คันธารชาดก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๔๓ · บรรทัด ๔๕๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภเภสัชชสันนิธิการสิกขาบท สิกขาบทว่าด้วยการทำการสะสมเภสัช แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า หิตฺวา คามสหสฺสานิ ดังนี้
ก็เรื่องเกิดขึ้นแล้วที่กรุงราชคฤห์. ความพิสดารว่า เมื่อท่านปิลินทวัจฉะไปพระราชวังเพื่อปล่อยคนตระกูลผู้รักษาอาราม แล้วสร้างปราสาททองถวายพระราชาด้วยกำลังฤทธิ์ คนทั้งหลายเลื่อมใสพากันส่งเภสัชทั้ง ๕ ไปถวายพระเถระ. ท่านแจกจ่ายเภสัชเหล่านั้นแด่บริษัทแต่บริษัทของท่านมีมาก พวกเขาเก็บของที่ได้ ๆ มาไว้เต็มกระถางบ้างหม้อบ้าง ถลกบาตรบ้าง. คนทั้งหลายเห็นเข้าพากันยกโทษว่า สมณะเหล่านี้มักมาก เป็นผู้รักษาคลังภายใน. พระศาสดาทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ก็แลเภสัชที่เป็นของควรลิ้มของภิกษุผู้เป็นไข้เหล่านั้นใดดังนี้เป็นต้น ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัณฑิตสมัยก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ บวชเป็นนักบวชในลัทธิภายนอก แม้รักษาเพียงศีล ๕ ก็ไม่เก็บก้อนเกลือไว้ เพื่อประโยชน์ในวันรุ่งขึ้น ส่วนเธอทั้งหลายบวชในศาสนา ที่นำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เมื่อพากันทำการสะสมอาหารไว้ เพื่อประโยชน์แก่วันที่ ๒ วันที่ ๓ ชื่อว่าทำสิ่งที่ไม่สมควร แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ทรงเป็นโอรสของพระเจ้าคันธาระในคันธารรัฐ เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ โดยพระราชบิดาทิวงคตแล้วทรงครองราชย์โดยธรรม. แม้ในมัชฌิมประเทศ พระเจ้าวิเทหะก็ทรงครองราชย์ในวิเทหรัฐ. พระราชาทั้ง ๒ พระองค์นั้น ทรงเป็นพระสหายที่ไม่เคยเห็นกัน แต่ก็ทรงมีความคุ้นเคยกันอย่างมั่นคง. คนสมัยนั้นมีอายุยืนดำรงชีวิตอยู่ได้ถึง ๓ แสนปีดังนั้นในวันอุโบสถกลางเดือนพระจ้าคันธาระก็ทรงสมาทานศีลเป็นครั้งคราว แล้วเสด็จไปประทับบนพระบวรบัลลังก์ภายในชั้นที่โอ่โถง ทรงตรวจดูโลกธาตุด้านทิศตะวันออกทางสีหปัญชรที่เปิดไว้ ตรัสถ้อยคำที่ประกอบด้วยธรรมแก่เหล่าอำมาตย์ขณะนั้นพระราหูได้บดบังดวงจันทร์เต็มดวง เหมือนกระโดดโลดเต้นไปในท้องฟ้า. แสงจันทร์อันตรธานหายไป. อำมาตย์ทั้งหลายไม่เห็นแสงพระจันทร์ จึงทูลพระราชาถึงภาวะที่ดวงจันทร์ถูกราหูยึดไว้พระราชาทรงทอดพระเนตรพระจันทร์ ทรงพระดำริว่า พระจันทร์นี้เศร้าหมองอับแสงไปเพราะสิ่งเศร้าหมองที่จรมา. แม้ข้าราชบริพารนี้ก็เป็นเครื่องเศร้าหมองสำหรับเราเหมือนกัน แต่การที่เราจะเป็นผู้หมดสง่าราศรีเหมือนดวงจันทร์ที่ถูกราหูยึดไว้นั้น ไม่สมควรแก่เราเลย. เราจักละราชสมบัติออกบวช เหมือนดวงพระจันทร์สัญจรไปในท้องฟ้าที่บริสุทธิ์ฉะนั้น. จะมีประโยชน์อะไรด้วยผู้อื่นที่เราตักเตือนแล้ว