กุมภการชาดก
ว่าด้วยเหตุให้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๕๗ · บรรทัด ๔๕๖๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการข่มกิเลสแล้ว ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า อมฺพาหมทฺทํ วนมนฺตรสฺมึ ดังนี้. เรื่องจักมีแจ้งในปัญญาสชาดก.
ก็กาลครั้งนั้น ที่นครสาวัตถี สหาย ๕๐๐ คน บวชแล้วพักอยู่ภายในโกฏิสัณฐาร ในเวลาเที่ยงคืนได้ตรึกถึงเรื่องกามวิตก. พระศาสดา ทรงตรวจดูสาวกของพระองค์ทั้งคืนทั้งวัน ๖ ครั้ง คือกลางคืน ๓ ครั้ง กลางวัน ๓ ครั้ง ทรงพิทักษ์รักษาเหมือนนกกะต้อยติวิดรักษาไข่ จามรีรักษาขนหาง มารดารักษาลูกน้อยที่น่ารัก และเหมือนคนตาข้างเดียว รักษาตาที่เหลืออยู่ ฉะนั้นเพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงข่มกิเลสที่เกิดขึ้นของสาวกทั้งหลายในขณะนั้น. วันนั้น เวลาเที่ยงคืนพระองค์กำหนดตรวจดูพระเชตวันอยู่ ทรงทราบวิตกของภิกษุเหล่านั้นฟุ้งขึ้น ทรงดำริว่า กิเลสนี้เมื่อฟุ้งขึ้นในภายในของภิกษุเหล่านี้. จักทำลายเหตุแห่งอรหัตผลเสีย เราตถาคตจักข่มกิเลสแล้วมอบให้ซึ่งอรหัตผลแก่ภิกษุเหล่านั้นเดี๋ยวนี้แหละ. แล้วเสด็จออกจากพระคันธกุฎี รับสั่งให้หาพระอานนท์เถระมาแล้วตรัสสั่งให้ประชุมว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงให้ภิกษุผู้อยู่ภายในโกฏิสัณฐารทั้งหมดประชุมกัน. เสด็จประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ควรเป็นไปในอำนาจของกิเลสที่เป็นไปแล้วในภายใน ด้วยว่ากิเลสเมื่อเจริญขึ้น ย่อมให้ถึงความพินาศมา เหมือนปัจจามิตร. ธรรมดาภิกษุ กิเลสแม้มีประมาณเล็กน้อยก็ควรข่มไว้. บัณฑิตในกาลก่อน เห็นอารมณ์ประมาณเล็กน้อย ก็ข่มกิเลสที่เป็นไปแล้วในภายในไว้ให้ปัจเจกโพธิญาณเกิดขึ้น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลช่างหม้อ ในหมู่บ้านใกล้ประตูนครพาราณสี เจริญวัยแล้วได้ครอบครองสมบัติ มีบุตรชาย๑ คน บุตรหญิง ๑ คน เลี้ยงบุตรภรรยาโดยอาศัยการทำหม้อ. ในกาลครั้งนั้น พระราชาทรงพระนามว่า กรกัณฑะ ในทันตปุรนครแคว้นกลิงคะมีพระราชบริพารมาก เมื่อเสด็จไปพระราชอุทยาน ทอด. พระเนตรเห็นต้นมะม่วงใกล้ประตูพระราชอุทยาน มีผลน่าเสวย เต็มไปด้วยผลเป็นพวง ประทับบนคอช้างต้นนั้นเอง ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกไปเก็บผลมะม่วงพวกหนึ่ง แล้วเสด็จเข้าไปพระราชอุทยาน ประทับนั่งบนมงคลสิลาอาสน์ พระราชทานแก่คนที่ควรพระราชทาน แล้วจึงเสวยผลมะม่วง. จำเดิมแต่เวลาที่พระราชาทรงเก็บผลมะม่วงแล้วตามธรรมดาคนที่เหลือทั้งหลาย ก็ต้องพากันเก็บเหมือนกัน ดังนั้นอำมาตย์บ้าง พราหมณ์และคหบดีบ้าง จึงพากันเขย่าผลมะม่วงให้หล่นแล้วรับประทานกัน. ผู้ที่มาหลัง ๆ ก็ขึ้นต้นใช้ไม้ค้อนฟาดทำให้กิ่งหักทะลายลงกินกัน แม้แต่ผลดิบ ๆ ก็ไม่เหลือ. ฝ่ายพระราชาทรงกรีฑาในพระราชอุทยานตลอดทั้งวันแล้ว ตอนเย็นเมื่อทรงประทับนั่งบนคอช้างต้นที่ตกแต่งแล้ว เสด็จไปทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงนั้นจึงเสด็จลงจากคอช้างแล้วเสด็จไปที่โคนต้นมะม่วง ทรงมองดูลำต้นพลางทรงดำริว่า ต้นมะม่วงต้นนั้นเมื่อเช้านี้เอง เต็มไปด้วยผลเป็นพวงสง่างามทำความอิ่มตาให้แก่ผู้ดูทั้งหลายยืนต้นอยู่ บัดนี้ เขาเก็บผลหมดแล้วหักห้อยรุ่งริ่งยืนต้นอยู่ไม่งาม เมื่อทรงมองดูต้นอื่นอีกได้ทรงเห็นต้นมะม่วงต้นอื่นที่ไม่มีผลแล้ว ประทับยืนที่ควงไม้นั่นเอง