มัยหสกุณชาดก
ว่าด้วยการใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๓๑ · บรรทัด ๔๑๕๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอาคันตุกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สถุโณ มยฺหโห นามดังนี้.
ความพิสดารว่า ที่นครสาวัตถี ได้มีเศรษฐีชื่ออาคันตุกะ เป็นคนมั่งคั่งมีทรัพย์มาก. แต่เขาไม่ใช้สอยโภคทรัพย์ด้วยตนเองเลย และไม่ได้ให้แก่คนอื่น. เมื่อเขานำโภชนะที่ประณีตมีรสอร่อยต่าง ๆ มาให้ เขาจะไม่รับประทานโภชนะนั้น รับประทานแต่ปลายข้าว มีกับ คือน้ำผักดอง๒ อย่างเท่านั้น. เมื่อเขานำผ้าจากแคว้นกาสีที่เขารีดแล้ว อบแล้วมาให้ก็ให้เขานำออกไป นุ่งห่มแต่ผ้าเนื้อหยาบแข็งกระด้าง เมื่อเขานำรถที่ตระการไปด้วยแก้วแกมทอง เทียมด้วยม้ามาให้ ก็ให้นำรถนั้นออกไปไปด้วยรถเล็กที่ทำด้วยไม้ธรรมดา เมื่อเขากั้นฉัตรทองให้ ก็ให้เขานำฉัตรนั้นออกไป กั้นด้วยฉัตรที่ทำด้วยใบไม้. ตลอดชีวิตเขาไม่ทำบุญแม้แต่อย่างเดียว ในจำนวนบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ถึงแก่กรรมแล้วจึงเกิดในโรรุวนรก. พระราชาทรงให้ขนสมบัติที่ไม่มีบุตรรับมรดกของเศรษฐีนั้น เข้าไปในราชตระกูล เป็นเวลา ๗ วัน. เมื่อให้ขนสมบัตินั้นเสร็จแล้ว พระราชาทรงเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ได้เสด็จไปพระวิหารเชตวัน ทรงไหว้พระศาสดา แล้วประทับนั่ง เมื่อพระศาสดาตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่ทรงทำพุทธอุปฐากหรือ ? จึงทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เศรษฐีชื่อว่า อาคันตุกะในนครสาวัตถีถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อให้คนขนทรัพย์ ไม่มีเจ้าของของเศรษฐีนั้น มาที่พระราชวังอยู่นั่นเอง วันเวลาได้ผ่านไปถึง ๗ วัน. ก็เศรษฐีนั้นแม้ได้ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ ก็ไม่ได้ใช้สอยด้วยตนเองเลย และไม่ได้ให้คนอื่นด้วย ทรัพย์ของเขาจึงได้เป็นเสมือนสระโบก. ขรณีที่ผีเสื้อหวงแหนไว้ วันเดียวเขาก็ไม่ได้เสวยรสโภชนะอันประณีตตนเข้าไปสู่ปากมัจจุราชเสียแล้ว คนผู้ไม่มีบุญมีความตระหนี่อย่างนี้ทำกรรมอะไรไว้จึงได้รับทรัพย์ประมาณเท่านี้ และด้วยเหตุอะไรจิตของเขาจึงไม่ยินดีในโภคทรัพย์ในการใช้สอย ? พระศาสดาตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร เศรษฐีคนนั้นนั่นเอง ทำเหตุที่ให้ได้ทรัพย์ ๑ภาวะที่ได้ทรัพย์มาแล้วไม่ใช้สอย ๑ ดังนี้แล้ว เป็นผู้อันพระราชาทูลขอแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี ได้มีเศรษฐีเมืองพาราณสี ไม่มีศรัทธามีความตระหนี่ไม่ให้อะไรแก่ใคร ไม่สงเคราะห์ใคร วันหนึ่ง เขากำลังเดินไปเฝ้าพระราชา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ตครสิขี กำลังเดินไปบิณฑบาต ไหว้แล้ว ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ได้ภิกษาแล้วหรือ ? เมื่อพระองค์ตรัสว่า ท่านมหาเศรษฐี อาตมภาพกำลังเดินไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่หรือ ? จึงสั่งบังคับชายคนหนึ่งว่า ไปเถิดเจ้าจงนำพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ไปบ้านพวกเรา ให้ท่านประทับนั่งบนแท่นเรา แล้วให้บรรจุภัตตาหารที่เขาเตรียมไว้สำหรับพวกเราให้เต็มบาตรแล้วถวายไป. เขานำพระปัจเจกพุทธเจ้าไปเรือน แล้วให้ประทับนั่งบอกให้ภรรยาเศรษฐีทราบ ให้บรรจุภัตตาหารที่มีรสเลิศนานาชนิดให้. เต็มบาตร แล้วได้ถวายพระองค์ไป. พระองค์ทรงรับภัตตาหารแล้ว ได้เสด็จออกจากนิเวศน์ของท่านเศรษฐี แล้วเสด็จดำเนินไปในระหว่างถนน. เศรษฐีกลับจากพระราชวังแล้ว เห็นพระองค์ไหว้แล้ว ทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ได้รับภัตตาหารแล้วหรือ ? ได้แล้วท่านมหาเศรษฐี พระองค์ตรัสตอบ. เศรษฐีนั้นแลดูบาตรแล้วไม่อาจให้จิตเลื่อมใสได้ คิดว่า ภัตตาหารของเรานี้ ทาสหรือกรรมกรทั้งหลายกินแล้วคงทำงานแม้ที่ทำได้ยาก น่าเสียดายหนอ ! เราได้มีความเสื่อมเสียเสียทรัพย์สินแล้ว ดังนี้ ไม่สามารถทำอปรเจตนาให้บริบูรณ์ได้. ธรรมดาทาน เมื่อบุคคลสามารถทำเจตนาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์เท่านั้นจึงจะมีผลมาก. ก่อนแต่ให้ทาน เราทั้งหลายจงเป็นผู้ใจดี แม้เมื่อให้ก็จงเป็นผู้เต็มใจจริง ๆ ครั้นให้แล้วก็ไม่สอดแคล้วอาลัยภายหลังเลยเพราะฉะนั้นแล คนหนุ่มคนสาวของเราทั้งหลาย จะไม่ตายคือไม่เสื่อมจากสมบัติ. คนก่อนแต่ให้ก็มีใจดี เมื่อกำลังให้ก็ให้จิตใจเลื่อมใส ครั้นให้แล้วก็ดีใจ นี่เป็นความถึงพร้อมแห่งบุญ.
ขอถวายพระพรมหาบพิตร อาคันตุกเศรษฐีได้รับทรัพย์มากเพราะปัจจัยที่ได้ถวายแก่พระตครสิขีปัจเจกพุทธเจ้า แต่ไม่อาจใช้สอยโภคทรัพย์ได้ เพราะไม่สามารถทำอปรเจตนา คือเจตนาดวงหลัง ให้ประณีตได้ ด้วยประการดังนี้แล.
พระราชาทูลถามว่า ก็เหตุไฉนเขาจึงไม่ได้บุตรพระพุทธเจ้าข้าพระศาสดาตรัสตอบว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร แม้เหตุแห่งการไม่ได้บุตร เศรษฐีนั้นก็ทำไว้เหมือนกัน ถูกพระราชาทูลอ้อนวอนแล้วจึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตตรองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐีผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ เติบใหญ่แล้ว มารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว เมื่อตรวจตราดูสมบัติแล้ว จะมัดจิตใจน้องชายไว้ จึงให้สร้างโรงทานไว้ที่ประตูเรือน ให้มหาทานไปครองเรือนไป. ต่อมาบุตรของท่านคนหนึ่ง ก็คลอดออกมา. ในเวลาลูกนั้นเดินได้ ท่านเห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นอานิสงส์ในการออกบวช จึงมอบสมบัติในเรือนทั้งหมดให้น้องชายพร้อมทั้งลูกเมีย ให้โอวาทว่า จงอย่าประมาท ให้ทานเป็นไปเถิด แล้วบวชเป็นฤษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น แล้วอยู่ที่ท้องถิ่นป่าหิมพานต์. ฝ่ายน้องชายของท่านก็ได้ลูก ๑ คน. เขาเห็นเด็กนั้นเติบโตขึ้น จึงคิดว่า เมื่อลูกพี่ชายของเรายังมีชีวิตอยู่ สมบัติจักแบ่งเป็น ๒ ส่วน เราจักฆ่าบุตรของพี่ชายเสีย. จึงอยู่มาวันหนึ่ง เขาได้ฆ่าเด็กนั้นถ่วงน้ำ. ภรรยาของพี่ชายถามถึงลูกนั่นกะเขาผู้อาบน้ำ แล้วมาว่าลูกของฉันไปไหน ? เขาตอบว่า มันเล่นน้ำในแม่น้ำ ต่อมาฉันค้นหามันก็ไม่พบ นางได้ร้องไห้แล้วนิ่งเฉย. พระโพธิสัตว์ทราบเหตุนั้น แล้วคิดว่า เราจักทำกิจนี้ให้ปรากฏ แล้วมาทางอากาศลงที่นครพาราณสี นุ่งห่มผ้าเรียบร้อยแล้วยืนที่ประตูเรือนของน้องชายนั้น ไม่เห็นโรงทาน จึงคิดว่า แม้โรงทานอสัตบุรุษคนนี้ก็ให้พินาศไปแล้ว. ฝ่ายน้องชายของท่านได้ทราบว่าท่านมาแล้ว ก็มาหาไหว้พระมหาสัตว์แล้วให้ขึ้นปราสาท ให้ฉันโภชนะอันประณีต. ในที่สุดแห่งภัตกิจฉันเสร็จ ท่านนั่งอย่างสบาย ถามว่า เด็กไม่ปรากฏ เขาไปไหนหนอ.
