สุตนชาดก
ว่าด้วยเสียเพื่อได้
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๘๓ · บรรทัด ๔๓๒๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชา เต ภตฺตํ ดังนี้. เรื่องจักมีชัดใน ๓ ชาดก. แต่ในที่นี้มีดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคหบดีผู้ตกยาก. ญาติทั้งหลายได้ขนานนามให้ท่านว่า สุตนะ. ท่านเติบโตแล้วได้รับจ้างเลี้ยงบิดามารดา เมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้ว ก็เลี้ยงมารดา. แต่ในเวลานั้น พระเจ้าพาราณสีได้ทรงเป็นผู้มีพระทัยฝักใฝ่ในการล่าเนื้อ. อยู่มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จไปป่าไกลประมาณ ๑ โยชน์ พร้อมด้วยบริวารจำนวนมากตรัสสั่งให้บอกแก่ทุกคนว่า ถ้าเนื้อหนีออกไปทางที่ผู้ใดยืนอยู่ ผู้นั้นถูกปรับสินไหม ชื่อนี้. อำมาตย์ทั้งหลายได้พากันกั้นซุ้มถวายพระราชาในที่ที่เป็นทางเดิน. บรรดาเนื้อทั้งหลายที่ถูกพวกมนุษย์ล้อมที่อยู่ของเนื้อ ไล่ให้ลุกออกไปด้วยก้อนดินและท่อนไม้ ละมั่งตัวหนึ่ง วิ่งไปที่ที่พระราชาประทับยืน. พระราชาหมายพระทัยว่า เราจักยิงมัน แล้วได้ทรงยิงลูกศรไป. แต่เนื้อได้ศึกษามารยามาแล้ว รู้ลูกศรที่บ่ายหน้ามาอย่างสบายมาก. จึงทำเป็นเหมือนต้องลูกศรล้มกลิ้งลง. พระราชาทรงเข้าพระทัยว่า เนื้อถูกเรายิงแล้ว จึงทรงวิ่งไปเพื่อต้องการจับ. แต่เนื้อลุกขึ้นวิ่งหนีไปโดยเร็วเหมือนลม. พวกอำมาตย์เป็นต้น ได้พากันเยาะเย้ยพระราชา. พระองค์จึงทรงติดตามเนื้อไปทัน ในเวลามันล้าทรงใช้พระขรรค์ฟันออกเป็น ๒ ท่อน คล้องไว้ที่ท่อนไม้ท่อนหนึ่งเป็นเหมือนคานหามเสด็จมา ทรงแวะเข้าไปต้นไทรที่อยู่ใกล้ทาง ด้วยพระดำริว่า เราจักพักผ่อนหน่อยหนึ่ง แล้วทรงม่อยหลับไป ก็ยักษ์ชื่อมรรคเทพเกิดที่ต้นไทรนั้น ได้สิทธิที่จะกินสัตว์ตัวที่เข้าไปใต้ต้นไม้นั้น จากสำนักท้าวเวสสุวัณ. มันจับพระหัตถ์พระราชาผู้ทรงลุกขึ้นแล้วกำลังจะเสด็จไปไว้ โดยขู่ว่า หยุด หยุด ท่านเป็นภักษาหารของเราแล้ว.
พระราชาตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ?
เราเป็นยักษ์ผู้เกิดขึ้นที่นี้ ได้สิทธิกินคนและสัตว์ผู้เข้ามาในที่นี้ยักษ์ตอบ.
พระราชาทรงตั้งพระสติ แล้วตรัสถามว่า เจ้าจักกินเฉพาะวันนี้หรือ ๆ จักกินเป็นประจำ.
เมื่อได้ก็จักกินเป็นประจำ มันตอบ.
พระราชาตรัสว่า วันนี้เจ้าจงกินเนื้อนี้ แล้วปล่อยเราไป ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป เราจะส่งคนมาให้ท่าน ๑ คน พร้อมกับสำรับอาหาร ๑ สำรับ.
ถ้าอย่างนั้นท่านอย่าลืมในวันที่ท่านไม่ได้ส่งคนมา ข้าพเจ้าจะกินตัวท่านเอง ยักษ์พูดย้ำ เราเป็นราชาเมืองพาราณสี ขึ้นชื่อว่า สิ่งไม่มีไม่มีสำหรับเรา พระราชาตรัสรับรอง.
ยักษ์รับปฏิญญา แล้วได้ปล่อยพระองค์ไป. พระองค์เสด็จเข้าพระนคร แล้วตรัสบอกข้อความนั้นแก่อำมาตย์ ผู้แจ้งความ คือโฆษกคนหนึ่ง แล้วตรัสถามว่า บัดนี้ เราควรจะทำอย่างไร ?
