ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. พกชาดก
ชาดกที่ ๓๘ · เอกกนิบาตชาดก · กุลาวกวรรค

พกชาดก

ว่าด้วยผู้ฉลาดแกมโกง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๘ · บรรทัด ๒๕๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากพกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เจริญด้วยจีวรจึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาจฺจนฺตํ นิกติปฺปญฺโ ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุผู้อยู่ในพระเชตวันวิหารรูปหนึ่ง เป็นผู้ฉลาดในกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง มีการคัด การชัด การจัด และการเย็บผ้าที่จะพึงทำในจีวรภิกษุนั้นย่อมเพิ่มจีวรด้วยความเป็นผู้ฉลาดนั้น เพราะฉะนั้น จึงปรากฏชื่อว่าจีวรวัฑฒกะ ผู้เจริญด้วยจีวร. ถามว่า ก็ภิกษุนี้กระทำอย่างไร ? ตอบว่าภิกษุนี้เอาผ้าเก่าที่คร่ำคร่ามาแสดงหัตถกรรมคือทำด้วยมือ กระทำจีวรสัมผัสได้ดี น่าพอใจ ในเวลาเสร็จการย้อม ได้ย้อมด้วยน้ำแป้ง ขัดด้วยหอยสังข์กระทำให้ขึ้นเงาเป็นที่พอใจแล้วเก็บไว้. ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่รู้จักทำจีวรกรรมจึงถือเอาผ้าสาฎกทั้งหลายใหม่ ๆ ไปยังสำนักของภิกษุนั้น จึงกล่าวว่า พวกผมไม่รู้จักทำจีวร ขอท่านจงทำจีวรให้แก่พวกผม. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย จีวรเมื่อกระทำย่อมสำเร็จช้า จีวรที่เราทำไว้เท่านั้นมีอยู่ ท่านทั้งหลายจงวางผ้าสาฎกเหล่านั้นไว้ แล้วจงถือเอาจีวรที่ทำไว้แล้วนั้นไปเถอะกล่าวแล้วจึงนำออกมาให้ดู. ภิกษุเหล่านั้นเห็นวรรณสมบัติของจีวรนั้นเท่านั้นไม่รู้ถึงภายใน สำคัญว่า มั่นคงดี จึงให้ผ้าสาฎกใหม่ทั้งหลายแก่พระจีวรวัฑฒกะแล้วถือเอาจีวรนั้นไป. จีวรนั้นอันภิกษุเหล่านั้นซักด้วยน้ำร้อนในเวลาเปื้อนเปรอะนิดหน่อย มันจึงแสดงปรกติของตน. ที่ที่เก่าคร่ำคร่าปรากฏในที่นั้น ๆภิกษุเหล่านั้นต่างมีความวิปฏิสารเดือดร้อนใจ ภิกษุนั้นเอาผ้าเก่าลวงภิกษุทั้งหลายที่มาแล้ว ๆ ด้วยอาการอย่างนี้ จนปรากฏไปในที่ทั้งปวง แม้ในบ้านแห่งหนึ่งก็มีพระจีวรวัฑฒกะรูปหนึ่ง ล่อลวงชาวโลก เหมือนพระจีวรวัฑฒกะรูปนี้ในพระเชตวันวิหารฉะนั้น. ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนคบของภิกษุนั้น จึงบอกว่า ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า พระจีวรวัฑฒกะรูปหนึ่งในพระเชตวัน ล่อลวงชาวโลกอย่างนี้. ลำดับนั้น พระจีวรวัฑฒกะบ้านนอกนั้น ได้มีความคิดดังนี้ว่า เอาเถอะ เราจะลวงพระจีวรวัฑฒกะชาวกรุงรูปนั้น แล้วกระทำจีวรเก่าให้เป็นที่น่าพอใจยิ่ง แล้วย้อมอย่างดี ได้ห่มจีวรนั้นไปยังพระเชตวันวิหารฝ่ายพระจีวรวัฑฒกะชาวกรุง พอเห็นจีวรนั้นเท่านั้นเกิดความโลภอยากได้จึงถามว่า