ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหากปิชาดก
ชาดกที่ ๔๐๗ · สัตตกนิบาตชาดก · คันธารวรรค

มหากปิชาดก

ว่าด้วยคุณธรรมของหัวหน้า

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๕๐ · บรรทัด ๔๕๔๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหากปิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภญาตัตถจริยา คือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพระญาติ แล้วจึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า อตฺตานํ สงฺกมํ กตฺวา ดังนี้. เรื่องจักมีแจ่มชัดในภัททสาลชาดก.

ก็ในกาลครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายตั้งเรื่องสนทนากันขึ้นในธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงบำเพ็ญญาตัตถจริยา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องราวอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนตถาคตก็บำเพ็ญญาตัตถจริยาเหมือนกันแล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดกระบี่ เติบโตแล้วถึงพร้อมด้วยส่วนยาวและส่วนกว้างสูงล่ำสัน มีกำลังวังชามาก มีพละกำลังเท่ากับช้าง ๕เชือก มีฝูงกระบี่ ๘ หมื่นตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ที่ถิ่นดินแดนหิมพานต์ณ ที่นั้นได้มีต้นอัมพะ คือมะม่วง ที่คนทั้งหลายเรียกว่า ต้นนิโครธมีกิ่งก้านสาขาแผ่กว้าง มีใบดกหนา ร่มเงาหนา สูงเทียมยอดเขา อาศัยฝั่งแม่คงคา. ผลของมันหวานหอมคล้ายกับกลิ่นและรสผลไม้ทิพย์ ผลใหญ่มาก ประมาณเท่าหม้อใบใหญ่ ๆ. ผลของกิ่ง ๆ หนึ่งของมันหล่นลงบนบก อีกกิ่งหนึ่งหล่นลงน้ำที่แม่คงคา. ส่วนผลของ ๒ กิ่งหล่นลงที่ท่ามกลางใกล้ต้น. พระโพธิสัตว์เมื่อพาฝูงกระบี่ไปกินผลไม้ที่ต้นนั้นคิดว่าสักเวลาหนึ่งภัยจักเกิดขึ้นแก่พวกเรา เพราะอาศัยผลไม้ต้นนี้ที่หล่นลงในน้ำ แล้วจึงให้ฝูงกระบี่กินผลของกิ่งบนยอดที่ทอดไปเหนือน้ำด้วยไม่ให้เหลือแม้แต่ผลเดียว ตั้งแต่เวลาผลเท่าแมลงหวี่ ในเวลาออกช่อ. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ผลสุกผลหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในรังมดแดง ฝูงวานรแปดหมื่นตัวมองไม่เห็น หล่นลงไปในน้ำ ติดที่ข่ายด้านบน ของพระเจ้าพาราณสี ผู้ทรงให้ขึงไว้ทั้งด้านบนและด้านล่าง แล้วทรงกีฬาน้ำ. ในเวลาที่พระราชาทรงเล่นตอนกลางวันแล้วตอนเย็นเสด็จกลับ พวกชาวประมงพากันกู้ข่าย เห็นผลไม้สุกผลนั้น แล้วไม่รู้ว่าผลไม้นี้มีชื่อโน้น จึงนำไปถวายพระราชาให้ทอดพระเนตร.

พระราชาตรัสถามว่า นี่ผลอะไรกัน ? ชาวประมง ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า. พระราชา ใครจักทราบ ? ชาวประมง พรานไพร พระพุทธเจ้าข้า.

