ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. เสนกชาดก
ชาดกที่ ๔๐๒ · สัตตกนิบาตชาดก · กุกกุวรรค

เสนกชาดก

ว่าด้วยผู้มีปัญญาช่วยคนอื่นได้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๑๔ · บรรทัด ๔๔๑๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากเสนกชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระปัญญาบารมีของพระองค์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิพฺภนฺตจิตฺโต ดังนี้. เรื่องปัจจุบันจักมีแจ่มแจ้งในอุปมังคชาดก.

ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า ชนก ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์. เหล่าญาติได้ขนานนามท่านว่า เสนกะ. ท่านเติบโต แล้วเรียนศิลปะทุกอย่างที่เมืองตักกศิลา แล้วกลับมาเฝ้าพระราชาที่นครพาราณสี. พระราชาทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งอำมาตย์ และทรงเพิ่มยศยิ่งใหญ่ให้ท่าน. ท่านได้ถวายอรรถธรรมแก่พระราชาเนื่อง ๆ. ท่านเป็นผู้สอนธรรมที่มีถ้อยคำไพเราะ ให้พระราชาทรงดำรงอยู่ในเบญจศีล แล้วให้ทรงดำรงอยู่ในปฏิปทาที่ดีงามนี้ คือในทาน ในอุโบสถกรรม และในศีลธรรมบถ ๑๐ ข้อ. สมัยนั้น ได้เป็นเหมือนเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในสากลรัฐ. พระมหาสัตว์ไปที่ท่ามกลางแท่นที่อบอวลไปด้วยของหอม ในธรรมสภาที่เขาเตรียมไว้แล้ว ก็แสดงธรรมด้วยพุทธลีลา. ธรรมกถาของท่านเป็นเช่นกับธรรมกถาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ปานกัน. ลำดับนั้น พราหมณ์ชราคนหนึ่งเที่ยวหาขอเงินได้เงินพันกหาปณะ เก็บฝากไว้ที่ตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง แล้วคิดว่า เราจะเที่ยวขออีก ดังนี้ แล้วก็ไป. ในเวลาพราหมณ์นั้นไปแล้วตระกูลนั้นใช้กหาปณะหมด. พราหมณ์นั้นกลับมา แล้วขอกหาปณะคืน. พราหมณ์ไม่อาจจะให้กหาปณะคืนได้ จึงได้ให้ธิดาของตนให้เป็นนางบำเรอบาท คือเมียของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์พานางไปอยู่กินกันที่หมู่บ้านตำบลหนึ่ง ไม่ไกลจากนครพาราณสี. คราที่นั้น ภรรยาของเขาผู้ไม่อิ่มในกาม เพราะยังสาว จึงประพฤติมิจฉาจาร คือเป็นชู้กับพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง. เพราะว่า ขึ้นชื่อว่าของที่ไม่รู้จักอิ่มมี๑๖ อย่าง คือ :-

๑. มหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำที่ไหลมาทุกทิศทุกทาง. ๒. ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ. ๓. พระราชาไม่ทรงอิ่มด้วยราชสมบัติ. ๔. คนพาลไม่อิ่มด้วยบาป. ๕. หญิงไม่อิ่มด้วยของ ๓ อย่างเหล่านี้ คือ เมถุนธรรม ๑ เครื่องประดับ ๑ การคลอดบุตร ๑. ๖. พราหมณ์ไม่อิ่มด้วยมนต์. ๗. ผู้ได้ฌานไม่อิ่มด้วยวิหารสมาบัติ คือการเข้าฌาน. ๘. พระเสขบุคคลไม่อิ่มด้วยการหมดเปลืองในการให้ทาน. ๙. ผู้มักน้อยไม่อิ่มด้วยธุดงค์คุณ. ๑๐. ผู้เริ่มความเพียรแล้วไม่อิ่มด้วยการปรารภความเพียร. ๑๑. ผู้แสดงธรรม คือนักเทศน์ไม่อิ่มด้วยการสนทนาธรรม. ๑๒. ผู้กล้าหาญไม่อิ่มด้วยบริษัท. ๑๓. ผู้มีศรัทธาไม่อิ่มด้วยการอุปัฏฐากพระสงฆ์. ๑๔. ทายกไม่อิ่มด้วยการบริจาค. ๑๕. บัณฑิตไม่อิ่มด้วยการฟังธรรม. ๑๖. บริษัท ๔ ไม่อิ่มในการเฝ้าพระพุทธเจ้า.

ถึงนางพราหมณีนั้น ก็ไม่อิ่มด้วยเมถุนธรรม ต้องการจะสลัดพราหมณ์นั้นให้ออกไป แล้วทำบาปกรรม วันหนึ่ง นอนกลุ้มใจอยู่เมื่อพราหมณ์ถามว่า แม่มหาจำเริญ มีเรื่องอะไรหรือ ? จึงพูดว่าพราหมณ์เจ้าขา ฉันไม่อาจจะทำงานในบ้านของท่าน คือทำไม่ไหวขอท่านจงไปนำเอาทาสหญิง ทาสชายมา.

พราหมณ์ แม่มหาจำเริญ ทรัพย์ของเราไม่มี ฉันจะให้อะไรเขา แล้วจึงจะนำทาสหญิงทาสชายมาได้.

พราหมณ์ เที่ยวขอเสาะหาทรัพย์ แล้วนำมาสิ.

พราหมณ์ แม่มหาจำเริญ ถ้าอย่างนั้น เธอจงเตรียมสะเบียงให้ฉัน.

