ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ทัพพปุปผกชาดก
ชาดกที่ ๔๐๐ · สัตตกนิบาตชาดก · กุกกุวรรค

ทัพพปุปผกชาดก

ว่าด้วยโทษของการโต้เถียงกัน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๙๙๗ · บรรทัด ๔๓๕๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากทัพพปุปผกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระอุปนันทศากยบุตร แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อนุตีรจารี ภทฺทนฺเต ดังนี้.

ดังจะกล่าวโดยย่อ ท่านบวชในพระศาสนาแล้ว ละคุณธรรมมีความปรารถนาน้อยเป็นต้น ได้เป็นผู้มีความทะยานอยากมาก. ในวันเข้าพรรษาท่านยึดครองวัดไว้ ๒, ๓ วัด คือวางร่มหรือรองเท้าไว้วัดหนึ่ง ไม้เท้าคนแก่หรือหม้อน้ำไว้อีกวัดหนึ่ง ตนเองก็อยู่วัดหนึ่ง. ท่านจำพรรษาที่วัดในชนบทวัดหนึ่ง สอนปฏิปทาอันเป็นวงศ์ของพระอริยเจ้า ที่แสดงถึงความสันโดษในปัจจัย แก่ภิกษุทั้งหลายแจ่มชัดเหมือนยกพระจันทร์ขึ้นในอากาศก็ปานกันว่า ธรรมดาภิกษุควรเป็นผู้มักน้อย. ภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำนั้นแล้ว พากันทิ้งบาตรและจีวรที่น่าชอบใจ รับเอาบาตรดินเหนียวและผ้าบังสุกุล. ท่านให้ภิกษุทั้งหลาย วางของเหล่านั้นไว้ ณ ที่อยู่ท่าน ออกพรรษาปวารณาแล้ว บรรทุกเต็มเกวียนไปพระเชตวันมหาวิหาร ถูกเถาวัลย์เกี่ยวเท้า ที่ด้านหลังวัดป่าแห่งหนึ่งในระหว่างทางข้าใจว่า จักต้องมีของอะไรที่เราควรได้ในวัดนี้แน่นอน แล้วจึงแวะวัดนั้น. ในวัดนั้นภิกษุแก่ คือหลวงตา จำพรรษาอยู่ ๒ รูป. ท่านได้ผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ๒ ผืนและผ้ากัมพล เนื้อละเอียดผืนหนึ่ง ไม่อาจจะแบ่งกันได้ เห็นท่านมาดีใจว่า พระเถระจักแบ่งให้พวกเราได้แน่ จึงพากันเรียนท่านว่า ใต้เท้าขอรับ พวกกระผมไม่สามารถแบ่งผ้าจำนำพรรษานี้ได้ พวกกระผมจะมีการวิวาทกัน เพราะผ้าจำนำพรรษานี้ ขอใต้เท้า จงแบ่งผ้านี้ให้แก่พวกกระผม. ท่านรับปากว่า ดีแล้ว ผมจักแบ่งให้แล้วได้แบ่งผ้าสาฎกเนื้อหยาบให้ภิกษุ ๒ รูป บอกว่า ผืนนี้คือผ้ากัมพลตกแก่ผมผู้เป็นพระวินัยธร แล้วก็หยิบเอาผ้ากัมพล หลีกไป. พระเถระแม้เหล่านั้น ยังมีความอาลัยในผ้ากัมพล จึงพากันไปเชตวันมหาวิหารพร้อมกับท่านอุปนันทะนั้นนั่นแหละ ได้บอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระวินัยธร แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญมีหรือไม่หนอการที่พระวินัยธรทั้งหลาย กินของที่ริบมาได้อย่างนี้. ภิกษุทั้งหลายเห็นกองบาตรและจีวร. ที่พระอุปนันทะนำมาแล้ว พูดว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านมีบุญมากหรือ ? ท่านจึงได้บาตรและจีวรมาก. ท่านบอกทุกอย่างว่า ท่านผู้มีอายุผมจักมีบุญแต่ที่ไหน ? บาตรและจีวรนี้ผมได้มาด้วยอุบายนี้. ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งเรื่องขึ้นในธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท่านอุปนันทะ ศากยบุตรมีตัณหามาก มีความโลภมาก. พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย พระอุปนันทะ ไม่ทำสิ่งที่เหมาะสมแก่ปฏิปทา ธรรมดาว่าภิกษุ เมื่อจะบอกปฏิปทาแก่ผู้อื่น ควรจะทำให้เหมาะสมแก่ตนก่อนแล้วจึงให้โอวาทผู้อื่นในภายหลัง ครั้นทรงแสดงธรรม ด้วยคาถาในธรรมบทนี้ว่า :-