เราจักเป็นเสมือนผู้ไม่ข้องอยู่ด้วยตระกูลและหมู่คณะ ตักเตือนตัวเองเท่านั้นเที่ยวไปนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสำหรับเรา แล้วทรงมอบราชสมบัติให้แก่เหล่าอำมาตย์ด้วยพระดำรัสว่า ท่านทั้งหลายจงพากันแต่งตั้งผู้ที่ท่านทั้งหลายต้องประสงค์ให้เป็นพระราชาเถิด. พระราชาในคันธารรัฐนั้นทรงสละราชสมบัติเสด็จออกทรงผนวชเป็นฤๅษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้นแล้วทรงเอิบอิ่มด้วยความยินดีในฌาน สำเร็จการอยู่ในท้องถิ่นดินแดนหิมพานต์. ฝ่ายพระเจ้าวิเทหะตรัสถามพวกพ่อค้าทั้งหลายว่า พระราชาพระสหายของเราสบายดีหรือ ? ทรงทราบว่าพระองค์เสด็จออกทรงผนวชแล้วทรงดำริว่า เมื่อสหายของเราทรงผนวชแล้ว เราจักทำอย่างไรกับราชสมบัติ แล้วจึงทรงสละราชสมบัติในมิถิลนครกว้างยาว ๗ โยชน์คลังที่เต็มเพียบอยู่ในหมู่บ้าน ๑๖,๐๐๐ หมู่บ้าน ในวิเทหรัฐประมาณ๓๐๐ โยชน์และหญิงฟ้อน ๑๖,๐๐๐ นาง ไม่ทรงคำนึงถึงพระราชโอรสและพระราชธิดา เสด็จสู่ท้องถิ่นดินแดนหิมพานต์ทรงผนวชแล้ว เสวยผลไม้ตามที่มี ประทับอยู่ไม่เป็นประจำเที่ยวสัญจรไป. ทั้ง ๒ ท่านนั้นประพฤติพรตและอาจาระสม่ำเสมอ ภายหลังได้มาพบกันแต่ก็ไม่รู้จักกันชื่นชมกันประพฤติพรตและอาจาระสม่ำเสมอกัน. ครั้งนั้นวิเทหะดาบสทำการอุปัฏฐากท่านคันธารดาบส ในวันเพ็ญวันหนึ่ง เมื่อท่านทั้ง ๒นั้น นั่งกล่าวกถาที่ประกอบด้วยธรรมกัน ณ ควงไม้ต้นใดต้นหนึ่งพระราหูบดบังดวงจันทร์ ที่ลอยเด่นอยู่ท้องฟ้า. ท่านวิเทหดาบสคิดว่าแสงพระจันทร์หายไปเพราะอะไรหนอ จึงมองดูเห็นพระจันทร์ถูกราหูยึดไว้ จึงเรียนถามว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์อะไรหนอนั้น ได้บดบังพระจันทร์ทำให้หมดรัศมี. ท่านคันธารดาบสตอบว่า ดูก่อนอันเตวาสิก นี้ชื่อว่าราหูเป็นเครื่องเศร้าหมองอย่างหนึ่งของพระจันทร์ ไม่ให้พระจันทร์ส่องแสงสว่าง แม้เราเห็นดวงจันทร์ถูกราหูบังแล้ว คิดว่า ดวงจันทร์ที่บริสุทธิ์นี้ ก็กลายเป็นหมดแสงไป เพราะเครื่องเศร้าหมองที่จรมาราชสมบัตินี้ก็เป็นเครื่องเศร้าหมองแม้สำหรับเรา เราจักบวชอยู่จนกระทั้งราชสมบัติ จะไม่ทำให้เราอับแสง เหมือนราหูบังดวงจันทร์ แล้วทำดวงจันทร์ที่ถูกราหูบังนั่นเองให้เป็นอารมณ์ ทอดทิ้งราชสมบัติใหญ่หลวงบวชแล้ว.
วิเทหดาบสถามว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านเป็นพระเจ้าคันธาระหรือ ? คันธารดาบส ถูกแล้วผมเป็นพระเจ้าคันธาระ.
วิ. ข้าแต่ท่านอาจารย์ กระผมเองก็ชื่อว่าพระเจ้าวิเทหะ ในมิถิลนครในวิเทหรัฐ พวกเราเป็นสหายที่ยังไม่เคยเห็นกันมิใช่หรือ ?
คัน. ก็ท่านมีอะไรเป็นอารมณ์ จึงออกบวช ?
วิ. กระผมได้ทราบว่าท่านบวชแล้ว คิดว่า ท่านคงได้เห็นคุณมหันต์ของการบวชแน่นอน จึงทำท่านนั่นแหละให้เป็นอารมณ์ แล้วสละราชสมบัติออกบวช.
