ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. พกพรหมชาดก
ชาดกที่ ๔๐๕ · สัตตกนิบาตชาดก · กุกกุวรรค

พกพรหมชาดก

ว่าด้วยศีลและพรตของพกพรหม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๓๕ · บรรทัด ๔๔๘๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากพกพรหมชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพกพรหมแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทฺวาสตฺตติ ดังนี้.

ความพิสดารว่า ท่านพกพรหมเกิดความเห็นขึ้นอย่างนี้ว่า สิ่งนี้เที่ยง ยั่งยืน สืบเนื่อง ๆ กันไป ไม่มีการเคลื่อนธรรดา สิ่งอื่นนอกจากนี้ ที่ชื่อว่าพระนิพพานเป็นที่ออกไปของสัตวโลกไม่มี ได้ยินว่าพระพรหมองค์นี้เกิดภายหลัง เมื่อก่อนบำเพ็ญฌานมาแล้ว จึงมาเกิดในชั้นเวหัปผลา. ท่านให้อายุประมาณ ๕๐๐ กัปป์สิ้นไปในชั้นเวหัปผลานั้นแล้ว จึงเกิดในชั้นสุภกิณหาสิ้นไป ๖๔ กัปป์แล้ว จุติจากชั้นนั้นจึงไปเกิดในชั้นอาภัสรา มีอายุ ๘ กัปป์ ในชั้นอาภัสรานั้น ท่านได้เกิดความเห็นขึ้นอย่างนี้ เพราะท่านระลึกถึงการจุติจากพรหมโลกชั้นสูงไม่ได้เลย ระลึกถึงการเกิดขึ้นในพรหมโลกชั้นนั้นก็ไม่ได้. เมื่อไม่เห็นทั้ง ๒ อย่าง ท่านจึงยึดถือความเห็นอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของพกพรหมนั้น ด้วยเจโตปริยญาณแล้วจึงทรงหายพระองค์ไปจากพระเชตวันมหาวิหาร ปรากฏพระองค์บนพรหมโลก อุปมาเหมือนหนึ่ง คนมีกำลังแข็งแรงเหยียดแขนออกไปแล้วคู้แขนที่เหยียดออกไปแล้วเข้ามาก็ปานกัน ครั้งนั้น พระพรหมเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงทูลว่า มาเถิดท่านสหาย ท่านมาดีแล้วท่านสหาย นานนักท่านสหาย ท่านจึงจะได้ทำปริยายนี้ คือการมาที่นี้เพราะสถานที่นี้เป็นสถานที่เที่ยง เป็นสถานที่ยั่งยืน เป็นสถานที่สืบเนื่องกันไป เป็นสถานที่ไม่มีการเคลื่อนเป็นธรรมดา เป็นสถานที่มั่นคงไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ก็แต่ว่าสถานที่อื่นที่ชื่อว่า เป็นที่ออกไปจากทุกข์ ยิ่งกว่านี้ไม่มี. เมื่อพกพรหมทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสคำนี้กะพกพรหมว่า พกพรหมผู้เจริญ ตกอยู่ในอำนาจของอวิชชาแล้วหนอ พกพรหมผู้เจริญ ตกอยู่ในอำนาจของอวิชชาแล้วหนอ เพราะได้พูดถึงสิ่งที่ไม่เที่ยงนั่นแหละว่าเป็นของเที่ยงและได้พูดถึงธรรมที่สงบอย่างอื่น ว่าเป็นธรรมเป็นที่ออกไปจากทุกข์อันยิ่งยวดไม่มีธรรมอื่นที่เป็นธรรมเป็นที่ออกไปจากทุกข์ยิ่งกว่า พระพรหมได้ฟังคำนั้นแล้วคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี่ จะอนุวัตรคล้อยตามเราด้วยประการอย่างนี้ว่า ท่านกล่าวอย่างนี้ถูกแล้ว แต่เกรงกลัวการอนุโยคย้อนของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทำนองเดียวกับโจรผู้ด้อยกำลังได้รับการตีเล็กน้อย ก็บอกเพื่อนฝูงทุกคนว่า ฉันคนเดียวหรือเป็นโจร ? คนโน้นก็เป็นโจร คนโน้นก็เป็นโจร เมื่อจะบอกเพื่อนฝูงของตนแม้คนอื่น ๆ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ข้าแต่พระโคดม พวกข้าพระองค์มี ๗๒ คน ล้วนได้ทำบุญมาแล้ว มีอำนาจแผ่ไป ล่วงความเกิดและความแก่ไปได้ การเกิดเป็น พรหมนี้ เป็นอันติมชาติ ชาติสุดท้าย จบ ไตรเพทแล้ว คนจำนวนมากเอ่ยถึงพวกข้า พระองค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฺวาสตฺตติ ความว่า ข้าแต่พระโคดมไม่ใช่เพียงแต่ข้าพระองค์คนเดียวเท่านั้น โดยที่แท้แล้ว พวกข้าพระองค์ ๗๒ คน ในพรหมโลกนี้ เป็นผู้ล้วนได้ทำบุญมาแล้ว เป็นผู้แผ่อำนาจไป โดยการแผ่อำนาจของตนไปเหนือคนเหล่าอื่น และได้ล่วงเลยความเกิดและความแก่ไปแล้ว การเกิดเป็นพรหมนี้ชื่อว่าถึงพระเวทแล้วเพราะพวกข้าพระองค์ถึงแล้วด้วยพระเวททั้งหลาย ข้าแต่ พระโคดมการเกิดเป็นพรหมนี้ เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย คือการถึงส่วนหลังที่สุดได้แก่การเข้าถึงความเป็นผู้ประเสริฐที่สุด. บทว่า อสฺมาภิชปฺปนฺติ ชนา อเนกา ความว่า คนอื่นมากมายพากันทำอัญชลี พวกข้าพระองค์กล่าวคำมีอาทิว่า นี้แลคือพระพรหมพระมหาพรหมผู้เจริญ นมัสการคือปรารภ ได้แก่กระหยิ่มอยู่ อธิบายว่า ปรารถนาอยู่ว่าอัศจรรย์หนอ ! เราทั้งหลายควรจะเป็นแบบนี้.

