ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุกกุชาดก
ชาดกที่ ๓๙๖ · สัตตกนิบาตชาดก · กุกกุวรรค

กุกกุชาดก

ว่าด้วยปฏิปทาของพระราชาผู้เป็นบัณฑิต

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๖๙ · บรรทัด ๔๒๗๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุกกุชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระราโชวาท ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ทิยฑฺฒกุกฺกุ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในเตสกุณชาดก.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ ผู้ถวายอรรถธรรมแด่พระองค์พระราชาทรงดำรงอยู่ในการลุอำนาจอคติ ทรงครองราชย์โดยไม่เป็นธรรม รีดนาทาเร้นชนบทเก็บทรัพย์อย่างเดียว. พระโพธิสัตว์ประสงค์จะถวายพระโอวาทพระราชา เดินพิจารณาหาอุบายข้อหนึ่งไป. อนึ่งในพระราชอุทยานมีพระตำหนักประทับผิดปกติ มุงหลังคายังไม่เสร็จเพียงแต่ยกยอดโดมไม้ขึ้น แล้วเอาจันทันสอดพาดไว้. พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน เพื่อต้องการทรงกรีฑา เสด็จดำเนินไปทั่วทุกแห่งในพระราชอุทยานนั้นแล้วเสด็จเข้าพระตำหนักนั้น เมื่อทอดพระเนตรเห็นยอดโดม จึงเสด็จออกมาประทับยืนข้างนอก เพราะทรงกลัวจะตกลงเบื้องบนพระองค์ ทรงตรวจดูอีก ทรงดำริว่า ยอดโดมวางอยู่ได้เพราะอาศัยอะไรหนอ จันทันวางอยู่ได้เพราะอาศัยอะไรเมื่อจะตรัสถานพระโพธิสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ยอโดมสูงศอกครึ่ง จันทันประมาณ ๘ คืบ ยันยอดโดมนั้นไว้ ยอดโดมนั้นทำด้วย ไม้แก่นไม่มีกระพี้ ทรงตัวอยู่ได้อย่าง จึง ไม่ตกลงจากข้างบน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิยฑฺฒกุกกุ ความว่า ศอกครึ่ง. บทว่า อุทเยน ความว่า โดยส่วนสูงกว่า. บทว่า ปริกฺขิปนฺติ ความว่า จันทัน คือ ๘ คืบ ยันยอดโดมนี้นั้นไว้ อธิบายว่า ประมาณ๘ คืบ โดยใช้ยันไว้. บทว่า กุหึ ิตา ความว่า เป็นสิ่งที่ถูกวางไว้ที่ไหน บทว่า น ธํสติ ความว่า ไม่ตกไป.

พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชาดำรัสนั้นแล้ว คิดว่า บัดนี้เราได้อุบายเพื่อจะถวายพระโอวาทพระราชาแล้ว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ถวายว่า :-

จันทัน ๓๐ ตัว ทำด้วยไม้แก่น ไม่มี กระพี้เหล่าใดวางเรียงยันกันไว้ ยอดโดมที่ จันทันเหล่านั้นยึดไว้ดีแล้ว และถูกกำลัง บีบบังคับวางขนาบไว้ จึงไม่ตกไปจากข้างบน ฉันใด. แม้พระราชาผู้ทรงเป็นบัณฑิต ก็ ฉันนั้น ที่เหล่าองคมนตรีผู้เป็นมิตรมั่นคง มี รูปแบบไม่แตกกัน มีความสะอาด ยึด เหนี่ยวกันไว้ดีแล้ว ก็ไม่ทรงพลาดไปจากสิริ เหมือนกับยอดโดมที่แบกภาระของจันทันไว้ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา ตึสติ สารมยา ความว่าจันทัน ๓๐ ตัวเหล่าใดทำด้วยไม้แก่น. บทว่า ปฏิกิริย ความว่าพยุงไว้. บทว่า สมฏฺิตา ความว่า วางเรียงไว้เสมอกัน. บทว่าพลสา จ ปีฬิตา ความว่า ที่จันทันเหล่านั้น ๆ และกำลังของมันบีบบังคับยึดกันไว้อย่างดี คือติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน. บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่พระราชาผู้ทรงปรีชา. บทว่า สุจีหิ ความว่า อันกัลยาณมิตรทั้งหลาย ผู้มีความประพฤติสะอาดเสมอ. บทว่า มนฺติภิ ความว่าผู้ฉลาดเพราะความรู้. บทว่า โคปาณสีภารวหาว กณฺณิกา ความว่ายอดโดมแบกภาระจันทันทั้งหลายไว้ไม่ตกฉันใด แม้พระราชาก็ฉันนั้นเป็นผู้ที่องค์มนตรีทั้งหลายมีประการดังนี้กล่าวแล้ว มีจิตใจไม่แตกแยกกัน จะไม่ทรงพลาด คือไม่ตกไปได้แก่ไม่ขาดหายไปจากสิริ.