ตั้งแต่นั้นมาดาบสทั้ง ๒ นั้น สมัครสมานกันชื่นชมกันเหลือเกิน เป็นผู้มีผลไม้เท่าที่หาได้เป็นโภชนาหาร ท่องเที่ยวไป. ก็แหละทั้ง ๒ ท่านอยู่ด้วยกัน ณ ที่นั้นมาเป็นเวลานาน จึงพากันลงมาจากป่าหิมพานต์ เพื่อต้องการลิ้มรสเค็มรสเปรี้ยว ลุถึงชายแดนตำบลหนึ่งคนที่ทำลายเลื่อมใสในอิริยาบถของท่าน ถวายภิกษารับปฏิญญาแล้วพากันสร้างที่พักกลางคืนเป็นต้นให้ท่านอยู่ในป่า แม้ในระหว่างทางก็พากันสร้างบรรณศาลาไว้ในที่ ๆ มีน้ำสะดวกเพื่อต้องการให้ท่านทำภัตกิจท่านพากันเที่ยวภิกขาจารที่บ้านชายแดนนั้นแล้ว นั่งฉันที่บรรณศาลาหลังนั้นแล้ว จึงไปที่อยู่ของตน. คนแม้เหล่านั้นเมื่อถวายอาหารท่าน บางครั้งก็ถวายเกลือใส่ลงในบาตร บางคราวก็ห่อใบตองถวายบางคราวก็ถวายอาหารที่มีรสไม่เค็มเลย. วันหนึ่งพวกเขาได้ถวายเกลือจำนวนมาก ในห่อใบตองแก่ท่านเหล่านั้น. วิเทหดาบสถือเอาเกลือไปด้วย เวลาภัตกิจของพระโพธิสัตว์ก็ถวายจนพอ ฝ่ายตนเองก็หยิบเอาประมาณพอควร ที่เกินต้องการก็ห่อใบตองแล้วเก็บไว้ที่ต้นหญ้า ด้วยคิดว่า จักใช้ในวันที่ไม่มีเกลือ อยู่มาวันหนึ่งเมื่อได้อาหารจืด ท่านวิเทหดาบสถวายภาชนะภิกษาแก่ท่านคันธาระแล้ว นำเกลือออกมาจากระหว่างต้นหญ้าแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ นิมนต์ท่านรับเกลือ. คันธารดาบสถามว่า วันนี้คนทั้งหลายไม่ได้ถวายเกลือ ท่านได้มาจากไหน ?
วิ. ข้าแต่ท่านอาจารย์ ในวันก่อนคนทั้งหลายได้ถวายเกลือมากกระผมจึงเก็บเกลือที่เกินความต้องการไว้ด้วยตั้งใจว่า จักใช้ในวันที่อาหารมีรสจืด.
พระโพธิสัตว์จึงต่อว่า วิเทหดาบสว่า โมฆบุรุษเอ๋ย ท่านละทิ้งวิเทหรัฐประมาณ ๓ ร้อยโยชน์มาแล้ว ถึงความไม่มีกังวลอะไร บัดนี้ยังเกิดความทะยานอยากในก้อนเกลืออีกหรือ เมื่อจะตักเตือนท่าน จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ท่านละทิ้งหมู่บ้านที่บริบูรณ์ ๑๖,๐๐๐ หมู่ และคลังที่เต็มด้วยทรัพย์มาแล้ว บัดนี้ยังจะทำ การสะสมอยู่อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกฏฺาคารานิ ได้แก่คลังทองคลังเงินคลังแก้วมีแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น ทั้งคลังผ้าและคลังข้าวเปลือก. บทว่า ผีตานิ ความว่า เต็มแล้ว. บทว่า สนฺนิธินฺทานิ กุพฺพสิ ความว่า บัดนี้ ท่านยังจะทำการสะสมเพียงเกลือ ด้วยคิดว่าจักใช้พรุ่งนี้ จักใช้วันที่ ๓.
วิเทหดาบส ถูกตำหนิอยู่อย่างนี้ ทนคำตำหนิไม่ได้ กลายเป็นปฏิปักษ์ไป เมื่อจะแย้งว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านไม่เห็นโทษของตัวเอง เห็นแต่โทษของผมอย่างเดียว ท่านดำริว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยคนอื่นที่ตักเตือนเรา เราจักเตือนตัวเราเอง ทอดทิ้งราชสมบัติออกบวชแล้ว แต่วันนี้เหตุไฉนท่านจึงตักเตือนผม จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า:-
ท่านละทิ้งอยู่คือคันธารรัฐ หนีจากการ ปกครอง ในราชธานีที่มีทรัพย์พอเพียงแล้ว บัดนี้ ยังจะปกครองในที่นี้อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสาสนิโต ความว่า จากการตักเตือนและการพร่ำสอน. บทว่า อิธ ทานิ ความว่า เหตุไฉน บัดนี้ท่านจึงตักเตือนในที่นี้ คือในป่าอีก.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ดูก่อนท่าน วิเทหะ เรากล่าวธรรม ความจริง เราไม่ชอบอธรรมความไม่จริง เมื่อ เรากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ บาปก็ไม่เปรอะเปื้อน เรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ได้แก่สภาวะความเป็นเองคือเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงพรรณนาสรรเสริญแล้ว. บทว่า อธมฺโม เม น รุจฺจติ ความว่า ธรรมดาอธรรมไม่ใช่สภาวะความเป็นเอง เราก็ไม่ชอบใจแต่ไหนแต่ไรมา. บทว่า น ปาปมุปลิมฺปติ ความว่าเมื่อเรากล่าวสภาวะนั่นเองหรือเหตุนั่นแหละอยู่ขึ้นชื่อว่าบาปจะไม่ติดอยู่ในใจ. ธรรมดาการให้โอวาทนี้เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้า พระปักเจกพุทธเจ้าและพระสาวกและโพธิสัตว์ทั้งหลาย. ถึงคนพาลจะไม่รับเอาโอวาทที่ท่านเหล่านั้นให้แล้ว แต่ผู้ให้โอวาทก็ไม่มีบาปเลย. เมื่อจะแสดงอีกจึงกล่าวคาถาว่า :-
ผู้มีปัญญา คนใดมักชี้โทษมักพูดบำราบ คนควรมองให้เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ ควรคบ บัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่า เมื่อคบบัณฑิตเช่น นั้น จะมีแต่ความดีไม่มีความชั่ว คนควรตัก เตือน ควรพระสอนและควรห้ามเขาจากอสัตบุรุษ เพราะและเป็นที่รักของเหล่าสัตบุรุษ ไม่เป็นที่รักของเหล่าอสัตบุรุษ.
วิเทหดาบสฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ บุคคลแม้เมื่อกล่าวถ้อยคำที่อิงประโยชน์ ก็ไม่ควรกล่าวกระทบเสียดแทงผู้อื่น ท่านกล่าวคำหยาบคายมาก เหมือนโกนผมด้วยมีดโกนไม่คม แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
คนอื่นได้รับความแค้นเคือง เพราะคำพูด อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าคำนั้นจะมีประโยชน์ มาก บัณฑิตก็ไม่ควรพูด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยนเกนจิ ความว่า ด้วยเหตุ แม้ประกอบด้วยธรรม. บทว่า ลภติ รุปฺปนํ ความว่า ได้รับความกระทบกระทั่ง ความแค้นเคืองคือความเดือดดาล. บทว่า นตํ ภาเสยฺย มีเนื้อความว่า เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรกล่าววาจาที่เป็นเหตุให้ประทุษร้ายบุคคลอื่นนั้นที่มีประโยชน์มาก คือแม้ที่อิงอาศัยประโยชน์ตั้งมากมาย.
ลำดันนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาที่ ๕ แก่วิเทหดาบสนั้นว่า :-
ผู้ถูกตักเตือน จะแค้นเคืองหรือไม่แค้น เคืองก็ตามเถิด หรือจะเขี่ยทิ้งเหมือนโปรย แกลบทิ้งก็ตาม เมื่อเรากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ ขึ้นชื่อว่าบาป ย่อมไม่เปรอะเปื้อนเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามํ ความว่า. โดยส่วนเดียว. มีคำอธิบายว่า บุคคลผู้ทำกรรมไม่สมควร เมื่อถูกตักเตือนว่า ท่านทำกรรมไม่ควรแล้ว จะโกรธโดยส่วนเดียวก็ตาม หรือไม่โกรธก็ตาม. อีกอย่างหนึ่งเขาจะเขี่ยทิ้งเหมือนกำแกลบหว่านทิ้งก็ตาม แต่ว่าเมื่อเรากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ ขึ้นชื่อว่าบาปย่อมไม่มี.
ก็แหละพระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้ดำรงอยู่ในข้อปฏิบัติที่สมควรแก่โอวาทของพระสุคตนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ เราตถาคตจักไม่ทะนุถนอมเลย เหมือนช่างหม้อทะนุถนอมภาชนะดินเหนียวที่ยังดิบ ๆ ฉะนั้น เราตถาคตจักบำราบเอาบำราบเอา ผู้ใดหนักแน่นเป็นสาระ ผู้นั้นก็จักดำรงอยู่ได้ เมื่อจะตักเตือนวิเทหดาบสอีก เพื่อแสดงให้เห็นว่า ท่านตักเตือนบำราบแล้ว ตักเตือนบำราบอีก จึงรับบุคคลทั้งหลายผู้เช่นกับภาชนะดินที่เผาสุกแล้วไว้ เหมือนช่างหม้อเคาะดูแล้วเคาะดูอีก ไม่รับเอาภาชนะดินที่ยังดิบไว้ รับเอาเฉพาะภาชนะดินที่เผาสุกแล้วเท่านั้นไว้ฉะนั้นดังนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาไว้ว่า :-
ถ้าสัตว์เหล่านี้ไม่มีปัญญาของตนเอง หรือ วินัยที่ศึกษาดีแล้วไซร้ คนจำนวนมากก็จะ เที่ยวไป เหมือนกระบือตาบอดเที่ยวไปในป่า ฉะนั้น แต่เพราะเหตุที่ธีรชนบางเหล่า ศึกษาดี แล้วในสำนักอาจารย์ฉะนั้น ธีรชนผู้มีวินัยที่ ได้แนะนำแล้ว จึงมีจิตตั้งมั่นเที่ยวไปอยู่.