คนควรตั้งตนเองไว้ในที่เหมาะสมก่อน ภายหลังจึงพร่ำสอนผู้อื่น ผู้ฉลาดไม่ควรจะ มัวหมอง.

แล้วตรัสว่า พระอุปนันทะ ไม่ใช่มีความโลภมากแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อแต่ก่อนเธอก็มีความโลภมากเหมือนกัน และก็ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อน เธอก็ริบสิ่งของของภิกษุเหล่านี้ เหมือนกันแล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นรุกขเทวดาที่ฝั่งแม่น้ำ. ครั้งนั้นสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ชื่อมายาวี คือเจ้าเล่ห์ พาเมียไปอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำ. อยู่มาวันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกตัวเมียพูดกับตัวผู้ว่า พี่ฉันเกิดแพ้ท้องแล้วฉันอยากกินเนื้อที่ยังมีเลือดสด ๆ อยู่. สุนัขจิ้งจอกตัวผู้บอกว่า น้องอย่าท้อใจ พี่จักนำมาให้น้องให้ได้ จึงเดินไปริมฝั่งน้ำถูกเถาวัลย์คล้องขา จึงได้เดินไปตามฝั่งนั่นเอง. ขณะนั้น นาก ๒ ตัวคือตัวหนึ่งเที่ยวหากินน้ำลึกเป็นปกติ ส่วนตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามฝั่งเป็นปกติ กำลังเสาะแสวงหาปลา ได้หยุดยืนอยู่ที่ตลิ่ง. บรรดานาก ๒ตัวนั้น ตัวเที่ยวหากินน้ำลึก เห็นปลาตะเพียนแดงตัวใหญ่ จึงดำน้ำไปโดยเร็วคาบทางปลาไว้ได้. แต่ปลาแรงมากฉุดนากไป. นากตัวที่เที่ยวหากินน้ำลึกจึงเจรจาตกลงกับนากอีกตัวหนึ่งว่า ปลาตัวใหญ่จักพอกินสำหรับเราทั้ง ๒ มาเถอะ จงเป็นสหายผู้ร่วมงานของเรา แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ดูก่อนสหายนาก ผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ขอ ท่านจงมีความเจริญ จงตามฉันมาเถิด ฉันคาบ ปลาตัวใหญ่ไว้ แล้วมันลากฉันไปด้วยกำลัง เร็ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหายมนุธาว มํ ความว่า สหายจงตามฉันมา. ม อักษรท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจสนธิ. มีคำอธิบายว่าขอสหายจงตามฉันมาคาบท่อนหางไว้ เหมือนฉันไม่ท้อถอยเพราะการจับปลาตัวนี้ ฉะนั้น.

นากอีกตัวหนึ่ง ได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ดูก่อนนากผู้เที่ยวหากินในน้ำลึก ขอท่าน จงมีความเจริญ ท่านจงคาบไว้ให้มั่น ด้วย กำลัง เราจักยกปลานั้นขึ้นเหมือนครุฑยกนาค ขึ้น ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถามสา ความว่า ด้วยกำลัง. บทว่า อุทฺธริสฺสามิ ความว่า จักนำออกไป. บทว่า สุปณฺโณ อุรคมฺมิว ความว่า เหมือนครุฑยกงูขึ้น ฉะนั้น.