พระศาสดา ครั้นทรงสดับถ้อยคำของพกพรหมนั้นแล้ว จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-

ดูก่อนพรหม ความจริงอายุของท่านนี้ น้อยไม่มากเลย แต่ท่านสำคัญว่าอายุของท่าน มา จำนวนแสนนิรัพพุทะ ดูก่อนพรหม เรา ตถาคตรู้อายุของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตํ สหสฺสาน นิรพฺพุทานํ ความว่าการนับกล่าวคือนิรัพพุทะ มีหลายแสน. อธิบายว่า สิบสิบปีเป็นร้อยสิบร้อยเป็นพัน. ร้อยพันเป็นแสน. ร้อยแสนชื่อว่าโกฏิ. ร้อยแสนโกฏิชื่อว่าปโกฏิ. ร้อยแสนปโกฏิชื่อว่าโกฏิปโกฏิ. ร้อยแสนโกฏิปโกฏิชื่อว่า ๑ นหุต. ร้อยแสนนหุตชื่อว่า ๑ นินนหุต. นักคำนวณที่ฉลาดสามารถนับได้เพียงเท่านี้ ขึ้นชื่อว่าการนับต่อจากนี้ไป เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. บรรดาการนับเหล่านั้น ร้อยแสนนินนหุต เป็น ๑อัพพุทะ. ๒๐ อัพพุทะเป็น ๑ นิรัพพุทะ. ร้อยแสนนิรัพพุทะเหล่านั้นชื่อว่า ๑ อหหะ. จำนวนเท่านี้ปีเป็นอายุของพกพรหมที่เหลืออยู่ในภพนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาอายุนั้นจึงได้ตรัสอย่างนี้.

พกพรหมได้สดับพระพุทธพจน์นั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัส ว่า เราตถาคตเป็นผู้เห็นไม่มีที่สิ้นสุด สัพพัญญู ก้าวล่วงชาติชราและความโศกแล้ว ขอพระองค์จงตรัสบอกการสมาทานพรต ศีลและ วัตรจรณะของข้าพระองค์ แต่ก่อนว่าเป็นอย่าง ไร ซึ่งข้าพระองค์ควรจะทราบ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภควา ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เมื่อตรัสว่า เราตถาคตรู้อายุของท่าน ชื่อ ตรัสว่าเราตถาคต เห็นไม่มีที่สิ้นสุด เป็นสัพพัญญู ก้าวล่วงชาติชราและความโศกได้แล้ว. บทว่า วตสีลวตฺตํ ได้แก่การสมาทานพรต ทั้งศีลและวัตร. มีคำอธิบายไว้ว่า ถ้าหากพระองค์ทรงเป็นสัพพัญญูพุทธะไซร้เมื่อเป็นเช่นนั้น อะไรคือพรต ศีลและจรณะเก่าของข้าพระองค์ ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์ควรรู้ตามความเป็นจริง ที่พระองค์ตรัสบอก.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงนำเรื่องอดีตทั้งหลายมาตรัสบอกแก่พกพรหม จึงได้ตรัสคาถา ๔ คาถาว่า :-

ท่านได้ช่วยมนุษย์จำนวนมากผู้เดือดร้อน ปางตาย กระหายน้ำจัด ให้ได้ดื่มน้ำอันใดไว้ เราตถาคตระลึกถึงพรต ศีลและจรณะเก่าของ ท่านอันนั้นได้ เหมือนนอนหลับฝันไปแล้ว ตื่นขึ้น ระลึกถึงความสิ้นได้ฉะนั้น. ท่านได้ ช่วยฝูงชนใด ที่ถูกโจรจับเป็นเชลยนำมาให้ รอดพ้นได้ที่ริมฝั่งแม่น้ำเอณิ เราตถาคตระลึก ถึงพรต ศีลและจรณะเก่าของท่านนั้นได้ เหมือนนอนหลับฝันไปแล้วตื่นขึ้น นึกถึงฝัน ได้ ฉะนั้น. ท่านได้ทุ่มกำลังช่วยคนทั้งหลาย ผู้ไปเรือในกระแสแม่น้ำคงคา ให้พ้นจากพญานาคตัวร้ายกาจ อันใดเราตถาคตระลึกถึงพรต ศีลและจรณะเก่าของท่านนั้นได้ เหมือนนอน หลับแล้วตื่นขึ้น นึกถึงฝันได้ ฉะนั้น. อนึ่ง เราตถาคตได้มีชื่อว่ากัปปะ เป็นอันเตวาสิก ของท่าน ได้รู้แล้วว่า ท่านเป็นดาบสผู้มีปัญญา ดี มีพรต อันใด เราตถาคตระลึกถึงพรต ศีล และจรณะเก่าของท่านนั้นได้ เหมือนนอน หลับแล้วตื่นขึ้น ระลึกถึงฝันได้ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปาเยสิ ความว่า ให้ดื่มแล้ว. บทว่า ฆมฺมนิ สปฺปเรเต ความว่า ผู้ปางตายเพราะความร้อน คือลำบากเพราะความร้อนแผดเผาเหลือเกิน. บทว่า สุตฺตปฺปพุทฺโธว ความว่าระลึกถึงพรตเป็นต้น ได้เหมือนนอนหลับไปในเวลาย่ำรุ่งฝันเห็นแล้วตื่นขึ้น ระลึกถึงความฝันนั้น ฉะนั้น.