คาถานี้มีเนื้อความว่า ดูก่อนสหายวิเทหะ เพราะว่าถ้าหากสัตว์เหล่านี้ ไม่มีปัญญาหรือไม่มีวินัยคืออาจารบัญญัติ ที่ศึกษาดีแล้วเพราะอาศัยเหล่าบัณฑิตผู้ให้โอวาทไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้คนเป็นอันมาก ก็จะเป็นเช่นท่านเที่ยวไป เหมือนกระบือตาบอด ไม่รู้ที่ ๆ เป็นที่โคจรหรืออโคจร มีสิ่งที่น่ารังเกียจหรือไม่มีสิ่งที่น่ารังเกียจ เที่ยวไปในพงหญ้าและเถาวัลย์เป็นต้น แต่เพราะเหตุที่สัตว์ บางพวกในโลกนี้ ที่ปราศจากปัญญาของตนศึกษาดีแล้ว ด้วยอาจารบัญญัติในสำนักอาจารย์เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นชื่อว่ามีวินัยที่แนะนำแล้ว เพราะตนเป็นผู้ที่อาจารย์แนะนำแล้ว ด้วยวินัยที่เหมาะสม คือเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วได้แก่เป็นผู้มีจิตเป็นสมาธิเที่ยวไปดังนี้. ด้วยคาถานี้ท่านคันธารดาบสแสดงคำนี้ไว้ว่า จริงอยู่ คนนี้เป็นคฤหัสถ์ ก็ศึกษาสิกขาที่สมควรแก่ตระกูลของตน เป็นบรรพชิตก็ศึกษาสิกขาที่สมควรแก่บรรพชิต อธิบายว่า ฝ่ายคฤหัสถ์เป็นผู้ศึกษาดีในกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น ที่เหมาะสมแก่ตระกูลของตนแล้วเที่ยว ก็จะเป็นผู้มีความเป็นอยู่สมบูรณ์มีใจมั่นคงเที่ยวไป. ส่วนบรรพชิต เป็นผู้ศึกษาดีในอาจาระมีการก้าวไปข้างหน้าและการถอยกลับเป็นต้น และในอธิสีลสิกขา อธิจิตสิกขาและอธิปัญญาสิกขาทั้งหลายที่เหมาะสมแก่บรรพชิต ที่น่าเลื่อมใสแล้วก็เป็นผู้ปราศจากความฟุ้งซ่านมีจิตตั้งมั่นเที่ยวไป. เพราะว่าในโลกนี้ :-
ความเป็นพหูสูต ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาที่เป็นสุภาษิต ๑ สามอย่างนี้เป็นมงคลอัน สูงสุดดังนี้.
วิเทหดาบสได้ฟังคำนั้นแล้ว ไหว้ขอขมาพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอท่านจงตักเตือนจงพร่ำสอนเราเถิดเรากล่าวกะท่านเพราะความเป็นผู้ไม่มีความยับยั้งใจโดยกำเนิด ขอท่านจงให้อภัยแก่เราเถิด. ท่านทั้ง ๒ นั้นอยู่สมัครสมานกันแล้วได้พากันไปป่าหิมพานต์อีกนั่นแหละ ณ ที่นั้นพระโพธิสัตว์ได้บอกกสิณบริกรรมแก่วิเทหดาบส. ท่านสดับแล้วยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น. ทั้ง ๒ท่านนั้นเป็นผู้มีฌานไม่เสื่อมแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลก เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า วิเทหราชาในครั้งนั้น ได้แก่พระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนคันธารราชา ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาคันธารชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๓๒๐–๓๓๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๔๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Gandhāravaggavaṇṇanā
gandhārajātakaṃ
hitvā gāmasahassānīti idaṃ satthā jetavane viharanto bhesajja- sannidhikārasikkhāpadaṃ ārabbha kathesi.