อำ. ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ทรงทำการกำหนดวันหรือไม่ ? รา. ไม่ได้ทำ.
อำ. พระองค์ทรงทำสิ่งที่ไม่สมควร แม้เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์อย่าได้ทรงคิด คนในเรือนจำมีอยู่มาก.
รา. ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงทำงานนั้น เจ้าจงให้ชีวิตฉันไว้.
อำมาตย์รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมว่า สาธุ แล้วเบิกคนจากเรือนจำให้แบกกับข้าวไปส่งยักษ์ทุกวัน โดยไม่ให้รู้เรื่องอะไรเลย. ยักษ์กินภัตตาหาร แล้วก็กินคนด้วย. ต่อมาเรือนจำทั้งหลายเกิดไม่มีคน คือนักโทษ. พระราชา เมื่อไม่ได้คนนำสำรับกับข้าวไป ก็ทรงหวาดหวั่นเพราะทรงกลัวความตาย. ลำดับนั้น อำมาตย์เมื่อจะทรงปลอบพระทัยพระองค์ จึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ คนมีความหวังในทรัพย์มีมากกว่าคนมีความหวังชีวิต ข้าพระองค์จักให้วางห่อเงินพันกหาปณะไว้บนคอช้าง แล้วให้เที่ยวตีกลองประกาศว่า ใครจักรับเอาทรัพย์นี้ แล้วถือเอาภัตตาหารไปให้ยักษ์ แล้วก็ให้ทำอย่างนั้น. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้ยินคำนั้นแล้ว คิดว่า เราเก็บรวบรวมเงินจากค่าจ้างได้มาสก ๑ บ้างครึ่งมาสกบ้าง เลี้ยงมารดาโดยยากลำบาก เราจักรับเอาทรัพย์นี้ให้มารดาแล้วจักไปสำนักของยักษ์ ถ้าหากเราจักอาจทรมานยักษ์ได้ไซร้ ข้อนี้จะเป็นกุศล แต่ถ้าจักไม่อาจไซร้ มารดาของเราก็จักมีชีวิตอยู่อย่างสบาย. เขาทำความตกลงใจ แล้วจึงบอกข้อความนั้นให้มารดาทราบ ถูกมารดาห้ามถึง ๒ ครั้งว่า อย่าเลยลูก แม่ไม่ต้องการทรัพย์ ครั้งที่ ๓ ไม่บอกกล่าวมารดาเลย บอกอำมาตย์ว่า นำมาเถิดพ่อมหาจำเริญ ทรัพย์ ๑ พันข้าพเจ้าจักนำภัตตาหารไปให้ยักษ์ ให้ทรัพย์แก่มารดา แล้วพูดว่า แม่แม่อย่าคิดอะไร ผมจะทรมานยักษ์ ทำความสวัสดีแก่มหาชน แล้วจักกลับมา. ให้ดวงหน้าของคุณแม่ที่เปียกน้ำตา ยิ้มแย้ม ในวันนี้ทีเดียวไหว้แม่ให้เบาใจ แล้วไปราชสำนักกับราชบุรุษ ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่. ต่อแต่นั้น ตัวเขา เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าหรือจักนำภัตตาหารไป ? จึงทูลว่า ใช่แล้ว พระพุทธเจ้าข้า.
รา. เธอควรจะได้อะไร ?
โพ. ข้าแต่สมมติเทพ ฉลองพระบาททองคำของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท.
รา. เพราะเหตุไร ?
โพ. ข้าแต่สมมติเทพ ยักษ์นั้น จะได้กินเฉพาะคนที่ยืนอยู่บนพื้นที่ภายใต้ควงไม้ของตน ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ยืนบนพื้นที่ที่เป็นของยักษ์นั้น แต่จักยืนอยู่บนฉลองพระบาท.
รา. ควรจะได้อะไร อย่างอื่นอีก ? โพ. ฉัตรพระพุทธเจ้าข้า. รา. ฉัตรนี้ เพื่อประโยชน์อะไร ?
โพ. ข้าแต่สมมติเทพ ยักษ์นั้น จะได้กินเฉพาะคนที่ยืนอยู่ภายใต้ร่มไม้ของตน ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ยืนอยู่ภายใต้ร่มไม้ แต่จักยืนอยู่ภายใต้ร่มฉัตร.
รา. ควรจะได้อะไรอย่างอื่นอีก ? โพ. ข้าแต่สมมติเทพ พระขรรค์ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท. รา. จักมีประโยชน์อะไรด้วยพระขรรค์นี้ ?
โพ. ข้าแต่สมมติเทพ ยักษ์ทั้งหลายกลัวพระขรรค์ แม้มนุษย์ทั้งหลาย ก็กลัวพระขรรค์เหมือนกัน.