ลำดับนั้น นากทั้ง ๒ ตัวนั้น ร่วมกันนำปลาตะเพียนแดงออกมาได้ วางให้ตายอยู่บนบกเกิดการทะเลาะกันว่า แบ่งสิแกแบ่งสิ แล้วไม่อาจแบ่งกันได้ จึงหยุดนั่งกันอยู่. ขณะนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้ามาถึงที่นั้น. นากเหล่านั้นเห็นแล้ว ทั้ง ๒ ตัว จึงพากันต้อนรับแล้วพูดว่า สหายทรรพบุบผา ปลาตัวนี้ พวกเราจับได้ร่วมกัน เมื่อพวกเราไม่สามารถจะแบ่งกันได้ จึงเกิดขัดแย้งกันขึ้น ขอเชิญท่านแบ่งปลาให้พวกเราเท่า ๆ กันเถิด แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

สหายทรรพบุบผา พวกเราเกิดทะเลาะ กันขึ้น ขอท่านจงฟังเรา ดูก่อนสหาย ขอจง ระงับความบาดหมางกัน ขอให้ข้อพิพาทจง สงบลง.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น นากเรียกสุนัขจิ้งจอกว่า ทรรพบุบผาเพราะมันมีสีเหมือนดอกหญ้าคา. บทว่า เมธคํ ได้แก่การทะเลาะกัน.

สุนัขจิ้งจอกได้ยินถ้อยคำของนากเหล่านี้ แเล้ว เมื่อจะแสดงถึงปรีชาสามารถของตน จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

เราเป็นผู้พิพากษามากก่อน ได้พิจารณา คดีมาแล้วมากมายสหาย เราจะระงับความ บาดหมางกัน ข้อพิพาทจงสงบลง.

สุนัขจิ้งจอกครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อจะแบ่งปลา จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

สหายผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ท่อนหาง จักเป็นของเจ้า แต่ท่อนหัวจักเป็นของผู้เที่ยว หากินในน้ำลึก ส่วนอีกท่อนกลางนี้ จักเป็น ของผู้ตัดสิน.

บรรดาคาถาทั้ง ๒ นั้น คาถาที่ ๑ มีเนื้อความดังนี้. เราเคยเป็นผู้พิพากษาของพระราชาทั้งหลายมาก่อน เรานั้นนั่งในศาลพิจารณาคดีมามากทีเดียว คือคดีมากมาย ของพราหมณ์และคหบดีทั้งหลายเหล่านั้นๆ เราพิจารณา คือวินิจฉัยมาแล้ว เรานั้นจักไม่อาจพิจารณาคดีของสัตว์ ๔ เท้าทั้งหลาย ผู้มีชาติเสมอกัน เช่นท่านทั้งหลายได้อย่างไรเราจะระงับความร้าวรานของท่านทั้งหลาย สหาย ความวิวาทบาดหมางกัน จงสงบคือระงับไป เพราะอาศัยเรา. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มันก็แบ่งปลาเป็น ๓ ส่วนแล้วบอกว่า. ดูก่อนนากตัวเที่ยวหากินตามฝั่ง เจ้าจงคาบเอาท่อนหาง ท่อนหัวจงเป็นของตัวเที่ยวหากินในน้ำลึก. บทว่า อจฺจายํ มชฺฌิโม ขณฺโฑ ความว่า อีกส่วนท่อนกลางนี้. อีกอย่างหนึ่งบทว่า อจฺจ ความว่า เลยไป คือท่อนที่อยู่เลยส่วนทั้ง ๒ นี้ไป ได้แก่ท่อนกลางนี้ จักเป็นของผู้พิพากษา คือนายผู้วินิจฉัยคดี.

สุนัขจิ้งจอกครั้นแบ่งปลาอย่างนี้แล้ว ก็บอกว่า เจ้าทั้งหลายอย่าทะเลาะกันแล้วพากันกินท่อนหางและท่อนหัวเถิด แล้วก็เอาปากคาบเอาท่อนกลางหนีไปทั้ง ๆ ที่นาก ๒ ตัวนั้นเห็นอยู่นั่นแหละ. นาก ๒ ตัวนั้นนั่งหน้าเสียเหมือนแพ้ตั้งพันครั้ง แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-

ถ้าเราไม่วิวาทกันไซร้ ท่อนกลางก็จัก เป็นอาหารไปได้นานวัน แต่เพราะวิวาทกัน สุนัขจิ้งจอกจึงนำเอาปลาตะเพียนแดงที่ไม่ใช่ หัวไม่ใช่หางไป คือท่อนกลาง.

ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกดีใจว่า วันนี้เราจักให้เมียกินปลาตะเพียนแดงแล้วได้มาที่สำนักของเมียนั้น. นางเมียเห็นผัวกำลังมาดีใจเป็นอย่างยิ่งจึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :-

วันนี้ฉันเห็นผัวมีอาหารเต็มปาก จึงชื่น ใจเหมือนกษัตริย์ได้ราชสมบัติเป็นพระราชา แล้ว พึงทรงชื่นพระทัย ก็ปานกัน.

ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อถามถึงอุบายที่ได้อาหารมา จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

พี่เป็นสัตว์เกิดบนบก ไฉนหนอ จึงจับ ปลาในน้ำได้ ดูก่อนพี่ร่วมชีวิต พี่ถูกฉันถาม แล้ว ขอจงบอกฉันว่า พี่ได้มาอย่างไร ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถนฺนุ ความว่า เมื่อสุนัขจิ้งจอกผัวบอกว่า จงกินเถิดน้อง แล้ววางชิ้นปลาไว้ข้างหน้า สุนัขจิ้งจอกตัวเป็นเมีย จึงถามว่า พี่เป็นสัตว์เกิดบนบก แต่จับปลาในน้ำมาได้อย่างไร ?

สุนัขจิ้งจอกตัวเป็นผัว เมื่อจะบอกอุบายที่ได้ปลานั้นมา จึงกล่าวคาถาติดต่อกันไปว่า :-

คนทั้งหลายผ่ายผอม เพราะวิวาทกัน มี ความสิ้นทรัพย์ ก็เพราะวิวาทกัน นาก ๒ ตัว พลาดปลาชิ้นนี้ เพราะทะเลาะกัน แม่งามงอน เจ้าจงกินปลาตะเพียนแดงเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวาเทน กิสา โหนฺติ ความว่าน้องนางผู้เจริญเอ๋ย สัตว์เหล่านี้ เมื่อทำการวิวาทกัน อาศัยการวิวาทจะฝ่ายผอม คือมีเนื้อและโลหิตน้อย. บทว่า วิวาเทน ธนกฺขยา ความว่า ถึงความสิ้นทรัพย์ทั้งหลาย มีเงินและทองเป็นต้น ก็มี เพราะการวิวาทกันนั่นเอง. เมื่อคนทั้ง ๒ วิวาทกัน คนหนึ่งแพ้ เพราะแพ้จึงถึงความสิ้นทรัพย์ เพราะให้ส่วนแห่งความชนะแก่ผู้พิพากษา. บทว่าชินา อุทฺทา ความว่า นาก ๒ ตัวพลาดปลาชิ้นนี้ไป เพราะวิวาทกันนั่นเอง เพราะฉะนั้น เธออย่าถามถึงเหตุแห่งปลาชิ้นนี้ที่เรานำมาแล้วดูก่อนน้อง เธอจงกินปลาตะเพียนแดงชิ้นนี้อย่างเดียว.

คาถาบอกนี้ เป็นคาถาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้วว่า ดังนี้ :-

