มาตุโปสกคิชฌชาดก
ว่าด้วยเมื่อถึงคราวพินาศความคิดย่อมวิบัติ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๙๐ · บรรทัด ๔๓๔๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เต กถํ นุ กริสฺสนฺติ ดังนี้. เรื่องจักมีชัดแจ้งในสามชาดก.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดแร้ง เติบโตแล้วให้พ่อแม่ผู้แก่เฒ่าตาเสื่อมคุณภาพแล้ว สถิตอยู่ที่ถ้ำเขาคิชฌกูฏ นำเนื้อโคเป็นต้นมาเลี้ยง. เวลานั้นในเมืองพาราณสี นายพรานคนหนึ่งดักบ่วงแร้งโดยไม่กำหนดเวลาไปดูไว้ที่ป่าช้า อยู่มาวันหนึ่งพระโพธิสัตว์ เมื่อแสวงหาเนื้อโคได้เข้าไปป่าช้า เขาติดบ่วงไม่ได้คิดถึงตน ระลึกถึงแต่พ่อแม่ผู้แก่เฒ่าแล้วบ่นไปว่า พ่อแม่ของเราจักอยู่ไปได้อย่างไรหนอ ? ไม่รู้ว่าเราติดบ่วงเลยหมดที่พึ่งขาดอาหารปัจจัย เห็นจักผอมตายที่ถ้ำในภูเขานั่นเอง ดังนี้กล่าวคาถาที่ ๑ ไปพลางว่า :-
ท่านเหล่านั้น พ่อแม่ของเราแก่เฒ่าแล้ว อาศัยอยู่ที่ซอกเขา จักทำอย่างไรหนอ เราก็ ติดบ่วงตกอยู่ในอำนาจของนายพรานนิลิยะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิลิยสฺส ได้แก่บุตรของนายพรานที่มีชื่ออย่างนี้ บุตรของนายพรานได้ยินคำโอดครวญของแร้งนั้นแล้วจึงกล่าวว่า :-
แร้ง เจ้าโอดครวญทำไม การโอด ครวญของเจ้าจะมีประโยชน์อะไรเล่า ข้าไม่ เคยได้ยินหรือไม่เคยเห็นนกพูดภาษาคนได้เลย ว่า เราเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าแล้ว อาศัยอยู่ที่ ซอกเขา ท่านจักทำอย่างไรหนอ ? เมื่อเราตก อยู่ในอำนาจของท่านแล้ว ชาวโลกพูดกันว่า แร้งมองเห็นซากศพไกลถึงร้อยโยชน์ เหตุไฉน เจ้าแม้เข้าไปใกล้ตาข่ายและบ่วงแล้วจึงไม่รู้ จัก เมื่อใดความเสื่อมจะมี และสัตว์จะมี ความสิ้นชีวิต เมื่อนั้นเขาแม้จะเข้าไปใกล้ ตาข่ายและบ่วงแล้วก็ไม่รู้จัก เจ้าจงไปเลี้ยง พ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ในซอกเขาเถิด ข้าอนุญาตเจ้าแล้ว เจ้าจงไปพบญาติทั้งหลาย โดยสวัสดี ดูก่อนนายพราน เจ้าจงบรรเทิงใจ พร้อมด้วยญาติทั้งมวลเหมือนกันเถิด เราก็จัก เลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ที่ซอกเขา.
คาถาเหล่านี้คือ คาถาที่ ๒ นายพรานกล่าว คาถาที่ ๓ แร้งกล่าวแล้วตามลำดับ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยนฺนุ ความว่า ชาวโลกกล่าวคำนี้ใดไว้นะ. บทว่า คิชฺโฌ โยชนสตํ กุณปานิ อุเปกฺขติ ความว่าแร้งมองเห็นซากศพที่วางอยู่เกินร้อยโยชน์ ถ้าหากชาวโลกกล่าวถ้อยคำนั้นไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉนแร้งแม้เข้าไปใกล้ข่ายและบ่วงจึงไม่รู้จัก คือ แม้มาถึงที่แล้วก็ไม่รู้จัก. บทว่า ปราภโว ได้แก่ ความพินาศ. บทว่า ภรสฺสุ ความว่า นายพรานนั้น ครั้นได้ฟังธรรมกถาของพระโพธิสัตว์นี้แล้วคิดว่า พระยาแร้งผู้ฉลาด เมื่อโอดครวญก็ไม่โอดครวญเพื่อตน แต่โอดครวญเพื่อพ่อแม่ พระยาแร้งนี้ไม่ควรตาย แล้วได้กล่าวยินดีต่อพระโพธิสัตว์นั้น ก็แหละครั้นกล่าวแล้วก็แก้บ่วงออกด้วยจิตใจรักใคร่อ่อนโยน.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์พ้นจากมรณทุกข์มีความสุขใจแล้ว เมื่อจะทำอนุโมทนาแก่นายพรานนั้น จึงกล่าวคาถาสุดท้ายแล้ว ได้คาบเอาเนื้อเต็มปากไปให้พ่อแม่.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล บุตรนายพรานในครั้งนั้น ได้แก่พระฉันนเถระ ในบัดนี้ พ่อแม่ได้แก่ราชตระกูลใหญ่ ส่วนพระยาแร้งได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาคิชฌชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๓๗–๒๔๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๒๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
