโพธิสัตว์เอาร่างงูพันที่ท่อนไม้แล้วโยนไปหลังพุ่มไม้ ปล่อยปูสีทองที่หนองน้ำแล้ว ไปบ้านหลินทิยะนั่นเอง. จำเดิมแต่นั้นมา ความคุ้นเคยระหว่างพระโพธิสัตว์นั้นกับปูได้มียิ่งกว่าแต่ก่อน.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. จึงได้ตรัสคาถาสุดท้ายไว้ว่า :-

กาในครั้งนั้น ได้แต่พระเทวทัตในบัดนี้ ส่วนงูเห่าหม้อ ได้แก่ช้างนาฬาคิรี ปูได้แก่ พระอานนท์ผู้เจริญ เราตถาคตผู้เป็นศาสดา ได้แก่พราหมณ์ ในครั้งนั้น.

ในเวลาจบสัจธรรม คนได้เป็นพระโสดาบันมากมาย. ส่วนกาตัวเมียไม่ได้ตรัสไว้ในพระคาถา. มันก็ได้แก่นางจิญจมานวิกา.

จบ อรรถกถาสุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๕๒–๑๖๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๕๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สุวณฺณกกฺกฏกชาตกํ

สิงฺคมิโคติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต อานนฺทตฺเถรสฺส อตฺตโน อตฺถาย ชีวิตปริจฺจาคํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุํ ยาว ธนุคฺคหปฺปโยชนา กณฺฑหาลชาตเก ธนปาลวิสฺสชฺชนํ จุลฺลหํสชาตเก กถิตํ ฯ