ได้ยินว่า พกพรหมนั้นในกัปป์ ๆ หนึ่ง เป็นดาบส อยู่ที่ทะเลทรายกันดารน้ำ ได้นำน้ำดื่มมาให้คนจำนวนมากที่เดินทางกันดาร. อยู่มาวันหนึ่ง พ่อค้าพวกหนึ่ง เดินทางไปถึงทะเลทรายที่กันดารน้ำด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม คนทั้งหลายไม่สามารกำหนดทิศทางได้ เดินทางไป ๗ วัน สิ้นฟืนสิ้นน้ำ หมดอาหาร ถูกความอยากครอบงำ คิดว่าบัดนี้ พวกเราไม่มีชีวิตแล้ว พากันพักเกวียนเป็นวงรอบแล้ว ต่างก็ปล่อยโคไปแล้วก็พากันนอนอยู่ใต้เกวียนของตน. ครั้งนั้น ดาบสรำลึกไปเห็นพ่อค้าเหล่านั้นแล้วคิดว่า เมื่อเราเห็นอยู่ขอคนทั้งหลายจงอย่าพินาศเถิด จึงได้บันดาลให้กระแสน้ำคงคาเกิดขึ้น เฉพาะหน้าของพวกพ่อค้าด้วยอานุภาพฤทธิ์ของตน. และได้เนรมิตไพรสณฑ์แห่งหนึ่งไว้ในที่ไม่ไกล. พวกมนุษย์ได้ดื่มน้ำและอาบน้ำให้โคทั้งหลายอิ่มหนำสำราญแล้ว จึงพากันไปเกี่ยวหญ้า เก็บฟืนจากไพรสณฑ์ กำหนดทิศได้แล้วข้ามทางกันดารไปได้โดยปลอดภัย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคำว่า ยํ ตฺวํ ฯเปฯ อนุสุสรามิ นั่นทรงหมายเอาดาบสนั้น.

บทว่า เอณิกูลสฺมึ ความว่า ใกล้ฝั่งแม่น้ำชื่อว่าเอณิ. บทว่า คยฺหก นียมานํ ความว่า ที่กำลังถูกจับเป็นชะเลยแล้วนำมา.

เล่ากันมาว่าดาบสนั้น ในกาลต่อมาได้อาศัยบ้านชายแดนตำบลหนึ่งพักอยู่ที่ไพรสณฑ์แห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำ. ครั้นวันหนึ่ง พวกโจรชาวเขาลงมาปล้นบ้านนั้น จับเอาคนจำนวนมากให้ขึ้นไปบนเขา วางคนสอดแนมไว้ที่ระหว่างทาง เข้าไปสู่ซอกเขาแล้วให้นั่งหุงต้มอาหารดาบสได้ยินเสียงร้องครวญครางของสัตว์มีโคและกระบือเป็นต้น และของคนทั้งหลายมีเด็กชายและเด็กหญิงเป็นต้นคิดว่า เมื่อเราเห็นอยู่ ขอเขาทั้งหลายจงอย่าพินาศเถิด แล้วจึงละอัตภาพ เป็นพระราชาแวดล้อมด้วยเสนามีองค์ ๔ ได้ให้ตีกลองศึกไป ณ ที่นั้น. พวกคนสอดแนมเห็นดาบสนั้นแล้วได้บอกแก่พวกโจร. พวกโจรคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการทะเลาะกับพระราชาไม่สมควรแล้ว จึงพากันทิ้งเชลยไว้ไม่กินอาหารหนีไปแล้ว ดาบสนำคนเหล่านั้นให้กลับไปอยู่บ้านของตนหมดทุกคนพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคำว่า ยํ เอณิกูลสฺมึ ฯเปฯ อนุสฺสรามิ นั่นไว้ทรงหมายเอาดาบสนั้น.

บทว่า คหิตนาวํ ได้แก่เรือที่พ่วงขนานกัน. บทว่า ลุทฺเธน ความว่า ผู้หยาบคาย. บทว่า มนุสฺสกปฺปา ความว่า เพราะต้องการให้พวกมนุษย์พินาศ. บทว่า พลสา ความว่า ด้วยกำลัง บทว่า ปสยฺห ความว่า ข่มขู่.