คิชฺฌชาตกํ
เต กถํ นุ กริสฺสนฺตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มาตุ- โปสกภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุํ สามชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต คิชฺฌโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต วุฑฺเฒ ปริหีนจกฺขุเก มาตาปิตโร คิชฺฌคุหายํ ฐเปตฺวา โคมํสาทีนิ อาหริตฺวา โปเสสิ ฯ ตสฺมึ กาเล พาราณสิยํ สุสาเน เอโก เนสาโท อนิยมิตฺวา คิชฺฌานํ ปาเส โอเฑสิ ฯ อเถกทิวสํ โพธิสตฺโต โคมํสํ ปริเยสนฺโต สุสานํ ปวิฏฺโฐ ปาเทน ปาเส พชฺฌิตฺวา อตฺตานํ น จินฺเตสิ วุฑฺเฒ ปน มาตาปิตโร อนุสฺสริตฺวา กถํ นุ โข เม มาตาปิตโร ยาเปสฺสนฺติ มม พนฺธภาวํปิ อชานนฺตา อนาถา นิปฺปจฺจยา ปพฺพตคุหายเมว สุสฺสิตฺวา มริสฺสนฺติ มญฺเญติ วิลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
เต กถํ นุ กริสฺสนฺติ วุฑฺฒา คิริทรีสยา
อหํ พนฺโธสฺมิ ปาเสน นิลียสฺส วสํ คโตติ ฯ
ตตฺถ นิลียสฺสาติ เอวํนามกสฺส เนสาทปุตฺตสฺส ฯ
เนสาทปุตฺโต ตสฺส ปริเทวิตํ สุตฺวา อาห
กึ คิชฺฌ ปริเทเวสิ กา นุ เต ปริเทวนา
น เม สุโต วา ทิฏฺโฐ วา ภาสนฺโต มานุสึ ทิโช ฯ
ภรามิ มาตาปิตโร วุฑฺเฒ คิริทรีสเย
เต กถนฺนุ กริสฺสนฺติ อหํ วสํ คโต ตว ฯ
ยนฺนุ คิชฺโฌ โยชนสตํ กุณปานิ อเปกฺขติ
กสฺมา ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌสีติ ฯ
ยทา ปราภโว โหติ โปโส ชีวิตสงฺขโย
อถ ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌตีติ ฯ
ภรสฺสุ มาตาปิตโร วุฑฺเฒ คิริทรีสเย
มยา ตฺวํ สมนุญฺญาโต โสตฺถึ ปสฺสาหิ ญาตเก ฯ
เอวํ ลุทฺธก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ
ภริสฺสํ มาตาปิตโร วุฑฺเฒ คิริทรีสเยติ ฯ เนสาทปุตฺเตน ทุติยา คิชฺเฌน ตติยา อิติ อิมา คาถา ปฏิปาฏิยา วุตฺตา ฯ
ตตฺถ ยนฺนูติ ยํ นุ เอตํ โลเก กถียติ ฯ คิชฺโฌ โยชนสตํ กุณปานิ อเปกฺขตีติ โยชนสตํ อติกฺกมฺม ฐิตานิ กุณปานิ ปสฺสติ ตํ ยทิ กถํ อถ กสฺมา ตฺวํ อิมํ ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌสิ สนฺติกํ อาคนฺตฺวาปิ น ชานาสีติ ฯ ปราภโวติ วินาโส ฯ ภรสฺสูติ อิทํ โส โพธิสตฺตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ปณฺฑิโต คิชฺฌราชา ปริเทวนฺโต น อตฺตโน ปริเทวติ มาตาปิตูนํ ปริเทวติ นายํ มาเรตุํ ยุตฺโตติ ตสฺส ตุสฺสิตฺวา อาห วตฺวา จ ปน ปิยจิตฺเตน มุทุจิตฺเตน ปาสํ โมเจสิ ฯ
อถสฺส โพธิสตฺโต มรณทุกฺขโต มุตฺโต สุขิโต อนุโมทนํ กโรนฺโต โอสานคาถํปิ วตฺวา มุขปูรํ มํสํ อาทาย คนฺตฺวา มาตาปิตูนํ อทาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธฺาเนสิ สจฺจปริโยสาเน มาตุโปสกภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา เนสาทปุตฺโต ฉนฺโน อโหสิ มาตาปิตโร มหา- ราชกุลานิ อเหสุํ คิชฺฌราชา ปน อหเมวาติ ฯ
คิชฺฌชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