ทสรรณกชาดก
ว่าด้วยให้แล้วไม่เดือดร้อนภายหลังทำได้ยาก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๐๗ · บรรทัด ๔๓๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการยั่วยวนของภรรยาเก่า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทสณฺณกํ ติขิณธารํ ดังนี้.
ดังจะกล่าวโดยย่อ พระศาสดาตรัสถาม ภิกษุนั้นว่า ได้ทราบว่าเธอกระสันอยากสึกจริงหรือ ? เมื่อเธอทราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามต่อว่า ใครยั่วให้กระสัน ? เมื่อเธอทูลว่า ภรรยาเก่าพระเจ้าข้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ทำอนัตถะให้เธอ ไม่เฉพาะในบัดนี้ แม้ในชาติก่อน เธออาศัยหญิงนี้กำลังจะตายเพราะโรคเจตสิก ได้อาศัยบัณฑิตจึงได้ชีวิตไว้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์กำเนิดในตระกูลพราหมณ์. ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อเขาว่า เสนกกุมาร. เขาเติบโตแล้วได้เรียนศิลปะทุกชนิด ในเมืองตักกศิลาจบแล้วก็กลับเมืองพาราณสี ได้เป็นอำมาตย์ ผู้ถวายอรรถธรรมพระเจ้ามัทวะ. ท่านถูกคนทั้งหลายเรียกว่า เสนกบัณฑิต รุ่งโรจน์ทั่วทั้งนคร เหมือนดวงจันทร์และดวงอาทิตย์. ครั้งนั้น บุตรของราชปุโรหิตมาเฝ้าในหลวง เห็นอัครมเหสีของพระราชา ผู้ทรงพระรูปโฉมสูงส่งทรงประดับเครื่องทรงครบถ้วน มีจิตปฏิพัทธ์ไปบ้านแล้วนอนอดอาหารถูกเพื่อนฝูงถามจึงบอกเนื้อความนั้น. พระราชาตรัสถามว่า ไม่เห็นบุตรของปุโรหิต ไปไหนเล่า ? ได้ทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงตรัสสั่งให้เขาเข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า ฉันจะมอบให้ท่าน ๗ วัน จะเอาพระอัครมเหสีนี้ไปไว้ที่บ้าน ๗ วัน ในวันที่ ๘ จึงนำมาส่ง. เขารับพระบรมราชโองการแล้ว นำอัครมเหสีไปบ้านร่วมอภิรมย์กับพระนาง. บุตรปุโรหิตและอัครมเหสีนั้น ต่างก็มีจิตรักใคร่กันพากันหนีไปทางประตูยอดนั้นเอง โดยไม่ให้ใครรู้ ได้ไปที่แว่นแคว้นของพระราชาองค์อื่น. ใคร ๆก็ไม่รู้ที่ที่คนทั้ง ๒ ไปแล้ว ไม่มีร่องรอย เป็นเสมือนทางที่เรือผ่านไปแล้วฉะนั้น. ถึงพระราชาทรงให้ตีกลองป่าวประกาศไปในพระนครค้นหาโดยประการต่าง ๆ ก็ไม่รู้ที่ที่เขาไป. ต่อมาพระองค์ทรงเกิดความเศร้าโศกเป็นกำลังเพราะอาศัยเขา. พระหทัยร้อน พระโลหิตไหลออก. ได้มีพระพยาธิขนาดหนัก. หมอหลวง มากมาย ก็ไม่สามารถจะเยียวยาได้. พระโพธิสัตว์รู้ว่า พระราชานี้ ไม่มีพระพยาธิอะไร แต่พระองค์ไม่ทรงเห็นพระมเหสี จึงถูกพระโรคจิตกระทบ เราจักใช้อุบายแก้ไขพระองค์ แล้วจึงเรียกอำมาตย์ผู้เป็นราชบัณฑิต ๒ คนคือ อายุรอำมาตย์๑ ปุกกุสอำมาตย์ ๑ มาหาแล้วบอกว่า