ตทา หิ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส ธมฺม- ภณฺฑาคาริกอานนฺทตฺเถโร เสขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต หุตฺวา ธนปาลเก อาคจฺฉนฺเต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ชีวิตํ ปริจฺจชีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ อานนฺโท มยฺหํ ชีวิตํ ปริจฺจชนฺโตเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต ราชคหสฺส ปุพฺพุตฺตรปสฺเส หลินฺทิโย นาม พฺราหฺมณ- คาโม อโหสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺมึ คาเม กาสิกพฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต กุฏุมฺพํ สณฺฐเปตฺวา ตสฺส คามสฺส ปุพฺพุตฺตราย ทิสาย เอกสฺมึ มคธกฺเขตฺเต อสีติสหสฺสมตฺตํ กสึ การาเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ มนุสฺเสหิ สทฺธึ เขตฺตํ คนฺตฺวา กมฺม- การเก กมฺมํ กริสฺสถาติ อาณาเปตฺวา มุขโธวนตฺถาย เขตฺตโกฏิยํ มหนฺตํ โสพฺภํ อุปสงฺกมิ ฯ ตสฺมึ โข ปน โสพฺเภ เอโก สุวณฺณ- วณฺโณ กกฺกฏโก ปฏิวสติ อภิรูโป ปาสาทิโก ฯ โพธิสตฺโต ทนฺตกฏฺฐํ ขาทิตฺวา ตํ โสพฺภํ โอตริ ฯ ตสฺส มุขโธวนกาเล กกฺกฏโก โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ อาคมาสิ ฯ อถ นํ โส อุกฺขิปิตฺวา อตฺตโน อุตฺตริสาฏกนฺตเร นิปชฺชาเปตฺวา คเหตฺวา เขตฺเต กตฺตพฺพกิจฺจํ กตฺวา คจฺฉนฺโต ตตฺเถว นํ โสพฺเภ ปกฺขิปิตฺวา เคหํ อคมาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เขตฺตํ อาคจฺฉนฺโต ปฐมํ ตํ โสพฺภํ คนฺตฺวา กกฺกฏกํ อุตฺตริสาฏกนฺตเร นิปชฺชาเปตฺวา ปจฺฉา กมฺมนฺตํ วิจาเรติ ฯ อิติ เนสํ อญฺญมญฺญํ วิสฺสาโส ทฬฺโห อโหสิ ฯ โพธิสตฺโต นิพทฺธํ เขตฺตํ อาคจฺฉติ ฯ อกฺขีสุ จ ปนสฺส ปญฺจ ปสาทานิ ตีณิ มณฺฑลานิ สุวิสุทฺธานิ หุตฺวา ปญฺญายนฺติ ฯ อถสฺส เขตฺตสฺส โกฏิยํ เอกสฺมึ ตาลเก กากกุลาวเก กากี ตสฺส อกฺขีนิ ทิสฺวา ขาทิตุกามา หุตฺวา กากํ อาห สามิ โทหโฬ เม อุปฺปนฺโนติ ฯ กึ โทหโฬ นามาติ ฯ เอตสฺส พฺราหฺมณสฺส อกฺขีนิ ขาทิตุกามมฺหีติ ฯ ทุทฺโทหโฬ เต อุปฺปนฺโน โก เอตานิ อาหริตุํ สกฺขิสฺสตีติ ฯ ตฺวํ น สกฺโกสีติ ฯ อาม น สกฺโกมีติ ฯ อหเมตํ ชานามิ โย ปเนส ตาลสฺส อวิทูเร วมฺมิโก เอตฺถ กณฺหสปฺโป วสติ ตํ อุปฏฺฐาหิ โส เอตํ ฑํสิตฺวา มริสฺสติ อถสฺส อกฺขีนิ อุปฺปาเฏตฺวา ตฺวํ อาหริสฺสสีติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตโต ปฏฺฐาย กณฺหสปฺปํ อุปฏฺฐหิ ฯ โพธิสตฺเตนาปิ วาปิตสสฺสานํ คพฺภคฺคหณกาเล กกฺกฏโก มหา อโหสิ ฯ อเถกทิวสํ สปฺโป กากมาห สมฺม ตฺวํ กึการณา นิพทฺธํ มํ อุปฏฺฐหสิ กึ เต กโรมีติ ฯ สามิ ตุมฺหากํ ทาสิยา เอตสฺส เขตฺตสามิกสฺส อกฺขีสุ โทหโฬ อุปฺปชฺชิ สฺวาหํ ตุมฺหากํ อานุภาเวน ตสฺส อกฺขีนิ ลภิสฺสามีติ ตุมฺเห อุปฏฺฐหามีติ ฯ สปฺโป โหตุ นยิทํ ครุกํ ลภิสฺสสีติ ตํ อสฺสาเสตฺวา ปุนทิวเส พฺราหฺมณสฺส อาคมนมคฺเค เกทารมริยาทํ นิสฺสาย ติเณหิ ปฏิจฺฉนฺโน หุตฺวา ตสฺสาคมนํ โอโลเกนฺโต นิปชฺชิ ฯ โพธิสตฺโต อาคจฺฉนฺโต ปฐมํ โสพฺภํ โอตริตฺวา มุขํ โธวิตฺวา สิเนหํ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา สุวณฺณ- กกฺกฏกํ อาลิงฺคิตฺวา อุตฺตริสาฏกนฺตเร นิปชฺชาเปตฺวา เขตฺตํ ปาวิสิ ฯ สปฺโป ตํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา เวเคน ปกฺขนฺทิตฺวา ปิณฺฑิกมํเส ฑํสิตฺวา ตตฺเถว ปาเตตฺวา วมฺมิกํ สนฺธาย ปลายิ ฯ โพธิสตฺตสฺส ปตนญฺจ กกฺกฏกสฺส สาฏกนฺตรโต ลงฺฆนญฺจ กากสฺส อาคนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส อุเร นิลียนญฺจ อปจฺฉา อปุริมํ อโหสิ ฯ กาโก นิลียิตฺวา อกฺขีนิ ตุณฺเฑน ปาสาเรสิ ฯ กกฺกฏโก อิมํ กากํ นิสฺสาย มม สหายสฺส ภยํ อุปฺปนฺนํ เอตสฺมึ คหิเต สปฺโป อาคจฺฉิสฺสตีติ สณฺฑาเสน คณฺหนฺโต วิย กากสฺส คิวายํ อเฬน ทฬฺหํ คเหตฺวา กิลเมตฺวา โถกํ สิถิลมกาสิ ฯ กาโก กิสฺส มํ สมฺม ฉฑฺเฑตฺวา ปลายสิ เอโส มํ กกฺกฏโก วิเหเฐสิ ยาว น มรามิ ตาวเทว เอหีติ สปฺปํ ปกฺโกสนฺโต ปฐมํ คาถมาห

สิงฺคมิโค อายตจกฺขุเนตฺโต

อฏฺฐิตฺตโจ วาริสโย อโลโม

เตนาภิภูโต กปณํ รุทามิ

หเร สขา กิสฺส นุ มํ ชหาสีติ ฯ

ตตฺถ สิงฺคมิโคติ สิงฺคสุวณฺณวณฺณตาย วา อฬสงฺขาตานํ วา สิงฺคานํ อตฺถิตาย กกฺกฏโก วุตฺโต ฯ อายตจกฺขุเนตฺโตติ ทีเฆหิ จกฺขุสงฺขาเตหิ เนตฺเตหิ สมนฺนาคโต ฯ อฏฺฐิเมว ตโจ อสฺสาติ อฏฺฐิตฺตโจ ฯ หเร สขาติ อาลปนเมตํ ฯ อมฺโภ สหายาติ อตฺโถ ฯ