นางจึงเตรียมข้าวตูก้อนข้าวตูผง บรรจุเต็มไถ้หนังแล้ว ได้มอบให้พราหมณ์ไป. ฝ่ายพราหมณ์เมื่อเที่ยวไปในหมู่บ้านนิคมและราชธานีทั้งหลาย ได้เงิน ๗๐๐ กหาปณะ เห็นว่า พอแล้ว เงินเท่านี้สำหรับเราเพื่อเป็นค่าทาสชายและทาสหญิง แล้วก็กลับมาบ้านของตน มาถึงที่แห่งหนึ่ง เป็นสถานที่มีน้ำสะดวกสบาย จึงแก้ไถ้ออกกินข้าวตู แล้วไม่ได้ผูกปากไถ้เลย ลงไปดื่มน้ำ. งูเห่าหม้อตัวหนึ่ง ได้กลิ่นข้าวตู จึงเลื้อยเข้าขดตัวนอนกินข้าวตูอยู่. พราหมณ์มาแล้ว ไม่ได้มองดูภายในไถ้ ผูกไถ้แล้วแบกขึ้นบ่าไป. เทวดาผู้เกิดบนต้นไม้ต้นหนึ่ง ในระหว่างทางยืนอยู่ที่ค่าคบต้นไม้ พูดว่า ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านพักระหว่างทางท่านจักตายเอง แต่ถ้าวันนี้ ท่านไปถึงบ้าน ภรรยาของท่านจักตายแล้วก็หายไป. เขามองดูอยู่ไม่เห็นเทวดา กลัวถูกภัย คือความตายคุกคาม จึงร้องไห้คร่ำครวญไปถึงประตูพระนครพาราณสี. ก็วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ เป็นวันที่พระโพธิสัตว์นั่งแสดงธรรมบนธรรมาสน์ที่เขาตกแต่งแล้ว มหาชนพากันถือของหอมและดอกไม้เดินไปฟังธรรมกถากันเป็นพวก ๆ. พราหมณ์เห็นเขา จึงถามว่า ท่านทั้งหลายไปไหนกัน พ่อคุณ ? เมื่อเขาบอกว่า ดูก่อนพราหมณ์ วันนี้เสนกบัณฑิตจะแสดงธรรมด้วยเสียงไพเราะตามพุทธลีลา ท่านไม่รู้หรือ ? จึงคิดว่า ได้ทราบว่า ท่านผู้แสดงธรรม ธรรมกถึกเป็นบัณฑิตส่วนเราถูกมรณภัยคุกคาม ก็แหละผู้เป็นบัณฑิตอาจจะบรรเทาความโศกตั้งมากมายได้. แม้เราก็ควรไปฟังธรรม ณ ที่นั้น. เขาจึงไปที่นั้นกับมหาชนนั้น กลัวความตาย ได้ยินร้องไห้อยู่ท้ายบริษัทที่มีพระราชานั่งห้อมล้อมพระมหาสัตว์อยู่แล้วไม่ไกลจากธรรมาสน์ ทั้ง ๆ ที่ไถ้ข้าวตูยังพาดอยู่ที่ต้นคอ. พระมหาสัตว์แสดงธรรมเหมือนกับให้ข้ามอากาศคงคาและเหมือนกับหลั่งฝนอมฤตลง. มหาชนเกิดความโสมนัสให้สาธุการได้ฟังธรรมกันแล้ว. ก็ธรรมดาบัณฑิตทั้งหลาย เป็นผู้มองดูทิศทาง ในขณะนั้น พระมหาสัตว์ลืมตาที่มีประสาททั้ง ๕ ผ่องใสขึ้นดูบริษัทโดยรอบ เห็นพราหมณ์นั้น จึงคิดว่า บริษัทจำนวนเท่านี้เกิดความโสมนัสให้สาธุการฟังธรรมกัน. แต่พราหมณ์คนนี้คนเดียวถึงความโทมนัสร้องไห้. พราหมณ์นั้นต้องมีความเศร้าโศกอยู่ในภายในที่สามารถให้น้ำตาเกิดขึ้นแน่ ๆ. เราจักพลิกใจพราหมณ์ผู้มืดมนต์ แสดงธรรมให้เขาไม่มีความโศกให้พอใจในเรื่องนี้ทีเดียว เหมือนสนิมทองแดงหลุดออกไปเพราะขัดด้วยของเปรี้ยว และเหมือนหยดน้ำกลิ้งออกไปจากใบบัวฉะนั้น. ท่านได้เรียกพราหมณ์นั้นมาหา เมื่อเจรจากับพราหมณ์นั้นว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราชื่อว่า เสนกบัณฑิต เราจักทำให้ท่านไม่มีความเศร้าโศก ขอท่านจงวางใจ แล้วบอกมาเถิด จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-

ท่านหัวเสีย มีอันทรีย์ คือนัยตาโรยแล้ว น้ำตาไหลจากตาของท่านทั้ง ๒ ข้าง. ท่านสูญ เสียอะไรไป ก็ท่านต้องการอะไร จึงมาที่นี่ เชิญเถิด. เชิญบอกให้เราทราบเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุปิตินฺทฺริโยสิ ความว่า พระมหาสัตว์พูดว่า ท่านมีอินทรีย์โรยแล้ว หมายถึงจักขุนทรีย์นั่นเอง. ศัพท์ว่า อิงฺฆ เป็นนิบาต ใช้ในความหมายตักเตือน. จริงอยู่ พระมหาสัตว์ เมื่อจะตักเตือนพราหมณ์นั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายเศร้าโศกคร่ำครวญกัน เพราะเหตุ๒ ประการ คือ เมื่อสูญเสียญาติที่รักบางคน ในบรรดาสัตว์และสังขารทั้งหลายนั่นเอง หรือปรารถนาญาติที่รักบางคนนั่นเอง แต่ไม่ได้ดังต้องการ. ในจำนวน ๒ อย่างนั้น ท่านสูญเสียอิฏฐผลข้อไหน ก็ท่านปรารถนาอะไร จึงมาที่นี่ ? ขอจงบอกเรื่องนี้แก่เราโดยเร็วเถิด.

ลำดับนั้น พราหมณ์เมื่อจะบอกเหตุแห่งความโศกของตนแก่พระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ยักษ์รุกขเทวดาบอกว่า วันนี้ เมื่อข้าพเจ้า ไปถึงบ้านเมียของข้าพเจ้าจะตาย แต่ถ้าข้าพเจ้า ไปไม่ถึงก็จะมีความตายเอง. ข้าพเจ้าหวาดหวั่น เพราะทุกข์นั้น ข้าแต่ท่านเสนกะ ขอท่านจง บอกเหตุนั้นแต่ข้าพเจ้าด้วยเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วชโต ความว่า ไปถึงเรือน. บทว่า อคจฺฉโต ความว่า เมื่อไปไม่ถึง. บทว่า ยกฺโข ความว่า พราหมณ์กล่าวว่า รุกขเทวดาตนหนึ่ง ในระหว่างทาง กล่าวอย่างนี้. ได้ทราบว่าเทวดานั้น ควรจะบอกว่า พราหมณ์ ในไถ้ของท่านมีงูเห่าหม้อแต่ไม่บอก เพื่อจะประกาศอานุภาพญาณของพระโพธิสัตว์. บทว่าเอเตน ทุกฺเขน ความว่า ข้าพเจ้าหวาดหวั่น ดิ้นรน หวั่นไหวเพราะเหตุนั้น คือ เพราะทุกข์เกิดจากความตายของภรรยา เมื่อไปถึงบ้าน และทุกข์ คือความตายของตน เมื่อไปไม่ถึงบ้าน. บทว่า เอตมตฺถํ มีอธิบายว่า ขอท่านจงบอกข้าพเจ้าถึงเหตุนั้น คือเหตุที่เป็นเหตุให้ภรรยาของข้าพเจ้ามีความตาย เมื่อข้าพเจ้าไปถึงบ้าน และที่เป็นเหตุทำให้ตนมีความตาย เมื่อไปไม่ถึงบ้าน.

