วิฆาสาทชาดก
ว่าด้วยการกินของที่เป็นเดน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๕๑ · บรรทัด ๔๒๑๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ บุปผาราม ทรงปรารภภิกษุผู้มีศีลน่าเยาะเย้ย แล้วตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุสุขํ วต ชีวนฺติ ดังนี้.
ความย่อว่า เมื่อภิกษุเหล่านั้นให้พระมหาโมคคัลลานเถระยังปราสาทให้สั่นสะเทือนแล้วพากันสังเวชใจอยู่ ภิกษุทั้งหลายพากันนั่งกล่าวโทษที่ไม่ใช่คุณของภิกษุเหล่านั้น ในโรงธรรมสภา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ในบัดนี้ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่ในแต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนภิกษุเหล่านี้ ก็เป็นผู้มีศีลเป็นที่เยาะเย้ยเหมือนกัน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกะ. ในครั้งนั้น พี่น้อง ๗ คนในหมู่บ้านกาสิกคาม ตำบลใดตำบลหนึ่ง เห็นโทษในกามทั้งหลายพากันออกบวชเป็นฤาษีอยู่ท่ามกลางป่า ไม่ทำความเพียรในโยคะ เป็นผู้มากไปทางร่างกายแข็งแรง เที่ยวเล่นกีฬานานัปการ. ท้าวสักกะเทวราชทรงดำริว่า เราจักให้ภิกษุเหล่านี้ สลดใจ แล้วทรงปลอมพระองค์เป็นนกแก้ว เสด็จมาถึงที่อยู่ของภิกษุเหล่านั้น แอบอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งเมื่อจะให้ภิกษุเหล่านั้นสลดใจ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
เหล่าชนผู้กินเดนทั้งหลายพากันอยู่อย่าง สบายดีจริงหนอ ทั้งในปัจจุบันก็น่าสรรเสริญ ทั้งในสัมปรายภพก็จะมีสุคติ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป นกแก้วกล่าวหมายถึงพวกคนที่กินอาหารที่เหลือจากผู้อื่นกินแล้ว. บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม ความว่าเหล่าชนแบบนี้ในปัจจุบันนี้ก็ควรสรรเสริญทีเดียว และในสัมปรายภพคนเหล่านั้นก็จะมีสุคติ คือนกแก้วกล่าวโดยอธิบายว่า เขาเหล่านั้นจะเกิดในสวรรค์.
ลำดับนั้น บรรดาฤาษีเหล่านั้น ฤาษีตนหนึ่งได้ยินคำของนกแก้วนั้นแล้ว จึงเรียกคนที่เหลือมา แล้วจึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนท่านบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อนกแก้ว พูดอยู่ ท่านทั้งหลายก็ไม่สงบใจฟัง ดูก่อน ท่านพี่น้องร่วมท้องทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงฟังคำนี้ นกแก้วนี้กำลังสรรเสริญเราทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาสมานสฺส ความว่า เมื่อนกแก้วพูดอยู่ด้วยถ้อยคำของมนุษย์. บทว่า นิสาเมถ ได้แก่ไม่ฟัง บทว่า อิทํ สุณาถ ความว่า ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำนี้ของนกแก้วนั้น. เขาร้องเรียกคนเหล่านั้นว่าโสทริยา คือพี่น้องร่วมอุทร เพราะความเป็นผู้อยู่แล้ว ในอุทรเสมอกัน.
ครั้งนั้นนกแก้วเมื่อจะห้ามคนเหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ว่า :-
ดูก่อนท่านผู้กินซากศพทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่สรรเสริญท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงฟังข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินของเหลือ เป็นปกติ แต่ท่านทั้งหลายไม่เป็นผู้กินเดน เป็นปกติ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป นกแก้วร้องเรียกคนเหล่านั้นว่า กุณปาทา ความว่า ผู้กินซากศพ.
คนเหล่านั้นได้ยินคำนั้นแล้วทั่วทั้งหมด ได้พากันกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
พวกเราบวชได้ ๗ พรรษาแล้ว เป็น เหมือนนกยูงอยู่กลางป่า เลี้ยงชีพด้วยอาหาร ที่เป็นเดนเท่านั้น ถ้าหากจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญ ควรตำหนิไซร้ ใครหนอจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญ สรรเสริญ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิขณฺฑิโน ความว่า ประกอบด้วยหงอน. บทว่า วิฆาเสเนว ความว่า พวกเขาเมื่อเลี้ยงชีวิตด้วยอาหารที่เป็นเดนของราชสีห์และเสือโคร่งอย่างเดียวถึง ๗ ปี ตลอดกาลเท่านี้ ถ้าหากเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญพึงตำหนิไซร้ ก็ใครเล่าจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญควรสรรเสริญ.
พระมหาสัตว์เมื่อให้คนเหล่านั้นสลดใจอยู่ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๕ว่า :-
ของที่เหลือของราชสีห์ เสือโคร่งและ สัตว์ร้ายทั้งหลายมีอยู่ ท่านทั้งหลายเลี้ยงชีพ ด้วยอาหารที่เหลือนั้นนั่นเอง พวกเราสำคัญว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินเดนเป็นปกติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลานญฺจาวสิฏฺกํ ของที่เหลือคือโภชนะที่เหลือของสัตว์ร้ายทั้งหลายด้วย.
ดาบสทั้งหลายได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ถ้าหากพวกเราไม่เป็นผู้กินเดนไซร้ ถ้าอย่างนั้นท่านตำหนิใครล่ะ ? ใครเป็นผู้กินเดน.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์นั้นเมื่อจะบอกข้อความนั้นแก่ดาบสเหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
ชนเหล่าใดให้ทานแก่สมณะพราหมณ์ และวณิพกอื่นแล้ว จึงบริโภคส่วนที่เหลือ ชนเหล่านั้นเป็นผู้กินเดน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วณิพฺพิโน ได้แก่ผู้ขอสิ่งของนั้น ๆพระมหาสัตว์ครั้นให้ดาบสเหล่านั้นสลดใจแล้ว จึงไปที่อยู่ของตนนั่นเอง.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกไว้ว่า พี่น้องชาย ๗ คน ในครั้งนั้น ได้แก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลน่าเยาะเย้ยเหล่านี้ในบัดนี้ ส่วนท้าวสักกะ ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาวิฆาสาทชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๑๘๘–๑๙๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ฉักกนิบาตชาดก ๓๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Vighāsādajātakaṃ
susukhaṃ vata jīvantīti idaṃ satthā pubbārāme viharanto keḷisīlake bhikkhū ārabbha kathesi.
Tesu hi mahāmoggallānattherena pāsādaṃ kampetvā saṃvejitesu dhammasabhāyaṃ bhikkhū tesaṃ aguṇaṃ kathentā nisīdiṃsu. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepete keḷisīlakāyevāti vatvā atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto sakko ahosi. Athaññatarasmiṃ kāsikagāme satta bhātaro kāmesu dosaṃ disvā nikkhamitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā majjharaññe vasantā yoge yogaṃ akatvā kāyadaḷhibahulā hutvā nānappakāraṃ kīḷaṃ kīḷantā cariṃsu. Sakko devarājā ime saṃvejessāmīti suko hutvā tesaṃ vasanaṭṭhānaṃ āgantvā ekasmiṃ rukkhe nilīyitvā te saṃvejento paṭhamaṃ gāthamāha
Susukhaṃ vata jīvanti ye janā vighāsādino
diṭṭheva dhamme pāsaṃsā samparāye ca suggatīti.
Tattha vighāsādinoti bhuttātirekaṃ bhuñjante sandhāyāha. Diṭṭheva dhammeti ye evarūpā te diṭṭheva dhamme pāsaṃsā samparāye ca tesaṃ sugati hoti. Sagge upapajjantīti adhippāyena vadati.
Atha tesu eko tassa vacanaṃ sutvā avasese āmantetvā dutiyaṃ gāthamāha
sukassa bhāsamānassa na nisāmetha paṇḍitā
idaṃ suṇātha sodariyā amhevāyaṃ pasaṃsatīti.
Tattha bhāsamānassāti mānusikāya vācāya bhaṇantassa. Na nisāmethāti na suṇātha. Idaṃ suṇāthāti idamassa vacanaṃ suṇātha. Sodariyāti samāne udare vuḍḍhabhāvena so te ālapanto āha.
Atha te paṭikkhipanto suko tatiyaṃ gāthamāha
nāhaṃ tumhe pasaṃsāmi kuṇapādā suṇātha me
ucchiṭṭhabhojino tumhe na tumhe vighāsādinoti.
Tattha kuṇapādāti kuṇapakhādakāti te ālapati.
Te tassa vacanaṃ sutvā sabbepi catutthaṃ gāthamāhaṃsu
sattavassā pabbajitā majjharaññe sikhiṇḍino
vighāseneva yāpentā mayaṃ ce bhoto gārayhā
ke nu bhoto pasaṃsitāti.
Tattha sikhiṇḍinoti cūḷāya samannāgatā. Vighāsenevāti ettakaṃ Kālaṃ satta vassāni sīhabyagghavighāseneva yāpentā yadi bhoto gārayhā atha ke nu bhoto pasaṃseyyāti.
Te lajjāpento mahāsatto pañcamaṃ gāthamāha
tumhe sīhānaṃ byagghānaṃ bālānañcāvasiṭṭhakaṃ
ucchiṭṭheneva yāpentā maññimhā vighāsādinoti.
Tattha bālānañcāvasiṭṭhakanti sesabālamigānañca avasiṭṭhakaṃ ucchiṭṭhabhojanaṃ.
Taṃ sutvā tāpasā sace mayaṃ na vighāsādā atha ke ca garahi ke vighāsādāti. Atha tesaṃ so tamatthaṃ ācikkhanto chaṭṭhaṃ gāthamāha
ye brāhmaṇassa samaṇassa aññassa ca vaṇibbino
datvāvasesaṃ bhuñjanti te janā vighāsādinoti.
Tattha vaṇibbinoti taṃ taṃ bhaṇḍaṃ yācanakassa.
Evaṃ te lajjāpetvā mahāsatto sakaṭṭhānameva gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā te satta bhātaro ime keḷisīlakā bhikkhū ahesuṃ sakko pana ahamevāti.
Vighāsādajātakaṃ aṭṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