ตายแล้วครับ ท่าน น้องชายตอบ. ตายด้วยเหตุอะไร ฤาษีซัก.
ผมไม่ทราบว่า ด้วยเหตุ ชื่อโน้น ในสถานที่เล่นน้ำ น้องชายตอบ.
อสัตบุรุษเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรือว่า กิจที่เจ้าทำไปแล้ว ปรากฏแก่ฉันแล้ว เจ้าฆ่าเด็กนั้นด้วยเหตุชั่วนี้ มิใช่หรือ ? เราจักสามารถรักษาทรัพย์ที่กำลังสูญหายไป ด้วยอำนาจพระราชาเป็นต้น ได้หรือไม่หนอ ? นกเขากับเจ้ามีอะไรที่ทำให้แตกต่างกัน ฤาษีกล่าวตัดพ้อ.
ลำดับนั้น มหาสัตว์เมื่อจะแสดงธรรมแต่เขา ด้วยพุทธลีลาจึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า:-
นกชื่อว่ามัยหกะ นกเขา บินไปที่ไหล่ เขาและซอกเขาเกาะต้นเลียบที่มีผลสุก ร้องว่า ของกู ๆ. เมื่อมันร้องอยู่อย่างนี้ ฝูงนกที่บินมา รวมกัน พากันกินผลเลียบแล้วบินหนี มันก็ ยังร้องอยู่นั่นเอง ฉันใด. บุคคลบางคนในโลก นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน รวบรวมทรัพย์ไว้มา มาย ตนเองก็ไม่ได้ใช้สอยเลย ไม่มอบส่วน แบ่งแก่ญาติทั้งหลายด้วย. เขาไม่ใช้สอยผ้านุ่ง ผ้าห่ม ไม่รับประทานภัตตาหาร ไม่ทัดทรง ดอกไม้ ไม่ลูบไล้ เครื่องลูบไล้ ไม่ใช้อะไร สักครั้งเดียว และไม่สงเคราะห์ญาติทั้งหลาย เมื่อบ่นเพ้ออยู่อย่างนี้ว่า ของกู ของกู หวงแหน ไว้ภายหลัง พระราชาบ้าง โจรบ้าง ทายาท ผู้ไม่เป็นที่รักบ้าง เอาทรัพย์ไป คนนั้นก็จะบ่น เพ้ออยู่นั่นแหละ ส่วนผู้มีปรีชาใช้เองด้วย สงเคราะห์ญาติทั้งหลายด้วย ด้วยการสงเคราะห์ นั้น เขาจะได้รับเกียรติ ละโลกนี้ไปแล้วจะ บรรเทิงในสวรรค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มยฺหโก ความว่า ที่ได้ชื่ออย่างนี้เพราะอำนาจการร้องว่า ของกู ของกู. บทว่า คิริสานุทรีจโร ความว่านกนั้นที่ชื่อว่า คิริสานุทรีจโร เพราะบินไปที่ไหล่เขาและซอกเขา. บทว่า ปกฺกํ ปิปฺผลึ ความว่า ต้นเลียบต้นหนึ่งที่มีผลเต็มต้น ในดินแดนหิมพานต์. บทว่า กนฺทติ ความว่า มันจะบินร้องห้ามฝูงนกที่ห้อมล้อมต้นไม้นั้น กินผลที่สุก ๆ อยู่. บทว่า ตสฺเสวํ วิลปนฺตสฺส ความว่า เมื่อมันร่ำร้องอยู่อย่างนี้นั่นแหละ บทว่า ภุตฺวาน ปิปฺผลึ ยนฺติ ความว่า กินผลเลียบนั้น แล้วบินไปต้นอื่นที่มีผลสมบูรณ์. บทว่า วิลปเตว ความว่า ส่วนนกนั้นก็ยังร้องอยู่นั่นเอง. บทว่ายโถธึ ความว่า ตามส่วน อธิบายว่า ไม่ได้ส่วนที่จะต้องได้ ด้วยอำนาจเครื่องอุปโภคและเครื่องบริโภคของมารดาบิดา พี่ชายพี่สาว น้องชายน้องสาวและบุตรธิดาเป็นต้น. บทว่า สกึ ความว่า ไม่ได้ใช้สอยแม้แต่ครั้งเดียว อธิบายว่า ไม่ได้ใช้ของตนบ้าง. บทว่า น สงฺคณฺหาติ ความว่า ไม่ได้สงเคราะห์ด้วยอำนาจการให้ภัตตาหาร เครื่องนุ่ง พืชพันธุ์และไถเป็นต้น. บทว่า วิลปเตว โส นโร ความว่า เมื่อพระราชาเป็นต้นเหล่านั้น เอาทรัพย์ไป คน ๆ นั้นก็จะบ่นเพ้ออยู่นั่นแหละ. บทว่า ธีโร ได้แก่บัณฑิต. บทว่า สงฺคณฺหาติ ความว่า ย่อมสงเคราะห์ญาติทั้งหลายที่เขากำลังทำมาหากิน ที่มาสู่สำนักตนด้วยการให้ภัตตาหารเครื่องนุ่งห่ม พืชพันธุ์และไถเป็นต้น. บทว่า เตน ความว่า สัตบุรุษนั้นจะได้รับเกียรติและการสรรเสริญตนในท่ามกลางษริษัท ครั้นละโลกนี้ไปแล้วก็จะปลื้มใจในเทพนคร ด้วยการสงเคราะห์ญาตินั้น.
พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงธรรมแก่น้องชายอย่างนี้ แล้วก็ให้เขาทำโรงทานที่เขางดไป แล้วให้เป็นไปตามปกติ แล้วได้ไปยังแดนหิมพานต์ มีฌานไม่เสื่อมถึงแก่กรรมแล้ว ได้เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร อาคันตุกเศรษฐี ไม่ได้บุตร ไม่ได้ธิดาเลยเพราะฆ่าบุตรพี่ชาย ด้วยเหตุดังนี้แล แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่าน้องชายในครั้งนั้น ได้แก่ อาคันตุกเศรษฐี ในบัดนี้ ส่วนพี่ชายได้แก่ เราตถาคตนั่นเอง.
จบ อรรถกถามัยหกสกุณชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๖๒–๑๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ฉักกนิบาตชาดก ๒๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Mayhakasakuṇajātakaṃ
sakuṇo mayhako nāmāti idaṃ satthā jetavane viharanto āgantukaseṭṭhiṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthiyaṃ hi āgantukaseṭṭhī nāma aḍḍho ahosi mahaddhano. So neva attanā bhoge bhuñji na paresaṃ adāsi. Nānaggarase paṇītabhojane upanīte taṃ na bhuñji bilaṅgadutiyaṃ kāṇājikameva bhuñji dhūpitavāsitesu kāsikavatthesu upanītesu tāni hāretvā Thūlagulakasāṭake nivāseti ājāniyayutte maṇikanakavicittarathe upanīte taṃpi harāpetvā kaṭṭharathakena gacchati suvaṇṇacchatte dhāriyamāne taṃ apanetvā paṇṇacchattena dhāriyamānena. So yāvajīvaṃ dānādīsu puññesu ekaṃpi akatvā kālaṃ katvā roruvaniraye nibbatti. Tassa aputtakaṃ sāpateyyaṃ rājakule sattahi divasehi pavesesi. Tasmiṃ pavesite rājā bhuttapātarāso jetavanaṃ gantvā satthāraṃ vanditvā nisinno kiṃ mahārāja buddhuppaṭṭhānaṃ na karosīti vutte bhante sāvatthiyaṃ āgantukaseṭṭhī nāma kālaṃ kari tassa assāmikadhane amhākaṃ ghare āhariyamāneyeva satta divasā gatā so pana ettakaṃ dhanaṃ labhitvāpi neva attanā paribhuñji na paresaṃ adāsi rakkhasapariggahītapokkharaṇī viyassa dhanaṃ ahosi so ekadivasaṃ paṇīta- bhojanādīnaṃ rasaṃ ananubhavitvā maraṇamukhaṃ paviṭṭho evaṃ maccharī apuññasatto kiṃ katvā ettakaṃ dhanaṃ paṭilabhi kena cassa bhogesu cittaṃ na ramatīti satthāraṃ pucchi. Satthā mahārāja dhanalābho ca dhanaṃ laddhā aparibhuñjanakabhāvo ca teneva katanti vatvā tena yācito atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bārāṇasīseṭṭhī asaddho ahosi maccharī na kassaci kiñci deti na kiñci saṅgaṇhāti. So ekadivasaṃ rājūpaṭṭhānaṃ gacchanto tagarasikhiṃ nāma paccekabuddhaṃ piṇḍāya carantaṃ disvā vanditvā laddhā bhante bhikkhāti pucchitvā nanu anucarāmi mahāseṭṭhīti vutte purisaṃ āṇāpesi gaccha imaṃ Amhākaṃ gharaṃ netvā mama pallaṅke nisīdāpetvā amhākaṃ paṭiyatta- bhattassa pattaṃ pūretvā dāpehīti. So paccekabuddhaṃ gharaṃ netvā nisīdāpetvā seṭṭhibhariyāya ācikkhitvā nānaggarasabhattassa pattaṃ pūretvā tassa adāsi. So bhattaṃ gahetvā seṭṭhinivesanā nikkhamitvā antaravīthiyaṃ paṭipajji. Seṭṭhī rājakulā paccāgacchanto taṃ disvā vanditvā laddhaṃ bhante bhattanti pucchi. Laddhaṃ mahāseṭṭhīti. So pattaṃ oloketvā cittaṃ pasādetuṃ nāsakkhi imaṃ me bhattaṃ dāsā vā kammakarā vā bhuñjitvā dukkaraṃpi kammaṃ kareyyuṃ aho vata me jānīti aparacetanaṃ paripuṇṇaṃ kātuṃ nāsakkhi. Dānaṃ nāma tisso cetanā paripuṇṇā kātuṃ sakkontasseva mahapphalaṃ hoti