Vatthuṃ pana rājagahe samuṭṭhitaṃ. Āyasmatā hi pilindavacchena ārāmikakulaṃ mocetuṃ rājanivesanaṃ gantvā rañño pāsāde iddhibalena sovaṇṇamaye kate manussā pasīditvā therassa pañca bhesajjāni pahiṇiṃsu. So tāni parisāya vissajjesi. Parisā panassa bāhulikā honti laddhaladdhaṃ kolumbepi ghaṭepi pattathavikāyopi pūretvā paṭisāmenti. Manussā passitvā mahicchā ime samaṇā anto- koṭṭhāgārikāti ujjhāyiṃsu. Satthā taṃ pavattiṃ sutvā yāni kho pana tāni gilānānaṃ bhikkhūnaṃ paṭisāyanīyāni bhesajjānīti sikkhāpadaṃ saññāpetvā bhikkhave porāṇakapaṇḍitā anuppanne buddhe bāhiraka- pabbajjaṃ pabbajitvā pañcasīlamattakaṃ rakkhantāpi loṇasakkharamattakaṃ punadivasatthāya na niddahiṃsu tumhe pana evarūpe niyyānikasāsane pabbajitvā dutiyatatiyadivasatthāya sannidhiṃ karontā ayuttaṃ karothāti vatvā atītaṃ āhari
atīte gandhāraraṭṭhe bodhisatto gandhārarañño putto hutvā Pitu accayena rajje patiṭṭhāya dhammena rajjaṃ kāresi. Majjhimadesepi videharaṭṭhe videho nāma rājā rajjaṃ kāresi. Tepi dve rājāno adiṭṭhasahāyā hutvā aññamaññaṃ thiravissāsā ahesuṃ. Tadā manussā dīghāyukā honti tiṃsavassasahassāni jīvanti. Athekadā gandhārarājā puṇṇamuposathadivase samādinnasīlo hutvā mahātale paññattapavarapallaṅkamajjhagato vivaṭena sīhapañjarena pācīnalokadhātuṃ olokento amaccānaṃ dhammatthayuttakathaṃ kathento nisīdi. Tasmiṃ khaṇe gaganatale abhilaṅghantamiva paripuṇṇacandamaṇḍalaṃ rāhu avatthari. Candappabhā antaradhāyi. Amaccā candālokaṃ apassantā candassa rāhunā gahitabhāvaṃ rañño ārocesuṃ. Rājā candaṃ oloketvā ayaṃ cando āgantukaupakkilesena upakkiliṭṭho nippabho jāto mayhaṃpesa rājaparivāro upakkilesova na kho pana me taṃ paṭirūpaṃ yvāhaṃ rāhunā gahitacando viya nippabho bhaveyyaṃ visuddhe gaganatale vicarantaṃ candamaṇḍalamiva rajjaṃ pahāya pabbajissāmi kiṃ me parena ovaditena kule ca gaṇe ca alaggo hutvā attānameva ovadanto vicarissāmi idaṃ me paṭirūpanti cintetvā yaṃ icchatha taṃ rājānaṃ karothāti rajjaṃ amaccānaṃ niyyādesi. Tasmiṃ gandhāraraṭṭhe rājā rajjaṃ chaḍḍetvā isipabbajjaṃ pabbajitvā jhānābhiññā nibbattetvā jhānaratisamappito himavantappadese vāsaṃ kappesi. Videharājāpi sukhaṃ me sahāyassa raññoti vāṇije pucchitvā tassa pabbajitabhāvaṃ sutvā mama sahāye pabbajite ahaṃ rajjena kiṃ karissāmīti Sattayojanike mithilanagare rajjaṃ tiyojanasatike videharaṭṭhe soḷasasu gāma- sahassesu pūritapūritāni koṭṭhāgārāni soḷasasahassā nāṭakitthiyo chaḍḍetvā puttadhītaro amanasikaritvā himavantappadesaṃ pavisitvā pabbajitvā pavattaphalabhojano hutvā samaggavāsaṃ vasanto vicari. Te ubhopi samavattācāraṃ carantā aparabhāge samāgacchiṃsu na pana aññamaññaṃ sañjāniṃsu sammodamānā ekatova samavattācāraṃ cariṃsu. Tadā videhatāpaso gandhāratāpasassa upaṭṭhānaṃ karoti. Tesaṃ ekasmiṃ puṇṇamīdivase aññatarasmiṃ rukkhamūle nisīditvā dhamma- yuttakathaṃ kathentānaṃ gaganatale virocamānaṃ candamaṇḍalaṃ rāhu avatthari. Videhatāpaso kinnu kho candassa pabhā naṭṭhāti oloketvā rāhunā gahitaṃ candaṃ disvā ko nu kho esa ācariya candaṃ avattharitvā nippabhamakāsīti pucchi. Antevāsika ayaṃ rāhu nāma candasseko upakkileso virocituṃ na deti ahaṃpi rāhuggahitaṃ candamaṇḍalaṃ disvā idaṃ parisuddhaṃ candamaṇḍalaṃ āgantukupakkilesena nippabhaṃ jātaṃ mayhaṃpi idaṃ rajjaṃ upakkileso yāva maṃ candamaṇḍalaṃ rāhu viya nippabhaṃ na karoti tāva pabbajissāmīti cintetvā tadeva rāhuggahitaṃ candamaṇḍalaṃ ārammaṇaṃ katvā mahārajjaṃ chaḍḍetvā pabbajitoti. Ācariya tvaṃ gandhārarājāti. Āma ahanti. Ācariya ahaṃpi videharaṭṭhe mithilanagare videharājā nāma nanu mayaṃ aññamaññaṃ adiṭṭhasahāyakāti. Kiṃ pana te ārammaṇaṃ ahosīti. Ahaṃ tumhe pabbajitāti sutvā addhā pabbajjāya mahantaṃ guṇaṃ addasāti tumheyeva ārammaṇaṃ Katvā rajjaṃ pahāya pabbajitoti. Te tato paṭṭhāya ativiya samaggā sammodamānā pavattaphalabhojanā hutvā vicariṃsu. Tattha dīgharattaṃ vasitvā ca pana loṇambilasevanatthāya himavantato otaritvā ekaṃ paccantagāmaṃ pāpuṇiṃsu. Manussā tesaṃ iriyāpathe pasīditvā bhikkhaṃ datvā paṭiññaṃ gahetvā araññe rattiṭṭhānādīni māpetvā vasāpesuṃ antarāmaggepi nesaṃ bhattakiccakaraṇatthāya udakaphāsukaṭṭhāne paṇṇasālaṃ kāresuṃ. Te paccantagāme bhikkhaṃ caritvā tāya paṇṇasālāya nisīditvā paribhuñjitvā attano vasanaṭṭhānaṃ gacchanti. Tepi tesaṃ manussā āhāraṃ dadamānā ekadā loṇaṃ patte pakkhipitvā denti ekadā paṇṇapuṭe bandhitvā denti ekadā aloṇakāhārameva denti. Te tesaṃpi ekadivasaṃ paṇṇapuṭe bahutaraṃ loṇaṃ adaṃsu. Videhatāpaso loṇaṃ ādāya gantvā bodhisattassa bhattakiccakāle pahonakaṃ datvā attanopi pamāṇayuttaṃ gahetvā atirekaṃ paṇṇapuṭe bandhitvā aloṇadivase bhavissatīti tiṇavaṭṭikaantare ṭhapesi. Athekadivasaṃ aloṇake āhāre laddhe vedeho gandhārassa bhikkhābhājanaṃ datvā tiṇavaṭṭikaantarato loṇaṃ āharitvā ācariya loṇaṃ gaṇhathāti āha. Ajja manussehi loṇaṃ na dinnaṃ tvaṃ kuto labhīti. Ācariya purimadivasaṃ manussā bahuṃ loṇamadaṃsu athāhaṃ aloṇakadivase bhavissatīti atirekaṃ loṇaṃ ṭhapesinti. Atha naṃ bodhisatto moghapurisa tiyojanasatikaṃ videharaṭṭhaṃ pahāya pabbajitvā akiñcanabhāvaṃ patvā idāni loṇasakkharāya taṇhaṃ janesīti tajjitvā Ovadanto paṭhamaṃ gāthamāha
hitvā gāmasahassāni paripuṇṇāni soḷasa
koṭṭhāgārāni phītāni sannidhindāni kubbasīti.
Tattha koṭṭhāgārānīti suvaṇṇarajatamaṇimuttādiratanakoṭṭhāgārāni ca dussakoṭṭhāgārāni ca dhaññakoṭṭhāgārāni ca. Phītānīti pūrāni. Sannidhindāni kubbasīti idāni sve bhavissati tatiyadivase bhavissatīti loṇamattaṃ sannidhiṃ karosi.
Videhatāpaso evaṃ garahiyamāno garahaṃ asahanto paṭipakkho hutvā ācariya tumhe attano dosaṃ adisvā mayhameva dosaṃ passatha nanu tumhe kiṃ me parena ovaditena attānameva ovadissāmīti rajjaṃ chaḍḍetvā pabbajitā tumhe idāni maṃ kasmā ovadathāti codento dutiyaṃ gāthamāha
hitvā gandhāravisayaṃ pahūtadhanapāniyaṃ
pasāsanito nikkhanto idha dāni pasāsasīti.
Tattha pasāsanitoti ovādānusāsanīdānato. Idha dānīti idāni idha araññe kasmā ovadathāti.
Taṃ sutvā bodhisatto tatiyaṃ gāthamāha
dhammaṃ bhaṇāmi vedeha adhammo me na ruccati
dhammaṃ me bhaṇamānassa na pāpamupalimpatīti.
Tattha dhammanti sabhāvaṃ buddhādīhi vaṇṇitapasaṭṭhakāraṇameva. Adhammo me na ruccatīti adhammo nāma asabhāvo mayhaṃ kadācipi Na ruccati. Na pāpamupalimpatīti mama sabhāvameva kāraṇameva bhaṇantassa pāpaṃ nāma hadaye na allīyati ovādadānannāmetaṃ buddhapaccekabuddha- buddhasāvakabodhisattānaṃ paveṇi. Tehi dinnovādaṃ bālā na gaṇhanti ovādadāyakassa pana pāpannāma natthi. Puna desento āha
nidhīnaṃva pavattāraṃ yaṃ passe vajjadassinaṃ
niggayhavādiṃ medhāviṃ tādisaṃ paṇḍitaṃ bhaje
tādisaṃ bhajamānassa seyyo hoti na pāpiyo.