พระราชา เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดดูพระราชกิริยาของพระองค์แล้ว จึงทรงทราบว่า เมื่อยอดโดมไม่มี จันทันทั้งหลายก็วางอยู่ไม่ได้. ยอดโดมที่จันทันไม่ยึดรั้งไว้ก็ตั้งอยู่ไม่ได้. เมื่อจันทันแยกกันยอดโดมก็หล่นฉันใด พระราชาผู้ไม่ทรงธรรมก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่ทรงยึดเหนี่ยวใจมิตรอำมาตย์ กำลังพลของตนและพราหมณ์คหบดีทั้งหลายไว้ เมื่อคนเหล่านั้นแตกแยกกัน ไม่พากันยึดเหนี่ยวพระทัยพระองค์ไว้ก็จะเสื่อมจากอิสริยยศ ธรรมดาพระราชาควรจะเป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้. จึงในขณะนั้น คนทั้งหลายได้นำผลมะงั่วมา เพื่อต้อนการเป็นบรรณาการทูลเกล้าถวายพระองค์. พระราชาจึงตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า สหายเอ๋ย เชิญรับประทานผลมะงั่วนี้เถิด. พระโพธิสัตว์รับเอาผลมะงั่วนั้นแล้ว เมื่อทูลแสดงอุบายรวบรวมทรัพย์คือการเก็บภาษีถวายพระราชาด้วยอุปมานี้ว่า ข้าแต่มหาราช คนทั้งหลายไม่รู้การกินผลมะงั่วนี้จะทำให้มีแต่รสขม ส่วนผู้ฉลาดรู้รสเปรี้ยวนำแต่รสขมออกไป ไม่นำรสเปรี้ยวออก ไม่ให้รสมะงั่วเสีย ภายหลังจึงรับประทานดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :-

