ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อุปสิงฆปุปผกชาดก
ชาดกที่ ๓๙๒ · ฉักกนิบาตชาดก · ขุรปุตตวรรค

อุปสิงฆปุปผกชาดก

ว่าด้วยคนดีไม่ควรทำชั่วแม้นิดหน่อย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๔๔ · บรรทัด ๔๑๙๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอุปสิงฆปุปผกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยเมตํ ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้น เมื่อออกจากพระวิหารเชตวันไปอาศัยอยู่ป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง ในโกศลรัฐ วันหนึ่ง ลงไปสู่สระบัวเห็นดอกบัวบานงามจึงไปยืนดมดอกไม้อยู่ใต้ลม. ลำดับนั้นเทวดาผู้สิงอยู่ที่ไพรสณฑ์นั้น จึงให้ท่านสลดใจว่า ข้าแต่ท่านผู้เช่นกับด้วยเรา ท่านชื่อว่าเป็นผู้ขโมยกลิ่น ความคิดว่าดังนี้เป็นสิ่งประเสริฐ เป็นองค์ ๑ ของการขโมย. เธอเป็นผู้ที่เทวดานั้นให้สลดใจแล้ว จึงมาที่พระเชตวันอีก ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่งอยู่ ถูกพระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุเธออยู่ที่ไหน. ทูลว่า อยู่ที่ไพรสณฑ์ชื่อโน้น เทวดาที่ไพรสณฑ์นั้นนั่นเองให้ข้าพระองค์สลดใจอย่างนี้. ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่แต่เธอเท่านั้นที่ดมดอกไม้อยู่ ถูกเทวดาให้สลดใจ แม้บัณฑิตในกาลก่อนทั้งหลาย เทวดาก็เคยให้สลดใจมาแล้วเหมือนกันเป็นผู้ที่ภิกษุนั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ที่หมู่บ้านในแคว้นกาสีตำบลหนึ่ง เติบโตแล้วได้เรียนศิลปะในเมืองตักกศิลา ต่อมาได้บวชเป็นฤาษี เข้าไปอาศัยสระบัวแห่งหนึ่งอยู่ วันหนึ่งลงไปสระนั้น ได้ยืนดมดอกบัวที่บานงดงาม. ครั้งนั้นเทพธิดาตนหนึ่งสถิตอยู่ที่ลำต้นต้นไม้เมื่อจะให้ทานสลดใจ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ดูก่อนท่านผู้เช่นกับด้วยเรา ท่านดม ดอกไม้ที่เกิดในน้ำ ดอกบัวที่เขาไม่ได้ให้นี้ใด การดมนี้นั้นเป็นองค์ ๆ หนึ่ง ของการขโมย ท่านเป็นผู้ขโมยกลิ่น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกงฺคเมตํ ความว่า นั้นเป็นส่วนส่วนหนึ่ง.

ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า:เราไม่ลัก เราไม่เด็ดดอกบัว แต่เรายืน ดมอยู่ไกล ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรหนอ ? จึงกล่าวหาว่าเราเป็นผู้ขโมยกลิ่น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารา สิงฺฆามิ ความว่า เรายืนดมอยู่ไกล ๆ. บทว่า วณฺเณน ได้แก่เหตุ.

ขณะนั้นชายคนหนึ่งขุดเหง้าบัวและเด็ดดอกบุณฑริก ในสระนั้น. พระโพธิสัตว์เห็นเขาแล้ว เมื่อจะเจรจากับเทพธิดานั้นว่า ท่านกล่าวหาเราผู้ยืนดมอยู่แต่ไกลว่าเป็นโจร แต่เหตุไร จึงไม่ว่าชายคนนั้น ? จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:-

ชายคนนี้ใด ขุดเหง้าบัว เด็ดดอกบุณฑริก ชายคนนี้นั้น ผู้มีการงานเลอะเทอะอย่างนี้ แต่เหตุไรจึงไม่มีใครว่า ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อากิณฺณกมฺมนฺโต ได้แก่มีการงานหยาบ คือมีการงานทารุณ.

ลำดับนั้นเทวดา เมื่อจะบอกเหตุแห่งการพูด แก่พระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ที่ ว่า :-