พระราชารับสั่งให้เรียกพรานไพรมา ตรัสถามแล้ว ก็ทรงทราบว่า เป็นผลมะม่วงสุก แล้วทรงใช้พระแสงกริชเฉือน ให้พรานไพรรับประทานก่อน ภายหลังก็เสวยด้วยพระองค์เอง. พระราชทานให้พระสนมบ้าง อำมาตย์บ้างรับประทานกัน. รสของผลมะม่วงสุก แผ่ซาบซ่านไปทั่วพระสรีระทั้งสิ้นของพระราชา. พระราชานั้นทรงติดพระทัยในความยินดีชอบใจในรส ได้ตรัสถามพวกพรานไพรถึงที่อยู่ของต้นไม้นั้นเมื่อพวกเขาทูลว่า ที่ฝั่งแม่น้ำในท้องถิ่นดินแดนแห่งหิมพานต์ จึงรับสั่งให้คนจำนวนมากต่อเรือขนานแล้วได้เสด็จทวนกระแสน้ำขึ้นไป ตามทางที่พวกพรานไพรทูลชี้แนะ. แต่พวกพรานไม่ได้ทูลบอกกำหนดว่า สิ้นเวลาเท่านี้วัน. ถึงที่นั้นตามลำดับแล้ว พวกพรานไพรจึงทูลพระราชาว่านี่คือต้นไม้ที่ประเสริฐ พระพุทธเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้จอดเรือไว้ที่แม่น้ำแล้ว มีมหาชนห้อมล้อมเสด็จดำเนินไป ณ ที่นั้นด้วยพระบาททรงให้ปูบรรทมที่ควงไม้ เสวยผลมะม่วงสุก แล้วเสวยพระกระยาหารมีรสเลิศนานาชนิดเสร็จแล้วก็บรรทม. ราชบุรุษทั้งหลายวางยามแล้วก่อกองไฟไว้ทุกทิศ. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายหลับกันแล้ว พระมหาสัตว์จึงได้ไปกับด้วยบริษัทในเวลาเที่ยงคืน. วานร ๘๐,๐๐๐ ตัวพากันไต่ไปกินผลมะม่วงสุกจากกิ่งหนึ่งไปยังกิ่งหนึ่ง. พระราชาทรงตื่นบรรทม ทรงเห็นฝูงกระบี่ จึงทรงปลุกให้คนทั้งหลายตื่นขึ้น แล้วรับสั่งให้เรียกพวกแม่นธนูมา แล้วตรัสว่า พรุ่งนี้สูเจ้าทั้งหลายจงพากันล้อมยิงพวกวานรเหล่านั้น ที่กินผลไม้โดยไม่ให้มันหนีไป. พรุ่งนี้ฉันจะกินผลมะม่วงและเนื้อวานร. พวกแม่นธนูทูลรับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ แล้วพากันยินล้อมต้นไม้แล้วขึ้นลูกศรไว้. พวกวานรได้เห็นพวกเขากลัวภัยคือความตาย ไม่อาจหนีไปได้ จึงพากันเข้าไปหาพระมหาสัตว์ ยืนสั่นสะท้านอยู่พลางถามว่า ข้าแต่สมมุติเทพ พวกคนแม่นธนูยืนล้อมต้นไม้ด้วยหมายใจว่า พวกเราจักยิงลิงตัวที่หนีไป พวกเราจักทำอย่างไรกัน ? พระโพธิสัตว์ปลอบใจฝูงวานรว่า สูเจ้าทั้งหลายอย่ากลัว ฉันจักให้ชีวิตแก่พวกเธอ แล้วได้วิ่งขึ้นกิ่งไม้กิ่งที่ชี้ไปตรง ๆ แล้วไต่กิ่งที่ชี้ไปตรงหน้าแม่น้ำคงคา กระโดดจากปลายกิ่งนั้น เลยที่ประมาณชั่วร้อยคันธนูไปตกลงที่ยอดพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง ลงจากพุ่มไม้นั้นแล้ว กำหนดอากาศระยะทางไว้ว่า ที่ ๆ เรามาประมาณเท่านี้ แล้วกัดเครือหวายเถาหนึ่งที่โคนแกะกาบออกแล้ว กะช่วงระยะไว้ ๒ ช่วงนี้ คือ ช่วงระยะเท่านี้ จักผูกต้นไม้ช่วงระยะเท่านี้ จักขึงไปในอากาศ แต่ไม่ได้กะช่วงระยะสำหรับผูกสะเอวของตน. เขาลากเอาเครือหวายเถานั้นไปผูกเส้นหนึ่งไว้ที่ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ผูกเส้นหนึ่งไว้ที่สะเอวของตน กระโดดไปสู่สถานที่ประมาณชั่วร้อยคันธนูโดยเร็วเหมือนเมฆถูกลมพัดหอบไปฉะนั้นเพราะไม่ได้กะช่วงระยะที่ผูกสะเอวไว้ จึงไม่อาจจะขึงต้นไม้ได้จึงเอามือทั้ง ๒ ยึดกิ่งมะม่วงไว้ให้แน่นแล้ว ได้ให้สัญญาณแก่ฝูงวานรว่า สูเจ้าทั้งหลายจงเหยียบหลังฉันไต่ไปอย่างปลอดภัย ตามเครือหวายโดยเร็ว. วานร ๘ หมื่นตัวไหว้ขอขมาพระมหาสัตว์แล้ว ไต่ไปอย่างนั้น. ฝ่ายพระเทวทัตครั้งนั้นเป็นลิงอยู่ในจำนวนลิงเหล่านั้น คิดว่า นี้เป็นเวลาที่จะได้เห็นหลังศัตรูของเราแล้ว จึงขึ้นกิ่งไม้สูง ให้เกิดกำลังเร็วแล้วตกลงบนหลังของพระมหาสัตว์ กระโดดลงเหยียบหลังพระมหาสัตว์ด้วยกำลังเร็วหัวใจของพระมหาสัตว์แตก. เกิดเวทนามีกำลังแรงกล้าขึ้น. ฝ่ายลิงเทวทัตนั้น ทำพระมหาสัตว์นั้นให้ได้รับเวทนาแล้ว ก็หลีกไปพระมหาสัตว์ได้อยู่ลำพังตัวเดียว. พระราชาบรรทมยังไม่หลับ ทอดพระเนตรเห็นกิริยาที่พวกวานร และพระมหาสัตว์กระทำทุกอย่างแล้วทรงบรรทมพลางดำริว่า วานรตัวนี้เป็นสัตว์เดียรฉาน ได้ทำความสวัสดีแก่บริษัททีเดียว โดยมิได้คำนึงถึงชีวิตของตน. เมื่อสว่างแล้วพระองค์ทรงพอพระทัยต่อพระมหาสัตว์ ทรงดำริว่า เราไม่ควรให้ขุนกระบี่นี้พินาศไป เราจักให้เอาขุนกระบี่นั้นลงมาปฏิบัติรักษา แล้วได้รับสั่งให้จอดเรือขนานไว้ภายในแม่น้ำคงคา ทรงให้ผูกกรงไว้บนนั้นแล้วให้ค่อยยกขุนกระบี่ลงมา แล้วรับสั่งให้คลุมผ้ากาสาวพัสตร์บนหลัง ให้อาบน้ำในแม่น้ำคงคา ให้ดื่มน้ำอ้อย ให้เอาน้ำมันที่เจียวแล้วพันครั้ง ชะโลมบนหลัง ให้ปูหนังแพะบนที่นอนแล้ว. ทรงให้ขุนกระบี่นั้นนอนบนที่นอนนั้น พระองค์เองประทับนั่งบนอาสนะต่ำ ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-