รา. ควรจะได้อะไรอย่างอื่นอีก ?
โพ. ข้าแต่สมมติเทพ เครื่องต้นเต็มพระสุวรรณภาชน์ของพระองค์.
รา. เพราะเหตุไร พ่อคุณ.
โพ. ข้าแต่สมมติเทพ เพราะว่า ธรรมดาการนำโภชนาหารที่เลว ๆ บรรจุถาดดิน คือกระเบื้องไป ไม่สมควรแก่ชายชาติบัณฑิตผู้เช่นกับข้าพระพุทธเจ้า.
พระราชาตรัสสั่งว่าแล้ว พ่อคุณ ทรงประทานทุกอย่าง แล้วทรงมอบให้คนรับใช้พระโพธิสัตว์ไป. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าทรงกลัว วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าจักทรมานยักษ์ทำความสวัสดีแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท แล้วจึงจะมา. ถวายบังคมพระราชา แล้วให้คนถือเครื่องอุปกรณ์ไป ณ ที่นั้น ให้คนทั้งหลายยืนอยู่ไม่ไกลต้นไม้ สวมฉลองพระบาททองคำขัดพระขรรค์ กั้นเศวตรฉัตรบนศีรษะ ถือภัตตาหารบรรจุถาดทองคำไปยังสำนักของยักษ์. ยักษ์มองดูทาง เห็นพระโพธิสัตว์นั้น แล้วจึงคิดว่า ชายคนนี้ไม่มาโดยทำนองการมาในวันอื่น ๆ จักมีเหตุอะไรหนอ ? พระโพธิสัตว์ไปใกล้ต้นไม้ เอาปลายดาบผลักถาดภัตตาหารเข้าไปภายในร่มไม้ ตนเองยืนอยู่สุดร่มไม้นั่นเอง กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ดูก่อนมีเทพ ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไทรนี้ พระราชาทรงส่งภัตตาหารเจือด้วยเนื้อสะอาด มาให้ท่าน ขอท่านจงออกมารับประทานเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเหสิ ความว่า ทรงส่งมา. บทว่า มฆเทวสฺมึ อธิวตฺเถ ความว่า ต้นไทร เขาเรียกว่า มฆเทพพระโพธิสัตว์เรียกเทวดาว่า ท่านผู้สิงอยู่ในต้นไทรนั้น.
ยักษ์ได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า เราจักลวงชายคนนี้ให้เข้ามาภายในร่มไม้ แล้วจึงจะกิน ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
มาเถิดมาณพ จงถือเอาภัตตาหารผสมด้วยกับข้าว จงมาเถิดมาณพ ท่านจงกินเถิด เราทั้ง ๒ จักกินด้วยกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขํ ได้แก่ ภัตตาหารประจำ. บทว่า สูปิตํ ความว่า ถึงพร้อมด้วยกับข้าว.
ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :ดูก่อนยักษ์ ท่านจักละทิ้งประโยชน์มาก มาย เพราะเหตุเล็กน้อย คนทั้งหลาย ผู้ระแวงความตาย จักไม่นำภิกษาหาร มาให้ ท่าน ดูก่อนยักษ์ ภัตตาหารที่เรานำมานี้ เป็น ของดี เป็นภัตตาหารประจำของท่าน เป็น ของสะอาด ประณีต ประกอบด้วยรสอร่อย ถ้าเมื่อท่านกินเราแล้วไซร้ คนที่จะนำภัตตาหาร มาให้ท่าน จะหาได้ยากในที่นี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถูลฺลมตฺถํ ความว่า พระโพธิสัตว์แสดงว่า ท่านจักละประโยชน์มากมาย เพราะเหตุประมาณเล็กน้อย. บทว่า นาหริสฺสนฺติ ความว่า