ผู้มีมีด แม้เมื่อไม่ปอกเปลือกผลมะงั่วที่ มีเปลือกแข็งออกจะทำให้มีรสขม ข้าแต่ พระราชา บุคคลเมื่อปอกเปลือกเป็น จะทำ ให้มีรสอร่อย เมื่อปอกแต่เปลือกบาง ๆ ออก คงทำให้รสไม่อร่อยฉันใด. ฝ่ายพระราชา ผู้ทรงพระปรีชา ก็ฉันนั้น ไม่ทรงเร่งรัดเก็บ ทรัพย์ที่ควรตำหนิ คือขูดรีดภาษี ควรทรง ปฏิบัติคล้อยตามธรรมะ ทำความสุขสำราญ แก่ราษฎร ไม่ทรงเบียดเบียนผู้อื่น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขรตฺตจํ ได้แก่มีเปลือกแข็ง. บทว่า เพลฺลํ ได้แก่ผลมะงั่ว. ปาฐะว่า พาลํ ก็มี. ความหมายก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า สตฺถวา ความว่า ผู้มีศัสตราเล็ก คือมีดในมือ. บทว่า อโนมสนฺโต ความว่า เมื่อปอกเปลือกเป็น คือเมื่อเฉือนเปลือกนอกออกและไม่นำรสเปรี้ยวออกไปทำให้รสอร่อย. พระโพธิสัตว์เรียกพระราชาว่า ปตฺถวา. บทว่า ตนุพนฺธมุทฺธรํ ความว่า แต่ว่าปอกแต่เปลือกบาง ๆ ออกไป คงทำให้ผลมะงั่วนั้นอร่อยไม่ได้เลย เพราะไม่ได้นำรสขมออกไปให้หมดสิ้น. บทว่า เอวํ ความว่า ฝ่ายพระราชาผู้ทรงพระปรีชาพระองค์นั้นก็ฉันนั้น ไม่ทรงเร่งรัด คือไม่ลุอำนาจตัณหาที่ผลุนผลัน ทรงละการลุอำนาจอคติ ไม่ทรงเบียดเบียนราษฎร ทรงเก็บเงินภาษีโดยทำนองปลวกทั้งหลายพัฒนา คือก่อจอมปลวก และโดยทำนองผึ้งทั้งหลายที่เคล้าเอาเกษรมาทำน้ำผึ้ง เป็นผู้ทรงคล้อยตามธรรมะปฏิบัติอยู่โดยการคล้อยตามราชธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้ คือ :-

ทาน ๑ ศีล ๑ การบริจาค ๑ ความ ซื่อตรง ๑ ความอ่อนโยน ๑ ความเคร่งครัด ๑ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่เบียดเบียน ๑ ความอดทน ๑ ความไม่ผิด ๑.

ควรทรงทำความสำราญ คือความเจริญให้ตนเองและผู้อื่นไม่เบียดเบียนผู้อื่นเลย.

พระราชาทรงปรึกษากับพระโพธิสัตว์ไปพลาง เสด็จดำเนินไปพลางถึงฝั่งสระโบกขรณี ทอดพระเนตรเห็นดอกบัวที่บานงามอยู่ในสระนั้น แต่ไม่เปียกน้ำมีสีเหมือนแสงพระอาทิตย์อ่อน ๆ จึงตรัสว่า สหายดอกบัวนี้เกิดในน้ำนั่นแหละ แต่อยู่ได้ไม่เปียกน้ำ. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ เมื่อทูลโอวาทพระราชานั้นว่า ถึงพระราชาก็ควรเป็นแบบนี้เหมือนกัน จึงได้ทูลคาถาว่า :-