ทรงทำต้นมะม่วงมีผลให้เป็นอารมณ์ว่า ต้นไม้ต้นนั้นยืนต้นสง่างามเหมือนภูเขาแก้วมณีโล้น เพราะตัวเองไม่มีผล ส่วนมะม่วงต้นนี้ถึงความย่อยยับอย่างนี้เพราะออกผล แม้ท่ามกลางเรือนนี้ ก็เช่นกันกับต้นมะม่วงที่ออกผล ส่วนการบรรพชาเป็นเช่นกับต้นไม้ที่ไม่มีผล ผู้มีทรัพย์นั้นแหละมีภัย ส่วนผู้ไม่มีทรัพย์ไม่มีภัย แม้เราก็ควรเป็นเหมือนต้นไม้ที่ไม่มีผลดังนี้แล้ว ทรงกำหนดการลักษณ์เจริญวิปัสสนายังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้นแล้ว ทรงรำลึกอยู่ว่า บัดนี้ เราทำลายกระท่อมคือท้องของมารดาแล้ว. การปฏิสนธิในภพทั้ง ๓ เราตัดขาดแล้ว. ส้วมแหล่งอุจจาระ คือสงสารเราล้างแล้ว. ทะเลน้ำตาเราวิดแห้งแล้ว. กำแพงกระดูกเราพังแล้ว. เราจะไม่มีการปฏิสนธิอีกดังนี้ ได้ทรงแต่งองค์ด้วยเครื่องประดับทั้งหมดประทับยืนอยู่แล้ว. จึงอำมาตย์ทั้งหลายได้ทูลพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จประทับยืนนานเกินไปแล้ว.
รา. เราไม่ใช่พระราชา แต่เราเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า.
อำ. ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายจะไม่เป็นเช่นกับด้วยพระองค์.
รา. ถ้าเช่นนั้นเป็นอย่างไร ?
อำ. โกนผมโกนหนวด ปกปิดร่างกายด้วยผ้ากากาวพัสตร์มีส่วนเปรียบเทียบด้วยดวงจันทร์ที่พ้นจากปากพระราหู พำนักอยู่ที่เงื้อมนันทมูลในป่าหิมพานต์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นนี้.
ในขณะนั้น พระราชาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบพระเกษา. ในทันทีนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ก็อันตรธานไป เพศสมณะก็ปรากฏขึ้น สมณบริขารทั้งหลายที่พระองค์ตรัสถึงอย่างนี้ว่า :-
ไตรจีวร บาตร มีดโกน เข็ม รัดประคตพร้อมด้วยกระบอกกรองน้ำ ๘ อย่างเหล่านี้ เป็นบริขารของภิกษุผู้ประกอบความเพียรได้ปกปิดพระกายของพระองค์ทันที. พระองค์ประทับที่อากาศประทานพระโอวาทแก่มหาชนแล้ว ได้เสด็จไปสู่เงื้อมนันทมูลนั่นแหละ.
ฝ่ายพระราชาทรงพระนามว่านัคคชิ ในนครตักกศิลา ที่แคว้นคันธาระ เสด็จไปที่ท่ามกลางพระราชบัลลังก์ เบื้องบนปราสาททอดพระเนตรเห็นหญิงคนหนึ่ง ในมือแต่ละข้างประดับกำไลแก้วมณีคือหยก ข้างละอันนั่งบดของหอมอยู่ไม่ไกล ประทับนั่งทอดพระเนตรพลางดำริว่า กำไลแก้วมณี คือหยกเหล่านั้นไม่กระทบกัน ไม่มีเสียงดังเพราะเป็นข้างละอัน คือแยกกันอยู่. ภายหลังนางเอากำไลแขนจากข้างขวามาสวมไว้ที่ข้างซ้ายรวมกัน แล้วเริ่มเอามือขวาดึงของหอมมาบด. กำไลแก้วมณีคือหยกที่มือซ้ายมากระทบกำไลข้างที่ ๒ จึงมีเสียงดังขึ้น. พระราชาทอดพระเนตรเห็นกำไลแขนทั้ง ๒ ข้างเหล่านั้นกระทบกันอยู่มีเสียงดัง จึงทรงดำริว่า กำไลแขนนี้เวลาอยู่ข้างละอันไม่กระทบกันแต่อาศัยข้างที่ ๒ กระทบกันก็มีเสียงดังฉันใด แม้สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แต่ละคน ๆ ไม่กระทบกัน ก็ไม่ส่งเสียง แต่พอมี ๒, ๓ คนขึ้นไปก็กระทบกันทำการทะเลาะกัน. ส่วนเราวิจารณ์ราษฎรในราชสมบัติ ๒ แห่ง ในกัสมิระและคันธาระ เราควรจะเป็นเหมือนกำไลแขนข้างเดียว ไม่วิจารณ์คนอื่น วิจารณ์ตัวเองเท่านั้นอยู่ ดังนี้แล้ว ทรงทำการกระทบกันแห่งกำไลให้เป็นอารมณ์แล้วทั้ง ๆ ที่ทรงนั่งอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนาแล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิด. ข้อความที่เหลือเป็นเช่นกับข้อความแต่ก่อนนั่นแหละ.