ดูก่อนขุนกระบี่ ท่านได้ทอดตัวเป็น สะพานให้เหล่าวานรข้ามไปโดยสวัสดี ท่าน เป็นอะไรกับวานรเหล่านั้น และวานรเหล่านั้น เป็นอะไรกับท่าน ?

คาถานั้นมีเนื้อความว่า ดูก่อนขุนกระบี่ผู้เจริญท่านทำตนให้เป็นสะพานคอยกตนให้เป็นคาน แล้วสละชีพให้ฝูงวานรเหล่านี้ข้ามไปโดยสวัสดี คือให้ข้ามไปโดยเกษม. ท่านได้เป็นอะไรกับพวกเขาหรือพวกเขาเหล่านี้ ได้เป็นอะไรกับท่าน หรือวานรเหล่านี้ เป็นอะไรกับเรา.

พระโพธิสัตว์ได้สดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะตักเตือนเพราะราชา จึงกล่าวคาถาที่เหลือว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระองค์เป็นพญาวานรผู้เป็นใหญ่ ปกครองฝูง วานรเหล่านั้น เมื่อพวกเขาถูกความโศก ครอบงำ หวาดกลัวพระองค์. ข้าพระองค์ได้ ทะยานพุ่งตัว ที่มีเครื่องผูก คือเถาวัลย์ผูก สะเอวไว้แน่น ไปจากต้นไม้ต้นนั้น ชั่วระยะ ร้อยคันธนูที่ปลดสายแล้ว. กลับมาถึงต้นไม้ เหมือนเมฆถูกลมหอบไปฉะนั้น แต่ข้าพระองค์นั้นไปไม่ถึงต้นไม้นั้น จึงได้ใช้มือจับกิ่ง ไม้ไว้. พวกวานรได้พากันเอาเท้าเหยียบข้าพระองค์นั้น ผู้ถูกกิ่งไม้และเถาวัลย์รั้งไว้จนตึง เหมือนสายพิณที่ขึงตึง แล้วไต่ไปโดยสวัสดี. การผูกมัดไว้ จึงไม่เผาลนข้าพระองค์ให้เดือด ร้อน ผู้ฆ่าก็จักไม่ให้ข้าพระองค์เดือดร้อน เพราะข้าพระองค์ได้นำความสุขมาให้เหล่าวานร ที่ให้ข้าพระองค์ครองความเป็นใหญ่. ข้าแต่ พระราชาผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระองค์จะยก อุปมาถวายพระองค์ ขอพระองค์จงทรงสดับ ข้ออุปมานั้น ธรรมดากษัตริย์ผู้เป็นพระราชา ทรงพระปรีชาสามารถ ควรแสวงหาความสุข ให้แก่รัฐ ยวดยานพาหนะ กำลังพล และ นิคมทั่วหน้ากัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตสํ ได้แก่วานร ๘ หมื่นตัวเหล่านั้น. บทว่า ภีตานนฺเต ความว่า ผู้หวาดกลัวพระองค์ผู้ทรงประทับยืนสั่งการให้ยิง. พระยาวานรร้องเรียกพระราชาว่า อรินทมะ. บทว่า วิสฺสฏฺธนุโน สตํ ความว่า ผู้กระโดดพุ่งตัวไปในอากาศถึงที่ประมาณชั่วร้อยคันธนูที่ยกขึ้นวัด. บทว่า. ตโต ความว่า จากต้นไม้ต้นนี้ คือจากที่ที่กระโดดไป. บทว่า อปรปาเทสุ ความว่า ที่เบื้องหลังเท้า. คำว่าอปรปาเทสุ นี้ ท่านกล่าวหมายถึงบั้นเอว. เพราะว่าพระโพธิสัตว์ผูกเถาวัลย์นั้นไว้ที่บั้นเอวให้มั่นแล้ว ยันพื้นดินด้วยเท้าหลังทยานไปสู่อากาศด้วยกำลังเร็วของลม. บทว่า นุณฺโณ รุกฺขมุปาคมึ ความว่าข้าพระองค์พุ่งไปด้วยลมของตนที่ให้เกิดกำลังเร็ว เหมือนกับก้อนเมฆถูกลมหอบไปฉะนั้น คือเป็นผู้พุ่งไปด้วยกำลังเร็วของตน เหมือนก้อนเมฆที่ถูกลมหอบลอยไปตามลมฉะนั้น แล้วได้กลับมาถึงต้นมะม่วงนี้. บทว่า อปฺปภวํ มีเนื้อความว่า ข้าพระองค์นั้นไปไม่ถึงต้นไม้ยังขาดอยู่ประมาณช่วงตัว จึงใช้มือจับกิ่งไม้นั้นไว้. บทว่า วีณายตํ ความว่า ข้าพระองค์มีร่างกายถูกกิ่งไม้และเครือหวายเหนี่ยวรั้งไว้ เหมือนสายพิณที่ขึงจนตึงฉะนั้น. บทว่า สมนุกฺกมนฺตา ความว่า เหล่าวานรที่ข้าพระ องค์อนุญาตแล้ว ไหว้ข้าพระองค์ขอขมาแล้ว ใช้เท้าไต่ คือเหยียบไปโดยสวัสดี ไม่มีขาดเลย. บทว่า ตํ มํ น ตปฺปตี พนฺโธ ความว่าการผูกด้วยเถาวัลย์นั้น ก็ไม่ทำให้ข้าพระองค์เดือดร้อนเลย ถึงบัดนี้ความตายก็ไม่ทำให้ข้าพระองค์เดือดร้อน. เพราะเหตุไร ? บทว่า สุขมาหริตํ เตสํ ความว่า ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุที่ วานรเหล่านั้นพูดว่า ท่านผู้นี้จักบำบัดทุกข์แม้ที่เกิดขึ้นแก่พวกเราแล้วบำรุงสุขให้ได้แล้วจึงได้พากันแต่งตั้งให้ข้าพระองค์เป็นใหญ่. ฝ่ายข้าพระองค์ก็พูดเหมือนกันว่า