ดอกบัวหลวงมีเง่าขาว ผุดขึ้นจากน้ำที่ สะอาด เกิดในสระโบกขรณี บานเพราะ พระอาทิตย์ มีแสงเหมือนแสงไฟ โคลนตม ก็ไม่เปื้อน ผงธุลีก็ไม่เลอะ น้ำก็ไม่เปียกมัน ฉันใด. พระราชาผู้เช่นนั้น ก็ฉันนั้น กรรม กิเลสจะไม่เปรอะเปื้อนพระองค์ ผู้มีพระราช วินิจฉัยสะอาด ไม่ทรงผลุนผลัน มีพระราชกิจ บริสุทธิ์ ทรงปราศจากกรรมที่เป็นบาป เหมือน ดอกบัวที่เกิดในสระโบกขรณีทั้งหลายฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอทาตมูลํ ได้แก่มีเง่าขาว. คำว่าอัมพุช เป็นไวพจน์ของดอกบัวนั่นเอง. บทว่า อคฺคินิภาสิผาลิมํ ความว่า บานแล้ว อธิบายว่า แย้มบานแล้ว เพราะพระอาทิตย์มีแสงเหมือนแสงไฟ. บทว่า น กทโม น รโช น วาริ ลิปฺปติ ความว่าโคลนตม ก็ไม่เปื้อน ผงธุลีก็ไม่เลอะ น้ำก็ไม่เปียก อธิบายว่า ไม่เปรอะเปื้อน. ปาฐะ บาลีว่า ลิมปติ ก็มี. อึกอย่างหนึ่ง บทเหล่านั้นเป็นปฐมาวิภัติใช้ในความหมายสัตมีวิภัติ. ความหมายก็ว่า ไม่แปดเปื้อนคือไม่ผิดอยู่ในโคลนตมเป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า โวหารสุจึ ความว่าทรงเป็นผู้สะอาดในเพราะการทรงตัดสินคดีตามกฏหมาย ที่พระราชาทั้งหลายผู้ทรงธรรมเก่าก่อนทรงตราไว้ อธิบายว่า ผู้ทรงละการลุอำนาจอคติทำการวินิจฉัยโดยธรรม. บทว่า อสาหสํ ความว่า ชื่อว่าทรงเว้นจากพระราชกิริยาที่หุนหันพลันแล่น เพราะเหตุที่ทรงดำรงอยู่ในพระราชวินิจฉัยที่ชอบธรรมนั่นเอง. บทว่า วิสุทฺธกมฺมํ ความว่าชื่อว่า ทรงมีพระราชกิจบริสุทธิ์ คือมีปกติตรัสคำจริง ได้แก่ไม่ทรงพิโรธ มายความว่า ทรงเป็นกลาง เท่ากับว่าทรงเป็นเหมือนตราชูเพราะเหตุที่พระองค์ไม่ทรงผลุนผลันนั้นนั่นเอง บทว่า อเปตปาปกํ ได้แก่ทรงปราศจากบาปกรรม. บทว่า น ลิมฺปติ กมฺมกิเลส ความว่ากรรมกิเลสนี้ คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑มุสาวาท ๑ ไม่ติดเปื้อนพระวาชานั้น. เพราะเหตุไร ? เพราะพระราชาผู้เช่นนั้นก็เหมือนดอกบัวที่เกิดแล้วในสระโบกขรณี. อธิบายว่า ข้าแต่มหาราช พระราชาผู้เช่นนั้นทรงเป็นผู้ชื่อว่าอันอะไรไม่เปื้อนเปรอะแล้ว เหมือนดอกปทุมที่เกิดแล้วในสระโบกขรณี อันอะไรไม่เปื้อนเปรอะแล้ว.

พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ก็ทรงครองราชย์โดยธรรม ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น แล้วได้ทรงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ได้ทรงประชุมชาดกไว้ว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้แก่พระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถากุกกุชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๐๘–๒๑๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตกนิบาตชาดก · ๔๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Sattakanipātajātakaṭṭhakathā

kukkuvaggavaṇṇanā

kukkujātakaṃ

diyaḍḍhakukkūti idaṃ satthā jetavane viharanto rājovādaṃ ārabbha kathesi. Paccuppannavatthuṃ tesakuṇajātake āvībhavissati.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa atthadhammānusāsako amacco ahosi. Rājā agatigamane patiṭṭhāya adhammena rajjaṃ kāresi janapadaṃ pīḷetvā dhanameva saṃharati. Bodhisatto rājānaṃ ovaditukāmo ekaṃ upamaṃ upadhārento carati. Rañño ca uyyāne vāsāgāraṃ vippkataṃ hoti aniṭṭhitacchadanaṃ. Dārukaṇṇikaṃ āropetvā gopāṇasiyo pavesitamattā honti. Rājā kīḷanatthāya uyyānaṃ gantvā tattha vicaritvā taṃ gehaṃ pavisitvā olokento kaṇṇikamaṇḍalaṃ disvā attano uparipatanabhayena nikkhamitvā bahi ṭhito puna oloketvā kiṃ nu kho nissāya kaṇṇikā ṭhitā kiṃ nissāya gopāṇasiyoti cintetvā bodhisattaṃ pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha

diyaḍḍhakukku udayena kaṇṇikā

vidatthiyo aṭṭha parikkhipanti naṃ

Sā sīsapā sāramayā apheggukā

kuhiṃ ṭhitā uparito na dhaṃsatīti.