พระราชาไม่ทรงมีพระโรคอื่นเว้นไว้แต่พระโรคจิต เพราะไม่ทรงเห็นพระราชเทวี พระราชาทรงมีพระอุปการะแก่เรามาก เพราะฉะนั้น พวกเราจะใช้อุบายแก้ไขพระองค์ คือจักให้คนแสดงการเล่นที่พระลานหลวงแล้วจะให้ผู้รู้วิธีกลืนดาบกลืนดาบให้พระราชาประทับยืนทอดพระเนตรการเล่นที่ช่องพระแกล. พระราชาทรงทอดพระเนตรคนกลืนดาบแล้ว ก็จักตรัสถามปัญหาว่า ยังมีบ้างไหมสิ่งอื่นที่ทำได้ยากกว่านี้ ? สหายอายุระ เธอควรทูลแก้ปัญหานั้นว่า การพูดว่า เราจะให้ของชื่อนี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่านี้ สหายปุกกุส ต่อนั้นไป พระองค์ก็จะตรัสถามเธอ เธอควรทูลแก้ถวายพระองค์ว่า เมื่อคนพูดว่าจะให้แต่ไม่ให้ วาจานั้นไร้ผล คนบางเหล่าหาเข้าถึงวาจาชนิดนั้นดำรงชีวิตอยู่ไม่ ไม่เคี้ยวกิน ไม่ดื่ม ซึ่งไม่ทำให้เหมาะสมแก่ถ้อยคำนั้น ส่วนการให้ประโยชน์ตามที่ปฏิญญาไว้นั่นแหละการให้ของผู้นั้น ทำได้ยากกว่า การพูดว่าจะให้. ต่อจากนั้นไป ผมก็จักรู้เหตุอื่นที่จะต้องทำแก้ปัญหา ดังนี้แล้วได้ให้แสดงการเล่น. ลำดับนั้นบัณฑิตทั้ง ๓ เหล่านั้น พากันไปราชสำนัก กราบทูลว่า ขอเดชะผ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ที่พระลานหลวงการเล่นกำลังแสดง เมื่อคนทั้งหลายดูการเล่นอยู่. แม้ทุกข์ก็ไม่เป็นทุกข์ ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงเสด็จเถิด ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะไปดู แล้วได้นำพระราชาไปเปิดช่องพระแกลให้พระองค์ทอดพระเนตรการเล่นคนจำนวนมากต่างพากันแสดงศิลปะที่ตนรู้ ๆ. ชายคนหนึ่งกลืนดาบแก้วที่มีคมคมกริบ ยาว ๓๓ นิ้ว. พระราชาทอดพระเนตรชายคนนั้นแล้วทรงดำริว่า ชายคนนี้กลืนดาบอย่างนี้ เราจักถามบัณฑิตเหล่านี้ว่า มีอยู่หรือไม่การเล่นอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่านี้ แล้วเมื่อตรัสถามอายุรบัณฑิต จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
ชายคนนี้กลืนดาบทสรรณกะ ที่มีคมอันคม กริบ ดื่มเลือดผู้อื่นที่กระทบแล้ว ฟันแล้วใน ท่ามกลางบริษัทยังมีไหม สิ่งที่ทำได้ยากกว่า การกลืนดาบนี้ ท่านถูกเราถามแล้ว จงบอก เหตุอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่าแก่เรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสณฺณกํ ความว่า เกิดขึ้นที่แคว้นทสัณณกะ. บทว่า สุมฺปนฺนปายินํ ความว่า ที่ดื่มเลือดผู้อื่น ที่กระทบเข้าแล้ว. บทว่า ปริสายํ ความว่า ชายคนนี้กลืนดาบที่ท่ามกลางบริษัทเพราะอยากได้ทรัพย์. บทว่า ยทญฺํ ความว่า สิ่งอื่นใด คือเหตุอื่นใดที่ทำได้ยากกว่าการกลืนดาบนี้มีอยู่ ท่านถูกเราถามแล้ว จงบอกเหตุนั้นแก่เรา.