เราจักบำบัดทุกข์ที่เกิดขึ้นให้สูเจ้าทั้งหลาย แล้วจึงได้กลายเป็นหัวหน้า คือ พญาของวานรเหล่านั้น. วันนี้ข้าพระองค์ได้บำบัดมรณทุกข์นั้น แล้วนำความสุขมาให้พวกวานรเหล่านั้นแล้ว ด้วยเหตุนั้น การผูกมัดไว้จึงไม่เผารนข้าพระองค์ให้เดือดร้อน เพชฌฆาตคือมรณะก็จักไม่ยังข้าพระองค์ให้เดือดร้อน. บทว่า เอสา เต อุปมาความว่า ข้าแต่มหาราช นี้คือข้ออุปมาการกระทำที่ข้าพระองค์จะได้ถวายแก่พระองค์. บทว่า ตํ สุณาหิ ความว่า เพราะเหตุนั้น ขอพระองค์จงทรงสดับคำตักเตือน ที่ข้าพระองค์กำลังถวายพระองค์โดยทรงเทียบเคียงกับอุปมานี้. บทว่า รญฺา รฏฺสฺส มีอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระราชาผู้ไม่ทรงบีบคั้นแว่นแคว้นราษฎรเหมือนหีบอ้อยเลย ทรงละการลุอำนาจอคติ ผูกใจเขาอยู่ด้วยสังคหวัตถุธรรม ๔อย่าง ทรงดำรงอยู่ในราชธรรม ๑๐ ประการ แล้วทรงสละชีวิตของตนเหมือนข้าพระองค์ แล้วควรแสวงหา คือเสาะหาความสุขเท่านั้น แก่แว่นแคว้นทั้งสิ้น ยานพาหนะที่เทียมแล้วมีรถและเกวียนเป็นต้นที่ชื่อว่ายวดยานกำลังพล กล่าวคือพลเดินเท้า และแก่นิคม กล่าวคือนิคมและชนบททั่วหน้ากันด้วยพระดำริว่า เราจักมีประโยชน์อะไรสำหรับท่านราษฎรทั้งหลาย ปราศจากความหวาดกลัว หน้าร้อนเปิดประตูได้ ญาติและมิตรทั้งหลายห้อมล้อมแล้ว ให้บุตรหลานชื่นใจ ลมเย็นโชยมารับประทานอาหารซึ่งเป็นของตนตามชอบใจ ควรเป็นผู้พร้อมพรั่งด้วยความสุขกายสบายใจ. บทว่า ขตฺติเยน ปชานตา ความว่า ก็พระราชานี้ผู้ได้พระนามว่า กษัตริย์ เพราะทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกษตร คือเจ้าของที่นา ควรเป็นผู้ทรงปรีชา คือทรงสมบูรณ์ด้วยพระปรีชาญาณเกินคนที่เหลือ.

มหาสัตว์เมื่อตักเตือนและพร่ำสอนพระราชาอย่างนี้อยู่ก็ได้ถึงแก่กรรม. พระราชาตรัสเรียกอำมาตย์มา. แล้วตรัสว่าเธอทั้งหลายจงทำสรีรกิจของขุนกระบี่นี้ให้เหมือนสรีรกิจของพระราชา แม้ในฝ่ายใน อิตฺถาคารํปิ คือเรือนนางสนม ห้องพระมเหสี ก็ทรงบังคับว่า เธอทั้งหลายจงพากันนุ่งห่มผ้าแดง ยายผม มีหัตถ์ถือประทีปด้าม ห้อมล้อมขุนกระบี่ไปป่าช้า. อำมาตย์ทั้งหลายตั้งเชิงตะกอนด้วยฟืนเท่าลำเกวียน เผาศพมหาสัตว์ ทำนองเดียวกับถวายพระเพลิงพระราชา. แล้วได้ถือกระโหลกศีรษะไปสู่สำนักพระราชา. พระราชาทรงให้สร้างเจดีย์ไว้ที่ป่าช้าของมหาสัตว์ให้ตามประทีป บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้วทรงให้เลี่ยมกระโหลกศีรษะด้วยทองคำ วางไว้ที่ปลายหลาว ให้สร้างไว้ข้างหน้าทรงบูชาอยู่ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น จึงเสด็จไปเมื่อพาราณสี ให้ตั้งไว้ที่ประตูพระราชวัง แล้วทรงให้ตระเตรียมพระนครกระทำการบูชาธาตุตลอด ๗ วัน. ต่อมาพระองค์ก็ทรงให้รับเอาธาตุนั้นมาสร้างเจดีย์ไว้ บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ตลอดพระชนม์ชีพ ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธสัตว์ บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้นครองราชสมบัติโดยธรรม แล้วได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า. พระราชาในครั้งนั้น ได้แก่พระอานนท์ในบัดนี้ ลิงวายร้าย ได้แก่พระเทวทัต บริษัททั้งหลายได้แก่พุทธบริษัท ส่วนขุนกระบี่ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถามหากปิชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๓๓๓–๓๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตกนิบาตชาดก · ๒๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

