ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มโนชชาดก
ชาดกที่ ๓๙๗ · สัตตกนิบาตชาดก · กุกกุวรรค

มโนชชาดก

ว่าด้วยคบคนชั่วไม่ได้ความสุขยั่งยืน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๗๖ · บรรทัด ๔๓๐๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมโนชชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุผู้คนหาสมาคมฝ่ายที่ผิดแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยถา จาโป นินฺนมติ ดังนี้.

ความพิสดารว่า ในมหิฬามุขชาดกในหนหลัง. แต่ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสว่า ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในปางบรรพ์ภิกษุนั้นก็เป็นผู้ซ่องเสพฝ่ายที่ผิดเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นสิงห์โตตัวผู้ อยู่กับสิงห์โตตัวเมีย ได้ลูก๒ ตัว คือลูกตัวผู้ ๑ ตัว ตัวเมีย ๑ ตัว. ลูกตัวผู้ได้มีชื่อว่า มโนชะ. มันเติบโตแล้ว รับเอาลูกสิงห์โตตัวหนึ่งมาเป็นเมีย. ดังนั้นสิงห์โตเหล่านั้น จึงมีรวมกัน ๕ ตัว. สิงห์โตมโนชะ ได้ฆ่ากระบือเป็นต้นในป่า นำเนื้อมาเลี้ยงพ่อแม่น้องสาวและเมีย. อยู่มาวันหนึ่งมันเห็นสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ชื่อคิริยะที่ถิ่นหากินเหยื่อหนีไม่ทัน ได้นอนหมอบลง จึงถามว่า สหายเอ๋ยอะไรกัน เมื่อสุนัขจิ้งจอกบอกว่า ข้าแต่นายฉันประสงค์จะปรนนิบัตินาย จึงรับมันไว้แล้วนำมายังถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของตน. พระโพธิสัตว์เห็นพฤติการณ์นั้นแล้ว แม้ห้ามอยู่ว่า ลูกมโนชะเอ๋ย ธรรมดาสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย ทุศีล มีบาปธรรม ประกอบสิ่งที่ไม่ใช่กิจ เจ้าอย่าเอาสุนัขจิ้งจอกนั้นไว้ในสำนักของตน ดังนี้ ก็ไม่อาจจะห้ามได้. อยู่มาวันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกอยากจะกินเนื้อม้า จึงพูดกะมโนชะว่า ข้าแต่นาย ขึ้นชื่อว่าเนื้ออย่างอื่นเว้นไว้แต่เนื้อม้า ที่พวกเราไม่เคยกินไม่มี พวกเราจักตระครุบม้ากันเถอะ. มโนชะถามว่า ม้ามีที่ไหนนะ ? สุนัขจิ้งจอกตอบว่า ที่ฝั่งแม่น้ำเมืองพาราณสี. มโนชะรับคำสุนัขจิ้งจอกแล้ว ไปกับมันในเวลาที่ม้าทั้งหลายพากันอาบน้ำในแม่น้ำตะครุบม้าได้ตัวหนึ่ง ยกขึ้นหลังมาถึงประตูถ้ำของตนทีเดียว ด้วยกำลังสิงห์โต. ลำดับนั้น พ่อของเขากัดกินเนื้อม้าแล้ว จึงพูดว่า ธรรมดาม้าเป็นสัตว์สำหรับใช้สอยของหลวง. และพระราชาทั้งหลาย ก็ทรงมีมายามากมาย ตรัสสั่งให้พวกนายขมังธนูผู้ฉลาด คือแม่นธนูยิง. ขึ้นชื่อว่าสิงห์โตที่กินเนื้อม้า ที่จะอายุยืนไม่มี ต่อแต่นี้ไปเจ้าอย่าตะครุบม้ามากิน. มโนชะไม่ทำตามคำพ่อยังตะครุบอยู่นั่นแหละ. พระราชาทรงสดับว่า สิงห์โตตะครุบม้ากิน จึงทรงให้สร้างสระโบกขรณี สำหรับม้าไว้ภายในพระนครนั่นเอง. แม้จากสระโบกขรณีนั้น สิงห์โตก็ยังมาตะครุบเอาเหมือนกัน. พระราชาจึงทรงให้สร้างโรงม้า แล้วให้หญ้าและน้ำแก่ม้าในภายในโรงนั้นเอง. สิงห์โตก็ไปทางด้านบนกำแพง ตะครุบเอาจากภายในโรงนั่นแหละ. พระราชาตรัสสั่งนายขมังธนูยิงเร็ว คือยิงไม่ขาดระยะ คนหนึ่งมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าจักอาจยิงสิงห์โตได้ไหม ? เขาทูลว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า แล้วได้ให้คนสร้างป้อมไว้ชิดกำแพงใกล้ทางสิงห์โตมาแล้วได้ยืนบนนั้น. สิงห์โตมาแล้วให้สุนัขจิ้งจอกยืนอยู่นอกป่าช้า แล้ววิ่งเข้าพระนคร เพื่อจะตะครุบม้า. ฝ่ายนายขมังธนู เวลาสิงห์โตมา คิดว่า สิงห์โตมีความรวดเร็วมาก จึงยังไม่ยิงแต่เวลามันตะครุบม้าแล้วเดินไป จึงยิงสิงห์โต ที่ลดความเร็วลงแล้วเพราะแบกหนัก ด้วยลูกศรที่แหลมคมที่ด้านหลัง. ลูกศรทะลุออกทางด้านหน้าแล้ว วิ่งไปในอากาศ. สิงห์โตร้องว่า ข้าถูกยิงแล้ว. นายขมังธนูยิงสิงห์โตนั้น สะบัดสายดังเหมือนสายฟ้า สุนัขจิ้งจอกได้ยินเสียงสิงห์โตและเสียงสายธนูแล้ว คิดว่า สหายของเราจักถูกนายขมังธนูยิงให้ตายแล้ว ธรรมดาว่าความคุ้นเคยกับสัตว์ทั้งหลายที่ตายแล้วย่อมไม่มี บัดนี้ เราจักไปที่อยู่ของเราตามปกตินั่นแหละ. เมื่อจะเจรจากับตัวเอง จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