พระมหาสัตว์ได้ฟังคำของพราหมณ์ แล้วจึงแผ่ข่ายญาณไปเหมือนเหวี่ยงแหลงในน่านน้ำทะเล คิดแล้วว่า เหตุแห่งการตายของสัตว์เหล่านี้มีมาก คือจมทะเลไปบ้าง ถูกปลาร้ายในทะเลนั้นคาบไปบ้างตกลงไปในน้ำบ้าง ถูกจระเข้ในแม่น้ำนั้นคาบไปบ้าง ตกต้นไม้บ้าง ถูกหนามแทงบ้าง ถูกประหารด้วยอาวุธนานาประการบ้าง กินยาพิษเข้าไปบ้าง ปีนขึ้นภูเขาแล้วตกลงไปในเหวบ้าง หรือถูกโรคนานาประการมีหนาวจัดเป็นต้น เบียดเบียนบ้าง ตายเหมือนกันทั้งนั้น. เมื่อเหตุแห่งการตายมีมากอย่างนี้. ด้วยเหตุอะไรหนอแล วันนี้พราหมณ์นั้น เมื่ออยู่ระหว่างทางจึงจักตายเอง แต่เมื่อไปถึงบ้านภรรยาของเขาจักตาย. และเมื่อกำลังคิดอยู่ได้มองเห็นไถ้อยู่บนคอของพราหมณ์ ก็รู้ได้ด้วยญาณ คือความฉลาดในอุบายว่า ในไถ้นี้คงมีงูตัวหนึ่งเลื้อยเข้าไปอยู่ข้างใน. ก็แหละเมื่อจะเลื้อยเข้าไป มันคงจะเลื้อยเข้าไปเพราะกลิ่นข้าวตู ในเมื่อพราหมณ์คนนี้กินข้าวตู ในเวลาอาหารเช้าไม่ได้ผูกปากไถ้ไว้เลย แล้วไปดื่มน้ำ. พราหมณ์ดื่มน้ำ แล้วมาไม่ทราบว่างูเข้าไปอยู่ในไถ้แล้ว คงจักผูกปากไถ้แล้วก็แบกเอาไป. พราหมณ์นี้นั้น เมื่อพักอยู่ระหว่างทาง ก็จักแก้ไถ้สอดมือเข้าไป ด้วยตั้งใจว่า เราจักกินข้าวตู สถานที่พักในเวลาเย็น เมื่อเป็นเช่นนั้นงูก็จะกัดมือเขาให้ถึงความสิ้นชีวิต นี้คือเหตุแห่งการตายของพราหมณ์ผู้พักอยู่ระหว่างทาง. แต่ถ้าพราหมณ์ไปถึงบ้านไซร้ ไถ้จักตกถึงมือของภรรยา นางก็จักแก้ไถ้เอามือล้วง ด้วยตั้งใจว่า จักดูของอยู่ข้างใน. เมื่อเป็นเช่นนั้น งูก็จักกัดนางให้ถึงความสิ้นชีพ นี้คือเหตุแห่งการตายของภรรยาของเขาผู้ไปถึงเรือนในวันนี้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้มีความดำรินี้ว่า งูเห่าหม้อตัวนี้กล้าหาญควรปลอดภัย เพราะว่างูตัวนี้ แม้จะกระทบสีข้างใหญ่ของพราหมณ์ ก็ไม่แสดงความหวั่นไหวหรือความดิ้นรนของตน. ถึงในท่ามกลางบริษัทชนิดนี้ ก็ไม่แสดงความมีอยู่ของตน. เพราะฉะนั้นงูเห่าหม้อตัวนี้ที่กล้าหาญ จึงควรปลอดภัย. แม้เหตุการณ์ดังที่ว่ามานี้พระมหาสัตว์ก็ได้รู้ด้วยญาณ คือความเป็นผู้ฉลาดในอุบายนั่นเองเหมือนเห็นด้วยทิพพจักขุ. เมื่อเป็นเช่นนี้ พระมหาสัตว์กำหนดด้วยญาณคือความเป็นผู้ฉลาดในอุบายนั่นเอง เหมือนคนยืนดูงูที่กำลังเลื้อยเข้าไปในไถ้ ท่ามกลางบริษัทที่มีพระราชา เมื่อจะแก้ปัญหาของพราหมณ์จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

เราคิดค้นหาเหตุหลายอย่าง บรรดาเหตุ เหล่านี้ เหตุที่เราจะบอกนั่นแหละเป็นของจริง พราหมณ์ เราเข้าใจว่า งูเห่าหม้อตัวหนึ่ง ได้เลื้อยเข้าไปอยู่ในไถ้ข้าวตูของท่านผู้ไม่รู้สึก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูนิ านานิ ได้แก่เหตุหลายอย่าง บทว่า วิจินฺตยิตฺวา ความว่า เป็นเสมือนบรรลุปฏิเวธ ด้วยสามารถแห่งการคิดทะลุปรุโปร่ง. บทว่า ยเมตฺถ วกฺขามิ ความว่าบรรดาเหตุเหล่านั้น เราจะบอกเหตุอันใดอย่างหนึ่งแก่ท่าน. ด้วยบทว่าตเทว สจฺจํ พระมหาสัตว์แสดงว่า เหตุนั้นนั่นแหละเป็นเรื่องแท้คือจักเป็นเช่นกับเรื่องที่เห็นด้วยทิพพจักขุ. แล้วจึงบอก. บทว่า มญฺามิ ความว่า กำหนด. บทว่า สตฺตุภสฺตํ ได้แก่ ไถ้ข้าวตู. บทว่า อชานโตความว่า เราเข้าใจว่า เมื่อท่านไม่รู้อยู่นั่นแหละ งูเห่าหม้อตัวหนึ่งเข้าไปแล้ว.

ก็แหละพระมหาสัตว์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงถามว่า พราหมณ์มีไหมข้าวตูในไถ้ของท่านนั้น ?

พ. มี ท่านบัณฑิต ม. วันนี้ เวลาอาหารเช้า ท่านนั่งกินข้าวตูละสิ ? พ. ใช่ ท่านบัณฑิต ม. นั่ง ที่ไหนล่ะ ? พ. ที่ควงไม้ ในป่า ม. ท่านกินข้าวตูแล้ว เมื่อไปดื่มน้ำ ไม่ได้ผูกปากไถ้ล่ะสิ ? พ. ไม่ได้ผูก ท่านบัณฑิต ม. ท่านดื่มน้ำแล้วมา ไม่ได้ตรวจดูได้ผูกเลยสิ ? พ. ไม่ได้ดู ผูกเลย ท่านบัณฑิต

ม. พราหมณ์ เราเข้าใจว่า ในเวลาท่านไปดื่มน้ำ งูเข้าไปในไถ้แล้ว เพราะได้กลิ่นข้าวตูของท่าน ผู้ไม่รู้ตัวเลย. ท่านได้มาที่นี้อย่างนี้แล้ว เพราะฉะนั้น ให้ยกไถ้ลงวางไว้ท่ามกลางบริษัท แก้ปากไถ้ออก แล้วเลี่ยงไปยืนอยู่ห่างพอควร ถือไม้ท่อนหนึ่งเคาะไถ้ก่อนต่อจากนั้น ก็จักเห็นงูเห่าหม้อ แผ่แม่เบี้ย เห่าฟ่อ ๆ เลื้อยออกมาแล้วหายสงสัย ดังนี้ แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า:-

ท่านจงเอาท่อนไม้เคาะไถ้ดูเถิด จะเห็น งูมีลิ้น ๒ แฉก พ่นพิษเลื้อยออกมา ท่านจะ สิ้นความเคลือบแคลงสงสัย ในวันนี้แหละ ท่านจงแก้ไถ้เถิด ท่านจะเห็นงู.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริสุมฺภ ความว่า จงเคาะ. บทว่า ปสฺเสลมูคํ ความว่า ท่านจะเห็นงูมีลิ้น ๒ แฉก พ่นพิษทางปากที่มีน้ำลายไหลออกมา. บทว่า ฉินฺทชฺช กงฺขํ วิจิกิจฺฉิตานิ ความว่าวันนี้ท่านจะตัดความเคลือบแคลงและความสงสัยที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ว่า ในไถ้มีงูหรือไม่มีหนอ เชื่อเราเถิด เพราะคำพยากรณ์ของเราไม่ผิดพลาดท่านจะเห็นงูเลื้อยออกมาเดี๋ยวนี้แหละ จงแก้ไถ้เถิด.

พราหมณ์ได้ฟังคำของพระมหาสัตว์ แล้วสลดใจถึงความกลัวได้ทำตามนั้น. ฝ่ายงูพอถูกไม้เคาะขนดก็เลื้อยออกจากปากไถ้ เห็นผู้คนมากมาย จึงได้หยุดอยู่.

พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๕ว่า :-

พราหมณ์นั้นสลดใจ ทิ้งไถ้ข้าวตูลง ท่ามกลางบริษัท ลำดับนั้น งูพิษที่มีพิษร้าย ได้แผ่แม่เบี้ยเลื้อยออกมา.