ลำดับนั้นอายุรบัณฑิต เมื่อทูลบอกพระราชา จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ก็ผู้ใดพึงกล่าวว่า เราจะให้การกล่าวของ เขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า การกลืนดาบที่ ดื่มโลหิตของผู้อื่นที่กระทบเข้าแล้ว ของชาย คนนั้น เพราะความโลภ เหตุอย่างอื่นทุกอย่าง เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระเจ้ามคธ ขอ พระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วชฺชา ความว่า พึงกล่าว. บทว่า ตํ ทุกฺกรตรํ ความว่า การพูดว่า เราจักให้นั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่านั้น. บทว่า สพฺพญฺํ ความว่า เหตุอย่างอื่นแม้ทุกอย่างเว้นไว้แต่การพูดว่า เราจักให้ของชื่อนี้แก่ท่าน เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย. อายุรบัณฑิตร้องเรียกพระราชาโดยพระโคตรว่า พระเจ้ามคธ.
เมื่อพระราชาทรงสดับคำของอายุรบัณฑิตแล้ว ทรงพิจารณาถ้อยคำนั้นนั่นแหละว่า ได้ทราบว่า การพูดว่า เราจะให้สิ่งของชื่อนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการกลืนดาบ และเราก็ได้พูดออกไปแล้วว่า เราจักให้พระราชเทวีแก่บุตรของปุโรหิต เราทำกรรมที่ทำได้ยากแล้วหนอ ความเศร้าโศกในพระราชหฤทัยเบาบางไปแล้วหน่อยหนึ่ง พระองค์ทรงดำริว่าแต่กรรมอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่าการพูดว่า เราจะให้ของสิ่งนี้แก่ผู้อื่นนั้นยังมีอยู่หรือไม่หนอ เมื่อทรงปราศรัยกับปุกกุสบัณฑิต จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :-
อายุรบัณฑิตผู้ฉลาดในธรรม กล่าวแก้ ข้อความแห่งปัญหาแล้ว. บัดนี้ เราจะขอถาม ปุกกุสบัณฑิตว่า สิ่งที่ทำได้ยากกว่า การบอก ว่าเราจะให้นั้นยังมีอยู่หรือ มีเหตุอย่างอื่นใด ที่ทำได้ยาก ท่านผู้ถูกเราถามแล้ว จงบอกเหตุ นั้นแก่เรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺหํ อตฺถํ มีคำอธิบายว่า กล่าวแก้ข้อความแห่งปัญหาแล้ว. บทว่า ธมฺมสฺส โกวิโท ได้แก่ผู้ฉลาดในอรรถที่ส่องถึงข้อความของธรรมะนั้น. บทว่า ตโต ความว่า สิ่งที่ทำได้ยากกว่าการพูดนั้นมีอยู่หรือ.
ลำดับนั้นปุกกุสบัณฑิต เมื่อจะทูลแก้ปัญหาถวายพระองค์ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
คนทั้งหลายไม่รักษาคำที่พูดไว้ คำที่พูด ที่เปล่งออกไปนั้นไม่มีผล และผู้ใดให้ปฏิญญาไว้แล้ว ก็บั่นทอนความโลภได้ การบั่นทอน ความโลภของผู้นั้นนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า การกลืนดาบและการให้ปฎิญญานั้น เหตุอย่าง อันทุกอย่างเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระเจ้า มคธ ขอพระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทตฺวา ความว่า ให้ปฏิญญาไว้ว่าเราจะให้สิ่งของชื่อโน้น. บทว่า อวากยิรา มีคำอธิบายไว้ว่า บุคคลเมื่อให้ข้อความที่ได้ปฏิญญาไว้แล้วนั้น บั่นทอนคือทำลายความโลภทิ้งในเพราะปฏิญญานั้น และพึงให้สิ่งของนั้น. บทว่า ตโต ความว่า การบั่นทอนคือการให้สิ่งของนั้นนั่นแหละ ทำได้ยากกว่าการกลืนดาบและการพูดว่าจะให้สิ่งของชื่อนั้นแก่ท่านนั้น.