ในหมู่มนุษย์ ข้อพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่ใด พวกเขาจะวิ่งหาผู้พิพากษา เพราะผู้พิพากษา เป็นผู้แนะนำพวกเขา ฝ่ายพวกเขาก็จะเสีย ทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก ๒ ตัวนั้นเอง แต่ คลังหลวงเจริญขึ้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวเมว ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นาก ๒ ตัวนั้น พลาดไปแล้วฉันใด ถึงในหมู่มนุษย์ก็เช่นนั้นเหมือนกัน ณ ที่ใด เกิดการวิวาทกันขึ้น ณ ที่นั้น คนทั้งหลายจะวิ่งหาผู้พิพากษา คือเข้าไปหาเจ้านายผู้ตัดสิน. เพราะเหตุไร ? เพราะว่า ท่านเป็นผู้แนะนำพวกเขา อธิบายว่า เป็นผู้จะให้ข้อพิพาทของพวกเขา ที่ทะเลาะกันสงบลงได้. บทว่า ธนาปิ ตตฺถ ความว่า พวกเขาผู้วิวาทกันจะเสื่อมแม้จากทรัพย์ ณ ที่นั้น อธิบายว่า จะเสื่อมจากของที่มีอยู่ของตน. แต่คลังหลวงจะเจริญขึ้น เพราะสินไหม และเพราะรับส่วนแบ่งจากชัยชนะ.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้แก่พระอุปนันทะในบัดนี้ นาก๒ ตัว ได้แก่ภิกษุแก่ ๒ รูป ส่วนรุกขเทวา ผู้ทำเหตุนั้นให้เห็นประจักษ์ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาทัพพปุปผชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๔๓–๒๕๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตกนิบาตชาดก · ๔๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ทพฺพปุปฺผชาตกํ

อนุตีรจารี ภทฺทนฺเตติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส หิ สาสเน ปพฺพชิตฺวา อปฺปิจฺฉาทิคุเณ ปหาย มหาตณฺโห อโหสิ ฯ วสฺสูปนายิกาย เทฺว ตโย วิหาเร ปริคฺคเหตฺวา เอกสฺมึ ฉตฺตํ วา อุปาหนํ วา เอกสฺมึ กตฺตรยฏฺฐึ วา อุทกตุมฺพํ วา ฐเปตฺวา เอกสฺมึ สยํ วสติ ฯ โส เอกสฺมึ ชนปทวิหาเร วสฺสํ อุปคนฺตฺวา ภิกฺขุนา นาม อปฺปิจฺเฉน ภวิตพฺพนฺติ อากาเส จนฺทํ อุฏฺฐาเปนฺโต วิย ภิกฺขูนํ ปจฺจยสนฺโตสทีปกํ อริยวํสปฏิปทํ กเถสิ ฯ ตํ สุตฺวา ภิกฺขู มนาปานิ ปตฺตจีวรานิ ฉฑฺเฑตฺวา มตฺติกปตฺตานิ เจว ปํสุกูลจีวรานิ จ คณฺหึสุ ฯ โส ตานิ อตฺตโน วสนฏฺฐาเน ฐเปตฺวา วุตฺถวสฺโส ปวาเรตฺวา ยานกํ ปูเรตฺวา เชตวนํ คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค เอกสฺส อรญฺญิกวิหารสฺส ปิฏฺฐิภาเค ปาเท วลฺลิยา ปลิพุทฺธา อทฺธา เอตฺถ กิญฺจิ ลทฺธพฺพํ ภวิสฺสตีติ ตํ วิหารํ ปาวิสิ ฯ ตตฺถ เทฺว มหลฺลกา ภิกฺขู วสฺสํ อุปคจฺฉึสุ ฯ เต เทฺว จ ถูลสาฏเก เอกญฺจ สุขุมํ กมฺพลํ ลภิตฺวา ภาเชตุํ อสกฺโกนฺตา ตํ ทิสฺวา เถโร โน ภาเชตฺวา ทสฺสตีติ ตุฏฺฐจิตฺตา มยํ ภนฺเต อิมํ วสฺสาวาสิกํ ภาเชตุํ น สกฺโกม อิมํ โน นิสฺสาย วิวาโท โหติ อิทํ อมฺหากํ ภาเชตฺวา เทถาติ อาหํสุ ฯ โส สาธุ ภาเชสฺสามีติ เทฺว ถูลสาฏเก ทฺวินฺนํ ภาเชตฺวา อยํ อมฺหากํ วินยธรานํ ปาปุณาตีติ กมฺพลํ คเหตฺวา ปกฺกามิ ฯ เตปิ เถรา กมฺพเล สาลยา เตเนว สทฺธึ เชตวนํ คนฺตฺวา วินยธรานํ ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจตฺวา ลพฺภติ นุ โข ภนฺเต วินยธรานํ เอวํ วิโลปํ ขาทิตุนฺติ อาหํสุ ฯ ภิกฺขู อุปนนฺทตฺเถเรน อาภตํ ปตฺต- จีวรราสึ ทิสฺวา มหาปุญฺโญสิ ตฺวํ อาวุโส พหุํ เต ปตฺตจีวรํ ลทฺธนฺติ วทึสุ ฯ โส กุโต เม อาวุโส ปุญฺญํ อิมินา เม อุปาเยน อิทํ ลทฺธนฺติ สพฺพํ กเถสิ ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต มหาตณฺโห มหาโลโภติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อุปนนฺเทน ปฏิปทาย อนุจฺฉวิกํ กตํ ปรสฺส ปฏิปทํ กเถนฺเตน นาม ภิกฺขุนา ปฐมํ อตฺตโน อนุจฺฉวิกํ กตฺวา ปจฺฉา ปโร โอวทิตพฺโพติ

อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย

อถญฺญมนุสาเสยฺย น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโตติ อิมาย ธมฺมปเท คาถาย ธมฺมํ เทเสตฺวา น ภิกฺขเว อุปนนฺโท อิทาเนว ปุพฺเพเปส มหาโลโภว น จ ปน อิทาเนว ปุพฺเพเปส อิเมสํ สนฺตกํ วิลุมฺปิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต นทีตีเร รุกฺขเทวตา อโหสิ ฯ ตทา เอโก สิคาโล มายาวึ นาม ภริยํ คเหตฺวา นทีตีเร เอกสฺมึ ฐาเน วสิ ฯ อเถกทิวสํ สิคาลี สิคาลํ อาห โทหโฬ เม สามิ อุปฺปนฺโน อลฺลโรหิตมจฺฉํ ขาทิตุํ อิจฺฉามีติ ฯ สิคาโล อปฺโปสฺสุกฺกา โหหิ อาหริสฺสามิ เตติ นทีตีเร จรนฺโต วลฺลิยา ปาเท ปลิพุทฺโธ อนุตีรเมว อคมาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ คมฺภีรจารี จ อนุตีรจารี จาติ เทฺว อุทฺทา มจฺเฉ ปริเยสนฺตา ตีเร อฏฺฐํสุ ฯ เตสุ คมฺภีรจารี มหนฺตํ โรหิตมจฺฉํ ทิสฺวา เวเคน อุทกํ ปวิสิตฺวา ตํ นงฺคุฏฺเฐ คณฺหิ ฯ พลวา มจฺโฉ ปริกฑฺฒนฺโต ปายาสิ ฯ โส คมฺภีรจาริอุทฺโท มหามจฺโฉ อุภินฺนํปิ โน ปโหสฺสติ เอหิ เม สหาโย โหหีติ อิตเรน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

อนุตีรจารี ภทฺทนฺเต สหายมนุธาว มํ

มหา เม คหิโต มจฺโฉ โส มํ หรติ เวคสาติ ฯ

ตตฺถ สหายมนุธาว มนฺติ สหาย อนุธาว มํ ฯ สนฺธิวเสน มกาโร วุตฺโต อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถาหํ อิมินา มจฺเฉน น สํหรามิ เอวํ มํ นงฺคุฏฺฐกฺขณฺฑํ คเหตฺวา ตฺวํ อนุธาวาติ ฯ

ตํ สุตฺวา อิตโร ทุติยํ คาถมาห

คมฺภีรจารี ภทฺทนฺเต ทฬฺหํ คณฺหาหิ ถามสา

อหํ ตํ อุทฺธริสฺสามิ สุปณฺโณ อุรคมฺมิวาติ ฯ

ตตฺถ ถามสาติ ถาเมน ฯ อุทฺธริสฺสามีติ นีหริสฺสามิ ฯ สุปณฺโณ อุรคมฺมิวาติ ครุโฬ สปฺปํ วิย ฯ

อถ เทฺวปิ เต เอกโต หุตฺวา โรหิตมจฺฉํ นีหริตฺวา ถเล ฐเปตฺวา มาเรตฺวา ภาเชหิ ตฺวํ ภาเชหีติ กลหํ กตฺวา ภาเชตุํ อสกฺโกนฺตา ฐเปตฺวา นิสีทึสุ ฯ ตสฺมึ ขเณ สิคาโล ตํ ฐานํ อนุปฺปตฺโต ฯ เต ตํ ทิสฺวา อุโภปิ ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา อยํ สมฺม ทพฺพปุปฺผ มจฺโฉ อมฺเหหิ เอกโต หุตฺวา คหิโต ตํ โน ภาเชตุํ อสกฺโกนฺตานํ วิวาโท อุปฺปนฺโน สมกํ โน ภาเชตฺวา เทหีติ ตติยํ คาถมาหํสุ

วิวาโท โน สมุปฺปนฺโน ทพฺพปุปฺผ สุโณหิ เม

สเมหิ เมธคํ สมฺม วิวาโท วูปสมฺมตูติ ฯ

ตตฺถ ทพฺพปุปฺผาติ ทพฺพปุปฺผสมานวณฺณตาย ตํ อาลปนฺติ ฯ เมธคนฺติ กลหํ ฯ

เตสํ กถํ สุตฺวา สิคาโล อตฺตโน พลํ ทีเปนฺโต อิมํ คาถมาห

ธมฺมฏฺโฐหํ ปุเร อาสึ พหุอฏฺฏํว ตีริตํ

สเมหิ เมธคํ สมฺม วิวาโท วูปสมฺมตูติ ฯ

อิมํ คาถํ วตฺวา ภาเชนฺโต อิมํ คาถมาห

อนุตีรจารี นงฺคุฏฺฐํ สีสํ คมฺภีรจาริโน

อจฺจายํ มชฺฌิโม ขณฺโฑ ธมฺมฏฺฐสฺส ภวิสฺสตีติ ฯ

ตตฺถ ปฐมคาถาย อยมตฺโถ อหํ ปุพฺเพ ราชูนํ วินิจฺฉยามจฺโจ อาสึ เตน มยา วินิจฺฉเย นิสีทิตฺวา พหุอฏฺฏํว ตีริตนฺติ เตสํ เตสํ พฺราหฺมณคหปติกาทีนํ พหุอฏฺฏา ตีริตา วินิจฺฉิตา สฺวาหํ ตุมฺหาทิสานํ สมชาติกานํ จตุปฺปทานํ อฏฺฏํ ตีเรตุํ กินฺน สกฺขิสฺสามิ อหํ โว สเมมิ เมธคํ สมฺม มํ นิสฺสาย ตุมฺหากํ วิวาโท วูปสมฺมตุ อุปสมฺมตูติ ฯ เอวญฺจ ปน วตฺวา มจฺฉํ ตโย โกฏฺฐาเส กตฺวา อนุตีรจาริก ตฺวํ นงฺคุฏฺฐํ คณฺห สีสํ คมฺภีรจาริโน โหตุ อจฺจายํ มชฺฌิโม ขณฺโฑติ อปิ จ อยํ มชฺฌิโม โกฏฺฐาโส ฯ อถวา อจฺจาติ อติจฺจ อิเม เทฺว โกฏฺฐาเส อติกฺกมิตฺวา ฐิโต อยํ มชฺฌิโม ขณฺโฑ ธมฺมฏฺฐสฺส วินิจฺฉยสามิกสฺส มยฺหํ ภวิสฺสติ ฯ

เอวํ ตํ มจฺฉํ วิภชิตฺวา ตุมฺเห กลหํ อกตฺวา นงฺคุฏฺฐญฺจ สีสญฺจ ขาทถาติ วตฺวา มชฺฌิมกฺขณฺฑํ มุเขน ฑํสิตฺวา เตสํ ปสฺสนฺตา- นญฺเญว ปายาสิ ฯ เต สหสฺสปราชิตา วิย ทุมฺมุขา นิสีทิตฺวา ฉฏฺฐํ คาถมาหํสุ

จิรํปิ ภกฺโข อภวิสฺส สเจ น วิวเทมเส

อสีสกํ อนงฺคุฏฺฐํ สิคาโล หรติ โรหิตนฺติ ฯ

ตตฺถ จิรํปีติ เทฺว ตโย ทิวเส สนฺธาย วุตฺตํ ฯ

สิคาโลปิ อชฺช ภริยํ โรหิตมจฺฉํ ขาทาเปสฺสามีติ ตุฏฺฐจิตฺโต ตสฺสา สนฺติกํ อาคมิ ฯ สา ตํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา อภินนฺทมานา อิมํ คาถมาห