ท่านผู้เจริญ จีวรนี้ท่านทำเองหรือ ? พระจีวรวัฑฒกะบ้านนอกกล่าวว่า ขอรับท่านผู้มีอายุ ผมทำเอง. พระจีวรวัฑฒกะชาวกรุงกล่าวว่าท่านผู้เจริญ ท่านจงให้จีวรผืนนี้แก่ผมเถิด ท่านจักได้ผืนอื่น. พระจีวรวัฑฒกะบ้านนอกกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ พวกผมเป็นพระบ้านนอก หาปัจจัยได้ยาก ผมให้จีวรผืนนี้แก่ท่านแล้ว ตัวเองจักห่มอะไร. พระจีวรวัฑฒกะชาวกรุงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ผ้าสาฎกใหม่ ๆ ในสำนักของผมมีอยู่ ท่านจงถือเอาผ้าสาฎกเหล่านั้นกระทำจีวรของท่านเถิด. พระจีวรวัฑฒกะบ้านนอกกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ ผมแสดงหัตถกรรมในจีวรนี้ ก็เมื่อท่านพูดอย่างนี้ผมจะอาจทำได้อย่างไร ท่านจงถือเอาจีวรผืนนั้น แล้วให้จีวรที่ทำด้วยผ้าเก่าแก่พระจีวรวัฑฒกะชาวกรุงนั้น แล้วถือเอาผ้าสาฏกใหม่ ๆ ลวงพระจีวรวัฑฒกะชาวกรุงนั้นแล้วหลีกไป. ฝ่ายพระจีวรวัฑฒกะผู้อยู่ในพระเชตวัน ก็ห่มจีวรนั้น พอล่วงไป ๒-๓ วัน จึงซักด้วยน้ำร้อน เห็นว่าเป็นผ้าเก่าคร่ำคร่าก็ละอาย. ความที่พระจีวรวัฑฒกะชาวกรุงนั้นถูกลวง เกิดปรากฏไปในท่ามกลางสงฆ์ว่าเขาว่าพระจีวรวัฑฒกะผู้อยู่ในพระเชตวัน ถูกพระจีวรวัฑฒกะบ้านนอกลวงเอาแล้ว. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายพากันนั่งกล่าวเรื่องนั้น ในโรงธรรมสภาพระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? ภิกษุเหล่านั้นพากันกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระจีวรวัฑฒกะผู้อยู่ในพระเชตวันย่อมล่อลวงภิกษุอื่นในบัดนี้เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ล่อลวงมาแล้วเหมือนกัน ฝ่ายพระจีวรวัฑฒกะชาวบ้านนอก ได้ล่อลวงพระจีวรวัฑฒกะผู้อยู่ในพระเชตวันรูปนี้ ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้ล่อลวงแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ที่ต้นไม้ซึ่งตั้งอาศัยสระปทุมแห่งหนึ่งอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง. ในกาลนั้น คราวฤดูร้อน น้ำในสระแห่งหนึ่งซึ่งไม่ใหญ่นัก ได้น้อยลง แต่ในสระนั้นมีปลาเป็นอันมาก. ครั้งนั้นนกยางตัวหนึ่งเห็นปลาทั้งหลายแล้วคิดว่า เราจักลวงกินปลาเหล่านั้น ด้วยอุบายสักอย่าง จึงไปนั่งคิดอยู่ที่ชายน้ำ. ลำดับนั้น ปลาทั้งหลายเห็นนกยางนั้น จึงถามว่า เจ้านาย ท่านนั่งคิดถึงอะไรอยู่หรือ ? นกยางกล่าวว่า เรานั่งคิดถึงพวกท่าน. ปลาทั้งหลายถามว่า เจ้านาย ท่านคิดถึงเราอย่างไร. นกยางกล่าวว่า เรานั่งคิดถึงพวกท่านว่า น้ำในสระนี้น้อย ที่เที่ยวก็น้อย และความร้อนมีมาก บัดนี้ ปลาเหล่านี้จักกระทำอย่างไร. ลำดับนั้น พวกปลาจึงกล่าวว่า เจ้านาย พวกเราจะการทำอย่างไร. นกยางกล่าวว่า ถ้าท่านทั้งหลายจะกระทำตามคำของเรา