มหากปิชาตกํ

อตฺตานํ สงฺกมํ กตฺวาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ญาตตฺถจริยํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ ภทฺทสาลชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ

ตทา จ ปน ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส สมฺมาสมฺพุทฺโธ ญาตกานํ อตฺถํ จรตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต ญาตีนํ อตฺถํ จรเตวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กปิโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต อาโรหปริณาหสมฺปนฺโน ถามพลูเปโต ปญฺจหตฺถิพลปริมาโณ อสีติสหสฺสกปิคณปริวาโร หิมวนฺตปฺ- ปเทเส วสิ ฯ ตตฺถ คงฺคาตีรํ นิสฺสาย สาขาวิฏปสมฺปนฺโน สณฺฑจฺ- ฉาโย พหลปตฺโต ปพฺพตกูฏํ วิย สมุคฺคโต อมฺพรุกฺโข อโหสิ นิโคฺรธรุกฺโขติ วทนฺติ ฯ ตสฺส มธุรานิ ผลานิ ทิพฺพคนฺธรสสทิสานิ มหนฺตผลานิ มหนฺตกุมฺภปฺปมาณานิ ฯ ตสฺส เอกิสฺสา สาขาย ผลานิ ถเล ปตนฺติ เอกิสฺสา สาขาย คงฺคาย อุทเก ปตนฺติ ฯ ทฺวินฺนํ สาขานํ ผลานิ มชฺเฌ รุกฺขมูเล ปตนฺติ ฯ โพธิสตฺโต กปิคณํ อาทาย ตตฺถ ผลานิ ขาทนฺโต เอกสฺมึ กาเล อิมสฺส รุกฺขสฺส อุทเก ปติตผลํ นิสฺสาย อมฺหากํ ภยํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ อุทกมตฺถเก สาขาย เอกผลํปิ อนวเสเสตฺวา ปุปฺผกาเล กาฬาย- ปตฺตกาลโต ปฏฺฐาย ขาทาเปติ เจว ปาตาเปติ จ ฯ เอวํ สนฺเตปิ อสีติยา วานรสหสฺเสหิ อทิฏฺฐํ กิปิลฺลิกปุฏปฏิจฺฉนฺนํ เอกํ ปกฺกผลํ นทิยํ ปติตฺวา อุทฺธญฺจ อโธ จ ชาลํ พนฺธาเปนฺตสฺส อุทกกีฬํ กีฬนฺตสฺส พาราณสีรญฺโญ อุทฺธํชาเล ลคฺคิ ฯ รญฺโญ ทิวสํ กีฬิตฺวา สายํ คมนสมเย เกวฏฺฏา ชาลํ อุกฺขิปนฺตา ตํ ทิสฺวา อสุกผลนฺนามาติ อชานนฺตา รญฺโญ ทสฺเสสุํ ฯ ราชา กึ ผลนฺนาเมตนฺติ ปุจฺฉิ ฯ น ชานาม เทวาติ ฯ เก ชานิสฺสนฺตีติ ฯ วนจรกา เทวาติ อาหํสุ ฯ โส วนจรเก ปกฺโกสาเปตฺวา เตสํ สนฺติกา อมฺพปกฺกนฺติ สุตฺวา ฉุริกาย ฉินฺทิตฺวา ปฐมํ วนจรเก ขาทาเปตฺวา ปจฺฉา อตฺตนาปิ ขาทิ ฯ อิตฺถาคารสฺสาปิ อมจฺจานํปิ ขาทาเปสิ ฯ รญฺโญ อมฺพปกฺกรโส สกลสรีรํ ผริตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ โส รสตณฺหาย พชฺฌิตฺวา ตสฺส รุกฺขสฺส ฐิตฏฺฐานํ วนจรเก ปุจฺฉิตฺวา เตหิ หิมวนฺตปฺปเทเส นทีตีเรติ วุตฺเต พหู นาวาสงฺฆาเฏ พนฺธาเปตฺวา วนจรเกหิ เทสิตมคฺเคน อุทฺธํโสตํ อคมาสิ ฯ เอตฺตกานิ ทิวสานีติ ปริจฺเฉโท น กถิโตติ ฯ อนุปุพฺเพน ตํ ฐานํ ปตฺวา เอโส เทวรุกฺโขติ วนจรกา รญฺโญ อาจิกฺขึสุ ฯ ราชา นาวํ นทิยํ ฐเปตฺวา มหาชนปริวุโต ปทสา ตตฺถ คนฺตฺวา รุกฺขมูเล สยนํ ปญฺญาเปตฺวา อมฺพปกฺกานิ ขาทิตฺวา นานคฺครสโภชนํ ภุญฺชิตฺวา นิปชฺชิ ฯ สพฺพทิสาสุ อารกฺขํ ฐเปตฺวา อคฺคึ กรึสุ ฯ มหาสตฺโต มนุสฺเสสุ นิทฺทํ โอกฺกมนฺเตสุ อฑฺฒรตฺติสมเย