ที่มิถิลานครในวิเทหรัฐ พระเจ้านิมิราช เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว มีคณะอำมาตย์แวดล้อม ได้ประทับยืนทอดพระเนตรระหว่างถนน ทางสีหบัญชรที่เปิดไว้. ครั้งนั้น เหยี่ยวตัวหนึ่ง คาบเอาชิ้นเนื้อจากเขียงที่ตลาดแล้วบินขึ้นฟ้าไป. นกทั้งหลายมีแร้งเป็นต้น บินล้อมเหยี่ยวตัวนั้น ข้างโน้นบ้างข้างนี้บ้าง ใช้จะงอยปากจิกใช้ปีกตี ใช้เท้าเฉี่ยวไป เพราะเหตุแห่งอาหาร. มันทนการรังแกตนไม่ไหว จึงทิ้งก้อนเนื้อก้อนนั้นไป. นกตัวอื่นก็คาบเอาเนื้อก้อนนั้นไป. นกเหล่าอื่นก็พากันละเหยี่ยวตัวนี้ติดตามนกตัวนั้นไป. ถึงนกตัวนั้นปล่อยแล้วตัวอื่นก็คาบไป นกทั้งหลายก็พากันรุมตีนกแม้ตัวนั้นอย่างนั้นเหมือนกันพระราชาทรงเห็นนกเหล่านั้นแล้ว ทรงดำริว่า นกตัวใด ๆ คาบก้อนเนื้อนกตัวนั้น ๆ นั่นแหละมีความทุกข์ ส่วนนกตัวใด ๆ ทิ้งสละก้อนเนื้อนั้นทิ้ง นกตัวนั้น ๆ นั่นแหละมีความสุข. แม้กามคุณทั้ง ๕ เหล่านี้ ผู้ใด ๆยึดถือไว้ ผู้นั้น ๆ นั่นแหละ มีความทุกข์ ส่วนผู้ไม่ยึดถือนั่นแหละมีความสุข เพราะว่ากามเหล่านี้ เป็นของสาธารณะสำหรับคนจำนวนมาก. ก็แล เรามีหญิงหมื่นหกพันนาง เราควรจะละกามคุณทั้ง ๕ แล้วเป็นสุขเหมือนเหยี่ยวตัวที่ทิ้งก้อนเนื้อฉะนั้น. พระองค์ทรงมนสิการโดยแยบคายอยู่ทั้ง ๆ ที่ทรงนั่งอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนาแล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น. ข้อความที่เหลือเป็นเช่นกับข้อความแต่ก่อนนั่นแหละ.
แม้ในแคว้นอุตตรปัญจาละในกปิลนคร พระราชาทรงพระนามว่าทุมมุขะ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ทรงประดับเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม ได้ประทับยืนทอดพระเนตรพระลานหลวงทางสีหบัญชรที่เปิดไว้. ในขณะนั้นคนเลี้ยงวัวทั้งหลายต่างก็เปิดประตูคอกวัว. พวกวัวตัวผู้ออกจากคอก แล้วก็ติดตามวัวตัวเมียตัวหนึ่งด้วยอำนาจกิเลส. ในจำนวนวัวเหล่านั้น โคถึกใหญ่ตัวหนึ่งเขาคมเห็นวัวตัวผู้อื่นกำลังเดินมา มีความเห็นแก่ตัว คือหึงด้วยอำนาจกิเลสครอบงำจึงใช้เขาแหลมขวิดที่ระหว่างขา. ไส้ใหญ่ทั้งหลายของวัวตัวนั้นทะลักออกมาทางปากแผล มันถึงความสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง พระราชาทรงเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงดำริว่า สัตวโลกทั้งหลายตั้งต้นแต่สัตว์เดียรัจฉานไปถึงทุกข์ด้วยอำนาจกิเลส วัวผู้ตัวนี้อาศัยกิเลสถึงความสิ้นชีวิต สัตว์แม้เหล่าอื่นก็หวั่นไหว เพราะกิเลสทั้งหลายนั่นเอง เราควรจะประหารกิเลสที่เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายหวั่นไหว. พระองค์ประทับยืนอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนา แล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น. ข้อความที่เหลือ เหมือนกับข้อความในตอนก่อนนั่นเอง.
