นันทชาดก
ว่าด้วยการกล่าวคำหยาบ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๙ · บรรทัด ๒๕๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหารทรงปรารภสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มญฺเ โสวณฺณมโย ราสิ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้ว่าง่าย อดทนต่อถ้อยคำ (ที่สั่งสอน) กระทำอุปการะแก่พระเถระด้วยอุตสาหะเป็นอันมาก ครั้นสมัยหนึ่ง พระเถระทูลลาพระศาสดาหลีกจาริกไปแล้ว ได้กลับมายังทักขิณาคีรีชนบท ในเวลาที่พระเถระไปอยู่ในทักขิณาคีรีชนบทนั้น ภิกษุนั้น เป็นผู้ถือตัวจัด ไม่กระทำตามคำของพระเถระ ก็เมื่อพระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ เธอจงกระทำกรรมชื่อนี้ ก็ได้เป็นฝ่ายตรงข้ามต่อพระเถระ พระเถระไม่รู้อัธยาศัยของภิกษุนั้น พระเถระเที่ยวจาริกไปในทักขิณาคีรีชนบทนั้น หวนกลับมายังพระเชตวันวิหารอีก ภิกษุนั้นก็เป็นเช่นนั้นนั่นแลอีก จำเดิมแต่พระเถระมายังพระเขตวันวิหาร พระเถระจึงกราบทูลแต่พระตถาคตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัทธิวิหาริกรูปหนึ่งของข้าพระองค์ ในที่แห่งหนึ่งได้เป็นเหมือนทาสที่ไถ่มาด้วยทรัพย์หนึ่งร้อย แค่ในที่แห่งหนึ่ง เป็นผู้ถือตัวจัด เมื่อข้าพระองค์บอกว่า จงกระทำสิ่งชื่อนี้กลับทำตรงกันข้าม พระศาสดาตรัสว่า สารีบุตร ภิกษุนี้เป็นผู้มีปกติอย่างนี้ในบัดนี้เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อนภิกษุนี้ไปยังที่หนึ่ง เป็นเหมือนทาสที่ไถ่มาด้วยทรัพย์ตั้งร้อย แต่ไปยังอีกที่หนึ่งกลับเป็นฝ่ายตรงข้าม เป็นศัตรูอันพระเถระทูลอ้อนวอนแล้วจึงทรงนำอด นิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในตระกูลกุฎุมพีตระกูลหนึ่ง กุฎุมพีผู้สหายกนหนึ่งของพระโพธิสัตว์นั้นตนเองเป็นคนแก่ แต่ภรรยาของกุฎุมพีนั้นเป็นหญิงสาว นางอาศัยกุฎุมพีนั้นจึงได้บุตรชาย กุฎุมพีนั้นคิดว่า หญิงนี้ เมื่อเราล่วงไปแล้วก็จะได้บุรุษไร ๆ นั่นแหละ (เป็นสามี) เพราะยังสาวอยู่ จะทำทรัพย์ของเรานี้ให้พินาศ จะไม่ให้แก่บุตรของเรา ถ้ากระไร เราจะฝังทรัพย์นี้ไว้ในแผ่นดินเขาจึงพาทาสในเรือนชื่อว่า นายนันทะ ไปป่า ฝังทรัพย์นี้ไว้ในที่แห่งหนึ่งแล้วบอกแก่นายนันทะนั้น โอวาทว่า พ่อนันทะ ทรัพย์นี้ เมื่อเราล่วงไปแล้ว เธอพึงบอกแก่บุตรของเรา อย่าบริจาคทรัพย์ของเรา ดังนี้ แล้วได้ตายไป บุตรของกุฎุมพีนั้นเป็นผู้เจริญโดยลำดับ. ลำดับนั้น มารดากล่าวกะบุตรชายนั้นว่า ดูก่อนพ่อ บิดาของเจ้าพานายนันททาสไปฝังทรัพย์ เจ้าจงให้นำทรัพย์นั้นมารวบรวมทรัพย์สมบัติไว้ วัน หนึ่ง บุตรนั้นกล่าวกะทาสนันทะว่าลุงทรัพย์ไร ๆ ที่บิดาของฉันฝังไว้ มีอยู่หรือ. นายนันททาสกล่าวว่า ขอรับนาย. บุตรถามว่า ฝังไว้ที่ไหน. นันทะตอบว่า ในป่าจ้ะนาย. บุตรกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นพวกเราพากันไป แล้วถือเอาจอบและตะกร้าไปยังที่ฝังทรัพย์ แล้วกล่าวว่าทรัพย์อยู่ที่ไหนล่ะลุง. นายนันทะขึ้นยืนข้างบนทรัพย์ อาศัยทรัพย์ทำมานะให้เกิดขึ้น ด่ากุมารว่า เฮ้ยเจ้าเจตกะลูกทาสี