ปริสาย สทฺธึ อคมาสิ ฯ อสีติสหสฺสวานรา สาขาย สาขํ จรนฺตา อมฺพานิ ขาทนฺติ ฯ ราชา ปพุชฺฌิตฺวา กปิคณํ ทิสฺวา มนุสฺเส อุฏฺฐาเปตฺวา ธนุคฺคเห ปกฺโกสา- เปตฺวา ยถา เอเต ผลขาทกา วานรา น ปลายนฺติ ตถา เน ปริกฺขิปิตฺวา วิชฺฌถ เสฺว อมฺพานิ เจว วานรมํสญฺจ ขาทิสฺสามาติ อาห ฯ ธนุคฺคหา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา รุกฺขํ ปริวาเรตฺวา สเรน สนฺนหิตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ เต ทิสฺวา วานรา มรณภยภีตา ปลายิตุํ อสกฺโกนฺตา มหาสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว ปลายนมกฺกเฏ วิชฺฌิสฺสามาติ รุกฺขํ ปริกฺขิปิตฺวา ธนุคฺคหา ฐิตา กึ กโรมาติ ปุจฺฉิตฺวา กมฺปมานา อฏฺฐํสุ ฯ โพธิสตฺโต มา ภายิตฺถ อหํ โว ชีวิตํ ทสฺสามีติ วานรคณํ สมสฺสาเสตฺวา อุชุกํ อุคฺคตสาขํ อารุยฺห คงฺคาภิมุขึ คตสาขํ คนฺตฺวา ตสฺสา ปริยนฺตโต ปกฺขนฺทิตฺวา ธนุสตมตฺตฏฺฐานํ อติกฺกมฺม คงฺคาตีเร เอกสฺมึ คุมฺพมตฺถเก ปติตฺวา ตโต โอรุยฺห มมาคตฏฺฐานํ เอตฺตกํ ภวิสฺสตีติ อากาสํ ปริจฺฉินฺทิตฺวา เอกํ เวตฺตลตํ มูเล ฉินฺทิตฺวา โสเธตฺวา เอตฺตกํ ฐานํ รุกฺเข พนฺธิสฺสติ เอตฺตกํ อากาสฏฺฐํ ภวิสฺสตีติ อิมานิ เทฺว ฐานานิ ววฏฺฐเปตฺวา อตฺตโน กฏิยํ พนฺธนฏฺฐานํ น สลฺลกฺเขสิ ฯ โส ตํ เวตฺตลตํ อาทาย เอกํ โกฏึ คงฺคาตีเร ปติฏฺฐิตรุกฺเข พนฺธิตฺวา เอกํ อตฺตโน กฏิยํ พนฺธิตฺวา วาตจฺฉินฺนวลาหกา วิย เวเคน ธนุสตมตฺตํ ฐานํ ลงฺฆิตฺวา กฏิยํ พนฺธนฏฺฐานสฺส อสลฺลกฺขิตตฺตา รุกฺขํ ปาปุณิตุํ อสกฺโกนฺโต อุโภหิ หตฺเถหิ อมฺพสาขํ ทฬฺหํ คณฺหิตฺวา วานรคณสฺส สญฺญํ อทาสิ สีฆํ เม ปิฏฺฐิยํ มทฺทมานา เวตฺตลตาย โสตฺถิคมนํ คจฺฉถาติ ฯ อสีติสหสฺสวานรา มหาสตฺตํ วนฺทิตฺวา ขมาเปตฺวา ตถา อคมํสุ ฯ ตทา เทวทตฺโตปิ มกฺกโฏ หุตฺวา เตสํ อพฺภนฺตเร โหติ ฯ โส อยํ เม ปจฺจามิตฺตสฺส ปิฏฺฐึ ปสฺสิตุํ กาโลติ อุจฺจสาขํ อารุยฺห เวคํ ชเนตฺวา ตสฺส ปิฏฺฐิยํ ปติ ฯ มหาสตฺตสฺส หทยํ ภิชฺชิ พลวเวทนา อุปฺปชฺชิ ฯ โสปิ ตํ เวทนาปตฺตํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ มหาสตฺโต เอกโกว อโหสิ ฯ ราชา อนิทฺทายนฺโต วานเรหิ จ มหาสตฺเตน จ กตกิริยํ สพฺพํ ทิสฺวา อยํ ติรจฺฉาโน หุตฺวา อตฺตโน ชีวิตํ อคเณตฺวา ปริสาย โสตฺถิภาวเมว อกาสีติ จินฺเตนฺโต นิปชฺชิ ฯ โส ปภาตาย รตฺติยา มหาสตฺตสฺส ตุสฺสิตฺวา น ยุตฺตํ อิมํ กปิราชานํ นาเสตุํ อุปาเยน นํ โอตาเรตฺวา ปฏิชคฺคิสฺสามีติ อนฺโตคงฺคาย นาวาสงฺฆาฏํ ฐเปตฺวา ตตฺถ อฏฺฏกํ พนฺธาเปตฺวา สณิกํ มหาสตฺตํ โอตาราเปตฺวา ปิฏฺฐิยํ กาสาววตฺถํ ปตฺถราเปตฺวา คงฺโคทเกน นหาเปตฺวา ผาณิโตทกํ ปาเยตฺวา ปริสุกฺขสรีรํ สหสฺส- ปากเตเลน อพฺภญฺชาเปตฺวา สยนปิฏฺเฐ เอฬกจมฺมํ สนฺถราเปตฺวา ตตฺถ นํ นิปชฺชาเปตฺวา อตฺตนา นีเจ อาสเน นิสีทิตฺวา ปฐมํ คาถมาห