ในกาลต่อมา ดาบสพักอยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ครั้งนั้นคนทั้งหลายพากันผูกเรือขนาน ๒ - ๓ ลำติดกัน แล้วสร้างมณฑปดอกไม้ไว้ที่ยอดเรือขนาน นั่งกินนั่งดื่มอยู่ในเรือขนาน แล่นไปที่ฝั่งสมุทร พวกเขาพากันเทสุราที่เหลือจากดื่ม ข้าวปลาเนื้อและหมากพลูเป็นต้น ที่เหลือจากที่กินและเหลือจากที่ขบเคี้ยวแล้วลงแม่น้ำคงคานั่นเอง. พญานาคชื่อว่าคังเคยยะโกรธว่า คนพวกนี้โยนของที่เหลือกินลงเบื้องบนเรา หมายใจว่า เราจักรวบคนเหล่านั้นให้จมลงในแม่น้ำคงคาหมดทุกคนแล้วเนรมิตอัตภาพใหญ่ประมาณเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง แหวกน้ำขึ้นมาแผ่พังพานลอยน้ำไปตรงหน้าคนเหล่านั้น. พวกเขาพอเห็นพญานาคเท่านั้น ก็ถูกมรณภัยคุกคามส่งเสียงร้องลั่นขึ้นพร้อมกันที่เดียว. ดาบสได้ยินเสียงคร่ำครวญของพวกเขา ก็รู้ว่าพญานาคโกรธ คิดว่า เมื่อเราเห็นอยู่ขอคนทั้งหลายจงอย่าพินาศเถิด แล้วได้รีบเนรมิตอัตภาพเป็นเพศครุฑบินไปด้วยอานุภาพของตน โดยติดต่อกันโดยพลัน. พญานาคเห็นครุฑนั้นแล้ว หวาดกลัวความตายจึงดำลงไปในน้ำ. พวกมนุษย์ถึงความสวัสดีแล้วจึงได้ไปกัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคำว่า คงฺคาย โสตสฺมึ ฯ เป ฯ อนุสฺสรามิ นั่นทรงหมายเอาดาบสนั้น.

บทว่า ปตฺถจโร ได้แก่อันเตวาสิก. บทว่า สมฺพุทฺธิวนฺตํ วติโส อมญฺํ ความว่า เรารู้จักท่านว่า เป็นดาบสผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญาทั้งถึงพร้อมด้วยวัตร. ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้อย่างไร ทรงแสดงไว้ว่า ดูก่อนท้าวมหาพรหม. ในอดีตกาลในเวลาท่านเป็น เกสวดาบส เราตถาคต เป็นคนรับใช้ใกล้ชื่อว่า กัปปะ เมื่อท่านถูกอำมาตย์ชื่อ นารทะ นำมาป่าหิมพานต์ จากเมืองพาราณสี ได้ให้โรคสงบไป. ลำดับนั้น นารทะ อำมาตย์มาเยี่ยมท่านครั้งที่ ๒ เห็นหายจากโรค จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :-

ท่านเกสีผู้มีโชค ไยเล่าจึงละทิ้งจอมคน ผู้ให้ความต้องการทุกอย่างสำเร็จได้ มายินดีใน อาศรมของท่านกัปปะ. ท่านได้กล่าวคำนี้กะอำมาตย์ นารทะ นั่นนั้นว่า:ดูก่อนท่านนารทะ สิ่งที่ดีน่ารื่นรมย์ใจมี อยู่ ต้นไม้ทั้งหลาย ที่รื่นเริงใจก็ยังมี ถ้อยคำ ที่เป็นสุภาษิตของกัสสป ให้อาตมารื่นเริงใจได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงถึงความที่โรคของท่าน เกสีดาบส นี้ เป็นสิ่งที่พระองค์ผู้ทรงเป็นอันเตวาสิกให้สงบได้ด้วยประการอย่างนี้แล้ว จึงได้ตรัสอย่างนี้. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อจะให้มหาพรหมทั้งหมด กำหนดรู้กรรมที่พรหมนั้น พกพรหม ทำไว้ในมนุษยโลกนั่นเองจึงตรัสคำนี้ไว้.

พกพรหม นั้น ระลึกถึงกรรมที่ตนได้ทำไว้ ตามพระดำรัสของพระศาสดาได้แล้ว เมื่อจะทำการสดุดีพระตถาคต จึงได้กล่าวคาถาสุดท้ายไว้ว่า :-

พระองค์ทรงทราบอายุของข้าพระองค์นั่น ได้แน่นอนแม้สิ่งอื่นพระองค์ก็ทรงทราบเพราะ พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าแท้จริง จริงอย่าง นั้น พระรัศมีอันรุ่งโรจน์ของพระองค์นี้ จึง ส่องพรหมโลกให้สว่างไสวอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถา หิ พุทโธ ความว่า เพราะว่าพระองค์ทรงเป็น พระพุทธเจ้า แท้จริง อันธรรมดาว่า พระะพุทธเจ้าทั้งหลายจะไม่มีสิ่งที่ไม่ทรงรู้ด้วยว่าท่านเท่านั้นชื่อว่าพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรมทุกอย่างนั่นเอง. บทว่า ตถา หิ ตายํ ความว่า ก็อีกอย่างหนึ่งเพราะทรงเป็น พระพุทธเจ้า นั่นเอง พระรัศมีจากพระสรีระของพระองค์ที่รุ่งโรจน์. บทว่า โอภาสยํ ติฏฺติ ความว่า พระรัศมีจากพระสรีระนี้ จึงส่องพรหมโลก แม้ทั้งหมดนี้ให้สว่างไสวอยู่.