เราจะเอาจงอยปากคาบบรรดาพวกท่านคราวละตัว นำไปปล่อยยังสระใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งดารดาษด้วยปทุม ๕ สี. ปลาทั้งหลายกล่าวว่า เจ้านาย ตั้งแต่ปฐมกัปมา ชื่อว่านกยางผู้คิดดีต่อพวกปลา ย่อมไม่มีท่านประสงค์จะกินบรรดาพวกเราทีละตัว พวกเราไม่เชื่อท่าน. นกยางกล่าวว่าเราจักไม่กิน ก็ถ้าพวกท่านไม่เชื่อเราว่าสระน้ำมี พวกท่านจงส่งปลาตัวหนึ่งไปดูสระน้ำพร้อมกับเรา. ปลาทั้งหลายเชื่อนกยางนั้น คิดว่า ปลาตัวนี้สามารถทั้งทางน้ำและทางบก จึงได้ให้ปลาทั้งใหญ่ทั้งคำตัวหนึ่งไปด้วยคำว่า ท่านจงเอาปลาตัวนี้ไป. นกยางนั้นดาบปลาตัวนั้น นำไปปล่อยในสระ แสดงสระทั้งหมดแล้ว นำกลับมาปล่อยในสำนักของปลาเหล่านั้น. ปลานั้นจึงพรรณนาสมบัติของสระแก่ปลาเหล่านั้น. ปลาเหล่านั้นได้ฟังถ้อยคำของปลาตัวนั้น เป็นผู้อยากจะไป จึงพากันกล่าวว่า ดีละ เจ้านาย ท่านจงคาบพวกเราไป นกยางคาบปลาตัวทั้งดำทั้งใหญ่ตัวแรกนั้นนั่นแหละ แล้วนำไปยังฝั่งของสระน้ำแสดงสระน้ำให้เห็นแล้วช่อนที่ต้นกุ่มซึ่งเกิดอยู่ริมสระน้ำ แล้วสอดปลานั้นเข้าในระหว่างค่าคบ จิกด้วยจะงอยปากให้ตายแล้วกินเนื้อ ทิ้งก้างให้ตกลงที่โคนต้นไม้แล้วกลับไป พูดว่า ปลาตัวนั้น เราปล่อยไปแล้ว ปลาตัวอื่นจงมา แล้วคาบเอาทีละตัวโดยอุบายนั้น กินปลาหมด กลับ มาอีก แม้ปลาตัวหนึ่งก็ไม่เห็น. ก็ในสระนี้มีปูเหลืออยู่ตัวหนึ่ง นกยางเป็นผู้อยากจะกินปูแม้ตัวนั้นจึงกล่าวว่า ปูผู้เจริญ เรานำปลาทั้งหมดนั้น ไปปล่อยในสระใหญ่อันดารดาษด้วยปทุม มาเถิดท่าน แม้ท่านเราก็จักนำไป. ปูถามว่า ท่านเมื่อจะพาเราไปจักพาไปอย่างไร ?. นกยางกล่าวว่า เราจักคาบพาเอาไป. ปูกล่าวว่า ท่านเมื่อพาไปอย่างนี้ จักทำเราให้ตกลงมา เราจักไม่ไปกับท่าน. นกยางกล่าวว่าอย่ากลัวเลย เราจักคาบท่านให้ดีแล้วจึงไป. ปูคิดว่า ชื่อว่าการคาบเอาปลาไปปล่อยในสระ ย่อมไม่มีแก่นกยางนี้ ก็ถ้านกยางจักปล่อยเราลงในสระ ข้อนี้เป็นการดี หากจักไม่ปล่อย เราจักตัดคอนั้นเอาชีวิตเสีย. ลำดับนั้น ปูจึงกล่าวกะนกยางนั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนนกยางผู้สหาย ท่านจักไม่อาจคาบเอาเราไปให้ดีได้ ก็เราคาบด้วยจึงจะเป็นการคาบที่ดี ถ้าเราจักได้เอาก้ามคาบคอท่านไซร้เราจักกระทำคอของท่านให้เป็นของอันเราคาบดีแล้ว จึงจักไปกับท่าน. นกยางนั้นคิดแค่จะลวงปูนั้น หารู้ไม่ว่า ปูนี้ลวงเรา จึงรับคำว่าตกลง. ปูจึงเอาก้ามทั้งสองของมันคาบคอนกยางนั้นไว้แน่น ประหนึ่งคีบด้วยคีมของช่างทอง แล้วกล่าวว่า ท่านจงไปเดี๋ยวนี้. นกยางนั้นนำปูนั้นไปให้เห็นสระแล้วบ่ายหน้าไปทางต้นกุ่ม. ปูกล่าวว่า ลุง สระนี้อยู่ข้างโน้น แต่ท่านจะนำไปข้างนี้. นกยางกล่าวว่า เราเป็นลุงที่น่ารัก แต่เจ้าไม่ได้เป็นหลานเราเลยหนอแล้วกล่าวว่า เจ้าเห็นจะทำความสำคัญว่า