สปฺโป ตํ สุตฺวา มหนฺตํ ผณํ กตฺวา กากํ อสฺสาเสนฺโต อคมาสิ ฯ

สตฺถา ตมตฺถํ ทีเปนฺโต อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ทุติยํ คาถมาห

โส อสฺสสนฺโต มหตา ผเณน

ภุชงฺคโม กกฺกฏกชฺฌปตฺโต

สขา สขารํ ปริตายมาโน

ภุชงฺคมํ กกฺกฏโก อคฺคเหสีติ ฯ

ตตฺถ กกฺกฏกชฺฌปตฺโตติ กกฺกฏกสฺส สนฺติกํ ปตฺโต ฯ สขา สขารนฺติ สหาโย สหายํ ฯ สกขารนฺติปิ ปาโฐ ฯ อตฺตโน สหายนฺติ อตฺโถ ฯ ปริตายมาโนติ รกฺขมาโน ฯ อคฺคเหสีติ ทุติเยน อเฬน คิวายํ ทฬฺหํ คเหตฺวา อถ นํ กิลเมตฺวา โถกํ สิถิลมกาสิ ฯ

อถ นํ สปฺโป กกฺกฏโก นาม เนว กากมํสํ ขาทติ น สปฺปมํสํ เกน นุ โข การเณน อยํ อมฺเห คณฺหตีติ จินฺเตตฺวา ตํ ปุจฺฉนฺโต ตติยํ คาถมาห

น วายสํ โน ปน สปฺปราชํ

ฆาสตฺถิโก กกฺกฏโก อเทยฺย

ปุจฺฉามิ ตํ อายตจกฺขุเนตฺต

อถ กิสฺส เหตุมฺห อุโภ คหีตาติ ฯ

ตตฺถ ฆาสตฺถิโกติ อาหารตฺถิโก หุตฺวา ฯ อาเทยฺยาติ อาทิเยยฺย น โภชเนน โยเชตฺวา คณฺหีติ อตฺโถ ฯ

ตํ สุตฺวา กกฺกฏโก คหณการณํ กเถนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

อยํ ปุริโส มม อตฺถกาโม

โย มํ คเหตฺวา อุทกาย เนติ

ตสฺมึ มเต ทุกฺขมนปฺปกมฺเม

อหญฺจ เอโส จ อุโภ น โหม ฯ

มมญฺจ ทิสฺวาน ปวฑฺฒกายํ

สพฺโพ ชโน หึสิตุเมวมิจฺเฉ

สาธุญฺจ ถูลญฺจ มุทุญฺจ มํสํ

กากาปิ มํ ทิสฺวาน วิเหฐเยยฺยุนฺติ ฯ

ตตฺถ อยนฺติ โพธิสตฺตํ นิทฺทิสติ ฯ อตฺถกาโมติ หิตกาโม ฯ อุทกาย เนตีติ โย มํ สมฺปิยายมาโน อุตฺตริสาฏเกน คเหตฺวา อุทกาย เนติ อตฺตโน วสนกโสพฺภํ ปาเปติ ฯ ตสฺมึ มเตติ สเจ โส อิมสฺมึ ฐาเน มริสฺสติ เอตสฺมึ มเต มม กายิกเจตสิกํ มหนฺตํ ทุกฺขํ ภวิสฺสตีติ ทีเปติ ฯ อุโภ น โหมาติ เทฺวปิ ชนา น ภวิสฺสาม ฯ มมญฺจ ทิสฺวาติ คาถาย อยมตฺโถ อิทญฺจ อปรํปิ การณํ อิมสฺมึ มเต อนาถํ นิปฺปจฺจยํ มํ ปวฑฺฒิตกายํ ทิสฺวา สพฺโพ ชโน อิมสฺส กกฺกฏกสฺส สาธุญฺจ ถูลญฺจ มุทุญฺจ มํสญฺจ มํ มาเรตุํ อิจฺเฉยฺย น เกวลญฺจ ชโน ติรจฺฉานภูตา กากาปิ มํ ทิสฺวา วิเหเฐยฺยุนฺติ มาเรยฺยุํ ฯ

ตํ สุตฺวา สปฺโป จินฺเตสิ เอเกนุปาเยน อิมํ วญฺเจตฺวา กากญฺจ อตฺตานญฺจ โมเจสฺสามีติ ฯ อถ นํ วญฺเจตุกาโม ฉฏฺฐํ คาถมาห