พระศาสดา เมื่อทรงให้พกพรหมรู้พระพุทธคุณของพระองค์ไปพลางทรงแสดงธรรมไปพลาง จึงทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย ในที่สุดแห่งสัจธรรม จิตของพระพรหมประมาณหมื่นองค์พ้นจากอาสวะทั้งหลายแล้ว เพราะไม่ยึดมั่น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นที่พึ่งของพระพรหมทั้งหลายด้วยประการอย่างนี้ ได้เสด็จจากพรหมโลกมาพระเชตวันวิหาร แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทำนองที่ได้ทรงแสดงแล้ว ในพรหมโลกนั้น แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า เกสวดาบสในครั้งนั้น ได้แก่พระพรหม ในบัดนี้ ส่วนกัปปมาณพได้แก่เราตถาคตนั่นเอง ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาพกพรหมชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. กุกกุชาดก ๒. มโนชชาดก ๓. สุตนชาดก ๔. ธาตุโปสกคิชฌชาดก ๕. ทัพพปุปผชาดก ๖. ทสัณณกชาดก ๗. เสนกชาดก๘. อัฏฐิเสนชาดก ๙. กปิชาดก ๑๐. พกพรหมชาดก

จบ กุกกุวรรคที่ ๑ ๒. คันธารวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๓๐๗–๓๑๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตกนิบาตชาดก · ๕๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

พกพฺรหฺมชาตกํ

ทฺวาสตฺตตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต พกพฺรหฺมานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺส หิ อิทํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อจวนธมฺมํ อิโต อญฺญํ โลกสฺส นิสฺสรณํ นิพฺพานนฺนาม นตฺถีติ เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชิ ฯ เหฏฺฐุปฺปตฺติโก กิเรส พฺรหฺมา ปุพฺเพ ฌานํ ภาเวตฺวา เวหปฺผเลสุ นิพฺพตฺโต ฯ ตตฺถ ปญฺจกปฺปสตปริมาณํ อายุํ เขเปตฺวา สุภกิณฺเหสุ นิพฺพตฺเตตฺวา จตุสฏฺฐี กปฺเป เขเปตฺวา ตโต จุโต อฏฺฐกปฺปายุเก อาภสฺสเร นิพฺพตฺติ ฯ ตตฺรสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชิ ฯ โส หิ เนว อุปริพฺรหฺมโลกโต จุตึ น ตตฺถ อุปปตฺตึ อนุสฺสริ ฯ ตทุภยํปิ อปสฺสนฺโต เอวํ ทิฏฺฐึ คณฺหิ ฯ ภควา ตสฺส เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว เชตวเน อนฺตรหิโต ตสฺมึ พฺรหฺมโลเก ปาตุรโหสิ ฯ อถ พฺรหฺมา ภควนฺตํ ทิสฺวา เอหิ โข มาริส สฺวาคตํ มาริส จิรสฺสํ โข มาริส อิมํ ปริยายมกาสิ ยทิทํ อิธาคมนาย อิทํ หิ มาริส นิจฺจํ อิทํ ธุวํ อิทํ สสฺสตํ อิทํ อจวนธมฺมํ อิทํ หิ เกวลํ น ชายติ น ชิยฺยติ น มิยฺยติ น จวติ น อุปปชฺชติ อิโต จ ปนญฺญํ อุตฺตรินิสฺสรณนฺนาม นตฺถีติ อาห ฯ เอวํ วุตฺเต ภควา พกพฺรหฺมานํ เอตทโวจ อวิชฺชาคโต วต โภ พโก พฺรหฺมา อวิชฺชาคโต วต โภ พโก พฺรหฺมา ยตฺร หิ นาม อนิจฺจญฺเญว สมานํ นิจฺจนฺติ วกฺขติ สนฺตญฺจ ปนญฺญํ อุตฺตรินิสฺสรณํ นตฺถญฺญํ อุตฺตรินิสฺสรณนฺติ วกฺขตีติ ฯ ตํ สุตฺวา พฺรหฺมา ตฺวํ เอวํ กเถสีติ อิติ มํ เอส อนุวตฺตนฺโต อนุพนฺธตีติ จินฺเตตฺวา ยถา นาม ทุพฺพโล โจโร กติปเย ปหาเร ลภิตฺวา กึ อหเมว โจโร อสุโกปิ โจโร อสุโกปิ โจโรติ สพฺเพ สหายเก อาจิกฺขิ ตเถว ภควโต อนุโยคภยภีโต อญฺเญปิ อตฺตโน สหายเก อาจิกฺขนฺโต ปฐมํ คาถมาห