เพราะเหตุที่ธนูโก่ง และสายธนูสะบัด ฉะนั้น มโนชะมฤคราชสหายของเรา ถูกฆ่า แน่นอน. ช่างเถอะ วันนี้เราจะหลีกเข้าป่าที่ เร้นลับไปตามสบาย เพื่อนเช่นนี้จะไม่มี เรา ยังมีชีวิตอยู่ คงได้เพื่อนอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ความว่า ธนูโก่ง เพราะเหตุใด. บทว่า หญฺเต นูน ความว่า ถูกฆ่าแน่. บทว่า เนตาทิสาความว่า ธรรมดาสหายแบบนี้ คือสู้ตายแล้ว จะไม่มี. บทว่า ลพฺภา ความว่า ธรรมดาว่าสหาย เรามีชีวิตอยู่อาจหาได้อีก.

ฝ่ายสิงห์โดยวิ่งไปด้วยความเร็วอย่างเอกทีเดียว สลัดให้ม้าตกลงที่ประตูถ้ำ แล้วตนเองก็ล้มลงตาย. ภายหลังญาติของมันพากันออกไปดูได้เห็นมันเปื้อนเลือด มีเลือดไหลออกจากปากแผลที่ถูกยิง ถึงความสิ้นชีวิต เพราะคบสัตว์เลว. พ่อ แม่ น้องสาวและเมียของมัน ได้พากันกล่าวคาถา ๔ คาถา ตามลำดับว่า :-

ผู้คบสัตว์เลวตามปกติ จะไม่ประสบ ความสุขโดยส่วนเดียว จงดูมโนชะผู้นอนอยู่ เถิด ผู้เชื้อฟังอนุสาสนี ของสุนัขจิ้งจอกชื่อ คิริยะ. แม่จะไม่บันเทิงใจ เพราะลูกมีเพื่อน ที่เลวทราม จงดูมโนชะผู้นอนจมกองเลือด ของตนอยู่เถิด. คนผู้ที่ไม่ทำตามถ้อยคำคนที่ เกื้อกูล ผู้ชี้ประโยชน์ให้ จะประสบอย่างนี้ และจะพบเพื่อนที่เลวทรามกว่า. เมื่อเป็นเช่น นั้น คนผู้ที่สูงส่ง แต่คบหาคนที่ต่ำทราม จะ เป็นคนเลวกว่าคนนั้นทีเดียว. จงดูพระยาเนื้อ คือมโนชะผู้สูงส่ง แต่คบหาสัตว์ต่ำช้า คือ สุนัขจิ้งจอก ถูกกำจัดด้วยกำลังลูกศร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺจนฺตํ สุขเมธติ ความว่า ไม่ได้ความสุขตลอดกาลนาน. บทว่า คิริยสฺสานุสาสนี ความว่า พระโพธิสัตว์ผู้เป็นพ่อ กล่าวตำหนิว่า นี้เป็นอนุสาสนีของสุนัขจิ้งจอกชื่อคิริยะมีรูปอย่างนี้. บทว่า ปาปสมฺปวงฺเกน ความว่า มีเพื่อนที่เลวทราม. บทว่า อจฺฉนฺตํ ได้แก่จมลง. บทว่า ปาปิโย จ นิคจฺฉติ ความว่า จะพบเพื่อนที่เลวทราม. บทว่า หิตานํ ความว่า ผู้มุ่งประโยชน์เกื้อกูล. บทว่า อตฺถทสฺสินํ ความว่า ผู้ชี้แนะประโยชน์อนาคตบทว่า ปาปิโย ได้แก่เลวกว่า. บทว่า อธมชนูปเสวี ความว่า คบหาคนชั่วช้า. บทว่า อุตฺตมํ ความว่า ผู้เจริญ ที่สุด ด้วยกำลังร่างกาย

พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถาหลังสุดว่า :คนผู้คบหาคนเลวทรามเป็นปกติ จะ เสื่อมเสีย แต่ผู้คบหาคนเสมอกันเป็นปกติ จะไม่เสื่อมเสียในกาลไหน ๆ ส่วนผู้คบหาคนที่ ประเสริฐที่สุดอยู่ จะเข้าถึงเขาโดยเร็ว. เพราะ นั้น คนควรคบแต่คนที่สูงกว่าตน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิหียติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าผู้คบคนเลว ย่อมเสื่อมไป คือเสียหาย ได้แก่ถึงความพินาศ. บทว่า ตุลฺยเสวี ความว่า ผู้คบหาคนผู้เช่นกับด้วยตน ด้วยคุณความดีทั้งหลาย มีศีลเป็นต้นอยู่ จะไม่เสื่อมเสีย. แต่เขาจะมีความเจริญอย่างเดียว. บทวา เสฏฺมุปคมํ ความว่า เมื่อเข้าไปหาคนที่สูง ๆว่าตน ด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้นนั่นแหละ. บทว่า อุเทติ ขิปฺปํ ความว่า จะเข้าถึงเขาด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้น โดยเร็วทีเดียว.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุผู้คบหาฝ่ายผิด ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. หมาจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้แก่พระเทวทัตในบัดนี้ มโนชะ ได้แก่ภิกษุผู้คบฝ่ายผิด น้องสาว ได้แก่พระอุบลวรรณาเถรี เมีย ได้แก่พระเขมาภิกษุณี แม่ ได้แก่มารดาพระราหุล ส่วนพ่อ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถามโนชชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๑๗–๒๒๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตกนิบาตชาดก · ๒๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Manojajātakaṃ

yathā cāpo ninnamatīti idaṃ satthā veḷuvane viharanto vipakkhasevakaṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi. Vatthuṃ heṭṭhā mahiḷāmukhajātake vitthāritameva. Tadā pana satthā na bhikkhave idāneva pubbepesa vipakkhasevakoyevāti vatvā atītaṃ āhari

atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto sīho hutvā sīhiyā saddhiṃ vasanto dve puttake labhi puttañca dhītarañca. Puttassa manojoti nāmaṃ ahosi. So vayappatto ekaṃ sīhapotikaṃ gaṇhi. Iti te pañca janā ahesuṃ. Manojo vane mahisādayo vadhitvā maṃsaṃ āharitvā mātāpitaro ca bhaginiñca pajāpatiñca posesi. So ekadivasaṃ gocarabhūmiyaṃ giriyaṃ nāma sigālaṃ palāyituṃ appahontaṃ urena nipannaṃ disvā kiṃ sammāti pucchitvā Upaṭṭhātukāmomhi sāmīti vutte sādhu upaṭṭhahassūti taṃ gahetvā attano vasanaṭṭhānaguhaṃ ānesi. Bodhisatto taṃ disvā tāta manoja sigālā nāma dussīlā pāpadhammā akicce niyojenti mā etaṃ attano santike karīti vārentopi nivāretuṃ nāsakkhi. Athekadisaṃ sigālo assamaṃsaṃ khāditukāmo manojaṃ āha sāmi amhehi ṭhapetvā assamaṃsaṃ aññaṃ akhāditapubbaṃ nāma natthi assaṃ gaṇhissāmāti. Kahaṃ pana samma assoti. Bārāṇasiyaṃ nadītīreti. So tassa vacanaṃ gahetvā tena saddhiṃ assānaṃ nadiyaṃ nahānavelāyaṃ gantvā ekaṃ assaṃ gahetvā piṭṭhiyaṃ āropetvā sīhavegena attano guhādvārameva āgato. Athassa pitā assamaṃsaṃ khāditvā tāta assā nāma rājattā 1- rājāno ca anekamāyā kusalehi dhanuggahehi vijjhāpenti assamaṃsaṃ khādanasīhā nāma dīghāyukā na honti ito paṭṭhāya mā assaṃ gaṇhīti āha. So pitu vacanaṃ akatvā gaṇhateva. Sīho assaṃ gaṇhātīti sutvā rājā antonagareyeva assānaṃ pokkharaṇiṃ kāresi. Tatopi āgantvā gaṇhiyeva. Rājā assasālā kāretvā antosālāyameva tiṇodakaṃ dāpesi. Sīho pākāramatthakena gantvā antosālatopi gaṇhiyeva. Rājā ekaṃ akkhaṇavedhiṃ dhanuggahaṃ pakkosāpetvā sakkhissasi tāta sīhaṃ vijjhitunti āha. So sakkhissāmīti pākāraṃ nissāya sīhassāgamanamagge aṭṭakaṃ kāretvā aṭṭhāsi. Sīho āgantvā bahisusāne sigālaṃ ṭhapetvā