ในเวลางูแผ่แม่เบี้ยออกมา คำพยากรณ์ของพระมหาสัตว์ได้เป็นเหมือนคำพยากรณ์ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า. มหาชนพากันชูผ้าขึ้นเป็นจำนวนพัน. ยกนิ้วขึ้นดีดหมุนไปรอบ ๆ เป็นพัน ๆ ครั้ง. ฝนแก้ว๗ ประการตกลงมา เหมือนลูกเห็บตก. สาธุการก็เป็นไปเป็นจำนวนพัน ๆ. เสียงดังปานประหนึ่งมหาปฐพีจะถล่มทะลาย. ก็ธรรมดาการแก้ปัญหาแบบนี้ด้วยพุทธลีลานี้ ไม่ใช่เป็นพลังของชาติ ไม่ใช่เป็นพลังของโคตร ของตระกูล ของประเทศ ของยศและของทรัพย์ทั้งหลายแต่เป็นพลังของอะไรหรือ เป็นพลังของปัญญา. ด้วยว่าบุคคลผู้มีปัญญาเจริญวิปัสสนา แล้วจะเปิดประตูอริยมรรคเข้าอมตมหานิพพานได้ ทะลุทะลวงสาวกบารมีบ้าง ปัจเจกโพธิญาณบ้าง สัมมาสัมโพธิญาณบ้าง. เพราะว่าบรรดาธรรมทั้งหลายที่จะให้บรรลุอมตมหานิพพาน ปัญญาเท่านั้นประเสริฐที่สุด ธรรมทั้งหลายที่เหลือเป็นเพียงบริวารของปัญญา. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสไว้ว่า :-

ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาแล ประเสริฐที่สุด เหมือนดวงจันทร์ประเสริฐกว่า ดวงดาวทั้งหลาย ฉะนั้น ศีลก็ดี แม้สิริก็ดี ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายก็ดี เป็นสิ่งคล้อย ตามผู้มีปัญญา.

ก็แล เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวแก้ปัญหาอย่างนี้ แล้วหมองูคนหนึ่งก็ใส่กุญแจปากงู แล้วก็จับงูไปปล่อยในป่า. พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระราชาให้พระองค์ทรงมีชัย แล้วประคองอัญชลี เมื่อจะสดุดีพระราชา จึงกล่าวคาถากึ่งคาถาว่า.

เป็นการได้ลาภที่ดีของพระเจ้าชนก ที่ ทรงเห็นเสนกบัณฑิตผู้มีปัญญาดี.

คาถานั้นมีอรรถอธิบายว่า พระชนกพระองค์ใดทรงลืมพระนครแล้วได้ทรงเห็นเสนกบัณฑิตผู้มีปัญญาดี คือมีปัญญาสูงสุด ด้วยพระเนตรที่น่ารักทุกขณะที่ทรงปรารถนาจะเห็น การได้ทอดพระเนตรเห็นทุกขณะที่ทรงพระประสงค์เหล่านั้น ของพระเจ้าชนกนั้น เป็นลาภที่พระองศ์ทรงได้แล้วดีจริง ๆ คือบรรดาลาภทั้งหมดที่พระเจ้าชนกนั้นทรงได้แล้ว ลาภเหล่านั้นเท่านั้น. ชื่อว่าเป็นลาภที่ทรงได้มาดีแล้ว.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๒๖๘–๒๘๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตกนิบาตชาดก · ๖๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เสนกชาตกํ

วิพฺภนฺตจิตฺโตติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อตฺตโน ปญฺญา- ปารมึ อารพฺภ กเถสิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุํ อุมฺมงฺคชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ ชนโก นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติ ฯ เสนกกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา พาราณสิยํ ปจฺจาคนฺตฺวา ราชานํ ปสฺสิ ฯ ราชา ตํ อมจฺจฏฺฐาเน ฐเปสิ มหนฺตญฺจสฺส ยสํ อนุปฺปทาสิ ฯ โส รญฺโญ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ อนุสาสิ ฯ มธุรกโถ ธมฺมกถิโก หุตฺวา ราชานํ ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา ทาเน อุโปสถกมฺเม จ ทสกุสลกมฺมปเถสูติ อิมาย กลฺยาณปฏิปทาย ปติฏฺฐาเปสิ ฯ สกลรฏฺเฐ พุทฺธานํ อุปฺปาทกาโล วิย อโหสิ ฯ ปกฺขทิวเสสุ ราชา จ อุปราชาทโย จ สพฺเพ สนฺนิปติตฺวา ธมฺมสภํ สชฺเชนฺติ ฯ มหาสตฺโต สชฺชิตธมฺมสภายํ สุรภิปลฺลงฺกมชฺฌคโต พุทฺธลีฬาย ธมฺมํ เทเสสิ ฯ พุทฺธานํ ธมฺมกถา- สทิสาวสฺส กถา โหติ ฯ อถญฺญตโร มหลฺลกพฺราหฺมโณ ธนภิกฺขํ จริตฺวา กหาปณสหสฺสํ ลภิตฺวา เอกสฺมึ พฺราหฺมณกุเล นิกฺขิปิตฺวา ปุน ภิกฺขํ จริสฺสามีติ คโต ฯ ตสฺส คตกาเล ตํ กุลํ กหาปเณ วลญฺเชติ ฯ โส อาคนฺตฺวา กหาปเณ อาหราเปสิ ฯ พฺราหฺมโณ กหาปเณ ทาตุํ อสกฺโกนฺโต อตฺตโน ธีตรํ ตสฺส ปาทปริจาริกํ กตฺวา อทาสิ ฯ พฺราหฺมโณ ตํ คเหตฺวา พาราณสิโต อวิทูเร เอกสฺมึ พฺราหฺมณคาเม วาสํ กปฺเปสิ ฯ อถสฺส ภริยา ทหรตาย กาเมสุ อติตฺตา อญฺเญน ตรุณพฺราหฺมเณน สทฺธึ มิจฺฉาจารํ จริ ฯ

โสฬส หิ อตปฺปิยวตฺถูนิ นาม ฯ กตมานิ โสฬส ฯ สาคโร สพฺพสวนฺตีหิ น ตปฺปติ ฯ อคฺคิ อุปาทาเนน น ตปฺปติ ฯ ราชา รชฺเชน น ตปฺปติ ฯ พาโล ปาเปหิ น ตปฺปติ ฯ อิตฺถี เมถุนธมฺเมน อลงฺกาเรน วิชายเนนาติ อิเมหิ ตีหิ น ตปฺปติ ฯ พฺราหฺมโณ มนฺเตหิ น ตปฺปติ ฯ ฌายี วิหารสมาปตฺติยา น ตปฺปติ ฯ เสโข อปจเยน น ตปฺปติ ฯ อปฺปิจฺโฉ ธุตงฺคคุเณน น ตปฺปติ ฯ อารทฺธวิริโย วิริยารมฺเภน น ตปฺปติ ฯ ธมฺมกถิโก สากจฺฉาย น ตปฺปติ ฯ วิสารโท ปริสาย น ตปฺปติ ฯ สทฺโธ สงฺฆุปฏฺฐาเนน น ตปฺปติ ฯ ทายโก ปริจฺจาเคน น ตปฺปติ ฯ ปณฺฑิโต ธมฺมสฺสวเนน น ตปฺปติ ฯ จตสฺโส ปริสา ตถาคตทสฺสเนน น ตปฺปนฺตีติ ฯ