Ovadeyya anusāseyya asabbhā ca nivāraye
sataṃ hi so piyo hoti asataṃ hoti appiyo.
Vedehatāpaso bodhisattassa kathaṃ sutvā ācariya atthanissitaṃ kathentenāpi paraṃ ghaṭetvā rosetvā kathetuṃ na vaṭṭati tvaṃ maṃ dusatthakena muṇḍanto viya atipharusaṃ kathesīti vatvā catutthaṃ gāthamāha
yenakenaci vaṇṇena paro labhati ruppanaṃ
mahatthiyaṃpi ce vācaṃ na taṃ bhāseyya paṇḍitoti.
Tattha yenakenacīti dhammayuttenāpi kāraṇena. Labhati ruppananti ghaṭanaṃ ruppanaṃ kuppanaṃ labhati. Na taṃ bhāseyyāti tasmā taṃ parapuggalaṃ yāya ca so vācāya ruppati taṃ mahatthiyaṃ mahantaatthanissitaṃpi vācaṃ na bhāseyyāti atthoti.
Athassa bodhisatto pañcamaṃ gāthamāha
kāmaṃ ruppatu vā mā vā bhusaṃ vā vikiriyyatu
dhammaṃ me bhaṇamānassa na pāpamupalimpatīti.
Tattha kāmanti ekaṃsena. Idaṃ vuttaṃ hoti ayuttakārako puggalo ayuttaṃ te katanti ovadiyamāno ekaṃseneva kujjhatu vā mā vā kujjhatu. Athavā bhusamuṭṭhi viya vikiriyyatu mayhaṃ pana dhammaṃ bhaṇantassa pāpannāma natthīti.
Evañca pana vatvā na kho ahaṃ ānanda tathā parakkamissāmi yathā kumbhakāro āmake āmake mattike niggayha niggayhāhaṃ ānanda vakkhāmi yo sāro so ṭhassatīti imassa sugatovādassa anurūpāya paṭipattiyā ṭhatvā yathā kumbhakāro bhājanesu punappunaṃ ākoṭetvā ākoṭetvā āmakaṃ agahetvā supakkameva bhājanaṃ gaṇhi evaṃ punappunaṃ ovaditvā niggaṇhitvā pakkabhājanasadisā puggalā gahitāti dassetuṃ puna taṃ ovadanto
no ce assa sakā buddhi vinayo vā susikkhito
vane andhamahisova careyya bahuko jano.
Yasmā ca panidhekacce ācāramhi susikkhitā
vinītavinayā dhīrā caranti susamāhitāti idaṃ gāthadvayamāha.
Tassattho samma vedeha imesaṃ hi sattānaṃ sace attano buddhivā paṇḍite ovādadāyake nissāya ācārapaññatti vinayo vā susikkhito na bhaveyya evaṃ sante yathā tiṇalatādigahane vane andhamahiso gocarāgocaraṃ sāsaṅkanirāsaṅkañca ṭhānaṃ ajānanto carati tathā tumhādiso bahuko jano careyya yasmā pana idha Ekacce sakāya buddhiyā rahitā sattā ācariyasantike ācāra- paññattiyā susikkhitā tasmā ācariyehi attano anurūpena vinayena vinītattā vinītavinayā susamāhitā ekaggacittā hutvā vicarantīti iminā idaṃ dasseti iminā hi sattena gihinā hutvā attano kulānurūpā pabbajitena pabbajjānurūpā sikkhā sikkhitabbā gihinopi hi attano kulānurūpesu kasigorakkhādīsu susikkhitāva sampannajīvā hutvā susamāhitā caranti. Pabbajitāpi pabbajjānurūpesu pāsādikesu abhikkantapaṭikkantādīsu adhisīlaadhicittaadhipaññāsikkhāsu susikkhitāva vigatavikkhepā susamāhitā caranti. Lokasmimhi
bāhusaccañca sippañca vinayo ca susikkhito
subhāsitā ca yā vācā etammaṅgalamuttamanti.
Taṃ sutvā vedehatāpaso ācariya ito paṭṭhāya maṃ ovadatha anusāsatha ahaṃ anadhivāsakajātitāya tumhehi saddhiṃ kathesiṃ taṃ me khamathāti vanditvā mahāsattaṃ khamāpesi. Te samaggavāsaṃ vasitvā puna himavantameva agamaṃsu. Tattha bodhisatto vedehatāpasassa kasiṇaparikammaṃ kathesi. So taṃ sutvā abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattesi. Iti te ubhopi aparihīnajjhānā brahmalokaparāyanā ahesuṃ.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā videho ānando ahosi gandhārarājā pana ahamevāti.
Gandhārajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