@Footnote: 1 rājabhogātipi pāṭho. Assaggahaṇatthāya nagaraṃ pakkhandi. Dhanuggahopi āgamanakāle atitikhiṇavegoti sīhaṃ avijjhitvā assaṃ gahetvā gamanakāle garubhāratāya olīnavegaṃ sīhaṃ tikhiṇena nārāvena pacchābhāge vijjhi. Nārāvo puratthimabhāgena nikkhamitvā ākāse pakkhandi. Sīho viddhomhīti viravi. Dhanuggaho naṃ vijjhitvā asaniṃ viya jiyaṃ pothesi. Sīhassa ca jiyāya ca sigālo saddaṃ sutvā sahāyo me dhanuggahena vijjhitvā mārito bhavissati matakehi saddhiṃ vissāso nāma natthi idāni mama pakatiyā vasanaṭṭhānameva gamissāmīti attanāva saddhiṃ sallapanto dve gāthā abhāsi

yathā cāpo ninnamati jiyā cāpi nikujjati

haññate nūna manojo migarājā sakhā mama.

Handa dāni vanaṃ tāṇaṃ pakkamāmi yathāsukhaṃ

netādisā sakhā honti labbhā me jīvato sakhāti.

Tattha yathāti yena kāraṇena cāpo ninnamati. Haññate nūnāti nūna haññati. Netādisāti evarūpā matakā sahāyā nāma na honti. Labbhāti jīvato mama sahāyo nāma sakkā laddhuṃ.

Sīhopi ekavegeneva gantvā assaṃ guhādvāre pātetvā sayaṃ maritvā patati. Athassa ñātakā nikkhamitvā taṃ lohitamakkhitaṃ pahāramujehi paggharitalohitaṃ pāpajanasevitāya jīvitakkhayaṃ pattaṃ addasaṃsu. Disvānassa mātā pitā bhaginī pajāpati paṭipāṭiyā catasso gāthā abhāsiṃsu

Na pāpajanasaṃsevī accantaṃ sukhamedhati

manojaṃ passa semānaṃ giriyassānusāsanī.

Na pāpasampavaṅkena mātā puttena nandati

manojaṃ passa semānaṃ acchantaṃ samhi lohite.

Evamāpajjate poso pāpiyo ca nigacchati

yo ve hitānaṃ janānaṃ na karoti atthadassinaṃ.

Evañca so hoti tatova pāpiyo

yo uttamo adhamajanūpasevī

passuttamaṃ adhamajanūpaseviṃ

migādhipaṃ saravaraveganīdhutanti.

Tattha accantaṃ sukhamedhatīti na ciraṃ sukhaṃ labhati. Giriyassā- nusāsanīti ayaṃ evarūpā giriyassānusāsanīti garahanto āha. Pāpasampavaṅkenāti pāpasahāyena. Acchantanti nimuggaṃ. Pāpiyo ca nigacchatīti pāpakañca vindati. Hitānanti atthakāmānaṃ. Atthadassinanti anāgataṃ atthaṃ passantānaṃ. Pāpiyoti pāpataro. Adhamajanūpasevīti adhamajanaṃ upasevati. Uttamanti sarīrabalena jeṭṭhakaṃ.

Pacchimā abhisambuddhagāthā abhāsi

nihīyati puriso nihīnasevī

na ca hāyetha kadāci tulyasevī

seṭṭhamupagamaṃ udeti khippaṃ

tasmā attano uttaraṃ bhajethāti.

Tattha nihīyatīti bhikkhave hīnasevī nāma manojasīho viya nihīyati parihāyati vināsaṃ pāpuṇāti. Tulyasevīti sīlādīhi attanā sadisaṃ sevamāno na hāyati vuḍḍhiyeva panassa hoti. Seṭṭhamupagamanti sīlādīhi uttaritaraṃyeva upagacchantoyeva. Udeti khippanti sīghameva sīlādīhi guṇehi upagacchati.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi saccapariyosāne vipakkhasevako bhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā sigālo devadatto ahosi manojo vipakkhavesako bhaginī uppalavaṇṇā bhariyā khemā bhikkhunī mātā rāhulamātā pitā pana ahamevāti.

Manojajātakaṃ dutiyaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๙๖. กุกกุชาดกชาดกถัดไป๓๙๘. สุตนชาดก