pubbeva dānā sumanā bhavāma
dadaṃpi ce attamanā bhavāma
datvāpi ce nānutappāma pacchā
tasmā hi amma daharā na miyyare.
Pubbeva dānā sumano dadaṃ cittaṃ pasādaye
datvā attamano hoti esā puññassa sampadā. Iti mahārāja āgantukaseṭṭhī tagarasikhipaccekabuddhassa dinnapaccayena bahuṃ dhanaṃ paṭilabhitvā aparacetanaṃ paṇītaṃ kātuṃ asamatthatāya bhoge bhuñjituṃ nāsakkhīti. Puttaṃ pana kasmā na labhi bhanteti. Satthā puttassa alabhanakāraṇaṃpi teneva kataṃ mahārājāti tena yācito atītaṃ āhari
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto asītikoṭivibhave seṭṭhikule nibbattitvā vayappatto mātāpitūnaṃ accayena kaniṭṭhaṃ saṅgaṇhitvā kuṭumbaṃ vicārento gharadvāre dānasālaṃ kāretvā mahādānaṃ pavattento agāraṃ ajjhāvasi. Athassa eko putto vijāyi. So tassa padasā gamanakāle kāmesu ādīnavaṃ disvā nekkhamme ānisaṃsaṃ disvā saddhiṃ puttadārena sabbaṃ gharavibhavaṃ kaniṭṭhassa niyyādetvā appamatto dānaṃ pavattehīti ovādaṃ datvā isipabbajjaṃ pabbajitvā abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā himavantappadese vihāsi. Kaniṭṭhopissa ekaṃ puttaṃ paṭilabhati. So taṃ vaḍḍhantaṃ disvā cintesi mama bhātu putte jīvante kuṭumbaṃ bhinditvā dvidhā bhavissati bhātu puttaṃ māressāmīti. Atha naṃ ekadivasaṃ nadiyaṃ opilāpetvā māresi. Tamenaṃ nahātvā āgataṃ bhātu jāyā kuhiṃ mama puttoti pucchi. Nadiyaṃ udakakīḷaṃ kīḷi atha naṃ vicinanto nāddasanti. Sā roditvā tuṇhī ahosi. Bodhisatto taṃ pavattiṃ ñatvā idaṃ kiccaṃ pākaṭaṃ karissāmīti ākāsenāgantvā bārāṇasiṃ otaritvā sunivattho supāruto tassa gharadvāre ṭhatvā dānasālaṃ adisvā dānasālāpi iminā asappurisena nāsitāti cintesi. Kaniṭṭhopissa tassa āgatabhāvaṃ sutvā āgantvā mahāsattaṃ vanditvā pāsādaṃ āropetvā subhojanaṃ bhojesi. So bhattakiccāvasāne sukhakathāya nisinno dārako na paññāyati kathaṃ nu kho soti Pucchi. Mato bhanteti. Kena kāraṇenāti. Udakakīḷanaṭṭhāne asukakāraṇenāti na jānāmīti. Kiṃ tvaṃ asappurisa na jānissasi tayā katakiccaṃ mayhaṃ pākaṭaṃ nanu tvaṃ iminā nāma kāraṇena taṃ māresi kiṃ nu kho tvaṃ rājādīnaṃ vasena nassamānaṃ dhanaṃ rakkhituṃ sakkuṇeyyāsi mayhakasakuṇassa ca tuyhañca kiṃnānākaraṇanti. Athassa mahāsatto buddhalīḷāya dhammaṃ desento imā gāthā abhāsi
sakuṇo mayhako nāma girisānudarīcaro
pakkaṃ pipphalimāruyha mayhaṃ mayhanti kandati.
Tassevaṃ vilapantassa dijasaṅghā samāgatā
bhutvāna pipphaliṃ yanti vilapateva so dijo.
Evameva idhekacco saṅgharitvā bahuṃ dhanaṃ
nevattanā na ñātīnaṃ yathodhiṃ paṭipajjati.
Na so acchādanaṃ bhattaṃ na mālaṃ na vilepanaṃ
anubhoti sakiṃ kiñci na saṅgaṇhāti ñātake.
Tassevaṃ vilapantassa mayhaṃ mayhanti rakkhato
rājāno atha vā corā dāyādā ye ca appiyā.
Dhanamādāya gacchanti vilapateva so naro
dhīro bhoge adhigamma saṅgaṇhāti ca ñātake.
Tena so kittiṃ pappoti pecca sagge pamodatīti.
Tattha mayhakoti mayhaṃ mayhanti viravanavasena evaṃladdhanāmo. Girisānudarīcaroti girisānūsu ca darīsu ca caratīti girisānudarīcaro. Pakkaṃ Pipphalinti himavantappadese ekaṃ phalabharitaṃ pipphalirukkhaṃ. Kandatīti dijagaṇe taṃ rukkhaṃ parivāretvā pakkāni khādante vārituṃ mayhaṃ mayhanti paridevanto vicari. Tassevaṃ vilapantassāti tassa evaṃ vilapantasseva. Bhutvāna pipphaliṃ yantīti taṃ pipphalirukkhaṃ paribhuñjitvā aññaṃ phalasampannaṃ rukkhaṃ gacchanti. Vilapatevāti so pana dijo vilapatiyeva. Yathodhinti yathākoṭṭhāsaṃ. Mātāpitubhātubhaginīputtadhītādīnaṃ upabhogaparibhogavasena yo yo koṭṭhāso labhitabbo taṃ taṃ na detīti attho. Sakinti ekavāraṃpi nānubhoti attano santakantipi attho. Na saṅgaṇhātīti bhattacchādanavījanaṅgalādidānavasena na saṅgaṇhāti. Vilapateva so naroti etesu rājādīsu dhanaṃ gahetvā gacchantesu kevalaṃ so puriso vilapatiyeva. Dhīroti paṇḍito. Saṅgaṇhātīti attano santikaṃ āgate dubbalañātake bhattacchādanavījanaṅgalādi- dānena saṅgaṇhāti. Tenāti so sappuriso tena ñātakasaṅgahena catuparisamajjhe kittiñca attano vaṇṇabhaṇanañca pāpuṇāti pecca sagge devanagare pamodatīti.
Evaṃ mahāsatto tassa dhammaṃ desetvā tena pacchinditaṃ dānaṃ pākatikaṃ kāretvā himavantameva gantvā aparihīnajjhāno brahma- lokūpago ahosi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā iti kho mahārāja āgantukaseṭṭhī bhātu puttassa māritattā ettakaṃ kālaṃ neva Puttaṃ na dhītaraṃ alabhīti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā kaniṭṭho āgantukaseṭṭhī ahosi jeṭṭhako pana ahamevāti.
Mayhakasakuṇajātakaṃ pañcamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