Tattha diyaḍḍhakukkūti diyaḍḍharatanāni. Udayenāti uccatarena. Parikkhipanti nanti taṃ panetaṃ aṭṭha vidatthiyo parikkhipanti parikkhepato aṭṭhavidatthippamāṇāti attho. Kuhiṃ ṭhitāti kattha patiṭṭhitā hutvā. Na dhaṃsatīti na patati.

Taṃ sutvā bodhisatto laddho dāni me rañño ovādanatthāya upāyoti cintetvā imā gāthā āha

yā tiṃsati sāramayā apheggukā

parikiriya gopāṇasiyo samaṭṭhitā

tāhi susaṅgahītā balasā ca pīḷitā

samaṭṭhitā uparito na dhaṃsati.

Evaṃpi mittehi daḷhehi paṇḍito

abhejjarūpehi sucīhi mantibhi

susaṅgahīto siriyā na dhaṃsati

gopāṇasībhāravahāva kaṇṇikāti.

Tattha yā tiṃsati sāramayāti yā etā sārarukkhamayā tiṃsati gopāṇasiyo. Parikiriyāti parivāretvā. Samaṭṭhitāti samabhāgena ṭhitā. Balasā ca pīḷitāti tāhi tāhi gopāṇasīhi balehi ca pīḷitā suṭṭhu saṅgahitā ekābaddhā hutvā. Paṇḍitoti ñāṇasampanno rājā. Sacīhīti sucisamācārehi kalyāṇamittehi. Mantibhīti mantakusalehi. Gopāṇasībhāravahāva kaṇṇikāti yathā gopāṇasīnaṃ bhāraṃ vahamānā kaṇṇikā na dhaṃsati evaṃ rājāpi vuttappakārehi mantīhi abhejjahadayehi susaṅgahito siritopi na dhaṃsati na patati na parihāyati.

Rājā bodhisatte kathenteyeva attano kiriyaṃ sallakkhetvā kaṇṇikāya asatiyā gopāṇasiyo na tiṭṭhanti gopāṇasīhi asaṅgahitā kaṇṇikā na tiṭṭhati gopāṇasīsu bhijjantīsu kaṇṇikā patati evameva adhammiko rājā attano mittāmacce ca balakāye ca brāhmaṇa- gahapatike ca asaṅgaṇhanto tesu bhijjantesu tehi asaṅgahito issariyā dhaṃsati raññā nāma dhammikena bhavitabbanti. Athassa tasmiṃ khaṇe paṇṇākāratthāya mātuluṅgaṃ āhariṃsu. Rājā sahāya imaṃ mātuluṅgaṃ khādāti bodhisattaṃ āha. Bodhisatto taṃ gahetvā mahārāja imaṃ khādituṃ ajānantā tittakaṃpi karonti ambilaṃ jānantā paṇḍitā tittakaṃ hāretvā ambilaṃ anīharitvā mātuluṅgarasaṃ anāsetvā pacchā khādantīti rañño imāya upamāya dhanasaṃharaṇupāyaṃ dassento dve gāthā abhāsi

kharattacaṃ bellaṃ yathāpi satthavā

anomasantopi karoti tittakaṃ

samāharaṃ sādhukaroti patthavā

asādhukayirā tanubandhamuddharaṃ.

Evaṃ gāmanigamesu ca paṇḍito

asāhasaṃ vajjadhanāni saṃharaṃ

Dhammānuvattī paṭipajjamāno

phātiṃ kayirā aviheṭhayaṃ paranti.