ชายผู้มีธรรมหยาบดาดดินแล้ว เปรอะ เปื้อนบาป เหมือนผ้าอ้อม ข้าพเจ้าจึงไม่มีคำ พูดอะไรในเรื่องนั้น แล้วข้าพเจ้าควรเพื่อจะว่า กล่าวเขาได้ สำหรับคนผู้ไม่มีกิเลสดุจเนิน มี ปกติแสวงหาความสะอาดเป็นนิจ บาปประมาณเท่าปลายขนทราย จะปรากฏแก่เขาประมาณเท่ากลีบเมฆทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธาติโจลํว ความว่า คนนี้จะเป็นผู้เปื้อนไปด้วยบาปทีเดียว เหมือนกะผ้านุ่งของพี่เลี้ยง ที่เปื้อนน้ำลายน้ำมูก มูตรและคูถ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงไม่มีการว่าอะไรในเรื่องนั้น. บทว่า ตญฺจารหามิ ความว่า แต่สมณะทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รักเป็นผู้ใคร่ต่อโอวาท ข้าแต่สมณะ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงควรเพื่อจะว่ากล่าวเขาผู้ทำสิ่งที่ไม่สมควรแม้มีประมาณน้อย. บทว่า อนงฺคณสฺส ได้แก่ ผู้เช่นกับท่านผู้หาโทษมิได้. บทว่า อพฺภามตฺตํว ขายติ ความว่าบาปจะปรากฏเป็นสิ่งมีประมาณเท่าเมฆก้อนใหญ่. บัดนี้ เหตุไฉนท่านจึงจะทำโทษและนี้ให้เป็นอัพโภหาริก เป็นเหมือนไม่มีโทษไป.

ส่วนพระโพธิสัตว์ผู้ถูกเทวดาให้สลดใจ ได้ถึงความสังเวชแล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-

ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านรู้จักข้าพเจ้าแน่นอน และท่านอนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้า แต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านจงตำหนิอีก เมื่อ ท่านเห็นโทษชนิดนี้ของเรา.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป พระโพธิสัตว์ร้องเรียกเทวดาว่ายักษ์. บทว่า วชฺชาสิ ความว่า ท่านพึงว่ากล่าว. บทว่า ยทา ปสฺสสิ เอทิสํ ความว่า พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เมื่อใดท่านเห็นโทษแบบนี้ของข้าพเจ้า เมื่อนั้นท่านพึงว่ากล่าวอย่างนี้ทีเดียว.

ลำดับนั้นเทพธิดา จึงกล่าวคาถาที่ ๗ แก่พระโพธิสัตว์ว่า:ข้าพเจ้าไม่ได้อาศัยสิ่งนั้นเลี้ยงชีพเลย ทั้ง เราไม่ได้เป็นลูกจ้างท่าน ข้าแต่ภิกษุ ตัวท่าน เองควรรู้กรรมที่เป็นเหตุให้ไปสุคติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺติกมฺหเส ความว่า เทพธิดาแสดงว่าข้าพเจ้าไม่เป็นลูกจ้างของท่าน คือไม่เป็นแม้ผู้ทำงานเพื่อสินจ้างของท่าน ข้าพเจ้าจักเทียวพิทักษ์รักษาท่านทุกเวลาด้วยเหตุอะไร. บทว่า เยน คจฺเฉยฺย ความว่า ข้าแก่ภิกษุ ท่านจะพึงไปสู่สุคติด้วยกรรมอันใด ท่านนั่นแหละพึงรู้.

เทวดาครั้นให้โอวาทแก่พระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็กลับเข้าสู่วิมานของตน. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ยังฌานให้เกิด แล้วได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลายแล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในที่ชุดแห่งสัจธรรม ภิกษุนั้นดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. เทพธิดาในครั้งนั้น ได้แก่พระอุบลวรรณาเถรีในบัดนี้ ส่วนดาบสได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาอุปสิงฆบุปผชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๘๑–๑๘๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๓๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อุปสิงฺฆปุปฺผชาตกํ

ยเมตนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส กิร เชตวนา นิกฺขมิตฺวา โกสลรฏฺเฐ อญฺญตรํ อรญฺญํ นิสฺสาย วิหรนฺโต เอกทิวสํ ปทุมสรํ โอตริตฺวา สุปุปฺผิตํ ปทุมํ ทิสฺวา อโธวาเต ฐตฺวา อุปสิงฺฆิ ฯ อถ นํ ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา มาริส คนฺธเถโน นาม ปวรํ อิทนฺติ เอกํ เถยฺยงฺคนฺติ สํเวเชสิ ฯ โส ตาย สํเวชิโต ปุน เชตวนํ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิสินฺโน กหํ ภิกฺขุ วุตฺโถสีติ ปุจฺฉิโต อสุกวนสณฺเฑ นาม ตตฺเถว มํ เทวตา เอวํ นาม สํเวเชสีติ อาห ฯ อถ นํ สตฺถา น โข ภิกฺขุ ปุปฺผํ อุปสิงฺฆนฺโต ตฺวเมว เทวตาย สํเวชิโต โปราณกปณฺฑิตาปิ สํเวชิตปุพฺพาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ กาสิกคาเม พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ อุคฺคหิตสิปฺโป อปรภาเค อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา เอกํ ปทุมสรํ นิสฺสาย อุปวสนฺโต เอกทิวสํ เอตํ สรํ โอตริตฺวา สุปุปฺผิตํ ปทุมํ อุปสิงฺฆายมาโน อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ เอกา เทวธีตา รุกฺขกฺขนฺเธ ฐตฺวา สํเวชิยมานา ปฐมํ คาถมาห

ยเมตํ วาริชํ ปุปฺผํ อทินฺนํ อุปสิงฺฆสิ

เอกงฺคเมตํ เถยฺยานํ คนฺธเถโนสิ มาริสาติ ฯ

ตตฺถ เอกงฺคเมตนฺติ เอกโกฏฺฐาโส เอส ฯ

ตโต โพธิสตฺโต ทุติยํ คาถมาห

น หรามิ น ภญฺชามิ อารา สิงฺฆามิ วาริชํ

อถ เกน นุ วณฺเณน คนฺธเถโนติ วุจฺจตีติ ฯ

ตตฺถ อารา สิงฺฆามีติ ทูเร ฐิโต สิงฺฆามิ ฯ วณฺเณนาติ การเณน ฯ

ตสฺมึ ขเณ เอโก ปุริโส ตสฺมึ สเร ภิสานิ เจว ขนติ ปุณฺฑรีกานิ จ สํภญฺชติ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ทิสฺวา มํ อารา ฐตฺวา อุปสิงฺฆนฺตํ โจโรติ วทติ เอตํ ปุริสํ กสฺมา น ภณสีติ ตาย สทฺธึ สลฺลปนฺโต ตติยํ คาถมาห

โยยํ ภิสานิ ขนติ ปุณฺฑรีกานิ ภญฺชติ

เอวํ อากิณฺณกมฺมนฺโต กสฺมา เอโส น วุจฺจตีติ ฯ

ตตฺถ อากิณฺณกมฺมนฺโตติ กกฺขลกมฺมนฺโต ทารุณกมฺมนฺโต ฯ

อถสฺส วจนการณํ อาจิกฺขนฺตี เทวตา จตุตฺถปญฺจมคาถา อภาสิ

อากิณฺณลุทฺโธ ปุริโส ธาติโจลํว มกฺขิโต

ตสฺมึ เม วจนํ นตฺถิ ตญฺจรหามิ วตฺตเว ฯ

อนงฺคณสฺส โปสสฺส นิจฺจํ สุจิคเวสิโน

วาลคฺคมตฺตํ ปาปสฺส อพฺภามตฺตํว ขายตีติ ฯ

ตตฺถ ธาติโจลํวาติ เขลสิงฺฆาณิกมุตฺตคูถมกฺขิตํ ธาติยา นิวตฺถโจลํ วิย อยํ ปาปมกฺขิโตเยว เตน การเณน ตสฺมึ มม วจนํ นตฺถิ ฯ ตญฺจรหามีติ สมณา ปน โอวาทกามา โหนฺติ ปิยสีลา ตสฺมา ตํ อปฺปมตฺตกมฺปิ อยุตฺตํ กโรนฺตํ วตฺตุํ อรหามิ สมณาติ ฯ อนงฺคณสฺสาติ นิทฺโทสสฺส ตุมฺหาทิสสฺส ฯ อพฺภามตฺตํว ขายตีติ มหาเมฆปฺปมาณํ หุตฺวา อุปฏฺฐาติ ฯ อิทานิ กสฺมา เอวรูปํ โทสํ อพฺโพหาริกํ กโรสีติ

ตาย ปน สํเวชิโต โพธิสตฺโต สํเวคปฺปตฺโต ฉฏฺฐํ คาถมาห

อทฺธา มํ ยกฺข ชานาสิ อโถ มํ อนุกมฺปสิ

ปุนปิ ยกฺข วชฺชาสิ ยทา ปสฺสสิ เอทิสนฺติ ฯ

ตตฺถ ยกฺขาติ เทวตํ อาลปติ ฯ วชฺชาสีติ วเทยฺยาสิ ฯ ยทา ปสฺสสิ เอทิสนฺติ ยทา มม เอวรูปํ โทสํ ปสฺสสิ ตทา เอวเมว วเทยฺยาสีติ วทติ ฯ

อถสฺส เทวธีตา สตฺตมํ คาถมาห

เนว ตํ อุปชีวามิ นปิ เต ภตฺติกมฺหเส

ตฺวเมว ภิกฺขุ ชาเนยฺย เยน คจฺเฉยฺย สุคฺคตินฺติ ฯ

ตตฺถ ภตฺติกมฺหเสติ ตว ภตฺติกตา กมฺมการาปิ เต น โหม ฯ กึการณา ฯ ตํ สพฺพกาลํ รกฺขมานา วิจริสฺสามาติ ทีเปติ ฯ เยน คจฺเฉยฺยาติ ภิกฺขุ เยน กมฺเมน ตฺวํ สุคตึ คจฺเฉยฺยาสิ ตฺวเมว ชาเนยฺยาสีติ ฯ

เอวํ สา ตสฺส โอวาทํ ทตฺวา อตฺตโน วิมานเมว ปวิฏฺฐาติ ฯ โพธิสตฺโตปิ ฌานํ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา เทวธีตา อุปฺปลวณฺณา อโหสิ ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

อุปสิงฺฆปุปฺผชาตกํ สตฺตมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๙๑. ปัพพชิตวิเหฐกชาดกชาดกถัดไป๓๙๓. วิฆาสาทชาดก