แม้เมื่อพระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงปริวิตกอยู่ว่า เราพูดก่อนแล้วว่า เราจะให้พระเทวีแก่บุตรปุโรหิต ก็ได้ให้พระเทวี ทำให้สมแก่การพูดแล้ว เราได้ทำกรรมที่ทำได้ยากแล้วหนอ ความเศร้าโศกเบาบางลงกว่าเดิม. ลำดับนั้น พระองค์ได้มีพระปริวิตกว่า คนอื่นที่ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดกว่าเสนกบัณฑิตไม่มี เราจักถามปัญหานี้กะเสนกบัณฑิตนั่น. ลำดับนั้น พระองค์เมื่อตรัสถามปัญหา จึงตรัสคาถาที่ ๕ ว่า :-
ปุกกุสบัณฑิตผู้ฉลาดในธรรม กล่าวแก้ข้อ ความแห่งปัญหาแล้ว บัดนี้ เราจะถามเสนก บัณฑิตว่า สิ่งที่ทำได้ยากกว่าการให้สิ่งของนั้น ยังมีอยู่หรือ เหตุอย่างอื่นใดที่ทำได้ยากยังมี อยู่ ท่านถูกเราถามแล้ว ขอจงบอกเหตุอื่นที่ ทำได้ยากกว่าแก่เรา.
เสนกบัณฑิต เมื่อจะทูลแก้ปัญหาถวายพระองค์ จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
คนควรให้ทานจะน้อยหรือมากก็ไม่ว่า แต่ ผู้ใดครั้นให้แล้ว ไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง การไม่เดือดร้อนใจนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า การกลืนดาบกว่าการพูดว่าจะให้สิ่งของ และ กว่าการให้สิ่งของที่รักนั้น. เหตุอย่างอื่นทั้ง หมด เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระเจ้ามคธ ขอพระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานุตปฺเป ความว่า ผู้ใดครั้นให้ของรัก ที่ตนรักใคร่ ที่ตนชอบใจอย่างยิ่งแก่ผู้อื่นแล้ว ไม่ปรารภถึงของรักนั้น เดือดร้อนใจภายหลัง คือไม่เศร้าโศกอย่างนี้ว่า เราให้ของสิ่งนี้เพื่ออะไร การไม่เศร้าโศกนี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า การกลืนดาบ กว่าการพูดว่าเราจะให้สิ่งของชื่อนี้แก่ท่าน และกว่าการให้สิ่งของนั้น พระมหาสัตว์กราบทูลให้พระราชาทรงรับทราบด้วยประการอย่างนี้. เพราะว่า ครั้นให้ทานแล้ว เจตนาในกาลต่อมาจะเป็นสิ่งที่ควรแก่ความเชื่อได้ยาก ความที่อปรเจตนานั้นควรแก่ความเชื่อได้ยาก เป็นของทำได้ยากพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้แล้ว แม้ในเวสสันดร. สมจริงตามที่ตรัสไว้ว่า :-
พระมหาสัตว์ทรงถือธนู แล้วทรงคาด พระขรรค์ไว้เบื้องซ้าย ทรงนำพระราชโอรส และพระราชบิดา ของพระองค์ออกไป เพราะ ว่า คนฆ่าบุตรก็เป็นทุกข์ ข้อที่พระราชกุมาร และพระราชบิดาทั้งหลาย เดือดร้อนมีทุกข์ เป็นรูป นั้นไม่ใช่ฐานะที่เป็นไปได้. และใครรู้ ธรรมของสัตบุรุษแล้ว แต่ให้ทานแล้วก็เดือด ร้อนในภายหลัง.
ฝ่ายพระราชาแล ครั้นทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ทรงกำหนดว่า เราให้พระราชเทวีแก่บุตรปุโรหิต ด้วยดวงใจของตนนั่นเองแต่ไม่อาจจะทรงไว้ซึ่งดวงใจของตนได้ เศร้าใจ ลำบากใจอยู่ ข้อนี้ไม่สมควรแก่เรา ถ้าหากพระราชเทวีนั้น พึงมีความเสน่หาในเราไชร้ เธอคงไม่ทอดทิ้งอิสริยยศนี้หนีไป. แต่เมื่อเธอไม่ทำความเสน่หาในเราหนีไปแล้ว เราจักมีประโยชน์อะไร. เมื่อพระองค์ทรงดำริถึงข้อนี้อยู่ ความเศร้าโศกทั้งหมดก็กลับหายไป เหมือนหยดน้ำที่กลิ้งตกไปจากใบบัวฉะนั้น. ในทันใดนั่นเองพระนาภีของพระองค์ก็หยุดนิ่ง พระองค์ทรงไร้พระโรคทรงพระเกษมสำราญ เมื่อจะทรงทำการสดุดีพระโพธิสัตว์จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า :-
อายุรบัณฑิตแก้ปัญหาแล้ว และปุกกุสุบัณฑิตก็แก้ปัญหาแล้ว ส่วนเสนกบัณฑิต ครอบปัญหาหมดทุกข้อว่า คนให้ทานแล้ว ไม่ ควรเดือดร้อนใจ ภายหลัง อย่างที่เสนกบัณฑิต พูด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ภาสติ ความว่า ธรรมดาว่าทานนั้น คนให้แล้วไม่ควรเดือดร้อนใจ ๆ ภายหลัง เหมือนที่เสนกบัณฑิตพูดนั้นแหละ.