ยถาปิ ราชา นนฺเทยฺย รชฺชํ ลทฺธาน ขตฺติโย

เอวาหมชฺช นนฺทามิ ทิสฺวา ปุณฺณมุขํ ปตินฺติ ฯ อิมํ คาถํ วตฺวา อธิคมุปายํ ปุจฺฉนฺตี อิมํ คาถมาห

กถนฺนุ ถลโช สนฺโต อุทเก มจฺฉํ ปรามสิ

ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กถํ อธิคตํ ตยาติ ฯ

ตตฺถ กถนฺนูติ ขาท ภทฺเทติ มจฺฉกฺขณฺเฑ ปุรโต ฐปิเต กถํ นุ ตฺวํ ถลโช สมาโน อุทเก มจฺฉํ คณฺหีติ ปุจฺฉิ ฯ

สิคาโล ตสฺสา อธิคมุปายํ อาจิกฺขนฺโต อนนฺตรํ คาถมาห

วิวาเทน กิสา โหนฺติ วิวาเทน ธนกฺขยา

ชินา อุทฺทา วิวาเทน ภุญฺช มายาวิ โรหิตนฺติ ฯ

ตตฺถ วิวาเทน กิสา โหนฺตีติ ภทฺเท อิเม สตฺตา วิวาทํ กโรนฺตา วิวาทํ นิสฺสาย กิสา อปฺปมํสโลหิตา โหนฺติ ฯ วิวาเทน ธนกฺขยาติ หิรญฺญสุวณฺณาทีนํ ธนานํ ขยาปิ วิวาเทเนว โหนฺติ ฯ ทฺวีสุปิ วิวทนฺเตสุ เอโก ปราชิโต ปราชิตตฺตา ธนกฺขยํ ปาปุณาติ อิตโร ชยภาคทาเนน ฯ ชินา อุทฺทาติ เทฺว อุทฺทา วิวาเทเนว อิมํ มจฺฉํ ชินา ตสฺมา ตฺวํ มยา อาภตสฺส อุปฺปตฺตึ มา ปุจฺฉ เกวลํ อิมํ ภุญฺช มายาวิ โรหิตนฺติ ฯ

อิตรา อภิสมฺพุทฺธคาถา

เอวเมว มนุสฺเสสุ วิวาโท ยตฺถ ชายติ

ธมฺมฏฺฐมติธาวนฺติ โส หิ เนสํ วินายโก

ธนาปิ ตตฺถ ชียนฺติ ราชโกโส ปวฑฺฒตีติ ฯ

ตตฺถ เอวเมวาติ ภิกฺขเว ยถา เอเต อุทฺทา ชินา เอวเมว มนุสฺเสสุปิ ยสฺมึ ฐาเน วิวาโท ชายติ ตตฺถ มนุสฺสา ธมฺมฏฺฐํ อติธาวนฺติ วินิจฺฉยสามิกํ อุปสงฺกมนฺติ ฯ กึการณา ฯ โส หิ เนสํ วินายโก เตสํ วิวาทาปนฺนานํ วิวาทวูปสมโกติ อตฺโถ ฯ ธนาปิ ตตฺถาติ ตตฺถ เต วิวาทาปนฺนา ธนโตปิ ชียนฺติ อตฺตโน สนฺตกา ปริหายนฺติ ทณฺเฑน เจว ชยภาคคฺคหเณน จ ราชโกโส ปวฑฺฒตีติ อตฺโถ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สิคาโล อุปนนฺโท อโหสิ เทฺว อุทฺทา เทฺว มหลฺลกา ตสฺส การณสฺส ปจฺจกฺขการิกา รุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ

ทพฺพปุปฺผชาตกํ ปญฺจมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๙๙. มาตุโปสกคิชฌชาดกชาดกถัดไป๔๐๑. ทสรรณกชาดก