สาปิ พฺราหฺมณี เมถุนธมฺเมน อติตฺตา ตํ พฺราหฺมณํ นีหริตฺวา วิสฺสฏฺฐา ปาปกมฺมํ กาตุกามา หุตฺวา เอกทิวสํ ทุมฺมนา นิปชฺชิตฺวา กึ โภตีติ วุตฺเต พฺราหฺมณ อหํ ตว เคเห กมฺมํ กาตุํ น สกฺโกมิ ทาสีทาสํ อาเนหีติ ฯ โภติ ธนํ เม นตฺถิ กึ ทตฺวา อาเนมีติ ฯ ภิกฺขํ จริตฺวา ธนํ ปริเยสิตฺวา อาเนหีติ ฯ เตนหิ โภติ ปาเถยฺยํ เม สชฺเชหีติ ฯ สา ตสฺส พทฺธสตฺตุํ อพทฺธสตฺตุํ จมฺมปสิพฺพกํ ปูเรตฺวา อทาสิ ฯ พฺราหฺมโณ คามนิคมราชธานีสุ จรนฺโต สตฺต กหาปณสตานิ ลภิตฺวา อลํ เม เอตฺตกํ ธนํ ทาสทาสีมูลายาติ นิวตฺติตฺวา อตฺตโน คามํ อาคจฺฉนฺโต เอกสฺมึ อุทกผาสุกฏฺฐาเน ปสิพฺพกํ มุญฺจิตฺวา สตฺตุํ ขาทิตฺวา ปสิพฺพกมุขํ อพนฺธิตฺวาว ปานียํ ปิวิตุํ โอติณฺโณ ฯ อเถกสฺมึ รุกฺขสุสิเร เอโก กณฺหสปฺโป สตฺตุคนฺธํ ฆายิตฺวา ปสิพฺพกํ ปวิสิตฺวา โภคํ อาภุญฺชิตฺวา สตฺตุํ ขาทนฺโต นิปชฺชิ ฯ พฺราหฺมโณ อาคนฺตฺวา ปสิพฺพกสฺส อพฺภนฺตรํ อโนโลเกตฺวา ปสิพฺพกํ พนฺธิตฺวา อํเสน กตฺวา ปายาสิ ฯ อนฺตรามคฺเค เอกสฺมึ รุกฺเข นิพฺพตฺตเทวตา ขนฺธวิฏเป ฐตฺวา พฺราหฺมณ สเจ อนฺตรามคฺเค วสิสฺสสิ สยํ มริสฺสสิ สเจ อชฺช ฆรํ คมิสฺสสิ ภริยา เต มริสฺสตีติ วตฺวา อนฺตรธายิ ฯ โส โอโลเกนฺโต เทวตํ อทิสฺวา ภีโต มรณภเยน ตชฺชิโต โรทนฺโต ปริเทวนฺโต พาราณสีนครทฺวารํ สมฺปาปุณิ ฯ ตทา จ ปนฺนรสุโปสโถ โหติ อลงฺกตธมฺมาสเน นิสีทิตฺวา โพธิ- สตฺตสฺส ธมฺมกถนทิวโส ฯ มหาชนา คนฺธปุปฺผหตฺถา วคฺควคฺคา หุตฺวา ธมฺมกถํ โสตุํ คจฺฉนฺติ ฯ พฺราหฺมโณ ตํ ทิสฺวา กหํ คจฺฉถ ตาตาติ ปุจฺฉิ ฯ พฺราหฺมณ อชฺช เสนกปณฺฑิโต มธุเรน สเรน พุทฺธลีฬาย ธมฺมํ เทเสติ กึ ตฺวํปิ น ชานาสีติ วุตฺเต จินฺเตสิ ปณฺฑิโต กิร ธมฺมกถิโก อหญฺจมฺหิ มรณภยตชฺชิโต ปณฺฑิโต โข ปน มหนฺตํปิ โสกํ นีหริตุํ สกฺโกติ มยาปิ ตตฺถ คนฺตฺวา ธมฺมํ โสตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส เตน สทฺธึ ตตฺถ คนฺตฺวา มหาสตฺตํ ปริวาเรตฺวา นิสินฺนาย สราชิกาย ปริสาย ปริยนฺเต สตฺตุปสิพฺพเกน ขนฺธคเตน ธมฺมาสนโต อวิทูเร มรณภยภีโต โรทมาโน อฏฺฐาสิ ฯ มหาสตฺโต อากาสคงฺคํ โอตาเรนฺโต วิย อมตวสฺสํ วสฺสนฺโต วิย จ ธมฺมํ เทเสติ ฯ มหาชโน สญฺชาตโสมนสฺโส สาธุการํ ทตฺวา ธมฺมํ อสฺโสสิ ฯ ปณฺฑิตา จ นาม ทิสาจกฺขุกา โหนฺติ ฯ ตสฺมึ ขเณ มหาสตฺโต ปสนฺนานิ ปญฺจปฺปสาทานิ อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา สมนฺตโต ปริสํ โอโลเกนฺโต ตํ พฺราหฺมณํ ทิสฺวา จินฺเตสิ อยํ เอตฺตกา ปริสา โสมนสฺสชาตา สาธุการํ ทตฺวา ธมฺมํ สุณาติ ฯ อยํ ปเนโก พฺราหฺมโณ โทมนสฺสปฺปตฺโต โรทติ ฯ เอตสฺส อพฺภนฺตเร อสฺสุชนนสมตฺเถน โสเกน ภวิตพฺพํ ฯ ตมฺพสฺส อมฺพิเลน ปหริตฺวา อมฺพผลปาตนํ วิย ปทุมปตฺตโต อุทกพินฺทุ วิย วินิวตฺเตตฺวา เอตฺเถว นํ นิสฺโสกํ ตุฏฺฐมานสํ กตฺวา ธมฺมํ เทเสสฺสามีติ ฯ โส ตํ อามนฺเตตฺวา พฺราหฺมณ เสนกปณฺฑิโต นามาหํ อิทาเนว ตํ นิสฺโสกํ กริสฺสามิ วิสฺสฏฺโฐ กเถหีติ เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

วิพฺภนฺตจิตฺโต กุปิตินฺทฺริโยสิ

เนตฺเตหิ เต วาริคณา สวนฺติ

กินฺเต นฏฺฐํ กึ ปน ปตฺถยาโน

อิธาคมา พฺราหฺมณ อิงฺฆ พฺรูหีติ ฯ

ตตฺถ กุปิตินฺทฺริโยสีติ จกฺขุนฺทฺริยเมว สนฺธาย กุปิตินฺทฺริโยสีติ อาห ฯ วาริคณาติ อสฺสุพินฺทูนิ ฯ อิงฺฆาติ โจทนตฺเถ นิปาโต ฯ ตํ หิ มหาสตฺโต โจทนฺโต เอวมาห พฺราหฺมณ สตฺตา นาม ทฺวีหิ การเณหิ โสจนฺติ ปริเทวนฺติ สตฺตสงฺขาเรสุ กิสฺมิญฺจิเทว ปิยญาติเก นฏฺเฐ วา กิญฺจิเทว ปิยญาติกํ ปตฺเถตฺวา อลภนฺตา วา ตตฺถ กินฺเต นฏฺฐํ กึ ปน ปตฺถยนฺโต ตฺวํ อิธาคโต อิทํ เม ขิปฺปํ พฺรูหีติ ฯ