ก็พระราชาครั้นทรงทำการสดุดีแล้ว ทรงพอพระราชหฤทัยแล้วได้พระราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่เสนกบัณฑิตนั้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลายแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันจะสึกนั้น ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล พระราชมเหสีในครั้งนั้นได้แก่ภรรยาเก่าในบัดนี้ พระราชาได้แก่ภิกษุผู้กระสันจะสึก อายุรบัณฑิต ได้แก่พระโมคคัลลานเถระ ปุกกุสบัณฑิต ได้แก่พระสารีบุตรเถระ ส่วนเสนกบัณฑิต ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาทสัณณกชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๕๕–๒๖๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๔๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Dasaṇṇakajātakaṃ
dasaṇṇakaṃ tikhiṇadhāranti idaṃ satthā jetavane viharanto purāṇa- dutiyikapalobhanaṃ ārabbha kathesi.
Taṃ hi bhikkhuṃ satthā saccaṃ kira tvaṃ ukkaṇṭhitoti pucchitvā saccaṃ bhanteti kena ukkaṇṭhāpitoti purāṇadutiyikāyāti vutte bhikkhu ayaṃ itthī tuyhaṃ anatthakārikā pubbepi tvaṃ imaṃ nissāya cetasikarogena maranto paṇḍite nissāya jīvitaladdhoti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ maddavamahārāje rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇakule nibbatti. Senakakumārotissa nāmaṃ akaṃsu. So vayappatto takkasilāyaṃ sabbasippāni uggaṇhitvā bārāṇasiṃ paccā- gantvā maddavarañño atthadhammānusāsako amacco ahosi. Senaka- paṇḍitoti vutto sakalanagare cando viya suriyo viya ca paññāyati. Tadā rañño purohitaputto rājūpaṭṭhānaṃ āgato sabbālaṅkāra- paṭimaṇḍitaṃ uttamarūpadharaṃ rañño aggamahesiṃ disvā paṭibaddhacitto hutvā gehaṃ gantvā nirāhāro nipajjitvā sahāyakehi puṭṭho tamatthaṃ ārocesi. Rājā purohitaputto na dissati kahannukhoti pucchitvā tamatthaṃ sutvā taṃ pakkosāpetvā ahaṃ te satta divasāni dammi imaṃ sattāhaṃ ghare katvā aṭṭhame divase āneyyāsīti Āha. So sādhūti sampaṭicchitvā taṃ gehaṃ netvā tāya saddhiṃ abhirami. Te aññamaññaṃ paṭibaddhacittā hutvā kiñci ajānāpetvā aggadvāreneva palāyitvā aññassa rañño vijitaṃ agamaṃsu. Koci gataṭṭhānaṃ na jānāti nāvāya gatamaggo viya ahosi. Rājā nagare bheriñcārāpetvā nānappakārena vicinantopi tassa gataṭṭhānaṃ na aññāsi. Athassa taṃ nissāya balavasoko uppajji. Hadayaṃ uṇhaṃ hutvā lohitaṃ pagghari. Tato paṭṭhāyapissa kucchito lohitaṃ nikkhami. Byādhi mahanto ahosi. Mahantāpi rājavejjā tikicchituṃ nāsakkhiṃsu. Bodhisatto imassa rañño byādhi natthi bhariyaṃ pana apassanto cetasikarogena phuṭṭho upāyena naṃ tikicchissāmīti āyurañca pukkusañcāti dve rañño paṇḍitaamacce āmantetvā rañño deviyā adassanena cetasikarogaṃ ṭhapetvā rañño rogo natthi bahūpakāro