อยู่มาวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๔ องค์เหล่านั้นกำหนดเวลาภิกขาจารแล้ว ก็เสด็จออกจากเงื้อมนันทมูลทรงเคี้ยวไม้ชำระฟันนาคลดา ที่สระอโนดาด ทรงทำการชำระพระวรกายแล้ว ประทับยืนบนพื้นมโนศิลา ทรงนุ่งสบงแล้วถือเอาบาตรและจีวร เหาะขึ้นไปบนอากาศด้วยฤทธิ์ ทรงย่ำเมฆ ๕ สีไปแล้ว เสด็จลง ณ ที่ไม่ไกลหมู่บ้านใกล้ประตูนครพาราณสี ทรงห่มจีวรในที่สำราญแห่งหนึ่ง ทรงถือบาตรเสด็จเข้าไปในหมู่บ้านใกล้ประตูเมือง เที่ยวบิณฑบาต ลุถึงประตูบ้านพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เห็นพระปัจเจกเหล่านั้นแล้วดีใจนิมนต์ให้ท่านเข้าไปในบ้านให้นั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว ถวายทักขิโนทกอังคาสด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งไหว้พระสังฆเถระแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การบรรพชาของพระองค์ทั้งหลายงามเหลือเกิน อินทรีย์ทั้งหลายของพระองค์ผ่องใสฉวีวรรณก็ผุดผ่อง พระองค์ทรงเห็นอารมณ์อะไรหนอจึงทรงเข้าถึงการบรรพชาด้วยอำนาจภิกขาจารวัตร และได้เข้าไปทูลถามพระเถระแม้ที่เหลือเหมือนทูลถามพระสังฆเถระ. จึงท่านทั้ง ๔ เหล่านั้น ได้ตรัสบอกเรื่องการออกบวชของตน ๆ แก่พระโพธิสัตว์นั้นโดยนัยมีอาทิว่าอาตมภาพเป็นพระราชาชื่อโน้น ในนครโน้น ในแคว้นโน้น แล้วได้ตรัสคาถาองค์ละ ๑ คาถาว่า :-
อาตมภาพได้เห็นต้นมะม่วง ที่งอกงาม ออกผลเขียวไปทั้งต้น ในระหว่างป่ามะม่วง เมื่อกลับออกมา ได้เห็นมะม่วงต้นนั้นหักย่อย ยับ เพราะผลของมันเป็นเหตุ ครั้นเห็นแล้ว อาตมภาพจึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร. หญิงสาวคนหนึ่งสวมกำไลแขนหินหยก เกลี้ยงกลมคู่หนึ่ง ที่นายช่างผู้ชำนาญเจียรไน แล้ว ไม่มีเสียงดัง แต่เพราะอาศัยกำไลแขน ข้างทั้ง ๒ จึงมีเสียงดังขึ้น อาตมภาพได้เห็น เหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร. นกจำนวนมากพากันบินตามรุมล้อม ตี จิกนกตัวหนึ่งที่กำลังนำก้อนเนื้อมา เพราะ อาหารเป็นเหตุ อาตมภาพได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร. อาตมภาพได้เห็นวัวตัวผู้ตัวหนึ่ง ท่าม กลางฝูงมีหนอกขึ้นเปลี่ยว ประกอบด้วยสีสวย และมีกำลังมาก ได้เห็นมันขวิดวัวตัวหนึ่งตาย เพราะกามเป็นเหตุ ครั้นได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพาหมทฺทํ ความว่า อาตมภาพได้เห็นต้นมะม่วงแล้ว. บทว่า วนมนฺตรสฺมึ ความว่า ในระหว่างป่า อธิบายว่า ท่ามกลางป่ามะม่วง. บทว่า สํวิรูฬฺหํ ความว่า เจริญดีแล้ว. บทว่า ตมทฺทสํ ความว่า เมื่อออกไปจากพระราชอุทยานอาตมภาพได้เห็นมะม่วงต้นนั้นอีกหักย่อยยับ เพราะผลเป็นต้นเหตุ. บทว่า ตํ ทิสฺวา ความว่า ครั้นเห็นมะม่วงต้นนั้นหักย่อยยับ เพราะผลเป็นต้นเหตุแล้ว อาตมภาพได้ความสังเวชใจ ยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้นแล้วได้เข้าถึงการบรรพชา ด้วยอำนาจภิกขาจาริยวัตร เพราะฉะนั้นอาตมภาพจึงประพฤติภิกขาจาริยวัตร. ท่านบอกวารจิตทุกอย่างนี้ จำเดิมแต่การเห็นต้นมะม่วงหักย่อยยับ เพราะผลเป็นเหตุ. แม้ในคำตอบของพระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหลือ ก็มีนัยนั้นเหมือนกัน. แต่ในคำตอบนี้มีอรรถกถาคำที่ยาก ดังต่อไปนี้. บทว่า เสลํ ได้แก่กำไลแขนแก้วมณีหยก. บทว่า นรวีรุนิฏฺิตํ ความว่า ที่นรชนผู้ประเสริฐ คือช่างทั้งหลายเจียระไนแล้ว. อธิบายว่า ที่คนผู้ฉลาดทั้งหลายทำแล้ว. บทว่า ยุคํ ได้แก่กำไลแขนคู่หนึ่งโดยทำข้างละอัน. บทว่า ทิชา ทิชํ ความว่านกที่เหลือก็รุมจิกตีนกตัวที่คาบชิ้นเนื้อไป. บทว่า กุณปมาหรนฺตํ ความว่านำเอาก้อนเนื้อไป. บทว่า สเมจฺจ ความว่า มารวมกัน คือชุมนุมกัน. บทว่า ปริปาตยึสุ ความว่า ติดตามจิกตี. บทว่า อุสภาหมทฺทํ ความว่า อาตมภาพได้เห็นอสุภะ. บทว่า วลกฺกกุํ ได้แก่มีหนอกสวยงาม.