นกยางนี้เป็นทาสของเรา พาเราเที่ยวไปอยู่ เจ้าจงดูก้างปลาที่โคนต้นกุ่มนั่น แม้เจ้า เราก็จักกินเสีย เหมือนกินปลาทั้งหมดนั้น. ปูกล่าวว่า ปลาเหล่านั้น ท่านกินได้ เพราะความที่ตนเป็นปลาโง่ แต่เราจักไม่ให้ท่านกินเรา แต่ท่านนั่นแหละจัก ถึงความพินาศด้วยว่า ท่านไม่รู้ว่าถูกเราลวง เพราะความเป็นคนโง่ เราแม้ทั้งสอง เมื่อจะตายก็จักตายด้วยกัน เรานั่นจักตัดศีรษะของท่านให้กระเด่นลงบนภาคพื้นกล่าวแล้วจึงเอาก้ามปานประหนึ่งคีมหนีบคอนกยางนั้น. นกยางนั้นอ้าปาก น้ำตาไหลออกจากนัยน์ตาทั้งสองข้าง ถูกมรณภัยคุกคาม จึงกล่าวว่า ข้าแต่นายเราจักไม่กินท่าน ท่านจงให้ชีวิตเราเถิด. ปูกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้นท่านร่อนลงแล้วปล่อยเราลงในสระ. นกยางนั้นหวนกลับ มาร่อนลงยังสระนั่นแหละแล้ววางปูไว้บนหลังเปือกตม ณ ที่ริมสระ. ปูตัดคอนกยางนั้นขาดจมลงไปในน้ำเหมือนตัดก้านโกมุทด้วยกรรไกรฉะนั้น. เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นกุ่มเห็นความอัศจรรย์นั้น เมื่อจะให้สาธุการทำป่าให้บันลือลั่น จึงกล่าวคาถานี้ด้วยเสียงอันไพเราะว่า

บุคคลผู้ใช้ปัญญาหลอกลวงผู้อื่น ย่อมไม่ได้ ความสุขเป็นนิตย์ เพราะผู้ใช้ปัญญาหลอกลวงคนอื่น ย่อมประสบผลแห่งบาปกรรมที่ตนทำไว้ เหมือนนก ยางถูกปูหนีบคอฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาจฺจนฺตํ นิกติปฺปญฺโ นิกตฺยา สุขเมธติ ความว่า การหลอกลวง เรียกว่า นิกติ บุคคลผู้มีปัญญาชื่อว่านิกติ คือผู้มีปัญญาหลอกลวง ย่อมไม่ถึงความสุขโดยส่วนเดียว คือไม่อาจดำรงอยู่ ในความสุขนั้นแหละ ตลอดกาลเป็นนิตย์ เพราะการลวง คือการหลอกลวงนั้น แต่ว่าย่อมถึงแต่ความพินาศโดยส่วนเดียวเท่านั้น. บทว่าอาราเธติ แปลว่า ย่อมได้เฉพาะ อธิบายว่า บุคคลผู้ลามกมีปัญญาหลอกลวง คือ มีปัญญาอันสำเหนียกความเป็นคนคดโกง ย่อมได้เฉพาะคือย่อมประสบผลแห่งบาปที่คนได้กระทำไว้. ย่อมประสบผลบาปอย่างไร ? ย่อมประสบผลบาป เหมือนนกยางคอขาดเพราะปูฉะนั้น อธิบายว่า บาปบุคคลย่อมประสบ คือ ย่อมได้เฉพาะภัยในปัจจุบันหรือในโลกหน้า เพราะบาปที่ตนทำไว้ เหมือนนกยางถึงการถูกตัดคอขาดเพราะปูฉะนั้น. มหาสัตว์เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ จึงแสดงธรรมยังป่าให้บันลือลั่น.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจีวรวัฑฒกะชาวกรุงถูกภิกษุจีวระวัฑฒกะชาวบ้านนอกนั้นนั่นแหละ ลวงเอาแล้วในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในอดีตกาลก็ถูกลวงมาแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า นกยางในครั้งนั้นได้เป็นพระจีวรวัฑฒกะผู้อยู่ในพระเชตวัน ปูในครั้งนั้นได้เป็นพระจีวรวัฑฒกะชาวบ้านนอก ส่วนรุกขเทวดาในครั้งนั้น ได้เป็นเราเองแล.