จำเดิมแต่นี้ไป คนทั้งหลายผู้ระแวงความตาย จักไม่นำภัตตาหารมาให้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็จักเป็นผู้ไม่มีอาหาร มีกำลังน้อยเหมือนต้นไม้ ที่มีกิ่งเหี่ยวแห้งแล้วดังนี้. บทว่า ลทฺธายํ ความว่า เป็นของดี คือเป็นของที่มาดี มีอธิบายว่า สหายยักษ์ วันนี้เราภิกษาหารมา ภิกษาหารที่เรานำมานี้ เป็นภิกษาหารประจำของท่าน เป็นของสะอาด ประณีต ประกอบด้วยรสที่ยอดเยี่ยมเป็นสิ่งที่มาดี คือจักมาหาท่านทุกวัน. บทว่า อาหริโย ได้แก่เป็นผู้นำมา มีอธิบายว่า ถ้าหากท่านจะกินเรา ผู้ถือภิกษาหารนี้มาให้ไซร้ ภายหลังเมื่อเราถูกกินอย่างนี้ แล้วคนอื่นผู้จะนำภิกษาหารมาให้ท่าน จักหาได้ยากมากในที่นี้. เพราะเหตุไร ? เพราะคนอื่นที่เป็นคนฉลาดเช่นกับเรา ในเมืองพาราณสีไม่มี. แต่เมื่อเราถูกกินแล้ว คนทั้งหลายก็จะพูดว่า ยักษ์กินคนชื่อสุตนะ มันไม่ละอายใจต่อใครคนอื่นเลย. ท่านก็จักไม่ได้คนนำภัตตาหารมาให้. เมื่อเป็นเช่นนั้น เริ่มต้นแต่นี้ไป โภชนาหารจักเป็นสิ่งที่หาได้ยากสำหรับท่าน. ฝ่ายท่านก็จักจับพระราชาของเราไม่ได้. เพราะเหตุไร ? เพราะการยืนอยู่นอกต้นไม้แต่ถ้าท่านรับประทานภัตตาหารนี้ แล้วจักส่งเราไปไซร้ เราก็จักทูลพระราชาให้ทรงสั่งภัตตาหารประจำแก่ท่าน. เราแม้ตนเองก็จักไม่ให้ท่านกิน. เพราะว่า เราจักไม่ยืนอยู่ในสำนักของท่าน จักยืนบนฉลองพระบาท ทั้งจักไม่ยืนใต้ร่มไม้ของท่าน. เราจักยืนใต้ร่มฉัตรของตนเท่านั้น. แต่ถ้าท่านจักต่อสู้กับเรา เราก็จักใช้พระขรรค์นี้ ฟันท่านออกเป็น ๒ ท่อน เพราะวันนี้ เราเป็นผู้เตรียมตัวแล้ว จึงมาเพื่อประโยชน์นี้เท่านั้น. ได้ทราบว่า พระมหาสัตว์ขู่ยักษ์นั้นอย่างนี้.
ยักษ์สังเกตเห็นว่า มาณพพูดถูกแบบ มีจิตเลื่อมใส ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ว่า :-
ดูก่อนสุตนะ ประโยชน์ตามที่ท่านพูดถึง ย่อมเจริญแก่เราทีเดียว เราอนุญาตแล้ว ท่าน จงไปหามารดาโดยสวัสดีเถิด ดูก่อนมาณพ ท่านเอาจงพระขรรค์, ฉัตรและฉลองพระบาท ไปเถิด มารดาของท่านก็จงเห็นท่าน และท่าน ก็จงเห็นมารดา โดยสวัสดีเถิด.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น. ยักษ์เรียกพระโพธิสัตว์ว่า สุตนะ. บทว่า ยถา ภาสสิ ความว่า ประโยชน์ของเรานั่นเอง ตามที่ท่านพูดถึง ย่อมเจริญแก่เราทีเดียว.
พระโพธิสัตว์ได้ยินคำของยักษ์นั้น แล้วปลื้มใจว่า งานของเราสำเร็จแล้ว ยักษ์เราทรมานได้แล้ว เราได้ทรัพย์จำนวนมาก ทั้งได้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสแล้ว เมื่อจะทำการอนุโมทนา จึงได้กล่าวคาถาสุดท้าย ว่า :-
ดูก่อนยักษ์ ขอท่านจงเป็นผู้มีความสุข พร้อมกับญาติทั้งหมดเหมือนกัน. เราได้ทั้ง ทรัพย์ ทั้งได้ปฏิบัติตามพระราชดำรัส.