ทฺวาสตฺตติ โคตม ปุญฺญกมฺมา

วสวตฺติโน ชาติชรํ อตีตา

อยมนฺติมา เวทคู พฺรหฺมุปตฺติ

อสฺมาภิชปฺปนฺติ ชนา อเนกาติ ฯ

ตตฺถ ทฺวาสตฺตตีติ น เกวลํ โคตม อหเมว อถ โข อิมสฺมึ พฺรหฺมโลเก มยํ ทฺวาสตฺตติ ชนา ปุญฺญกมฺมา อญฺเญสํ อุปริ อตฺตโน วสํ วตฺตเนน วสวตฺติโน ชาติชรญฺจ อตีตา อยํ โน เวเทหิ คตตฺตา เวทคู อยํ โคตม อนฺติมาพฺรหฺมุปฺปตฺติ ปจฺฉิมโกฏิปฺปตฺติ เสฏฺฐภาวุปฺปตฺติ ฯ อสฺมาภิชปฺปนฺติ ชนา อเนกาติ อมฺเห อญฺเญ พหู ชนา ปญฺชลิกา หุตฺวา อยํ โข ภวํ พฺรหฺมา มหาพฺรหฺมาติ อาทีนิ วทนฺตา นมสฺสนฺติ ปตฺเถนฺติ ปิเหนฺติ อโห วต มยํ เอวรูปา ภเวยฺยามาติ อิจฺฉนฺตีติ อตฺโถ ฯ

ตสฺส กถํ สุตฺวา สตฺถา ทุติยํ คาถมาห

อปฺปญฺจ เหตํ น หิ ทีฆมายุ

ยํ ตฺวํ พก มญฺญสิ ทีฆมายุํ

สตํ สหสฺสาน นิรพฺพุทานํ

อายุํ ปชานามิ ตวาห พฺรหฺมติ ฯ

ตตฺถ สตํ สหสฺสาน นิรพฺพุทานนฺติ นิรพฺพุทสงฺขาตานํ คณน- สตสหสฺสํ วสฺสานญฺหิ ทสทสกานํ สตํ สหสฺสํ นาม สหสฺสานํ สตํ สตสหสฺสํ นาม สตสหสฺสานํ สตํ โกฏิ นาม สตํ โกฏิสต- สหสฺสานํ ปโกฏิ นาม สตํ ปโกฏิสตสหสฺสานํ โกฏิปโกฏิ นาม สตํ โกฏิปโกฏิสตสหสฺสานํ เอกนหุตํ นาม สตํ นหุตสตสหสฺสานํ เอกนินฺนหุตํ นาม เฉโก คณโก เอตฺตกํ คเณตุํ สกฺโกติ ตโต ปรํ คณนา นาม พุทฺธานเมว วิสโย ตตฺถ สตํ นินฺนหุต- สตสหสฺสานํ เอกํ อพฺพุทํ วีสติ อุพฺพุทานิ เอกํ นิรพฺพุทํ ฯ เตสํ นิรพฺพุทานํ สตสตสหสฺสานํ นาม สตสหสฺสํ เอตฺตกํ พกสฺส พฺรหฺมุโน ฐตฺวา เอตสฺมึ ภเว อวสิฏฺฐกํ อายุ ตํ สนฺธาย ภควา เอวมาห ฯ

ตํ สุตฺวา พโก ตติยํ คาถมาห

อนนฺตทสฺสี ภควาหมสฺมิ

ชาติชรํ โสกมุปาติวตฺโต

กึ เม ปุราณํ วตสีลวตฺตํ

อาจิกฺข เมตํ ยมหํ วิชญฺญนฺติ ฯ

ตตฺถ ภควาติ ภควา ตุมฺเห อายุํ ปชานามิ ตวาหนฺติ วทนฺตา อหํ อนนฺตทสฺสี ชาติชรญฺเจว โสกญฺจ อุปาติวตฺโตสฺมีติ วทถ ฯ วตสีลวตฺตนฺติ วตสมาทานญฺจ สีลวตฺตญฺจ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยทิ ตุมฺเห สพฺพญฺญุพุทฺธา เอวํ สนฺเต กึ มยฺหํ ปุราณํ วตญฺจ สีลญฺจ จรณญฺจ อาจิกฺข เม เอตํ ยมหํ ตยา อาจิกฺขิตํ ยาถาวสรสโต วิชาเนยฺยนฺติ ฯ

อถสฺส ภควา อตีตานิ วตฺถูนิ อาหริตฺวา อาจิกฺขนฺโต จตสฺโส คาถาโย อภาสิ

ยํ ตฺวํ อปาเยสิ พหู มนุสฺเส

ปิปาสิเต ฆมฺมนิ สปฺปเรเต

ตนฺเต ปุราณํ วตสีลวตฺตํ

สุตฺตปฺปพุทฺโธว อนุสฺสรามิ ฯ

ยํ เอณิกูลสฺมึ ชนตํ คหีตํ

อโมจยี คยฺหก นียมานํ

ตนฺเต ปุราณํ วตสีลวตฺตํ

สุตฺตปฺปพุทฺโธว อนุสฺสรามิ ฯ

คงฺคาย โสตสฺมึ คหีตนาวํ

ลุทฺเธน นาเคน มนุสฺสกปฺปา

อโมจยี ตฺวํ พลสา ปสยฺห

ตนฺเต ปุราณํ วตสีลวตฺตํ

สุตฺตปฺปพุทฺโธว อนุสฺสรามิ ฯ

กปฺโป จ เต ปตฺถจโร อโหสึ

สมฺพุทฺธิวนฺตํ วติ โส อมญฺญํ

ตนฺเต ปุราณํ วตสีลวตฺตํ

สุตฺตปฺปพุทฺโธว อนุสฺสรามีติ ฯ

ตตฺถ อปาเยสีติ ปาเยสิ ฯ ฆมฺมนิ สปฺปเรเตติ ฆมฺเมน นิสปฺปเรเต อติวิย ผุฏฺเฐน ฆมฺเมน กิลมนฺเต ฯ สุตฺตปฺปพุทฺโธวาติ ปจฺจูสกาเล สุปนฺโต สุปินํ ปสฺสิตฺวา ตํ สุปินํ วิย อนุสฺสรามิ ฯ

โส กิร พกพฺรหฺมา เอกสฺมึ กปฺเป ตาปโส หุตฺวา มรุกนฺตาเร วสนฺโต พหูนํ กนฺตารํ ปฏิปนฺนานํ ปานียํ อาหริตฺวา อทาสิ ฯ อเถกทิวสํ เอโก สตฺถวาโห ปญฺจหิ สกฏสเตหิ มรุกนฺตารํ ปฏิปชฺชิ ฯ มนุสฺสา ทิสา ววฏฺฐเปตุํ อสกฺโกนฺตา สตฺต ทิวสานิ อาหิณฺฑิตฺวา ขีณทารุทกา นิราหารา ตณฺหาภิภูตา อิทานิ โน ชีวิตํ นตฺถีติ สกฏปริวฏฺฏํ กตฺวา โคเณ โมเจตฺวา เหฏฺฐาสกเฏสุ นิปชฺชึสุ ฯ ตทา ตาปโส อาวชฺเชนฺโต เต ทิสฺวา มา มยิ ปสฺเสนฺเต นสฺสึสูติ จินฺเตตฺวา อตฺตโน อิทฺธานุภาเวน คงฺคาโสตํ อุพฺพตฺเตตฺวา สตฺถ- วาหาภิมุขํ อกาสิ ฯ อวิทูเร เจกํ วนสณฺฑํ มาเปสิ ฯ มนุสฺสา ปานียํ ปิวิตฺวา นหาตฺวา โคเณ สนฺตปฺเปตฺวา วนสณฺฑโต ติณํ ลายิตฺวา ทารูนิ คเหตฺวา ทิสํ สลฺลกฺเขตฺวา อโรคา กนฺตารํ อติกฺกมึสุ ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ ฯ

เอณิกูลสฺมินฺติ เอณิยา นาม นทิยา กูเล ฯ คยฺหก นียมานนฺติ กรมรคาหํ คเหตฺวา นียมานํ ฯ

โส กิร ตาปโส อปรสฺมึ กาเล เอกํ ปจฺจนฺตคามํ นิสฺสาย นทีตีเร วนสณฺเฑ วิหาสิ ฯ อเถกสฺมึ ทิวเส ปพฺพตา โจรา โอตริตฺวา ตํ คามํ ปหริตฺวา มหาชนํ คเหตฺวา ปพฺพตํ อาโรเปตฺวา อนฺตรามคฺเค จริยมนุสฺเส ฐเปตฺวา ปพฺพตชาลํ ปวิสิตฺวา อาหารํ ปจาเปนฺตา นิสีทึสุ ฯ ตาปโส โคมหิสาทีนญฺเจว ทารกทาริกาทีนญฺจ มหนฺตํ อฏฺฏสรํ สุตฺวา มยิ ปสฺสนฺเต มา นสฺสึสูติ อิทฺธานุภาเวน อตฺตภาวํ วิชหิตฺวา จตุรงฺคินิยา เสนาย ปริวุโต ราชา หุตฺวา ยุทฺธเภรึ อาโกฏาเปนฺโต ตํ ฐานํ อคมาสิ ฯ จริยมนุสฺสา ตํ ทิสฺวา โจรานํ อาโรเจสุํ ฯ โจรา รญฺญา สทฺธึ วิคฺคโห นาม น ยุตฺโตติ สพฺพํ คหิตกรมรํ ฉฑฺเฑตฺวา ภตฺตํ อภุญฺชิตฺวาว ปลายึสุ ฯ ตาปโส เต สพฺเพ อาเนตฺวา สกคาเมเยว ปติฏฺฐาเปสิ ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ ฯ

คหีตนาวนฺติ นิคฺคหิตนาวํ ฯ ลุทฺเธนาติ กกฺขเลน ฯ มนุสฺส- กปฺปาติ มนุสฺเส วินาเสตุกามตาย ฯ พลสาติ พเลน ฯ ปสยฺหาติ อภิภวิตฺวา ฯ