จบพกชาดกที่ ๘

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๕๕–๓๖๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๘ พกชาตกํ

นาจฺจนฺตํ นิกติปฺปญฺโญติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต จีวรวฑฺฒกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอโก กิร เชตวนวาสิโก ภิกฺขุ ยงฺกิญฺจิ จีวเร กตฺตพฺพํ เฉทนฆฏนวิจารณสิพฺพนาทิกํ กมฺมํ ตตฺถ สุกุสโล โส ตาย กุสลตาย จีวรํ วฑฺเฒติ ตสฺมา จีวรวฑฺฒโกเตฺวว ปญฺญายิตฺถ ฯ กึ ปเนส กโรตีติ ฯ ชิณฺณปิโลติกาย หตฺถกมฺมํ ทสฺเสตฺวา สุผุสิตํ มนาปํ จีวรํ กตฺวา รชนปริโยสาเน ปิฏฺโฐทเกน รชิตฺวา สงฺเขน ฆเฏตฺวา อุชฺชลํ มนุญฺญํ กตฺวา นิกฺขิปติ ฯ จีวรกมฺมํ กาตุํ อชานนฺตา ภิกฺขู อหเต สาฏเก คเหตฺวา ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา มยํ จีวรํ กาตุํ น ชานาม จีวรํ โน กตฺวา เทถาติ วทนฺติ ฯ โส จีวรํ อาวุโส กยิรมานํ จิเรน นิฏฺฐาติ มยา กตํ จีวรเมว อตฺถิ อิเม สาฏเก ฐเปตฺวา ตํ คณฺหิตฺวา คจฺฉถาติ นีหริตฺวา ทสฺเสติ ฯ เต ตสฺส วณฺณสมฺปตฺตึเยว ทิสฺวา อนฺตรํ อชานนฺตา ถิรนฺติ สญฺญาย อหตสาฏเก จีวรวฑฺฒกสฺส ทตฺวา ตํ คณฺหิตฺวา คจฺฉนฺติ ฯ ตํ เตหิ โถกํ กิลิฏฺฐกาเล อุณฺโหทเกน โธวิยมานํ อตฺตโน ปกตึ ทสฺเสติ ฯ ตตฺถ ตตฺถ ชิณฺณฏฺฐานํ ปญฺญายติ ฯ เต วิปฺปฏิสาริโน โหนฺติ ฯ เอวํ อาคตาคเต ปิโลติกาหิ วญฺเจนฺโต โส ภิกฺขุ สพฺพตฺถ ปากโฏ ชาโต ฯ ยถา เจส เชตวเน ตถา อญฺญตรสฺมึ คามเกปิ เอโก จีวรวฑฺฒโก โลกํ วญฺเจติ ฯ ตสฺส สมฺภตฺตา ภิกฺขู ภนฺเต เชตวเน กิร เอโก จีวรวฑฺฒโก เอวํ โลกํ วญฺเจตีติ อาโรจยึสุ ฯ อถสฺส เอตโหสิ หนฺทาหํ ตํ นครวาสิกํ วญฺเจมีติ ปิโลติกํ จีวรํ อติมนาปํ กตฺวา สุรตฺตํ รชิตฺวา ตํ ปารุปิตฺวา เชตวนํ อคมาสิ ฯ อิตโร ตํ ทิสฺวาว โลภํ อุปฺปาเทตฺวา ภนฺเต อิทํ จีวรํ ตุมฺเหหิ กตนฺติ ปุจฺฉิ ฯ อาม อาวุโสติ ฯ ภนฺเต อิมํ จีวรํ มยฺหํ เทถ ตุมฺเห อญฺญํ ลภิสฺสถาติ ฯ อาวุโส มยํ คามวาสิกา ทุลฺลภปจฺจยา อิมาหํ ตุยฺหํ ทตฺวา อตฺตนา กึ ปารุปิสฺสามีติ ฯ ภนฺเต มม สนฺติเก อหตสาฏกา อตฺถิ เต