ก็แหละพระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวคาถาแล้ว ก็เรียกยักษ์มา แล้วบอกอานิสงส์ศีลและโทษทุศีลว่า ดูก่อนสหาย เมื่อก่อนท่านทำอกุศลกรรมไว้ จึงเกิดเป็นคนกักขละหยาบคาย มีเนื้อเลือดผู้อื่นเป็นภักษาหาร ต่อแต่นี้ไป ท่านอย่าได้ทำอกุศลกรรม มีปาณาติบาตเป็นต้นแล้วให้ยักษ์ตั้งอยู่ในศีล ๕ กล่าวว่า ท่านจะมีประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ในป่า มาเถิด เราจะให้ท่านนั่งที่ประตูพระนคร แล้วทำให้มีลาภมีภัตตาหารที่เลิศเป็นต้น ออกไปกับยักษ์ ให้ยักษ์นั่นแหละถือพระขรรค์เป็นต้น ได้ไปเมืองพาราณสี. อำมาตย์ทั้งหลายพากันกราบทูลพระราชาว่า สุตนมาณพพายักษ์มา. พระราชามีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม ทำการต้อนรับ. พระโพธิสัตว์ ให้ยักษ์นั่งที่ประตูนคร ทำให้เขามีลาภ มีภัตตาหารที่เลิศเป็นต้น แล้วเสด็จเข้าพระนคร ทรงให้ตึกลองเที่ยวประกาศให้ชาวพระนครประชุมกัน ตรัสบอกคุณงามความดีของพระโพธิสัตว์แล้วโปรดเกล้า ๆ พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่พระโพธิสัตว์ และพระองค์เองก็ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรงทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น แล้วได้ทรงมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรมพระภิกษุผู้เลี้ยงมารดาได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ยักษ์ในครั้งนั้น ได้แก่พระองคุลิมาลในบัดนี้ พระราชา ได้แก่ พระอานนท์ ส่วนมาณพได้แก่ เราตถาคตฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาสุตนชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๒๕–๒๓๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๒๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สุตนชาตกํ
ราชา เต ภตฺตนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มาตุโปสก- ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุํ สามชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ อิธ ปน
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ทุคฺคตคหปติกุเล นิพฺพตฺติ ฯ สุตโนติสฺส นามํ อกํสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต ภตึ กตฺวา มาตาปิตโร โปเสตฺวา ปิตริ กาลกเต มาตรํ โปเสติ ฯ ตสฺมึ ปน กาเล พาราณสีราชา มิคจิตฺตโก อโหสิ ฯ โส เอกทิวสํ มหนฺเตน ปริวาเรน โยชนมตฺตํ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ยสฺส ฐิตฏฺฐาเนน มิโค ปลายติ โส อิมํ นาม ชินฺโนติ สพฺเพสํ อาโรจาเปสิ ฯ อมจฺจา รญฺโญ ธุวมคฺคฏฺฐาเน โกฏฺฐกํ ฉาเทตฺวา อทํสุ ฯ มนุสฺเสหิ มิคานํ วสนฏฺฐานานิ ปริวาเรตฺวา ขณฺฑทณฺเฑหิ อุฏฺฐาปิเตสุ มิเคสุ เอโก เอณิมิโค รญฺโญ ฐิตฏฺฐานํ ปฏิปชฺชิ ฯ ราชา ตํ วิชฺฌิสฺสามีติ สรํ ขิปิ ฯ อุคฺคหิตมาโย ปน มิโค สรํ มหาผาสุกาภิมุขํ อาคจฺฉนฺตํ ญตฺวา ปริวตฺเตตฺวา สเรน วิทฺโธ วิย หุตฺวา ปติ ฯ ราชา มิโค เม วิทฺโธติ คหณตฺถาย ธาวิ ฯ มิโค อุฏฺฐาย วาตเวเคน ปลายิ ฯ อมจฺจาทโย ราชานํ อวหสึสุ ฯ โส มิคํ อนุพนฺธิตฺวา กิลมิตกาเล ขคฺเคน ทฺวิธา ฉินฺทิตฺวา เอกสฺมึ ทณฺฑเก ลคฺเคตฺวา กาชํ วทนฺโต วิย อาคจฺฉนฺโต โถกํ วิสฺสมิสฺสามีติ มคฺคสมีเป ฐิตํ วฏฺฏรุกฺขํ อปคนฺตฺวา นิปชฺชิตฺวา นิทฺทํ โอกฺกมิ ฯ ตสฺมึ ปน วฏฺฏรุกฺเข นิพฺพตฺโต มคฺคเทโว นาม ยกฺโข ตตฺถ ปวิฏฺเฐ เวสฺสวณสฺส สนฺติกา ขาทิตุํ ลภิ ฯ โส ราชานํ อุฏฺฐาย คจฺฉนฺตํ ติฏฺฐตุ ติฏฺฐตุ ภกฺโขสิ เมติ หตฺเถ คณฺหิ ฯ ตฺวํ โก นามาติ ฯ อหํ อิธ นิพฺพตฺตยกฺโข อิมํ ฐานํ ปวิฏฺเฐ ขาทิตุํ ลภามีติ ฯ ราชา สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา กึ อชฺเชว ขาทิสฺสสิ นิพทฺธํ ขาทิสฺสสีติ ปุจฺฉิ ฯ ลภนฺโต นิพทฺธํ ขาทิสฺสามีติ ฯ อชฺช อิมํ มิคํ ขาทิตฺวา มํ วิสฺสชฺเชหิ อหํ เต เสฺว ปฏฺฐาย เอกาย ภตฺตปาฏิยา สทฺธึ เอกํ มนุสฺสํ เปสิสฺสามีติ ฯ เตนหิ อปฺปมตฺโต โหหิ อเปสิตทิวเส ตเมว ขาทิสฺสามีติ ฯ อหํ พาราณสีราชา มยฺหํ อวิชฺชมานกนฺนาม นตฺถีติ ฯ ยกฺโข ปฏิญฺญํ คเหตฺวา ตํ วิสฺสชฺเชสิ ฯ โส นครํ ปวิสิตฺวา ตมตฺถํ เอกสฺส อตฺถจรกสฺส อมจฺจสฺส กเถตฺวา อิทานิ กึ กาตพฺพนฺติ ปุจฺฉิ ฯ ทิวสปริจฺเฉโท กโต เทวาติ ฯ น กโตติ ฯ อยุตฺตํ โว กตํ เอวํ สนฺเตปิ มา จินฺตยิตฺถ พหู พนฺธนาคาเรสุ มนุสฺสาติ ฯ เตนหิ ตฺวํ เอตํ กมฺมํ กร มยฺหํ ชีวิตํ เทหีติ ฯ อมจฺโจ สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา เทวสิกํ พนฺธนาคารโต มนุสฺสํ นีหริตฺวา ภตฺตปาฏึ คาหาเปตฺวา กิญฺจิ อชานาเปตฺวาว ยกฺขสฺส เปเสสิ ฯ ยกฺโข ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา มนุสฺสํ ขาทติ ฯ อปรภาเค พนฺธนาคารานิ นิมฺมนุสฺสานิ ชาตานิ ฯ ราชา ภตฺตหารกํ อลภนฺโต มรณภเยน กมฺปิ ฯ อถ นํ อมจฺโจ อสฺสาเสตฺวา เทว ชีวิตาสาโต ธนาสา พลวตรา หตฺถิกฺขนฺเธ สหสฺสภณฺฑิกํ ฐเปตฺวา โก อิมํ ธนํ คเหตฺวา ยกฺขสฺส ภตฺตํ อาทาย คมิสฺสตีติ เภริญฺจาราเปสฺสามาติ วตฺวา ตถา กาเรสิ ฯ อถ ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อหํ ภติยา มาสกฑฺฒมาสกํ สํหริตฺวา กิจฺเฉน มาตรํ โปเสสึ อิมํ ธนํ คเหตฺวา มาตุยา ทตฺวา ยกฺขสฺส สนฺติกํ คมิสฺสามิ สเจ ยกฺขสฺส ทเมตุํ สกฺขิสฺสามิ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ สกฺขิสฺสามิ มาตา เม สุขํ ชีวิสฺสตีติ ฯ โส สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา เอตมตฺถํ มาตุ อาโรเจตฺวา อลํ ตาต น มมตฺโถ ธเนนาติ เทฺว วาเร ปฏิกฺขึปิโต ตติยวาเร อนาปุจฺฉาว อาหรถ โภ สหสฺสํ อหํ ภตฺตํ หริสฺสามีติ สหสฺสํ คเหตฺวา มาตุยา ทตฺวา อมฺม มา จินฺตยิ อหํ ยกฺขํ ทเมตฺวา มหาชนสฺส โสตฺถึ กตฺวา อชฺเชว ตว อสฺสุนา กิลินฺนมุขํ หสาเปนฺโต อาคมิสฺสามีติ มาตรํ วนฺทิตฺวา อสฺสาเสตฺวา ราชปุริเสหิ สทฺธึ รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ตโต รญฺญา ตาต ตฺวํ ภตฺตํ หริสฺสสีติ วุตฺเต อาม เทวาติ อาห ฯ กึ เต ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ ตุมฺหากํ สุวณฺณปาทุกา เทวาติ ฯ กึการณาติ ฯ เทว โส ยกฺโข อตฺตโน รุกฺขมูเล ภูมิยํ ฐิตเก ขาทิตุํ ลภติ อหํ เอตสฺส สนฺตกาย ภูมิยา อฐตฺวา ปาทุกาสุ ฐสฺสามีติ ฯ อญฺญํ กึ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ ฉตฺตํ เทวาติ ฯ อิทํ กิมตฺถายาติ ฯ เทว อยํ ยกฺโข อตฺตโน รุกฺขจฺฉายาย ฐิเต ขาทิตุํ ลภติ อหํ รุกฺขจฺฉายาย อฐตฺวา ฉตฺตจฺฉายาย ฐสฺสามีติ ฯ อญฺญํ กึ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ ตุมฺหากํ ขคฺคํ เทวาติ ฯ อิมินา โก อตฺโถติ ฯ เทว ยกฺขา มนุสฺสาปิ ขคฺคสฺส จ ภายนฺติเยวาติ ฯ อญฺญํ กึ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ ตุมฺหากํ สุวณฺณปาฏึ ปูเรตฺวา ตุมฺหากํ โภชนภตฺตํ เทวาติ ฯ กึการณา ตาตาติ ฯ เทว มาทิสสฺส นาม ปณฺฑิตปุริสสฺส มตฺติกปาฏิยา ลูขโภชนํ หริตุํ อนนุจฺฉวิกนฺติ ฯ สาธุ ตาตาติ ราชา สพฺพํ ทาเปตฺวา ตสฺส เวยฺยาวจฺจกเร ปฏิปาเทสิ ฯ โพธิสตฺโต มหาราช มา ภายิตฺถ อชฺชาหํ ยกฺขํ ทเมตฺวา ตุมฺหากํ โสตฺถึ กตฺวา อาคมิสฺสามีติ ราชานํ วนฺทิตฺวา อุปกรณานิ คาหาเปตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา รุกฺขสฺส อวิทูเร มนุสฺเส ฐเปตฺวา สุวณฺณปาทุกา อารูหิตฺวา ขคฺคํ สนฺนหิตฺวา เสตจฺฉตฺตํ มตฺถเก กตฺวา กาญฺจนปาฏิยา ภตฺตํ คเหตฺวา ยกฺขสฺส สนฺติกํ ปายาสิ ฯ ยกฺโข มคฺคํ โอโลเกนฺโต ตํ ทิสฺวา อยํ ปุริโส น อญฺเญสุ ทิวเสสุ อาคมนนิยาเมน เอติ กึ นุ โข การณนฺติ จินฺเตสิ ฯ โพธิสตฺโต รุกฺขสมีปํ คนฺตฺวา อสิตุณฺเฑน ภตฺตปาฏึ อนฺโตฉายาย กริตฺวา ฉายนฺเต ฐิโตว ปฐมํ คาถมาห
ราชา เต ภตฺตํ ปาเหสิ สุจิมํสูปเสจนํ
มฆเทวสฺมึ อธิวตฺเถ เอหิ นิกฺขม ภุญฺชสูติ ฯ
ตตฺถ ปาเหสีติ ปหิณิ ฯ มฆเทวสฺมึ อธิวตฺเถติ มฆเทโวติ วฏฺฏรุกฺโข วุจฺจติ ตสฺมึ อธิวตฺเถติ เทวตํ อาลปติ ฯ
ตํ สุตฺวา ยกฺโข อิมํ ปุริสํ วญฺเจตฺวา อนฺโตฉายาย ปวิฏฺฐํ ขาทิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ทุติยํ คาถมาห
เอหิ มาณว โอโรหิ ภิกฺขมาทาย สูปิตํ
ตฺวญฺจ มาณว ภกฺโขสิ อุโภ ภกฺขา ภวิสฺสถาติ ฯ
ตตฺถ ภิกฺขนฺติ มม นิพทฺธภิกฺขํ ฯ สูปิตนฺติ สูปสมฺปนฺนํ ฯ
ตโต โพธิสตฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
อปฺปเกน ตุวํ ยกฺข ถูลมตฺถํ ชหิสฺสสิ
ภิกฺขนฺเต นาหริสฺสนฺติ ชนา มรณสงฺกิโน ฯ
ลทฺธายํ ยกฺข ตว นิจฺจภิกฺขํ
สุจึ ปณีตํ รสสาธุเปตํ
ภิกฺขญฺจ เต อาหริโย นโร อิธ
สุทุลฺลโภ โหหิติ ขาทิเต มยีติ ฯ
ตตฺถ ถูลมตฺถนฺติ อปฺปเกน การเณน มหนฺตํ อตฺถํ ชหิสฺสสีติ ทสฺเสติ ฯ นาหริสฺสนฺตีติ อิโต ปฏฺฐาย มรณสงฺกิโน หุตฺวา น อาหริสฺสนฺติ อถ ตฺวํ มิลาตสาโข วิย รุกฺโข นิราหาโร ทุพฺพโล ภวิสฺสสีติ ฯ ลทฺธายนฺติ ลทฺธํ อยํ ลทฺธาคมนํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ สเจ ตุวํ สมฺม ยกฺข ยมหํ อชฺช อาหรึ อิทํ ตว ภิกฺขํ สุจึ ปณีตํ อุตฺตมรเสน อุเปตํ ลทฺธาคมนํ เทวสิกํ เต อาคจฺฉิสฺสติ ฯ อาหริโยติ อาหรณิโก ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ สเจ ตฺวํ อิทํ ภิกฺขํ คเหตฺวา อาคตํ มํ ภกฺขิสฺสสิ อเถวํ มยิ ภกฺขิเต ภิกฺขญฺจ เต อาหรณิโก อญฺโญ นโร อิธ สุทุลฺลโภ ภวิสฺสติ ฯ กึการณา ฯ มาทิโส พาราณสิยํ อญฺโญ ปณฺฑิตมนุสฺโส นตฺถิ มยิ ปน ขาทิเต สุตโน นาม ยกฺเขน ขาทิโต อญฺญสฺส กสฺสจิ น โส ลชฺชิสฺสตีติ ภตฺตาหรณกํ น ลภิสฺสสิ อถ เต อิโต ปฏฺฐาย โภชนํ ทุลฺลภํ ภวิสฺสติ อมฺหากํปิ ราชานํ คณฺหิตุํ น ลภิสฺสสิ กสฺมา รุกฺขโต พหิ ฐาเนน สเจ ปนิมํ ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา มํ ปหิณิสฺสสิ อหํ เต รญฺโญ กเถตฺวา นิพทฺธภตฺตํ เปเสสฺสามิ อตฺตานํปิ เต ขาทิตุํ น ทสฺสามิ อหํ หิ ตว สนฺตเก ฐาเน น ฐสฺสามิ ปาทุกาสุ ฐสฺสามิ รุกฺขจฺฉายายปิ เต น ฐสฺสามิ อตฺตโน ฉตฺตจฺฉายายเมว ฐสฺสามิ สเจ ปน มยา สทฺธึ วิรุชฺฌิสฺสสิ ขคฺเคน ตํ ทฺวิธา ฉินฺทิสฺสามิ อหํ หิ อชฺช เอตทตฺถเมว อาคมนสชฺโช หุตฺวา อาคโต ฯ เอวํ กิร ตํ มหาสตฺโต สนฺตชฺเชสิ ฯ
ยกฺโข ยุตฺตรูปํ มาณโว ภณีติ สลฺลกฺเขตฺวา ปสนฺนจิตฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
มเมว สุตน อตฺโถ ยถา ภาสสิ มาณว
มยา ตฺวํ สมนุญฺญาโต โสตฺถึ ปสฺสาหิ มาตรํ ฯ
ขคฺคํ ฉตฺตญฺจ ปาฏิญฺจ คจฺเฉวาทาย มาณว
โสตฺถึ ปสฺสตุ เต มาตา ตฺวญฺจ ปสฺสาหิ มาตรนฺติ ฯ
ตตฺถ สุตนาติ โพธิสตฺตํ อาลปติ ฯ ยถา ภาสสีติ ยถา ตฺวํ ภาสสิ ตถา โย เอส ตยา ภาสิโต อตฺโถ เอส มเมวตฺโถ มยฺหญฺเญว วฑฺฒติ ฯ
ยกฺขสฺส กถํ สุตฺวา โพธิสตฺโต มม กมฺมํ นิปฺผนฺนํ ทมิโต เม ยกฺโข พหุญฺจ ธนํ ลทฺธํ รญฺโญ จ วจนํ กตนฺติ ตุฏฺฐจิตฺโต ยกฺขสฺส อนุโมทนํ กโรนฺโต โอสานคาถมาห
เอวํ ยกฺข สุขี โหหิ สห สพฺเพหิ ญาติภิ
ธนญฺจ เม อธิคตํ รญฺโญ จ วจนํ กตนฺติ ฯ วตฺวา จ ปน ยกฺขํ อามนฺเตตฺวา สมฺม ตฺวํ ปุพฺเพ อกุสลกมฺมํ กตฺวา กกฺขโล ผรุโส ปเรสํ มํสโลหิตภกฺโข หุตฺวา นิพฺพตฺโต อิโต ปฏฺฐาย ปาณาติปาตาทีนิ มา กรีติ สีเล อานิสํสํ ทุสฺสีเล อาทีนวํ กเถตฺวา ยกฺขํ ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา กินฺเต อรญฺญวาเสน เอหิ นครทฺวาเร ตํ นิสีทาเปตฺวา อคฺคภตฺตาทิลาภึ กโรมีติ ยกฺเขน สทฺธึ นิกฺขมิตฺวา ขคฺคาทีนิ ยกฺขเมว คาหาเปตฺวา พาราณสึ อคมาสิ ฯ สุตโน มาณโว ยกฺขํ คเหตฺวา เอตีติ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา อมจฺจคฺคณปริวุโต โพธิสตฺตสฺส ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา ยกฺขํ นครทฺวาเร นิสีทาเปตฺวา อคฺคภตฺตาทิลาภึ นํ กตฺวา นครํ ปวิสิตฺวา เภริญฺจาราเปตฺวา นาคเร สนฺนิปาเตตฺวา โพธิสตฺตสฺส คุณํ กเถตฺวา เสนาปติฏฺฐานํ อทาสิ สยญฺจ โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา สคฺคปรายโน อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ สจฺจปริโยสาเน มาตุโปสกภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ยกฺโข องฺคุลิมาโล อโหสิ ราชา อานนฺโท มาณโว ปน อหเมวาติ ฯ
สุตนชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