kho amhākaṃ rājā tasmā upāyena naṃ tikicchissāma rājaṅgaṇe samajjaṃ kāretvā asiṃ gilituṃ jānante asiṃ gilāpetvā rājānaṃ sīhapañjare katvā samajjaṃ olokāpessāma rājā asiṃ gilantaṃ disvā atthi nu kho ito aññaṃ dukkarataranti pañhaṃ pucchissati taṃ samma āyura tvaṃ asukannāma dadāmīti vacanaṃ ito dukkarataranti byākareyyāsi tato samma pukkusa taṃ pucchissati athassa tvaṃ mahārāja dadāmīti vatvā adadato sā vācā aphalā hoti tathārūpiṃ vācaṃ na keci upajīvanti Na khādanti na pivanti ye na tassa vacanassānucchavikaṃ karonti yathā- paṭiññātamatthaṃ detiyeva tato dukkarataranti evaṃ byākareyyāsi ito paraṃ kattabbaṃ ahaṃ jānissāmīti vatvā samajjaṃ akāsi. Atha te tayopi paṇḍitā rañño santikaṃ gantvā mahārāja rājaṅgaṇe samajjaṃ vattati taṃ olokentānaṃ dukkhaṃpi na dukkhaṃ hoti ehi gacchāmāti rājānaṃ netvā sīhapañjaraṃ vivaritvā samajjaṃ olokāpesuṃ. Bahū janā attano jānanasippaṃ dassesuṃ. Eko puriso tettiṃsagulaṃ tikhiṇadhāraṃ asiratanaṃ gilati. Rājā taṃ disvā ayaṃ puriso evaṃ asiṃ gilati atthi nu kho ito aññaṃ dukkarataranti ime paṇḍite pucchissāmīti cintetvā āyuraṃ pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha
dasaṇṇakaṃ tikhiṇadhāraṃ asiṃ sampannapāyinaṃ
parisāyaṃ puriso gilati kinnu dukkarataraṃ ito
yadaññaṃ dukkaraṃ ṭhānaṃ taṃ me akkhāhi pucchitoti.
Tattha dasaṇṇakanti dasaṇṇakaraṭṭhe uppannaṃ. Sampannapāyinanti sannampannaparalohitapāyinaṃ. Parisāyanti parisamajjhe dhanalobhena ayaṃ puriso gilati. Yadaññanti yaṃ aññaṃ ito asigilanato yaṃ aññaṃ dukkarataraṃ kāraṇaṃ taṃ mayā pucchito kathehi.
Athassa so kathento dutiyaṃ gāthamāha
gileyya puriso lobhā asiṃ sampannapāyinaṃ
yo ca vajjā dadāmīti taṃ dukkarataraṃ tato
sabbaññaṃ sukaraṃ ṭhānaṃ evaṃ jānāhi māgadhāti.
Tattha vajjāti vadeyya. Taṃ dukkarataranti taṃ dadāmīti vacanaṃ tato asigilanato dukkarataraṃ. Sabbaññanti asukannāma tava dassāmīti vacanaṃ ṭhapetvā aññaṃ sabbaṃpi kāraṇaṃ sukaraṃ. Māgadhāti rājānaṃ gottenālapati.
Rañño āyurapaṇḍitassa vacanaṃ sutvā asigilanato kira idaṃ nāma dammīti vacanaṃ dukkaraṃ ahañca purohitaputtassa deviṃ dammīti avacaṃ atidukkaraṃ vata me katanti taṃ vīmaṃsantasseva hadaye soko thokaṃ tanukaṃ gato. So tato parassa idaṃ nāma dammīti vacanato panaññaṃ dukkarataraṃ atthi nu khoti cintetvā pukkusapaṇḍitena saddhiṃ sallapanto tatiyaṃ gāthamāha
byākāsi āyuro pañhaṃ atthaṃ dhammassa kovido
pukkusaṃ dāni pucchāmi kiṃ dukkarataraṃ tato
yadaññaṃ dukkaraṃ ṭhānaṃ taṃ me akkhāhi pucchitoti.
Tattha pañhaṃ atthanti pañhassa atthaṃ byākāsīti vuttaṃ hoti. Dhammassa kovidoti tadatthajotake atthe kusalo. Tatoti tato vacanato kiṃ dukkarataraṃ.