อตฺตานํ สงฺกมํ กตฺวา โย โสตฺถึ สมตารยิ

กึ ตฺวํ เตสํ กึเม ตุยฺหํ โหนฺติ เหเต มหากปีติ ฯ

ตสฺสตฺโถ โภ มหากปิ โย ตฺวํ อตฺตานํ สงฺกมํ กตฺวา ตุลํ อาโรเปตฺวา ชีวิตํ ปริจฺจชิตฺวา อิเม วานเร โสตฺถึ สมตารยิ เขเมน สนฺตาเรสิ กึ ตฺวํ เตสํ อโหสิ กึเม ตุยฺหํ วา กึ เม เอเต โหนฺตีติ ฯ

ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต ราชานํ โอวทนฺโต เสสคาถา อภาสิ

ราชาหํ อิสฺสโร เตสํ ยูถสฺส ปริหารโก

เตสํ โสกปเรตานํ ภีตานนฺเต อรินฺทม ฯ

อุลฺลงฺฆยิตฺวา อตฺตานํ วิสฺสฏฺฐธนุโน สตํ

ตโต อปรปาเทสุ ทฬฺหํ พนฺธํ ลตาคุลํ ฯ

ฉินฺนพฺภมิว วาเตน นุณฺโณ รุกฺขมุปาคมึ

โสหํ อปฺปภวํ ตตฺถ สาขํ หตฺเถหิ อคฺคหึ ฯ

ตํ มํ วีณายตํ สนฺตํ สาขาย จ ลตาย จ

สมนุกฺกมนฺตา ปาเทหิ โสตฺถึ สาขมิคา คตา ฯ

ตํ มํ น ตปฺปตี พนฺโธ วโธ เม น ตเปสฺสติ

สุขมาหริตํ เตสํ เยสํ รชฺชมการยึ ฯ

เอสา เต อุปมา ราช ตํ สุณาหิ อรินฺทม

รญฺญา รฏฺฐสฺส โยคฺคสฺส พลสฺส นิคมสฺส จ

สพฺเพสํ สุขเมตพฺพํ ขตฺติเยน ปชานตาติ ฯ

ตตฺถ เตสนฺติ เตสํ อสีติสหสฺสานํ วานรานํ ฯ ภีตานนฺเตติ ตว วิชฺฌนตฺถาย อาณาเปตฺวา ฐิตสฺส ภีตานํ ฯ อรินฺทมาติ ราชานํ อาลปติ ฯ ราชา หิ โจราทีนํ อรีนํ ทมนโต อรินฺทโมติ วุจฺจติ ฯ วิสฺสฏฺฐธนุโน สตนฺติ อาโรปิตธนุสตปฺปมาณํ ฐานํ อตฺตานํ อากาเส อุลฺลงฺฆยิตฺวา วิสฺสชฺเชตฺวา ฯ ตโตติ อิมมฺหา รุกฺขา ลงฺฆยิตฺวา คตฏฺฐานโต ฯ อปรปาเทสูติ ปจฺฉาปาเทสุ ฯ อิทํ กฏิภาคํ สนฺธาย วุตฺตํ ฯ โพธิสตฺโต หิ กฏิภาเคน ตํ ลตาคุลํ ทฬฺหํ พนฺธิตฺวา ปจฺฉิมปาเทหิ ภูมึ อกฺกมิตฺวา วาตเวเคน อากาสํ ปกฺขนฺทิ ฯ นุณฺโณ รุกฺขมุปาคมินฺติ วาตจฺฉินฺนํ อพฺภมิว อตฺตโน เวคชนิเตน วาเตน นุณฺโณ ฯ ยถา วาตจฺฉินฺนพฺภวาเตน เอวํ อตฺตโน เวเคน นุณฺโณ หุตฺวา อิมํ อมฺพรุกฺขํ อุปาคมึ ฯ อปฺปภวนฺติ โส อหํ ตตฺถ อากาสปฺปเทเส รุกฺขํ ปาปุณิตุํ อปฺปโหนฺโต ตสฺส สาขํ หตฺเถหิ อคฺคเหสินฺติ อตฺโถ ฯ วีณายตนฺติ รุกฺขสาขาย จ เวตฺตลตาย จ วีณาย ภมรตนฺติ วิย วิคตํ อากฑฺฒิตสรีรํ ฯ สมนุกฺกมนฺตาติ มยา อนุญฺญาตา มํ วนฺทิตฺวา ขมาเปตฺวา ปาเทหิ สมนุกฺกมนฺตา นิรนฺตรเมว อกฺกมนฺตา โสตฺถึ คตา ฯ ตํ มํ น ตปฺปตี พนฺโธติ ตํ มํ นาปิ โส วลฺลิยา พนฺโธ ตปฺปติ นาปิ อิทานิ มรณํ ตปฺเปสฺสติ ฯ กึการณา สุขมาหริตํ เตสนฺติ ยสฺมา เยสํ อหํ รชฺชมการยึ เตสํ มยา สุขมาหริตํ เอเต หิ มหาราช อยํ โน อุปฺปนฺนํปิ ทุกฺขํ หริตฺวา สุขํ อาหริสฺสตีติ มํ ราชานํ อกํสุ อหํปิ ตุมฺหากํ อุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ หริสฺสามิจฺเจว