คเหตฺวา ตุมฺหากํ จีวรํ กโรถาติ ฯ อาวุโส มยา เอตฺถ หตฺถกมฺมํ ทสฺสิตํ ตยิ ปน เอวํ วทนฺเต กึ สกฺกา กาตุํ คณฺหถ นนฺติ ตสฺส ปิโลติกจีวรํ ทตฺวา อหตสาฏเก อาทาย ตํ วญฺเจตฺวา ปกฺกามิ ฯ เชตวนวาสิโกปิ ตํ จีวรํ ปารุปิตฺวา กติปาหจฺจเยน อุณฺโหทเกน โธวนฺโต ชิณฺณปิโลติกภาวํ ทิสฺวา ลชฺชิโต ฯ คามวาสินา จีวรวฑฺฒเกน กิร เชตวนวาสิโก วญฺจิโตติ ตสฺส วญฺจิตภาโว สงฺฆมชฺเฌ ปากโฏ ชาโต ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ ตํ กถํ กเถนฺตา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิ ฯ เต ตมตฺถํ อาโรจยึสุ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว เชตวนวาสี จีวรวฑฺฒโก อิทาเนว อญฺเญ วญฺเจติ ปุพฺเพปิ วญฺเจสิเยว คามวาสิเกนาปิ น อิทาเนว เอส เชตวนวาสิโก จีวรวฑฺฒโก วญฺจิโต ปุพฺเพปิ วญฺจิโตเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต เอกสฺมึ อรญฺญายตเน โพธิสตฺโต อญฺญตรํ ปทุมสรํ นิสฺสาย ฐิเต รุกฺเข รุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตทา อญฺญตรสฺมึ นาติมหนฺเต สเร นิทาฆสมเย อุทกํ มนฺทํ อโหสิ พหู เจตฺถ มจฺฉา โหนฺติ ฯ อเถโก พโก มจฺเฉ ทิสฺวา เอเกนุปาเยเนว อิเม มจฺเฉ วญฺเจตฺวา ขาทิสฺสามีติ คนฺตฺวา อุทกปริยนฺเต จินฺเตนฺโต นิสีทิ ฯ อถ นํ มจฺฉา ทิสฺวา กึ อยฺย จินฺเตนฺโต นิสินฺโนสีติ ปุจฺฉึสุ ฯ ตุมฺหากํ จินฺเตนฺโต นิสินฺโนมฺหีติ ฯ อมฺหากํ จินฺเตสิ อยฺยาติ ฯ อิมสฺมึ สเร อุทกํ ปริตฺตํ โคจโร จ มนฺโท นิทาโฆ จ มหนฺโต อิทานิเม มจฺฉา กินฺนาม กริสฺสนฺตีติ ตุมฺหากํ จินฺเตนฺโต นิสินฺโนมฺหีติ ฯ อถ กึ กโรม อยฺยาติ ฯ สเจ มยฺหํ วจนํ กเรยฺยาถ อหํ โว เอเกกํ มุขตุณฺฑเกน คเหตฺวา เอกํ ปญฺจวณฺณปทุมสญฺฉนฺนํ มหาสรํ เนตฺวา วิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ อยฺย ปฐมกปฺปโต ปฏฺฐาย มจฺฉานํ จินฺตนพโก นาม นตฺถิ ตฺวํ อมฺเหสุ เอเกกํ ขาทิตุกาโมส น มยํ ตุยฺหํ สทฺทหามาติ ฯ นาหํ ขาทิสฺสามิ สเจ ปน สรสฺส อตฺถิภาวํ มยฺหํ น สทฺทหถ เอกํ มจฺฉํ มยา สทฺธึ สรํ ปสฺสิตุํ เปเสถาติ อาห ฯ มจฺฉา ตสฺส สทฺทหิตฺวา