สเจ ตสฺส เหตุมฺห อุโภ คหีตา

อุฏฺฐาตุ โปโส วิสมาวมามิ

มมญฺจ กากญฺจ ปมุญฺจ ขิปฺปํ

ปุเร วิสํ คาฬฺหมุเปติ มจฺจนฺติ ฯ

ตตฺถ สเจ ตสฺส เหตูติ สเจ ตสฺส การณา ฯ อุฏฺฐาตูติ นิพฺพิโส โหตุ ฯ วิสมาวมามีติ อหมสฺส วิสํ อากฑฺฒามิ ปุน นิพฺพิสนฺตํ กโรมีติ ฯ ปุเร วิสํ คาฬฺหมุเปติ มจฺจนฺติ อิมมฺหิ มจฺจํ มยา อนาวมิยมานํ วิสํ คาฬฺหํ พลวํ หุตฺวา อุปคจฺเฉยฺย ตํ ยาว น อุปคจฺฉติ ตาวเทว อมฺเห เทฺวปิ ชเน มุญฺจาติ ฯ

ตํ สุตฺวา กกฺกฏโก จินฺเตสิ อยํ เอเกนุปาเยน มํ เทฺวปิ ชเน วิสฺสชฺชาเปตฺวา ปลายิตุกาโม มยฺหํ อุปายโกสลฺลํ น ชานาติ อหํ ทานิ ยถา สปฺโป สญฺจริตุํ สกฺโกติ เอวํ อฬํ สิถิลํ กริสฺสามิ กากํ ปน เนว วิสฺสชฺชิสฺสามีติ เอวํ จินฺเตตฺวา สตฺตมํ คาถมาห

สปฺปํ ปโมกฺขามิ น ตาว กากํ

ปฏิพทฺธโก โหติ หิ ตาว กาโก

ปุริสญฺจ ทิสฺวาน สุขึ อโรคํ

กากํ ปโมกฺขามิ ยเถว สปฺปนฺติ ฯ

ตตฺถ ปฏิพทฺธโกติ ปาฏิโภโค ฯ ยเถว สปฺปนฺติ ยถา ภวนฺตํ สปฺปํ มุญฺจามิ ตถา กากํปิ ปโมกฺขามิ เกวลํ ตฺวํ อิมสฺส พฺราหฺมณสฺส สรีรโต สีฆํ วิสํ อาวมาหีติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา ตสฺส มุขสญฺจรณตฺถํ อฬํ สิถิลมกาสิ ฯ สปฺโป วิสํ อาวมิตฺวา มหาสตฺตสฺส สรีรํ นิพฺพิสํ อกาสิ ฯ โส นิทฺทุกฺโข อุฏฺฐาย ปกติวณฺเณเนว อฏฺฐาสิ ฯ กกฺกฏโก สเจ อิเม เทฺวปิ ชนา อโรคา ภวิสฺสนฺติ มยฺหํ สหายสฺส วุฑฺฒิ นาม น ภวิสฺสติ วินาเสสฺสามิ เตติ จินฺเตตฺวา กตฺตริกาย อุปฺปลทลํ วิย อเฬหิ อุภินฺนํปิ สีสํ กปฺเปตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสิ ฯ กากีปิ ตมฺหา ฐานา ปลายิ ฯ โพธิสตฺโต สปฺปสฺส สรีรํ ทณฺฑเกน เวฐิตฺวา วมฺมิกํ ขิปิ สุวณฺณกกฺกฏกํ โสพฺเภ วิสฺสชฺเชตฺวา นหาตฺวา หลินฺทิยคามเมว คโต ฯ ตโต ปฏฺฐายปิสฺส กกฺกฏเกน สทฺธึ อธิกตโร วิสฺสาโส อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนนฺโต โอสานคาถมาห

กาโก ตทา เทวทตฺโต อโหสิ

วารโณ ปน กณฺหสปฺโป อโหสิ

อานนฺทภโทฺร กกฺกฏโก อโหสิ

อหํ ตทา พฺราหฺมโณ โหมิ สตฺถาติ ฯ สจฺจปริโยสาเน พหู โสตาปนฺนาทโย อเหสุํ ฯ กากี ปน คาถาย น วุตฺตา ฯ สา จิญฺจมาณวิกา อโหสีติ ฯ

สุวณฺณกกฺกฏกชาตกํ จตุตฺกํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๘๘. ตุณฑิลชาดกชาดกถัดไป๓๙๐. มัยหสกุณชาดก