พระโพธิสัตว์ครั้นได้สดับคาถาแต่ละคาถา ได้ทำการสดุดีพระปัจเจกพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอโอกาส อารมณ์นั่นเหมาะสมสำหรับเหล่าข้าพระองค์ทีเดียว. ก็แลพระโพธิสัตว์ครั้นสดับธรรมกถานั้น ที่ท่านทั้ง ๔ ทรงแสดงแล้ว เป็นผู้ไม่มีเยื่อใยในฆราวาส เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จไปแล้วรับประทานอาหารเช้าแล้ว นั่งสำราญอยู่ ได้เรียกภรรยามาพูดว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์นี้ สละราชสมบัติออกผนวชไม่มีกังวล ไม่มีห่วงใยให้กาลเวจาล่วงไปด้วยความสุขเกิดจากการบรรพชา ส่วนเราเลี้ยงชีพด้วยค่าจ้าง เราจะประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือน เธอจงสงเคราะห์คือเลี้ยงดูลูกอยู่ในบ้านเกิด แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
พระราชาเหล่านี้คือ พระเจ้ากรกัณฑะ ของชาวคลิงคะ ๑ พระเจ้านัคคชิของชาว คันธาร ๑ พระเจ้านิมิราชของชาววิเทหะ ๑ พระเจ้าทุมมุขะของชาวปัญจาละ ๑ ทรงละ แว่นแคว้นออกผนวช หาความห่วงใยมิได้. พระราชาเหล่านี้ แม้ทุกพระองค์ เสมอ ด้วยเทพเจ้าเสด็จมาพบกัน ย่อมสง่างามเหมือน ไฟลุกฉะนั้น ดูก่อนนางผู้มีโชค แม้เราก็ ละกามทั้งหลายทิ้งแล้ว ดำรงอยู่ตามส่วนของ ตนเที่ยวไปคนเดียว.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๓๔๖–๓๖๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๔๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กุมฺภการชาตกํ
อมฺพาหมทฺทํ วนมนฺตรสฺมินฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กิเลสนิคฺคหํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุํ ปญฺญาสชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ
ตทา ปน สาวตฺถิยํ ปญฺจสตา สหายกา ปพฺพชิตฺวา อนฺโตโกฏิ- สณฺฐาเร วสมานา อฑฺฒรตฺติสมเย กามวิตกฺกํ วิตกฺกยึสุ ฯ สตฺถา อตฺตโน สาวเก รตฺติยา ตโย วาเร ทิวสสฺส ตโย วาเรติ รตฺตินฺทิวํ ฉ วาเร โอโลเกนฺโต กิกี อณฺฑํ วิย จามรี พาลธึ วิย มาตา ปิยปุตฺตกํ วิย เอกจกฺขุโก ปุริโส จกฺขุํ วิย รกฺขติ ตสฺมา ตสฺมึ ขเณ อุปฺปนฺนกิเลสํ นิคฺคณฺหิ ฯ โส ตํ ทิวสํ อฑฺฒรตฺติสมเย เชตวนํ ปริคฺคณฺหนฺโต เตสํ ภิกฺขูนํ วิตกฺกสมุทาจารํ ญตฺวา อิเมสํ ภิกฺขูนํ อพฺภนฺตเร อยํ กิเลโส วฑฺฒนฺโต อรหตฺตสฺส เหตุํ ภินฺทิสฺสติ อิทาเนว เตสํ กิเลสํ นิคฺคณฺหิตฺวา อรหตฺตํ ทสฺสามีติ คนฺธกุฏิโต นิกฺขมิตฺวา อานนฺทตฺเถรํ ปกฺโกสาเปตฺวา อานนฺท อนฺโตโกฏิสณฺฐาเร วสนกภิกฺขู สพฺเพ สนฺนิปาเตหีติ สนฺนิปาเตตฺวา ปญฺญตฺตปวรพุทฺธาสเน นิสีทิตฺวา น ภิกฺขเว อนฺโตปวตฺตกิเลสานํ วเส ปวตฺติตุํ วฏฺฏติ กิเลโส หิ วฑฺฒมาโน ปจฺจามิตฺโต วิย มหาวินาสํ ปาเปติ ภิกฺขุนา นาม อปฺปมตฺตกํปิ กิเลสํ นิคฺคณฺหิตุํ วฏฺฏติ โปราณกปณฺฑิตา อปฺปมตฺตกํ อารมฺมณํ ทิสฺวา อพฺภนฺตเร ปวตฺตกิเลสํ นิคฺคณฺหิตฺวา ปจฺเจกโพธิญาณํ นิพฺพตฺเตสุนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พาราณสีนครสฺส ทฺวารคาเม กุมฺภการกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต กุฏุมฺพํ สณฺฐเปตฺวา เอกํ ปุตฺตญฺจ ธีตรญฺจ ลภิตฺวา กุมฺภการกมฺมํ นิสฺสาย ปุตฺตทารํ โปเสสิ ฯ ตทา กลิงฺครฏฺเฐ ทนฺตปุรนคเร กรกณฺโฑ นาม ราชา มหนฺเตน ปริวาเรน อุยฺยานํ คจฺฉนฺโต อุยฺยานทฺวาเร ผลภารภริตํ มธุรผลํ อมฺพรุกฺขํ ทิสฺวา หตฺถิกฺขนฺธ- วรคโตเยว หตฺถํ ปสาเรตฺวา เอกํ อมฺพปิณฺฑํ คเหตฺวา อุยฺยานํ ปวิสิตฺวา มงฺคลสิลายํ นิสินฺโน ทาตพฺพยุตฺตกานํ ทตฺวา อมฺพํ ปริภุญฺชิ ฯ รญฺญา คหิตกาลโต ปฏฺฐาย เสเสหิ นาม คเหตพฺพเมวาติ อมจฺจาปิ พฺราหฺมณคหปติกาทโยปิ อมฺพานิ ปาเตตฺวา ขาทึสุ ฯ ปจฺฉา ปจฺฉา อาคตา รุกฺขํ อารุยฺห มุคฺคเรหิ โปเถตฺวา โอภคฺค- วิภคฺคสาขํ กตฺวา อามกผลํปิ อเสเสตฺวา ขาทึสุ ฯ ราชาปิ ทิวสํ อุยฺยาเน กีฬิตฺวา สายณฺหสมเย อลงฺกตหตฺถิกฺขนฺเธ นิสีทิตฺวา คจฺฉนฺโต ตํ รุกฺขํ ทิสฺวา หตฺถิกฺขนฺธโต โอตริตฺวา รุกฺขมูลํ คนฺตฺวา รุกฺขํ โอโลเกนฺโต อยํ ปาโตว ปสฺสนฺตานํ อติตฺติกโร ผลภารภริโต โสภมาโน อฏฺฐาสิ อิทานิ คหิตผโล โอภคฺควิภคฺโค อโสภมาโน ฐิโตติ จินฺเตตฺวา ปุน อญฺญตรํ โอโลเกนฺโต อปรํ นิปฺผลํ อมฺพรุกฺขํ ทิสฺวา เอส รุกฺโข อตฺตโน นิปฺผลภาเวน มุณฺฑมณิปพฺพโต วิย โสภมาโน ฐิโต อยํ ปน ผลิตภาเวน อิมํ พฺยสนํ ปตฺโต อิทํ อคารมชฺฌํปิ ผลิตรุกฺขสทิสํ ปพฺพชฺชา นิปฺผลรุกฺขสทิสา สธนสฺเสว ภยํ อตฺถิ นิทฺธนสฺส ภยํ นตฺถิ มยาปิ นิปฺผลรุกฺเขน วิย ภวิตพฺพนฺติ ผลรุกฺขํ อารมฺมณํ กตฺวา รุกฺขมูเล ฐิตโกว ตีณิ ลกฺขณานิ สลฺลกฺเขตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺฒิตฺวา ปจฺเจกโพธิญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา วิทฺธํสิตา ทานิ เม มาตุกุจฺฉิกุฏิกา วิจฺฉินฺนา ตีสุ ภเวสุ ปฏิสนฺธิ โสธิตา สํสารอุกฺการภูมิ โสสิโต มยา อสฺสุสมุทฺโท ภินฺโน อฏฺฐิปากาโร นตฺถิ เม ปุน ปฏิสนฺธีติ อาวชฺเชนฺโต สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโตว อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ อมจฺจา อาหํสุ อติพหุ ฐิตตฺถ มหาราชาติ ฯ น มยํ ราชาโน ปจฺเจกพุทฺธา นาม มยนฺติ ฯ ปจฺเจกพุทฺธา นาม ตุมฺหาทิสา น โหนฺติ เทวาติ ฯ อถ กีทิสา โหนฺตีติ ฯ โอโรปิตเกสมสฺสู กาสาววตฺถปฏิจฺฉนฺนา กุเล วา คเณ วา อลคฺคา วาตจฺฉินฺนวลาหกา ราหุมุขมุตฺต- จนฺทมณฺฑลปฏิภาคา หิมวนฺเต นนฺทมูลกปพฺภาเร วสนฺติ เอวรูปา ปจฺเจกพุทฺธาติ ฯ ตสฺมึ ขเณ ราชา หตฺถํ อุกฺขิปิตฺวา สีสํ ปรามสิ ฯ ตาวเทว คิหิลิงฺคํ อนฺตรธายิ สมณลิงฺคํ ปาตุรโหสิ ฯ