Tattha kharattacanti thaddhatacaṃ. Bellanti mātuluṅgaṃ. Bālantipi pāṭho. Ayameva attho. Satthavāti satthakahattho. Anomasantoti bahitacaṃ tanukampi atacchanto imaṃ phalaṃ tittakaṃ karoti. Samāharanti samāharanto bahitacaṃ tacchanto anto ca ambilaṃ anīharanto sātaṃ karoti. Patthavāpi rājānamālapati. Tanubandhamuddharanti tanukaṃ pana tacaṃ uddharanto sabbaso tittakassa anapanītattā taṃ asādhumeva kayirā. Evanti evaṃ paṇḍito rājāpi asāhasaṃ sāhasiyā taṇhāya vasaṃ agacchanto agatigamanaṃ pahāya raṭṭhaṃ apīḷetvā upacikānaṃ vammikavaḍḍhananiyāmena madhukarānaṃ reṇuṃ gahetvā madhukaraniyāmeneva dhanaṃ haranto

dānaṃ sīlaṃ pariccāgaṃ ājjavaṃ maddavaṃ tapaṃ

akkodhaṃ avihiṃsañca khantī ca avirodhananti imesaṃ dasannaṃ rājadhammānaṃ anuvattanena dhammānuvattī hutvā paṭi- pajjamāno so attano ca paresañca phātiṃ vuḍḍhiṃ kareyya paraṃ aviheṭhayantoyevāti.

Rājā bodhisattena saddhiṃ mantentova pokkharaṇītīraṃ gantvā tattha supupphitaṃ bālasuriyavaṇṇaṃ udakena anupalittaṃ padumaṃ disvā āha sahāya imaṃ padumaṃ udake jātameva udakena alimpamānaṃ ṭhitanti. Atha naṃ bodhisatto mahārāja raññāpi evarūpeneva Bhavitabbanti ovadanto gāthā āha

odātamūlaṃ sucivārisambhavaṃ

jātaṃ yathā pokkharaṇīsu ambujaṃ

padumaṃ yathā agginibhāsiphālimaṃ

na kadamo na rajo na vāri lippati.

Evaṃpi vohārasuciṃ asāhasaṃ

visuddhakammantamapetapāpakaṃ

na limpati kammakilesa tādiso

jātaṃ yathā pokkharaṇīsu ambujanti.

Tattha odātamūlanti paṇḍaramūlaṃ. Ambujanti padumasseva vevacanaṃ. Agginibhāsiphālimanti agginibhāsinā suriyena phālitaṃ vikasitanti attho. Na kadamo na rajo na vāri lippatīti neva kaddamo na rajo na udakaṃ limpati na makkhatīti attho. Limpaticceva vā pāṭho. Bhummatthe vā etāni paccattāni. Etesu kaddamādīsu na limpati na allīyatīti attho. Vohārasucinti porāṇehi dhammika- rājūhi likkhāpetvā ṭhapite vinicchayavohāre suciṃ agatigamanaṃ pahāya dhammena vinicchayakārakanti attho. Asāhasanti dhammikavinicchaye ṭhitattāyeva sāhasikakiriyā rahitaṃ. Visuddhakammanti teneva asāhasikattena visuddhakammantaṃ saccavādiṃ akkodhaṃ majjhattaṃ tulābhūtaṃ. Apetapāpakanti apetapāpakammaṃ. Na limpati kammakilesāti taṃ rājānaṃ pāṇātipāto adinnādānaṃ kāmesu micchācāro musāvādoti ayaṃ kammakileso na Allīyati. Kiṃkāraṇā. Tādiso jātaṃ yathā pokkharaṇīsu ambujanti. Tādiso hi rājā yathā pokkharaṇīsu jātaṃ padumaṃ anupalittaṃ evaṃ anupalitto nāma hoti mahārājāti.

Rājā bodhisattassa ovāde ṭhatvā tato paṭṭhāya dhammena rajjaṃ kārento dānādīni puññāni katvā saggaparāyano ahosi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā rājā ānando ahosi paṇḍitāmacco pana ahamevāti.

Kukkujātakaṃ paṭhamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๙๕. มณิชาดกชาดกถัดไป๓๙๗. มโนชชาดก