อถสฺส อตฺตโน โสกการณํ กเถนฺโต พฺราหฺมโณ ทุติยํ คาถมาห

มิยฺเยถ ภริยา วชโต มมชฺช

อคจฺฉโต มรณมาห ยกฺโข

เอเตน ทุกฺเขน ปเวธิโตสฺมิ

อกฺขาหิ เม เสนก เอตมตฺถนฺติ ฯ

ตตฺถ วชโตติ เคหํ คจฺฉนฺตสฺส ฯ อคจฺฉโตติ อคจฺฉนฺตสฺส ฯ ยกฺโขติ อนฺตรามคฺเค เอกา รุกฺขเทวตา เอวมาหาติ วทติ ฯ สา กิร เทวตา ปสิพฺพเก เต พฺราหฺมณ กณฺหสปฺโปติ อนาจิกฺขนฺตี โพธิสตฺตสฺส ญาณานุภาวปฺปกาสนตฺถํ นาจิกฺขิ ฯ เอเตน ทุกฺเขนาติ คจฺฉโต ภริยาย มรณทุกฺเขน อคจฺฉโต อตฺตโน มรณทุกฺเขน เอเตนสฺมิ ปเวธิโต ผนฺทิโต กมฺปิโต ฯ เอตมตฺถนฺติ เอตํ การณํ เยน เม การเณน คจฺฉโต ภริยาย มรณํ อคจฺฉโต อตฺตโน มรณํ โหติ เอตํ เม การณํ อกฺขาหีติ อตฺโถ ฯ

มหาสตฺโต พฺราหฺมณสฺส วจนํ สุตฺวา สมุทฺทมตฺถเก ชาลํ ขิปนฺโต วิย ญาณชาลํ ปตฺถริตฺวา อิเมสํ สตฺตานํ พหูนิ มรณการณานิ สมุทฺเท นิมุคฺคาปิ มรนฺติ ตตฺถ พาลมจฺเฉหิ คหิตาปิ คงฺคาย ปติตาปิ ตตฺถ สุํสุมาเรน คหิตาปิ รุกฺขโต ปติตาปิ กณฺฐเกน วิทฺธาปิ นานปฺปกาเรหิ อาวุเธหิ ปหตาปิ วิสํ ขาทิตฺวาปิ อุพฺพตฺติตฺวา ปปาเต ปติตาปิ อติสีตาทีหิ นานปฺปกาเรหิ วา โรเคหิ อุปทฺทูตาปิ มรนฺติเยว เอวํ พหูสุ มรณการเณสุ กตเรน นุ โข การเณน อชฺเชส พฺราหฺมโณ อนฺตรามคฺเค วสนฺโต สยํ มริสฺสติ เคหมสฺส วชโต ภริยา มริสฺสตีติ จินฺเตสิ จนฺเตนฺโต จ พฺราหฺมณสฺส ขนฺเธ ปสิพฺพกํ ทิสฺวา อิมสฺมึ ปสิพฺพเก เอเกน สปฺเปน ปวิฏฺเฐน ภวิตพฺพํ ปวิสนฺโต จ ปน โส สปฺโป อิมสฺมึ พฺราหฺมเณ ปาตราสสมเย สตฺตุํ ขาทิตฺวา ปสิพฺพกมุขํ อพนฺธิตฺวาว ปานียํ ปาตุํ คเต สตฺตุคนฺเธน ปวิฏฺโฐ ภวิสฺสติ พฺราหฺมโณ ปานียํ ปิวิตฺวา อาคโต สปฺปสฺส ปวิฏฺฐภาวํ อชานิตฺวา ปสิพฺพกํ พนฺธิตฺวา อาทาย ปกฺกนฺโต ภวิสฺสติ สฺวายํ อนฺตรามคฺเค วสนฺโต สายํ วสนฏฺฐาเน สตฺตุํ ขาทิสฺสามีติ ปสิพฺพกํ มุญฺจิตฺวา หตฺถํ ปเวเสสฺสติ อถ นํ สปฺโป หตฺเถ ฑํสิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสฺสติ อิทมสฺส อนฺตรามคฺเค วสนฺตสฺส มรณการณํ สเจ ปน เคหํ คจฺเฉยฺย ปสิพฺพโก ภริยาย หตฺถคโต ภวิสฺสติ สา อนฺโตภณฺฑํ โอโลเกสฺสามีติ ปสิพฺพกํ มุญฺจิตฺวา หตฺถํ ปเวเสสฺสติ อถ นํ สปฺโป ฑํสิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสฺสติ อิทมสฺส อชฺช เคหํ คตสฺส ภริยาย มรณการณนฺติ อุปายโกสลฺลญาเณเนว อญฺญาสิ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อิมินา กณฺหสปฺเปน สูเรน นิพฺภเยน ภวิตพฺพํ อยํ หิ พฺราหฺมณสฺส มหาผาสุกํ ปหรนฺโตปิ ปสิพฺพเก อตฺตโน จลนํ วา ผนฺทนํ วา น ทสฺเสสิ เอวรูปาย ปริสาย มชฺเฌปิ อตฺตโน อตฺถิภาวํ น ทสฺเสสิ ตสฺมา อิมินา กณฺหสปฺเปน สูเรน นิพฺกเยน ภวิตพฺพนฺติ อิทํปิ โส อุปายโกสลฺลญาเณเนว ทิพฺพจกฺขุนา ปสฺสนฺโต วิย อญฺญาสิ ฯ เอวํ สราชิกาย ปริสาย มชฺเฌ สปฺปํ ปสิพฺพเก ปเวสนฺตํ ทิสฺวา ฐิตปุริโส วิย มหาสตฺโต อุปายกุสลญาเณเนว ปริจฺฉินฺทิตฺวา พฺราหฺมณสฺส ปญฺหํ กเถนฺโต ตติยํ คาถมาห

พหูนิ ฐานานิ วิจินฺตยิตฺวา

ยเมตฺถ วกฺขามิ ตเทว สจฺจํ

มญฺญามิ เต พฺราหฺมณ สตฺตุภสฺตํ

อชานโต กณฺหสปฺโป ปวิฏฺโฐติ ฯ

ตตฺถ พหูนิ ฐานานีติ พหูนิ การณานิ ฯ วิจินฺตยิตฺวาติ ปฏิวิชฺฌิตฺวา จินฺตาวเสน ปตฺตปฏิเวโธ วิย หุตฺวา ฯ ยเมตฺถ วกฺขามีติ ยนฺเต อหํ เอเตสุ การเณสุ เอกํ การณํ วกฺขามิ ฯ ตเทว สจฺจนฺติ ตเทว ตถํ ทิพฺพจกฺขุนา ทิสฺวา กถิตสทิสํ ภวิสฺสตีติ ทีเปติ ฯ มญฺญามีติ สลฺลกฺเขมิ ฯ สตฺตุภสฺตนฺติ สตฺตุปสิพฺพกํ ฯ อชานโตติ อชานนฺตสฺเสว เอโก กณฺหสปฺโป ปวิฏฺโฐติ มญฺญามีติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา อตฺถิ เต พฺราหฺมณ ตสฺมึ ปสิพฺพเก สตฺตูติ ปุจฺฉิ ฯ อตฺถิ ปณฺฑิตาติ ฯ อชฺช ปาตราสเวลาย สตฺตุํ ขาทีติ ฯ อาม ปณฺฑิตาติ ฯ กตฺถ นิสีทิตฺวาติ ฯ อรญฺเญ รุกฺขมูลสฺมินฺติ ฯ สตฺตุํ ขาทิตฺวา ปานียํ ปาตุํ คจฺฉนฺโต ปสิพฺพกมุขํ น พนฺธีติ ฯ น พนฺธึ ปณฺฑิตาติ ฯ ปานียํ ปิวิตฺวา อาคโต ปสิพฺพกํ น โอโลเกตฺวา พนฺธีติ ฯ อโนโลเกตฺวา พนฺธึ ปณฺฑิตาติ ฯ พฺราหฺมณ ตว ปานียํ ปาตุํ คตกาเล อชานนฺตสฺเสว เต สตฺตุคนฺเธน ปสิพฺพกํ สปฺโป ปวิฏฺโฐติ มญฺญามิ เอตเมตฺถ อคโต ตฺวํ ตสฺมา ปสิพฺพกํ โอตาเรตฺวา ปริสมชฺเฌ ฐเปตฺวา ปสิพฺพกมุขํ โมเจตฺวา ปฏิกฺกมฺม ฐิโต เอกํ ทณฺฑกํ คเหตฺวา ปสิพฺพกํ ตาว ปหร ตโต ปตฺถฏผณํ สุสูติ สทฺทํ กตฺวา นิกฺขมนฺตํ กณฺหสปฺปํ ทิสฺวา นิกฺกงฺโข ภวิสฺสสีติ จตุตฺถํ คาถมาห