ติจีวรญฺจ ปตฺโต จ วาสี สูจิ จ พนฺธนํ
ปริสาวเนน อฏฺเฐเต ยุตฺตโยคสฺส ภิกฺขุโนติ เอวํ วุตฺตา สมณปริกฺขารา กายปฏิจฺฉนฺนาว อเหสุํ ฯ โส อากาเส ฐตฺวา มหาชนสฺส โอวาทํ ทตฺวา อนิลปเถน อุตฺตรหิมวนฺเต นนฺทมูลกปพฺภารเมว อคมาสิ ฯ
คนฺธารรฏฺเฐปิ ตกฺกสิลนคเร นคฺคชิ นาม ราชา อุปริปาสาเท ปลฺลงฺกวรมชฺฌคโต เอกํ อิตฺถึ เอเกกหตฺเถสุ เอเกกํ มณิวลยํ ปิลนฺธิตฺวา อวิทูเร นิสีทิตฺวา คนฺธํ ปึสมานํ ทิสฺวา เอตานิ มณิวลยานิ เอเกกภาเวน น ฆฏฺเฏนฺติ น วิรวนฺตีติ โอโลเกนฺโต นิสีทิ ฯ อถ สา ทกฺขิณหตฺถโต วลยํ วามหตฺเถเยว ปิลนฺธิตฺวา ทกฺขิณหตฺเถน คนฺธํ สงฺกฑฺฒิตฺวา ปึสิตุํ อารภิ ฯ วามหตฺเถ มณิวลยํ ทุติยวลยํ อาคมฺม ฆฏฺฏิยมานํ สทฺทมกาสิ ฯ ราชา ตานิ เทฺว วลยานิ อญฺญมญฺญํ สงฺฆฏฺเฏนฺตานิ วิรวนฺตานิ ทิสฺวา จินฺเตสิ อิทํ วลยํ เอเกกกาเล น ฆฏฺเฏสิ ทุติยํ อาคมฺม ฆฏฺเฏติ สทฺทํ กโรติ เอวเมว อิเม สตฺตาปิ เอเกกา น ฆฏฺเฏนฺติ น วิรวนฺติ เทฺว ตโย หุตฺวา อญฺญมญฺญํ สงฺฆฏฺเฏนฺติ กลหํ กโรนฺติ อหํ ปน ตสฺมึ คนฺธาเร ทฺวีสุ รชฺเชสุ รฏฺฐวาสิโน วิจาเรมิ มยา เอกวลยสทิเสน หุตฺวา ปรํ อวิจาเรตฺวา อตฺตานเมว วิจาเรนฺเตน วสิตุํ วฏฺฏตีติ สงฺฆฏฺฏนวลยํ อารมฺมณํ กตฺวา ยถานิสินฺโนว ตีณิ ลกฺขณานิ สลฺลกฺเขตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ปจฺเจกโพธิญาณํ นิพฺพตฺเตสิ ฯ เสสํ ปุริมสทิสเมว ฯ
วิเทหรฏฺเฐ มิถิลนคเร นิมิราชา นาม ภุตฺตปาตราโส อมจฺจ- คณปริวุโต วิวฏสีหปญฺชเรน อนฺตรวีถึ เปกฺขมาโน อฏฺฐาสิ ฯ อเถโก เสโน สูนาปณฺโต มํสเปสึ คเหตฺวา อากาสํ ปกฺขนฺทิ ฯ ตเมนํ อิโตจีโต จ คิชฺฌาทโย สกุณา สมฺปริวาเรตฺวา อาหารเหตุ ตุณฺเฑน วิชฺฌนฺตา ปกฺเขหิ ปหรนฺตา ปาเทหิ มทฺทนฺตา อคมํสุ ฯ โส อตฺตโน วธํ อสหมาโน ตํ มํสํ ฉฑฺเฑสิ ฯ อญฺโญ คณฺหิ ฯ อญฺเญ สกุณา อิมํ มุญฺจิตฺวา ตํ อนุพนฺธึสุ ฯ เตนปิ วิสฺสฏฺฐํ อญฺโญ คณฺหิ ฯ ตํปิ ตเถว วิเหเฐสุํ ฯ ราชา เต สกุเณ ทิสฺวา จินฺเตสิ โย โย มํสเปสึ คณฺหิ ตสฺส ตสฺเสว ทุกฺขํ โย โย ตํ ฉฑฺเฑติ วิสฺสชฺเชสิ ตสฺส ตสฺเสว สุขํ อิเม ปญฺจ กามคุเณปิ โย โย คณฺหาติ ตสฺส ตสฺเสว ทุกขํ อิตรสฺเสว สุขํ อิเม หิ พหูนํ สาธารณา มยฺหํ โข ปน โสฬส อิตฺถีสหสฺสานิ มยา วิสฺสฏฺฐมํสปิณฺเฑน วิย เสเนน ปญฺจ กามคุเณ ปหาย สุขิเตน ภวิตุํ วฏฺฏตีติ โส โยนิโสมนสิกโรนฺโต ยถาฐิโตว ตีณิ ลกฺขณานิ สลฺลกฺเขตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ปจฺเจกโพธิญาณํ นิพฺพตฺเตสิ ฯ เสสํ ปุริมสทิสเมว ฯ