เอเตสํ ราชา ชาโต ตํ อชฺช มยา เอเตสํ มรณทุกฺขํ หริตฺวา ชีวิตสุขํ อาหฏํ เตน มํ นาปิ พนฺโธ ตปฺปติ น มรณวโธ ตปฺเปสฺสติ ฯ เอสว เต อุปมาติ เอสา เต มหาราช มยา กตกิริยาย อุปมา ฯ ตํ สุณาหีติ ตสฺมา อิมาย อุปมาย สํสนฺเทตฺวา อตฺตโน ทิยฺยมานํ โอวาทํ สุณาหิ ฯ รญฺญา รฏฺฐสฺสาติ มหาราช รญฺญา นาม อุจฺฉุยนฺเต อุจฺฉุํ วิย รฏฺฐํ อปีเฬตฺวาว จตุพฺพิธํ อคติคมนํ ปหาย จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ สงฺคณฺหนฺเตน ทสสุ ราชธมฺเมสุ ปติฏฺฐาย มยา วิย อตฺตโน ชีวิตํ ปริจฺจชิตฺวา กินฺเต เม รฏฺฐวาสิโน วิคตภยา คิมฺหกาเล วิวฏทฺวารา ญาตีหิ จ ปริจาริเกหิ จ ปริวาริตา อุเร ปุตฺเต นจฺเจนฺตา สีเตน วาเตน วิชียมานา ยถารุจึ อตฺตโน สนฺตกํ ปริภุญฺชนฺตา กายิกเจตสิกสุขสมงฺคิโน ภเวยฺยุนฺติ สกลรฏฺฐสฺส จ รถสกฏาทิยุตฺตวาหนสฺส โยคฺคสฺส จ ปตฺติกสงฺขาตสฺส พลสฺส จ นิคมชานปทสงฺขาตสฺส นิคมสฺส จ สพฺเพสํ สุขเมว เอสิตพฺพํ คเวสิตพฺพนฺติ อตฺโถ ฯ ขตฺติเยน ปชานตาติ เขตฺตานํ อธิปติภาเวน ขตฺติโยติ ลทฺธนาเมน ปน เอเตน อวเสสสตฺเต อติกฺกมฺม ปชานตา ญาณสมฺปนฺเนน ภวิตพฺพนฺติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต ราชานํ โอวทนฺโต จ อนุสาสนฺโต จ กาลมกาสิ ฯ ราชา อมจฺเจ ปกฺโกสาเปตฺวา อิมสฺส กปิราชสฺส ราชูนํ วิย สรีรกิจฺจํ กโรถาติ วตฺวา อิตฺถาคารํปิ อาณาเปสิ ตุมฺเห รตฺตวตฺถนิวตฺถา ปริกิณฺณเกสา ทณฺฑทีปิกหตฺถา กปิราชานํ ปริวาเรตฺวา อาหฬนํ คจฺฉถาติ ฯ อมจฺจา ทารูนํ สกฏมตฺเตน จิตฺตกํ กริตฺวา ราชูนํ กรณนิยาเมเนว มหาสตฺตสฺส สรีรกิจฺจํ กตฺวา สีสกปาลํ คเหตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ อคมํสุ ฯ ราชา มหาสตฺตสฺส อาหฬเน เจติยํ กาเรตฺวา ทีเป ชาลาเปตฺวา คนฺธมาลาทีหิ ปูเชตฺวา สีสกปาลํ สุวณฺณขจิตํ กาเรตฺวา กุนฺตคฺเค ฐเปตฺวา ปุรโต กาเรตฺวา คนฺธมาลาทีหิ ปูเชนฺโต พาราณสึ คนฺตฺวา กุนฺตํ ราชทฺวาเร ฐเปตฺวา สกลนครํ สชฺชาเปตฺวา สตฺตาหํ ธาตุปูชํ กาเรสิ ฯ อถ นํ ธาตุํ คเหตฺวา เจติยํ กาเรตฺวา ยาวชีวํ คนฺธมาลาทีหิ ปูเชนฺโต โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ปติฏฺฐาย ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรนฺโต ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา สคฺคปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ทุฏฺฐกปิ เทวทตฺโต ปริสา พุทฺธปริสา กปิราชา ปน อหเมวาติ ฯ

มหากปิชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๐๖. คันธารชาดกชาดกถัดไป๔๐๘. กุมภการชาดก