Athassa byākaronto pukkusapaṇḍito catutthaṃ gāthamāha
na vācamupajīvanti aphalaṃ giramudīritaṃ
yo ca datvā avākayirā taṃ dukkarataraṃ tato
sabbaññaṃ sukaraṃ ṭhānaṃ evaṃ jānāhi māgadhāti.
Tattha datvāti asukaṃ nāma demīti paṭiññaṃ datvā. Avākayirāti Taṃ paṭiññātamatthaṃ dadanto tasmiṃ lobhaṃ avakareyya chindeyya tañca bhaṇḍaṃ dadeyyāti vuttaṃ hoti. Tatoti tato asigilanato asukannāma te demīti vacanato ca tadeva dukkarataraṃ.
Raññopi taṃ vacanaṃ sutvā ahaṃ purohitaputtassa deviṃ demīti paṭhamaṃ vatvā vācāya anucchavikaṃ katvā taṃ adāsiṃ dukkaraṃ vata me katanti parivitakkentassa soko tanukataro jāto. Athassa etadahosi senakapaṇḍitato añño paṇḍitataro nāma natthi imaṃ pañhaṃ etaṃ pucchissāmīti tato taṃ pucchanto pañcamaṃ gāthamāha
byākāsi pukkuso pañhaṃ atthaṃ dhammassa kovido
senakaṃ dāni pucchāmi kiṃ dukkarataraṃ tato
yadaññaṃ dukkaraṃ ṭhānaṃ taṃ me akkhāhi pucchitoti.
Athassa byākaronto senako chaṭṭhaṃ gāthamāha
dadeyaya puriso dānaṃ appaṃ vā yadi vā bahuṃ
yo ca datvā nānutappe taṃ dukkarataraṃ tato
sabbaññaṃ sukaraṃ ṭhānaṃ evaṃ jānāhi māgadhāti.
Tattha nānutappeti attano atikantaṃ atimanāpaṃ piyabhaṇḍaṃ parassa datvā kimatthaṃ mayā idaṃ dinnanti evantaṃ piyabhaṇḍaṃ ārabbha yo pacchā na tappati na socati etaṃ asigilanato ca asukaṃ nāma te demīti vacanato ca tassa dānato ca dukkarataraṃ. Iti mahāsatto rājānaṃ saññāpento kathesi. Dānaṃ hi datvā aparacetanā dusaddhāniyā tassā dusaddhāniyadukkaratā Vessantarajātakepi dīpitā. Vuttaṃ hetaṃ
ādū cāpaṃ gahetvāna khaggaṃ bandhitva vāmato
āneyyāmi sake putte puttānaṃ hi vadho dukkho
aṭṭhānametaṃ dukkharūpaṃ yaṃ kumārā vihaññare
satañca dhammamaññāya ko datvā anutappatīti.
Rājāpi kho bodhisattassa vacanaṃ sutvā sallakkhesi ahaṃ attano maneneva purohitaputtassa deviṃ datvā sakamanaṃ sandhāretuṃ na sakkomi socāmi kilamāmi na me idaṃ anucchavikaṃ sace sā mayi sasinehā bhaveyya imaṃ issariyaṃ chaḍḍetvā na palāyeyya mayi pana sinehaṃ akatvā palātāya kiṃ nāma mayhanti. Tassetaṃ cintentassa padumapattato udakabindu viya sabbasoko nivattitvā gato. Taṃ khaṇññevassa kucchi parisaṇṭhāti. So nirogo sukhito hutvā bodhisattassa thutiṃ karonto osānagāthamāha
byākāsi āyuro pañhaṃ atho pukkusaporiso
sabbe pañhe abhibhoti yathā bhāsati senakoti.
Tattha yathā bhāsatīti yathā paṇḍito bhāsati tatheva taṃ dānannāma datvā neva anutappitabbanti.
Imaṃ panassa thutiṃ katvā tuṭṭho bahuṃ dhanaṃ adāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi saccapariyosāne so ukkaṇṭhitabhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā rājamahesī purāṇadutiyikā ahosi rājā Ukkaṇṭhitabhikkhu āyurapaṇḍito moggallāno pukkusapaṇḍito sārīputto senakapaṇḍito pana ahamevāti.
Dasaṇṇakajātakaṃ chaṭṭhaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