อาทาย ทณฺฑํ ปริสุมฺภ ภสฺตํ

ปสฺเสลมูคํ อุรคํ ทุชิวฺหํ

ฉินฺทชฺช กงฺขํ วิจิกิจฺฉิตานิ

ภุชงฺคมํ ปสฺส ปมุญฺจ ภสฺตนฺติ ฯ

ตตฺถ ปริสุมฺภาติ ปหร ฯ ปสฺเสลมูคนฺติ เอลปคฺฆรนฺเตน มุเขน เอลมูคํ ปสิพฺพกโต นิกฺขมนฺตํ ทุชิวฺหํ อุรคํ ปสฺส ฯ ฉินฺทชฺช กงฺขํ วิจิกิจฺฉิตานีติ อตฺถิ นุ โข เม ปสิพฺพเก สปฺโป อุทาหุ นตฺถีติ กงฺขํ เจว ปุนปฺปุนํ อุปฺปชฺชมานานิ วิจิกิจฺฉิตานิ จ อชฺช ฉินฺท มยฺหํ สทฺทห อวิตถํ หิ เม พฺยากรณํ อิทาเนว นิกฺขมนฺตํ ภุชงฺคมํ ปสฺส ปมุญฺจ ภสฺตนฺติ ฯ

พฺราหฺมโณ มหาสตฺตสฺส กถํ สุตฺวา สํวิคฺโค ภยปฺปตฺโต ตถา อกาสิ ฯ สปฺโปปิ โภเค ทณฺเฑน ปหโฏ ปสิพฺพกมุขา นิกฺขมิตฺวา มหาชนํ โอโลเกนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา ปญฺจมํ คาถมาห

สํวิคฺครูโป ปริสาย มชฺเฌ

โส พฺราหฺมโณ สตฺตุภสฺตํ ปมุญฺจิ

อถ นิกฺขมิ อุรโค อุคฺคเตโช

อาสีวิโส สปฺโป ผณํ กริตฺวาติ ฯ

สปฺปสฺส ผณํ กตฺวา นิกฺขนฺตกาเล มหาสตฺตสฺส สพฺพญฺญุ- พุทฺธสฺเสว พฺยากรณํ อโหสิ ฯ มหาชโน เจลุกฺเขปสหสฺสานิ ปวตฺเตสิ ฯ องฺคุลิโปฏนสหสฺสานิ ปริพฺภมึสุ ฯ ฆนเมฆวสฺสํ วิย สตฺตรตนวสฺสํ วสฺสิ ฯ สาธุการสหสฺสานิ ปวตฺตยึสุ ฯ มหาปฐวีภิชฺชน- สทฺโท วิย อโหสิ ฯ อิทํ ปน พุทฺธลีฬาย เอวรูปสฺส ปญฺหสฺส กถนนฺนาม เนว ชาติยา พลํ น โคตฺตกุลปฺปเทสยสธนานํ พลํ กสฺส ปเนตํ พลนฺติ ฯ ปญฺญาย พลํ ฯ ปญฺญวา หิ ปุคฺคโล วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อริยมคฺคทฺวารํ วิวริตฺวา อมตมหานิพฺพานํ ปวิสติ สาวกปารมึปิ ปจฺเจกโพธึปิ สมฺมาสมฺโพธึปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ อมตมหานิพฺพานสมฺปาปเกสุ หิ ธมฺเมสุ ปญฺญาว เสฏฺฐา อวเสสา ตสฺสา ปริวารา โหนฺติ ฯ เตเนตํ วุตฺตํ

ปญฺญา หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ

นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ

สีลํ สิริญฺจาปิ สตญฺจ ธมฺโม

อนฺวายิกา ปญฺญวโต ภวนฺตีติ ฯ

เอวํ กถิเต ปน มหาสตฺเตน ปญฺเห เอโก อหิคุณฺฑิโก สปฺปสฺส มุขพนฺธํ กตฺวา สปฺปํ คเหตฺวา อรญฺเญ วิสฺสชฺเชสิ ฯ พฺราหฺมโณ ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา ชยาเปตฺวา อญฺชลึ ปคฺคยฺห รญฺโญ ถุตึ กโรนฺโต อุปฑฺฒคาถมาห

สุลทฺธลาภา ชนกสฺส รญฺโญ

โย ปสฺสตี เสนกํ สาธุปญฺญนฺติ ฯ

ตสฺสตฺโถ โย สาธุปญฺญํ อุตฺตมปญฺญํ เสนกปณฺฑิตํ อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา อิจฺฉิติจฺฉิตกฺขเณ ปิยจกฺขูหิ ปสฺสิตุํ ลภติ ตสฺส รญฺโญ ชนกสฺส เอเต อิจฺฉิติจฺฉิตกฺขเณ ทสฺสนลาภา สุลทฺธลาภา วต เอเตน ลทฺเธสุ สพฺพลาเภสุ เอเต ลาภาว สุลทฺธา นามาติ ฯ

รญฺโญ ถุตึ กตฺวา ปน ปสิพฺพกโต สตฺต กหาปณสตานิ คเหตฺวา มหาสตฺตสฺส ถุตึ กตฺวา ตุฏฺฐิทายํ ทาตุกาโม ทิยฑฺฒคาถมาห

วิวฏฺฏจฺฉโท นุ สิ สพฺพทสฺสี

ญาณํ นุ เต พฺราหฺมณ ภึสรูปํ

อิมานิ เม สตฺตสตานิ อตฺถิ

คณฺหาหิ สพฺพานิ ททามิ ตุยฺหํ ฯ

ตยา หิ เม ชีวิตมชฺช ลทฺธํ

อโถปิ ภริยายมกาสิ โสตฺถินฺติ ฯ

ตตฺถ วิวฏฺฏจฺฉโท นุ สิ สพฺพทสฺสีติ กินฺนุ โข ตฺวํ สพฺเพสุ ธมฺมากาเรสุ วิวฏฺฏจฺฉทโน วิวฏฺฏเญยฺยธมฺโม สพฺพญฺญู พุทฺโธติ ถุติวเสน ปุจฺฉติ ฯ ญาณํ นุ เต พฺราหฺมณ ภึสรูปนฺติ อุทาหุ อสพฺพญฺญุสฺสาปิ สโต ตว ญาณํ อติวิย ภึสรูปํ สพฺพญฺญุตญาณํ วิย พลวนฺติ ฯ ตยา หิ เมติ ตยา ทินฺนตฺตา อชฺช มยา ชีวิตํ ลทฺธํ ฯ อโถปิ ภริยายมกาสิ โสตฺถินฺติ อโถปิ เม ภริยาย ตฺวเมว โสตฺถึ อกาสิ ฯ อิติ โส วตฺวา สเจปิ สตสหสฺสํ ภเวยฺย ทเทยฺยเมวาหํ เอตฺตกเมว เม ธนํ อิมานิ สตฺตสตานิ คณฺหาติ ปุนปฺปุนํ โพธิสตฺตํ ยาจิ ฯ

ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต อฏฺฐมํ คาถมาห

น ปณฺฑิตา เวตฺตนมาทิยนฺติ

จิตฺราหิ คาถาหิ สุภาสิตาหิ

อิโตปิ เต พฺราหฺมณ ททนฺตุ วิตฺตํ

อาทาย ตฺวํ คจฺฉ สกํ นิเกตนฺติ ฯ

ตตฺถ เวตฺตนนฺติ เวตนํ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ อิโตปิ เต พฺราหฺมณาติ พฺราหฺมณ อิโต มม ปาทมูลโต ตุยฺหํ ธนํ ททนฺตุ ฯ วิตฺตํ อาทาย ตฺวํ คจฺฉาติ อิโต อญฺญานิ ตีณิ สตานิ คเหตฺวา สหสฺสภณฺฑิกํ อาทาย สกนิเวสนํ คจฺฉาหีติ อตฺโถ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา มหาสตฺโต พฺราหฺมณสฺส สหสฺสํ ปูราเปนฺโต กหาปเณ ทตฺวา พฺราหฺมณ เกน ตฺวํ ธนภิกฺขาย เปสิโตติ ปุจฺฉิ ฯ ภริยาย เม ปณฺฑิตาติ ฯ ภริยา ปน เต มหลฺลิกา ทหราติ ฯ ทหรา ปณฺฑิตาติ ฯ เตนหิ สา อญฺเญน สทฺธึ อนาจารํ กโรนฺตี นิพฺภยา หุตฺวา กริสฺสามีติ ตํ เปเสสิ สเจ อิเม กหาปเณ ฆรํ เนสฺสสิ สา เต ทุกฺเขน ลทฺธกหาปเณ อตฺตโน ชารสฺส ทสฺสติ ตสฺมา ตฺวํ อุชุกเมว เคหํ อคนฺตฺวา พหิคาเม รุกฺขมูเล วา ยตฺถกตฺถจิ วา กหาปเณ ฐเปตฺวา ปวิเสยฺยาสีติ วตฺวา ตํ อุยฺโยเชสิ ฯ โส คามสมีปํ คนฺตฺวา เอกสฺมึ รุกฺขมูเล กหาปเณ ฐเปตฺวา สายํ เคหํ อคมาสิ ฯ ภริยาปิสฺส ตสฺมึ ขเณ ชาเรน สทฺธึ นิสินฺนา โหติ ฯ พฺราหฺมโณ ทฺวาเร ฐตฺวา โภตีติ อาห ฯ สา ตสฺส สทฺทํ สลฺลกฺเขตฺวา ทีปํ นิพฺพาเปตฺวา ทฺวารํ วิวริตฺวา พฺราหฺมเณ อนฺโตปวิฏฺเฐ อิตรํ นีหริตฺวา ทฺวารมูเล ฐเปตฺวา เคหํ ปวิสิตฺวา ปสิพฺพเก กิญฺจิ อทิสฺวา พฺราหฺมณ กินฺเต ภิกฺขํ จริตฺวา ลทฺธนฺติ ปุจฺฉิ ฯ สหสฺสํ เม ลทฺธนฺติ ฯ กหํ ฐปิตนฺติ ฯ อสุกฏฺฐาเน นาม ฐปิตํ ปาโตว อาหริสฺสาม มา จินฺตยีติ ฯ สา คนฺตฺวา ชารสฺส อาจิกฺขิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา อตฺตนา ฐปิตํ วิย คณฺหิ ฯ พฺราหฺมโณ ปุนทิวเส คนฺตฺวา กหาปเณ อปสฺสนฺโต โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา กึ พฺราหฺมณาติ วุตฺเต กหาปเณ น ปสฺสามิ ปณฺฑิตาติ อาห ฯ ภริยาย ปน เต อาจิกฺขีติ ฯ อาม ปณฺฑิตาติ ฯ มหาสตฺโต ตาย ชารสฺส อาจิกฺขิตภาวํ ญตฺวา อตฺถิ ปน เต พฺราหฺมณ ภริยาย กุลุปกพฺราหฺมโณติ ปุจฺฉิ ฯ อตฺถิ ปณฺฑิตาติ ฯ ตุยฺหํปิ อตฺถีติ ฯ อาม ปณฺฑิตาติ ฯ อถสฺส มหาสตฺโต สตฺตนฺนํ ทิวสานํ ปริพฺพยํ ทาเปตฺวา คจฺฉ ปฐมทิวเส ตว สตฺต ภริยาย เต สตฺตาติ จุทฺทส พฺราหฺมเณ นิมนฺเตตฺวา โภเชตฺวา ปุนทิวสโต ปฏฺฐาย เอเกกํ หาเปตฺวา สตฺตเม ทิวเส ตว เอกํ ภริยาย เต เอกนฺติ เทฺว พฺราหฺมเณ นิมนฺเตตฺวา ภริยาย เต สตฺตเม ทิวเส นิมนฺเตตฺวา พฺราหฺมณสฺส นิพทฺธํ อาคมนภาวํ ญตฺวา มยฺหํ อาโรเจหีติ อาห ฯ พฺราหฺมโณ ตถา กตฺวา สลฺลกฺขิโต เม ปณฺฑิต นิพทฺธํ ภุญฺชนกพฺราหฺมโณติ มหาสตฺตสฺส อาโรเจสิ ฯ โพธิสตฺโต เตน สทฺธึ ปุริเส เปเสตฺวา ตํ พฺราหฺมณํ อาณาเปตฺวา อสุกรุกฺขมูลโต เต อิมสฺส พฺราหฺมณสฺส สนฺตกํ กหาปณสหสฺสํ คหิตนฺติ ปุจฺฉิ ฯ น คณฺหามิ ปณฺฑิตาติ ฯ ตฺวํ มม เสนกปณฺฑิตภาวํ น ชานาสิ อาหราเปสฺสามิ เต กหาปเณติ ฯ โส ภีโต คหิตา เมติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ กินฺเต ฐปิตาติ ฯ ตตฺเถว ปณฺฑิต ฐปิตาติ ฯ โพธิสตฺโต พฺราหฺมณํ ปุจฺฉิ พฺราหฺมณ กินฺเต สาเยว ภริยา โหตุ อุทาหุ อญฺญํ คณฺหิสฺสสีติ ฯ สาเยว เม โหตุ ปณฺฑิตาติ ฯ โพธิสตฺโต มนุสฺเส เปเสตฺวา พฺราหฺมณสฺส กหาปเณ จ พฺราหฺมณิญฺจ อาณาเปตฺวา โจรพฺราหฺมณสฺส หตฺถโต กหาปเณ พฺราหฺมณสฺส ทาเปตฺวา อิตรสฺส ราชาณํ กาเรตฺวา นครา นีหราเปตฺวา พฺราหฺมณิ- ยาปิ ราชาณํ กาเรตฺวา พฺราหฺมณสฺส มหนฺตํ ยสํ ทตฺวา อตฺตโนเยว สนฺติเก วสาเปสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ สจฺจปริโยสาเน พหู โสตาปตฺติผลาทีนิ สจฺฉิกรึสุ ฯ ตทา พฺราหฺมโณ อานนฺโท อโหสิ รุกฺขเทวตา สารีปุตฺโต ปริสา พุทฺธปริสา เสนกปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ

เสนกชาตกํ สตฺตมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๐๑. ทสรรณกชาดกชาดกถัดไป๔๐๓. อัฏฐิเสนชาดก