ทรัพย์ในที่นี้ของเจ้าจักมีมาแต่ไหน. กุมารทำเป็นไม่ได้ยินคำหยาบของเขา กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเรากลับกันเถิด แล้วพานายนันทะนั้นกลับ. ล่วงไป ๒-๓ วันได้ไปอีก นายนันทะก็ด่าเหมือนอย่างนั้นแหละ กุมารไม่กล่าวคำหยาบกับเขาคิดว่า ทาสนี้ไปด้วยคิดว่าจักบอกทรัพย์จำเดิมแต่นี้ แต่ครั้นไปแล้วกลับด่า เราไม่รู้เหตุในข้อนั้นกุฎุมพีผู้สหายของบิดาเรามีอยู่หนอ เราสอบถามกุฎุพีนั้นแล้วจักรู้ได้ จึงไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ บอกเรื่องราวนั้นทั้งหมดแล้วถามว่า ข้าแต่พ่อเพราะเหตุอะไรหนอ ? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนพ่อ นายนันทะยืนด่าเธอในที่ใด ทรัพย์อันเป็นของบิดาเธออยู่ในที่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น ในกาลใดนายนันทะด่าเธอ ในกาลนั้น เธอจงฉุดนายนันทะนั้นมาด้วยคำว่า เฮ้ยเจ้าทาสเจ้าจงมาด่า แล้วถือเอาจอบขุดทำลายที่นั้น นำเอาทรัพย์อันเป็นของตระกูลออกมาให้ทาสยกนำเอาทรัพย์มา ครั้น กล่าวแล้วจึงกล่าวคาถานี้ว่า
ทาสชื่อนายนันทะเป็นบุตรของนางทาสยืน กล่าวคำหยาบในที่ใด เรารู้ว่ากองแห่งรัตนะทั้งหลาย และดอกไม้ทอง มีอยู่ในนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มญฺเ แปลว่า เรารู้อย่างนี้. บทว่า โสวณฺณโย ความว่า ชื่อว่าสุวรรณเพราะมีสีงาม สุวรรณเหล่านั้นคืออะไร ? คือรัตนะทั้งหลายมีเงิน แก้วมณี ทองและแก้วประพาฬ เป็นต้น. ก็ในฐานะนี้ ท่านประสงค์เอารัตนะนี้ทั้งหมดว่า สุวรรณ กองแห่งรัตนะเหล่านั้นชื่อว่าโสวัณณยราสิ กองรัตนะมีสีงาม. บทว่า โสวณฺณมาลา จ ความว่า เราย่อมรู้ว่า และแม้ดอกไม้ทองอันเป็นของแห่งบิดาเธอก็มีอยู่ในที่นี้เหมือนกัน. บทว่า นนฺทโก ยตฺย ทาโส ความว่า ทาสชื่อว่านันทะยืนอยู่ในที่ใด. บทว่า อามชาโต ความว่า บุตรของทาสีกล่าวคือนางอามทาสีเพราะเข้าถึงความเป็นทาสด้วยการกล่าวอย่างนี้ว่า จ้ะ ฉันเป็นทาสีของท่าน. บทว่า ิโต ถุลฺลานิ คชฺชติ ความว่า ทาสชื่อนั้นทะนั้นยืนอยู่ในที่ใด กล่าวคำหยาบคือคำหยาบคาย ทรัพย์อันเป็นของตระกูลแห่งเธอมีอยู่ในที่นั้นแหละ เรารู้ทรัพย์นั้นอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระโพธิสัตว์จึงบอกอุบายเครื่องถือเอาทรัพย์แก่กุมาร.
กุมารไหว้พระโพธิสัตว์แล้วไปเรือนพานายนันทะไปยังที่ฝังทรัพย์ปฏิบัติตามที่พระโพธิสัตว์สั่งสอนแล้ว นำเอาทรัพย์นั้นมารวบรวมทรัพย์สมบัติไว้ ตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ กระทำบุญทั้งหลายมีทาน เป็นต้น ในเวลาสิ้นชีวิต ได้ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาตรัสว่า แม้ในกาลก่อนสัทธิวิหาริกของสารีบุตรนี้ ก็เป็นผู้มีปกติอย่างนี้เหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า ทาสนันทะในครั้งนั้น ได้เป็นสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตร บุตรของกุฏุพีในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนกุฎุมพีผู้บัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราเองแล.
จบนันทชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๖๑–๓๖๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙ นนฺทชาตกํ
มญฺเญ โสวณฺณโย ราสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต สารีปุตฺตตฺเถรสฺส สทฺธิวิหาริกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร ภิกฺขุ สุวโจ อโหสิ วจนกฺขโม เถรสฺส มหนฺเตน อุสฺสาเหน อุปการํ กโรติ ฯ อเถกํ สมยํ เถโร สตฺถารํ อาปุจฺฉิตฺวา จาริกํ ปกฺกนฺโต ทกฺขิณาคิริชนปทํ อคมาสิ ฯ โส ภิกฺขุ ตตฺถ คตกาเล มานตฺถทฺโธ หุตฺวา เถรสฺส วจนํ น กโรติ ฯ อาวุโส อิทํ นาม กโรหีติ วุตฺเต ปน เถรสฺส ปฏิปกฺโข อโหสิ ฯ เถโร ตสฺส อชฺฌาสยํ น ชานาติ ฯ โส ตตฺถ จาริกํ จริตฺวา ปุน เชตวนํ อาคโต ฯ โส ภิกฺขุ เถรสฺส เชตวนวิหารํ อาคตกาลโต ปฏฺฐาย ปุน ตาทิโสว ชาโต ฯ เถโร ตถาคตสฺส อาโรเจสิ ภนฺเต มยฺหํ เอโก สทฺธิวิหาริโก เอกสฺมึ ฐาเน สเตน กีตทาโส วิย อโหสิ เอกสฺมึ ฐาเน มานตฺถทฺโธ หุตฺวา อิทนฺนาม กโรหีติ วุตฺเต ปฏิปกฺโข โหตีติ ฯ สตฺถา นายํ สารีปุตฺต ภิกฺขุ อิทาเนว เอวํสีโล ปุพฺเพเปส เอกํ ฐานํ คโต สเตน กีตทาโส วิย โหติ เอกํ ฐานํ คโต ปฏิปกฺโข ปฏิสตฺตุ โหตีติ วตฺวา เถเรน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ กุฏุมฺพิกกุเล ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ ตสฺเสโก สหายโก กุฏุมฺพิโก สยํ มหลฺลโก ฯ ภริยา ปนสฺส ตรุณี ฯ สา ตํ นิสฺสาย ปุตฺตํ ปฏิลภิ ฯ โส จินฺเตสิ อยํ อิตฺถี ตรุณตฺตาว มม อจฺจเยน กญฺจิเทว ปุริสํ คเหตฺวา อิมํ มม ธนํ วินาเสยฺย ปุตฺตสฺส เม น ทเทยฺย ยนฺนูนาหํ อิมํ ธนํ ปฐวีคตํ กเรยฺยนฺติ ฯ ฆเร นนฺทํ นาม ทาสํ คเหตฺวา อรญฺญํ คนฺตฺวา เอกสฺมึ ฐาเน ตํ ธนํ นิทหิตฺวา ตสฺส อาจิกฺขิตฺวา ตาต นนฺท อิมํ ธนํ มม อจฺจเยน มยฺหํ ปุตฺตสฺส อาจิกฺเขยฺยาสิ มา ธนํ ปริจฺจชีติ โอวทิตฺวา กาลมกาสิ ฯ ปุตฺโตปิสฺส อนุกฺกเมน วยปฺปตฺโต ชาโต ฯ อถ นํ มาตา อาห ตาต ตว ปิตา นนฺททาสํ คเหตฺวา ธนํ นิเธสิ ตํ อาหราเปตฺวา กุฏุมฺพํ สณฺฐเปหีติ ฯ โส เอกทิวสํ นนฺทํ อาห มาตุล อตฺถิ กิญฺจิ มยฺหํ ปิตรา ธนํ นิทหิตนฺติ ฯ อาม สามีติ ฯ กหํ นิทหิตนฺติ ฯ อรญฺเญ สามีติ ฯ เตนหิ คจฺฉามาติ กุทฺทาลปิฏกํ อาทาย นิธิฏฺฐานํ คนฺตฺวา กหํ มาตุล ธนนฺติ อาห ฯ นนฺโท อารุยฺห ธนมตฺถเก ฐตฺวา ธนํ นิสฺสาย มานํ อุปฺปาเทตฺวา อเร ทาสีปุตฺตเจตก กุโต เต อิมสฺมึ ฐาเน ธนนฺติ กุมารํ อกฺโกสติ ฯ กุมาโร ตสฺส ผรุสวจนํ อสุณนฺโต วิย เตนหิ คจฺฉามาติ ตํ คเหตฺวา ปฏินิวตฺติตฺวา ปุน เทฺว ตโย ทิวเส อติกฺกมิตฺวา อคมาสิ ฯ นนฺโท ตเถว อกฺโกสติ ฯ กุมาโร เตน สทฺธึ ผรุสวจนํ อวตฺวา อยํ ทาโส อิโต ปฏฺฐาย ธนํ อาจิกฺขิสฺสามีติ คจฺฉติ คนฺตฺวา ปน อกฺโกสติ ตตฺถ การณํ น ชานามิ อตฺถิ นุ โข ปน เม ปิตุ สหาโย กุฏุมฺพิโก ตํ ปฏิปุจฺฉิตฺวา ชานิสฺสามีติ โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา สพฺพํ ตํ ปวุตฺตึ อาโรเจตฺวา กินฺนุ โข ตาต การณนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โพธิสตฺโต ยสฺมึ เต ตาต ฐาเน ฐิโต นนฺโท อกฺโกสติ ตตฺเถว ปิตุ สนฺตกํ ธนํ ตสฺมา ยทา เต นนฺโท อกฺโกสติ ตทา นํ เอหิ อเร ทาสก อกฺโกสสีติ อากฑฺฒิตฺวา กุทฺทาลํ คเหตฺวา ตณฺฐานํ ภินฺทิตฺวา กุลสนฺตกํ ธนํ นีหริตฺวา ทาสํ อุกฺขิปาเปตฺวา ธนํ อาหราติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
มญฺเญ โสวณฺณโย ราสิ โสวณฺณมาลา จ นนฺทโก
ยตฺถ ทาโส อามชาโต ฐิโต ถุลฺลานิ คชฺชตีติ ฯ
ตตฺถ มญฺเญติ เอวํ อหํ ชานามิ ฯ โสวณฺณโยติ สุนฺทโร วณฺโณ เอเตสนฺติ สุวณฺณานิ ฯ กานิ ตานิ ฯ รชตมณิกาญฺจนปวาฬาทีนิ รตนานิ ฯ อิมสฺมึ หิ ฐาเน สพฺพาเนตานิ สุวณฺณานีติ อธิปฺเปตานิ ฯ เตสํ ราสิ โสวณฺณโย ราสิ ฯ โสวณฺณมาลา จาติ ตุยฺหํ ปิตุ สนฺตกา สุวณฺณมาลาปิ จ เอตฺเถวาติ มญฺญามิ ฯ นนฺทโก ยตฺถ ทาโสติ ยสฺมึ ฐาเน ฐิโต นนฺทโก ทาโส ฯ อามชาโตติ อาม อหํ โว ทาสีติ เอวํ ทาสพฺยํ อุปคตาย อามทาสีสงฺขาตาย ทาสิยา ปุตฺโต ฯ ฐิโต ถุลฺลานิ คชฺชตีติ โส ยสฺมึ ฐาเน ฐิโต ถุลฺลานิ ผรุสวจนานิ วทติ ตตฺเถว เต กุลธนํ เอวมหนฺตํ มญฺญามีติ โพธิสตฺโต กุมารสฺส ธนคหณุปายํ อาจิกฺขิ ฯ
กุมาโร โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา ฆรํ คนฺตฺวา นนฺทํ อาทาย นิธิฏฺฐานํ คนฺตฺวา ยถานุสิฏฺฐํ ปฏิปชฺชิตฺวา ตํ ธนํ อาหริตฺวา กุฏุมฺพํ สณฺฐเปตฺวา โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ชีวิตปริโยสาเน ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา ปุพฺเพเปโส เอวํสีโลเยวาติ วตฺวา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา นนฺโท สารีปุตฺตสฺส สทฺธิวิหาริโก อโหสิ กุฏุมฺพิกปุตฺโต สารีปุตฺโต ปณฺฑิตกุฏุมฺพิโก ปน อหเมวาติ ฯ
นนฺทชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