อปรสฺมึ กาเล ตาปโส คงฺคาตีเร วิหาสิ ฯ ตทา มนุสฺสา เทฺว ตโย นาวาสงฺฆาเฏ พนฺธิตฺวา สงฺฆาฏมตฺถเก ปุปฺผมณฺฑปํ กาเรตฺวา สงฺฆาเฏ นิสีทิตฺวา ขาทนฺตา ปิวนฺตา สมุทฺทกุลํ คจฺฉนฺติ เตหิ ปีตาวเสสํ สุรํ ภุตฺตาวเสนานิ ขาทิตาวเสสานิ ภตฺตมจฺฉมํส- ตมฺโพลาทีนิ คงฺคายเมว ปาเตนฺติ ฯ คงฺเคยฺโย นาม นาคราชา อิเม อุจฺฉิฏฺฐกํ มม อุปริ ขิปนฺตีติ กุชฺฌิตฺวา สพฺเพ เต ชเน คเหตฺวา คงฺคาย โอสีทาเปสฺสามีติ มหนฺตํ เอกโทณิกนาวปฺปมาณํ อตฺตภาวํ มาเปตฺวา อุทกํ ภินฺทิตฺวา ผณํ ธายรมาโน เตสํ อภิมุโข ปายาสิ ฯ เต นาคราชานํ ทิสฺวาว มรณภยตชฺชิตา เอกปฺปหาเรเนว มหาสทฺทํ กรึสุ ฯ ตาปโส เตสํ ปริเทวนสทฺทํ สุตฺวา นาคราชสฺส กุทฺธภาวํ ญตฺวา มยิ ปสฺสนฺเต มา นสฺสึสูติ ขิปฺปํ นิสนฺตติตาย อตฺตโน อานุภาเวน ขิปฺปํ สุปณฺณวณฺณํ อตฺตานํ มาเปตฺวา อคมาสิ ฯ นาคราชา ตํ ทิสฺวา มรณภยภีโต อุทเก นิมฺมุชฺชิ ฯ มนุสฺสา โสตฺถิภาวํ ปตฺวา อคมํสุ ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ ฯ

ปตฺถจโรติ อนฺเตวาสิโก ฯ สมฺพุทฺธิวนฺตํ วติ โส อมญฺญนฺติ พุทฺธิสมฺปนฺโน เจว วตสมฺปนฺโน จ ตาปโสติ ตํ มญฺญมาโน ฯ อิมินา กึ ทสฺเสติ ฯ มหาพฺรหฺเม อหํ อตีเต ตว เกสวตาปสกาเล กปฺโป นาม อนฺเตวาสี เวยฺยาวจฺจกโร หุตฺวา ตุยฺหํ นารเทน นาม อมจฺเจน พาราณสิโต หิมวนฺตํ อานีตสฺส โรคํ วูปสเมสึ ฯ อถ นํ นารโท ทุติยวาเร อาคนฺตฺวา นิโรคํ ทิสฺวา อิมํ คาถํ อภาสิ

มนุสฺสินฺทํ ชหิตฺวาน สพฺพกามสมิทฺธินํ

กถํ นุ ภควา เกสี กปฺปสฺส รมติ อสฺสเมติ ฯ ตเมนํ ตฺวํ เอตทโวจ

สาธูนิ รมณียานิ สนฺติ รุกฺขา มโนรมา

สุภาสิตานิ กปฺปสฺส นารท รมยนฺติ มนฺติ ฯ อิติสฺส ภควา อิมํ อตฺตนา อนฺเตวาสิเกน หุตฺวา โรคสฺส วูปสมิตภาวํ ทีเปนฺโต เอวมาห ฯ อิทญฺจ ปน เตน พฺรหฺมุนา มนุสฺสโลเก กตกมฺมํ สพฺพํ มหาพฺรหฺมานํ สลฺลกฺขาเปนฺโตว กเถสิ ฯ

โส สตฺถุ วจเนน อตฺตนา กตกมฺมํ สริตฺวา ตถาคตสฺส ถุตึ กโรนฺโต โอสานคาถมาห

อทฺธา ปชานาสิ มเมตมายุํ

อญฺญํปิ ชานาสิ ตถา หิ พุทฺโธ

ตถา หิ ตายํ ชลิตานุภาโว

โอภาสยํ ติฏฺฐติ พฺรหฺมโลกนฺติ ฯ

ตตฺถ ตถา หิ พุทฺโธติ ตถา หิ ตฺวํ พุทฺโธ พุทฺธานํ หิ

อนญฺญาตนฺนาม นตฺถิ สพฺพธมฺมานํ พุทฺธตฺตาเยว หิ เต พุทฺธา นาม ฯ ตถา หิ ตายนฺติ พุทฺธตฺตาเยว จ ปน ตว อยํ ชลิโต สรีรปฺปภาโว ฯ โอภาสยํ ติฏฺฐตีติ อิมํ สกลํปิ พฺรหฺมโลกํ โอภาสยนฺโต ติฏฺฐตีติ ฯ

เอวํ สตฺถา อตฺตโน พุทฺธคุณํ ชานาเปนฺโต ธมฺมํ เทเสนฺโต สจฺจานิ ปกาเสสิ สจฺจปริโยสาเน ทสมตฺตานํ พฺรหฺมสหสฺสานํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสุ ฯ อิติ ภควา พหูนํ พฺรหฺมานํ อวสฺสโย หุตฺวา พฺรหฺมโลกา เชตวนํ อาคนฺตฺวา ตตฺถ กถิตนิยาเม- เนว ธมฺมเทสนํ ภิกฺขูนํ กเถตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เกสวตาปโส พกพฺรหฺมา อโหสิ กปฺปมาณโว ปน อหเมวาติ ฯ

พกพฺรหฺมชาตกํ ทสมํ ฯ

กุกฺกุวคฺโค ปฐโม ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๐๔. กปิชาดกชาดกถัดไป๔๐๖. คันธารชาดก