อุตฺตรปญฺจาลรฏฺเฐปิ กปิลนคเร ทุมฺมุโข นาม ราชา ภุตฺต- ปาตราโส สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโต อมจฺจคณปริวุโต วิวฏสีหปญฺชเรน ราชงฺคณํ โอโลเกนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ โคปาลกา วชทฺวารํ วิวรึสุ ฯ อุสภา วชโต นิกฺขมิตฺวา กิเลสวเสน เอกํ คาวึ อนุพนฺธึสุ ฯ ตตฺเถโก ติขิณสิงฺโค มหาอุสโภ อญฺญํ อุสภํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา กิเลสมจฺเฉราภิภูโต ติขิณสิงฺเคน อนฺตรสฏฺฐิมฺหิ ปหริ ฯ ตสฺส ปหารมุเขน อนฺตา นิกฺขมึสุ ฯ ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ ราชา ตํ ทิสฺวา จินฺเตสิ อิเม สตฺตา ติรจฺฉานคเต อาทึ กตฺวา กิเลสวเสน ทุกฺขํ ปาปุณึสุ อยํ อุสโภ กิเลสํ นิสฺสาย ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต อญฺเญปิ สตฺตา กิเลเสเหว กมฺปนฺติ มยา อิเมสํ สตฺตานํ กมฺปนกิเลเส ปหาตุํ วฏฺฏตีติ โส ฐิตโกว ตีณิ ลกฺขณานิ สลฺลกฺเขตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ปจฺเจกโพธิญาณํ นิพฺพตฺเตสิ ฯ เสสํ ปุริมสทิสเมว ฯ
อเถกทิวสํ เต จตฺตาโร ปจฺเจกพุทฺธา ภิกฺขาจารเวลํ สลฺลกฺ- เขตฺวา นนฺทมูลกปพฺภารา นิกฺขมฺม อโนตตฺตทเห นาคลตาทนฺต- กฏฺฐํ ขาทิตฺวา กตสรีรปฏิชคฺคนา มโนสิลาตเล ฐตฺวา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย อิทฺธิยา อากาเส อุปฺปติตฺวา ปญฺจวณฺณวลาหเก มทฺทมานา คนฺตฺวา พาราณสีนครทฺวารคามกสฺส อวิทูเร โอตริตฺวา เอกสฺมึ ผาสุกฏฺฐาเน จีวรํ ปารุปิตฺวา ปตฺตํ คเหตฺวา ทฺวารคามํ ปวิสิตฺวา ปิณฺฑาย จรนฺตา โพธิสตฺตสฺส เคหทฺวารํ สมฺปาปุณึสุ ฯ โพธิสตฺโต เต ทิสฺวา ตุฏฺฐจิตฺโต หุตฺวา เคหํ ปเวเสตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทาเปตฺวา ทกฺขิโณทกํ ทตฺวา ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน ปริวิสิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิตฺวา สงฺฆตฺเถรํ วนฺทิตฺวา ภนฺเต ตุมฺหากํ ปพฺพชฺชา อติวิย โสภติ วิปฺปสนฺนานิ โว อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ กินฺนุ โข อารมฺมณํ ทิสฺวา ตุมฺเห อิมํ ภิกฺขาจริยปพฺพชฺชํ อุปคตาติ ปุจฺฉิ ฯ ยถา จ สงฺฆตฺเถรํ เอวํ เสเสปิ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส เต จตฺตาโรปิ ชนา อหํ อสุกรฏฺเฐ อสุกนคเร อสุกราชา นาม หุตฺวาติ อาทินา นเยน อตฺตโน อตฺตโน อภินิกฺขมนวตฺถูนิ กเถตฺวา ปฏิปาฏิยา เอเกกํ คาถมาหํสุ
อมฺพาหมทฺทํ วนมนฺตรสฺมึ
นีโลภาสํ ผลิตํ สํวิรูฬฺหํ
ตมทฺทสํ ผลเหตู วิภคฺคํ
ตํ ทิสฺวา ภิกฺขาจริยํ จรามิ ฯ
เสลํ สุมฏฺฐํ นรวีทุนิฏฺฐิตํ
นารี ยุคํ ธารยิ อปฺปสทฺทํ
ทุติยญฺจ อาคมฺม อโหสิ สทฺโท
ตํ ทิสฺวา ภิกฺขาจริยํ จรามิ ฯ
ทิชา ทิชํ กุณปมาหรนฺตํ
เอกํ สมานํ พหุกา สเมจฺจ
อาหารเหตุ ปริปาตยึสุ
ตํ ทิสฺวา ภิกฺขาจริยํ จรามิ ฯ
อุสภาหมทฺทํ ยูถสฺส มชฺเฌ
วลกฺกกุํ วณฺณพลูปปนฺนํ
ตมทฺทสํ กามเหตู วิตุนฺนํ
ตํ ทิสฺวา ภิกฺขาจริยํ จรามีติ ฯ
ตตฺถ อมฺพาหมทฺทนฺติ อมฺพรุกฺขํ อหํ อทฺทสํ ฯ วนมนฺตรสฺมินