มณิชาดก
ว่าด้วยแก้วมณี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๖๓ · บรรทัด ๔๒๔๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เหลวไหล จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า จิรสฺสํ วต ปสฺสามิ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันมีนัยดังกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ. พระองค์ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นนกพิราบอาศัยอยู่ที่รังนก บนโรงครัวหลังใหญ่ ของเศรษฐีเมืองพาราณสี. ฝ่ายกาทำความคุ้นเคยกับนกพิราบนั้นแล้วอยู่ ณ ที่นั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องทั้งหมดควรให้พิสดารเถิด. พ่อครัวถอนขนปีกของกาออกแล้วเอาแป้งทาปีกไว้ เจาะชิ้นกระเบื้องชิ้นหนึ่งสวมไว้ที่คอแล้วใส่ไว้ในรัง. พระโพธิสัตว์มาจากป่าเห็นมันแล้ว เมื่อจะทำการเยาะเย้ย จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-
เป็นเวลานานหนอ เราจึงจะเห็นสหาย ทัดทรงแล้วมณี สหายของเรางามจริง เพราะ การแต่งขนที่ช่างตกแต่งดีแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มสฺสุกุตฺติยา ความว่า เพราะการตกแต่งขนนี้.
กาได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :เราเป็นผู้ขวนขวายในการงานทั้งหลาย จึง มีขนแข็งคล้ายเล็บงอกขึ้นใต้ปีก นาน ๆ จึง จะได้ช่างกัลบก วันนี้ได้ให้ช่างถอนแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺเม สุพฺยาวโฏ ความว่า กากล่าวว่า ดูก่อนสหายเราเป็นผู้ขวนขวายในงานราชการทั้งหลาย เมื่อไม่ได้โอกาสถอน จึงได้มีขนแข็งเหมือนเล็บงอกขึ้นใต้ปีกคือรักแร้. บทว่าอหารยิ ความว่า วันนี้เราได้ให้ช่างถอนขนออกแล้ว.
ในลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :เธอได้ช่างกัลบกที่หาได้ยากแล้ว ได้ให้ เขาถอนขนออกไปโดยวิธีใดหนอ เธอจงให้ เขาถอนออกโดยวิธีนั้นเถิด สหาย เมื่อเป็น เช่นนั้น อะไรเล่าห้อยย้อยอยู่ที่คอของเธอ ?
คาถานั้นมีเนื้อความว่า เจ้าได้ช่างกัลบกที่หาได้ยาก แล้วได้ให้เขาถอนขนออกโดยวิธีใด เจ้าชอบใจวิธีนี้นั้น ฉันจักให้เขาทำการตกแต่งขนเคราให้ เจ้าจงให้เขาถอนขนนั้นออกไปเถิด หายเอ๋ย นี้อะไรเล่าห้อยระย้าอยู่ที่คอของเจ้า ?
ลำดับนั้น กาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :แก้วมณีห้อยอยู่ที่คอของมนุษย์ พวก สุขุมาลชาติทั้งหลาย เราเลียนแบบมนุษย์เหล่า นั้น เธออย่าสำคัญว่าทำเล่น. ดูก่อนสหาย ถ้าแม้ว่า เธอชอบใจการ แต่งขนที่ตกแต่งดีแล้วนี้ไซร้ เราจะให้ช่างทำ ให้เธอ และแม้แก้วมณีเราก็จะให้เธอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มณี ความว่า รัตนมณีดวงหนึ่ง ห้อยอยู่ที่คอของคนทั้งหลายแบบนั้น. บทว่า เตสาหํ ตัดบทเป็น เตสํ อหํ แปลว่า ข้าเลียนแบบพวกเขา. บทว่า มา ตวํ มญฺเ ความว่า แต่เจ้าอย่าสำคัญว่า สิ่งนั่นข้าทำเล่น. บทว่า ปิหยสิ ความว่า ถ้าหากเจ้าต้องการแบบขน ที่ข้าแต่งดีแล้วไซร้.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า
เธอเท่านั้นแหละเหมาะกับแก้วมณี และ ขนที่ตกแต่งดีแล้ว เราบอกเธอแล้วก็จะไปละ การเห็นเธอเป็นที่รักของฉัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มณินา ความว่า สำหรับแก้วมณี. ปาฐะเป็นอย่างนี้ทีเดียวก็มี. มีคำอธิบายไว้ว่า สหายกาเอ๋ย เจ้าเท่านั้นแหละเหมาะสำหรับแก้วมณีนี้ และขนที่ตกแต่งแล้วนี้. แต่การเห็นเธอนั่นเองเป็นที่รักของฉัน เพราะฉะนั้นฉันบอกเธอแล้วก็จะไป. ก็แหละนกพิราบครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็บินหนีเข้าป่าไป. ส่วนกาถึงการสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วจึงทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เหลวไหล ดำรงอยู่แล้วในอนาคามิผล. กาในครั้งนั้น ได้แก่ภิกษุผู้เหลวไหลในบัดนี้ ส่วนนกพิราบ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถามณิชาดกที่ ๑๐ รวมชาดกที่มีในขุรปุตวรรคนี้มี ๑๐ คือ :-
๑. ขุรปุตชาดก ๒. สูจิชาดก ๓. ตุณฑิลชาดก ๔. สุวรรณกักกฏกชาดก ๕. มัยหกสกุณชาดก ๖. ปัพพชิตวิเหฐกชาดก ๗. อุปสิงฆบุปผชาดก ๘. วิฆาสาทชาดก ๙. วัฏฏกชาดก ๑๐. มณิชาดก.
จบ ขุรปุตวรรคที่ ๒
อรรถกถาชาดกนี้ ชื่อว่า อรรถกถาฉักกนิบาต ประดับด้วยชาดก ๒๐ ชาดก จบบริบูรณ์แล้วด้วยประการฉะนี้. ปกรณ์นี้ที่พระโอรสองค์เล็กของพระเจ้าอภัยสังคหะ. ผู้มีพระทัยน้อมไปในการบรรพชาตั้งแต่เวลามีพระชนม์ ๗ พรรษา มีพระหฤทัยผ่องใส ทรงผนวชแล้วโดยพระนามฉายาว่า อคฺคาณะ ทรงมีพรรษา ๒ ตั้งแต่ทรงผนวชมาสมมุติกันว่าเป็นศิษย์เอกของพระเถระ ชาวบ้านมณีหริตคิรีคาม ผู้เป็นพระราชาคณะพระนามว่า พระสีลสัมบันตรีปิฎกธร อรรถธรรมโกศลสาสน์ ทรงลิขิตไว้สำเร็จเสร็จสิ้นในเวลาบ่ายวันที่ ๗ ขึ้น ๑๐ ค่ำศุกรปักษ์ เดือนอ้าย.
รวมวรรคที่มีอยู่ในฉักกนิบาตนี้ ๒ วรรค คือ :๑. อาวาริยวรรค ๒. ขุรปุตวรรค จบ ฉักกนิบาตชาดก สัตตกนิบาตชาดก
๑. กุกกุวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๐๑–๒๐๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ฉักกนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Maṇijātakaṃ
cirassaṃ vata passāmīti idaṃ satthā jetavane viharanto lolabhikkhuṃ ārabbha kathesi. Paccuppannavatthuṃ heṭṭhā vuttanayameva. Atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto pārāvato hutvā bārāṇasīseṭṭhissa mahānase nilīyapacchiyaṃ vasati. Kākopi tena saddhiṃ vissāsaṃ katvā tattheva vasīti sabbaṃ vitthāretabbaṃ. Bhattakārako kākassa pattāni luñcitvā piṭṭhena taṃ makkhitvā ekaṃ khārakhaṇḍaṃ vijjhitvā kaṇṭhe mālaṃ pilandhitvā pacchiyaṃ pakkhipi. Bodhisatto araññato āgantvā taṃ disvā parihāsaṃ karonto paṭhamaṃ gāthamāha
carissaṃ vata passāmi sahāyaṃ maṇidhārinaṃ
sukatāya massukuttiyā sobhate vata me sakhāti.
Tattha massukuttiyāti imāya massukiriyāya.
Taṃ sutvā kāko dutiyaṃ gāthamāha
parūḷhakacchanakhalomo ahaṃ kamme subyāvaṭo
cirassaṃ nahāpitaṃ laddhā lomaṃ antamahārayīti.
Tattha kamme subyāvaṭoti ahaṃ samma rājakamme subyāvaṭo okāsaṃ alabhanto parūḷhakacchanakhalomo ahosinti vadati. Ahārayīti ajja ahāresi.
Tato bodhisatto tatiyaṃ gāthamāha
yaṃ nu lomaṃ ahāresi dullabhaṃ laddhakappakaṃ
atha kiñci hi te samma kaṇṭhe kiṃnikilāyatīti.
Tassattho yathā dullabhaṃ kappakaṃ labhitvā lomaṃ ahārāpesi imaṃ pihayasi massukuttikāritaṃ kārayissāmi taṃ ahārāpaya atha kiñci hi te vāyasa idaṃ kaṇṭhe kiṃnikilāyatīti.
Tato kāko dve gāthā abhāsi
manussasukhumālānaṃ maṇi kaṇṭhesu lambati
tesāhaṃ anusikkhāmi mā tvaṃ maññe davā kataṃ.
Sacepimaṃ pihayasi massukuttiṃ sukāritaṃ
kārayissāmi te samma maṇiṃ cāpi dadāmi teti.
Tattha maṇīti evarūpānaṃ manussānaṃ ekaṃ maṇiratanaṃ kaṇṭhesu lambati. Tesāhanti tesaṃ ahaṃ. Mā tvaṃ maññeti tvaṃ pana etaṃ mayā davā katanti mā maññi. Pihayasīti sace idaṃ mama sukataṃ massukuttikaṃ icchasi.
Taṃ sutvā bodhisatto chaṭṭhaṃ gāthamāha
tvaññeva maṇinā channo sukatāya ca massuyā
āmanta kho taṃ gacchāmi piyaṃ me tava dassananti.
Tattha maṇināti maṇino. Ayameva vā pāṭho. Idaṃ vuttaṃ hoti samma vāyasa tvaññeva imassa maṇino anucchaviko imissā ca sukatāya massuyā mama pana tava dassanameva piyaṃ tasmā taṃ Āmantayitvā gacchāmīti.
Evañca pana vatvā uppatitvā aññattha gato. Kāko pana tattheva jīvitakkhayaṃ patto.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi saccapariyosāne lolabhikkhu anāgāmiphale patiṭṭhahi. Tadā kāko lolabhikkhu ahosi pārāvato pana ahamevāti.
Maṇijātakaṃ dasamaṃ.
Khuraputtavaggo dutiyo.
Iti jātakaṭṭhakathāya vīsatijātakapaṭimaṇḍitassa chakkanipātassattha- vaṇṇanā nāma samattā. Maṇiharitagirigāmissa rañño ācariyassa sampannasīlassa tipiṭakadharassa atthadhammesu kusalassa sāsanassa nāma therassa sissesu ekasammatena upasampadā dvivassikena sattavassika- kālato paṭṭhāya pabbajjāya onamitacittena pariyodātamānasena abhaya- saṅgahassa rañño anuputtena buddhasāsane āraddhaviriyena aggañāṇa- nāmakena upasampannena likkhitaṃ idaṃ pakaraṇaṃ catusattatādhike aṭṭhasata- sakkarāje migasiramāse sukkapakkhe sattamīdivase vikāle dasamapadavāre samattaṃ.
Chakkanipātajātakaṃ niṭṭhitaṃ.
@Footnote:
@*** hanṛ´ānīṛ´ā´mḗmīkhṛ´amūla ***
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