อยํ ชเลปิ ถเลปิ สมตฺโถติ เอกํ กาฬมหามจฺฉํ อทํสุ อิมํ คเหตฺวา คจฺฉถาติ ฯ โส ตํ คเหตฺวา เนตฺวา สเร วิสฺสชฺเชตฺวา สพฺพํ สรํ ทสฺเสตฺวา ปุน อาเนตฺวา เตสํ มจฺฉานํ สนฺติเก วิสฺสชฺเชสิ ฯ โส เตสํ มจฺฉานํ สรสฺส สมฺปตฺตึ วณฺเณสิ ฯ เต ตสฺส กถํ สุตฺวา คนฺตุกามา หุตฺวา สาธุ อยฺย อมฺเห คณฺหิตฺวา คจฺฉาหีติ อาหํสุ ฯ พโก ปฐมํ ตํ กาฬมหามจฺฉเมว คเหตฺวา สรตีรํ เนตฺวา สรํ ทสฺเสตฺวา สรตีเร ชาตวรุณรุกฺเข นิลียิตฺวา ตํ วิฏปนฺตเร ปกฺขิปิตฺวา ตุณฺเฑน วิชฺฌนฺโต ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา มํสํ ขาทิตฺวา กณฺฏเก รุกฺขมูเล ปาเตตฺวา ปุน คนฺตฺวา วิสฺสฏฺโฐ เม โส มจฺโฉ อญฺโญ อาคจฺฉตูติ เอเตนุปาเยน เอเกกํ คเหตฺวา สพฺเพ มจฺเฉ ขาทิตฺวา ปุน อาคโต เอกํ มจฺฉํปิ นาทฺทส ฯ เอโก ปเนตฺถ กกฺกฏโก อวสิฏฺโฐ ฯ พโก ตมฺปิ ขาทิตุกาโม หุตฺวา โภ กกฺกฏก มยา สพฺเพ เต มจฺฉา เนตฺวา ปทุมสญฺฉนฺเน มหาสเร วิสฺสชฺชิตา เอหิ ตมฺปิ เนสฺสามีติ ฯ มํ คเหตฺวา คจฺฉนฺโต กถํ คณฺหิสฺสสีติ ฯ ฑํสิตฺวา คณฺหิสฺสามีติ ฯ ตฺวํ เอวํ คเหตฺวา คจฺฉนฺโต มํ ปาเตสฺสสิ นาหํ ตยา สทฺธึ คมิสฺสามีติ ฯ มา ภายิ อหํ ตํ สุคหิตํ คเหตฺวา คมิสฺสามีติ ฯ กกฺกฏโก จินฺเตสิ อิมสฺส มจฺเฉ คเหตฺวา สเร วิสฺสชฺชนนฺนาม นตฺถิ สเจ ปน มํ สเร วิสฺสชฺเชสฺสติ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ วิสฺสชฺเชสฺสติ คีวมสฺส ฉินฺทิตฺวา ชีวิตํ หริสฺสามีติ ฯ อถ นํ เอวมาห สมฺม พก น โข มํ สุคหิตํ คเหตุํ สกฺขิสฺสสิ อมฺหากมฺปน คหณํ สุคหณํ สจาหํ อเฬน ตว คีวํ คเหตุํ ลภิสฺสามิ ตว คีวํ สุคหิตํ กตฺวา ตยา สทฺธึ คมิสฺสามีติ ฯ โส ตํ วญฺเจตุกาโม เอส มนฺติ อชานนฺโต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ กกฺกฏโก อตฺตโน อเฬหิ กมฺมารสณฺฑาเสน วิย ตสฺส คีวํ สุคหิตํ กตฺวา อิทานิ คจฺฉาหีติ อาห ฯ โส ตํ เนตฺวา สรํ ทสฺเสตฺวา วรุณรุกฺขาภิมุโข ปายาสิ ฯ กกฺกฏโก อาห มาตุล อยํ สโร เอตฺโต ตฺวํ ปน อิโต เนสีติ ฯ พโก ปิยมาตุโล อหํ น ภคินิปุตฺโตสิ วต เม ตฺวนฺติ วตฺวา ตฺวํ เอส มํ อุกฺขิปิตฺวา วิจรนฺโต มยฺหํ ทาโสติ สญฺญํ กโรสิ มญฺเญ ปสฺเสตํ วรุณรุกฺขมูเล กณฺฏกราสึ ยถา เจเต สพฺเพ มจฺฉา ขาทิตา ตมฺปิ ตเถว ขาทิสฺสามีติ อาห ฯ กกฺกฏโก เอเต มจฺฉา อตฺตโน พาลตาย ตยา ขาทิตา อหมฺปน เต เม ขาทิตุํ น ทสฺสามิ ตญฺเญว ปน วินาสํ ปาเปสฺสามิ ตฺวํ หิ พาลตาย มยา วญฺจิตภาวํ น ชานาสิ มรนฺตา อุโภปิ มริสฺสาม เอส เต สีสํ ฉินฺทิตฺวา ภูมิยํ ขิปิสฺสามีติ วตฺวา สณฺฑาเสน วิย อเฬน ตสฺส คีวํ นิปฺปีเฬสิ ฯ โส วิวเฏน มุเขน อกฺขีหิ อสฺสุนา ปคฺฆรนฺเตน มรณภยตชฺชิโต สามิ อหํ ตํ น ขาทิสฺสามิ ชีวิตํ เม เทหีติ อาห ฯ ยทิ เอวํ โอตริตฺวา มํ สรสฺมึ วิสฺสชฺเชหีติ ฯ โส นิวตฺติตฺวา สรเมว โอตริตฺวา กกฺกฏกํ สรปริยนฺเต ปงฺกปิฏฺเฐ ฐเปสิ ฯ กกฺกฏโก กตฺตริกาย กุมุทนาฬํ กปฺเปนฺโต วิย ตสฺส คีวํ กปฺเปตฺวา อุทกํ ปาวิสิ ฯ ตํ อจฺฉริยํ ทิสฺวา วรุณรุกฺเข อธิวตฺถา เทวตา วนํ อุนฺนาทยมานา สาธุการํ ททมานา มธุรสฺสเรน อิมํ คาถมาห

นาจฺจนฺตํ นิกติปฺปญฺโญ นิกตฺยา สุขเมธติ

อาราเธติ นิกติปฺปญฺโญ พโก กกฺกฏกามิวาติ ฯ

ตตฺถ นาจฺจนฺตํ นิกติปฺปญฺโญ นิกตฺยา สุขเมธตีติ นิกติ วุจฺจติ วญฺจนา นิกติปญฺโญ วญฺจนปญฺโญ ปุคฺคโล ตาย นิกตฺยา นิกติยา วญฺจนาย นาจฺจนฺตํ สุขเมธติ นิจฺจกาลํ สุขสฺมึเยว ปติฏฺฐาตุํ น สกฺโกติ เอกนฺตํ ปน วินาสํ ปาปุณาติเยวาติ อตฺโถ ฯ อาราเธตีติ ปฏิลภติ นิกติปญฺโญ เกราฏิกภาวํ สิกฺขิตปญฺโญ ปาปปุคฺคโล อตฺตนา กตสฺส ปาปสฺส ผลํ ปฏิลภติ วินฺทตีติ อตฺโถ ฯ กถํ ฯ พโก กกฺกฏกามิวาติ ยถา พโก กกฺกฏกา คีวจฺเฉทํ ปาปุณิ เอวํ ปาปปุคฺคโล อตฺตนา กตปาปโต ทิฏฺฐธมฺเม วา สมฺปราเย วา ภยํ อาราเธติ ปฏิลภติ ฯ อิมมตฺถํ ปกาเสนฺโต มหาสตฺโต วนํ อุนฺนาเทนฺโต ธมฺมํ เทเสสิ ฯ

สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว เตน คามวาสิจีวรวฑฺฒเกเนว วญฺจิโต อตีเตปิ วญฺจิโตเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา พโก เชตวนวาสี จีวรวฑฺฒโก อโหสิ กกฺกฏโก คามวาสี จีวรวฑฺฒโก รุกฺขเทวตา ปน อหเมว อโหสีติ ฯ

พกชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๗. ติตติรชาดกชาดกถัดไป๓๙. นันทชาดก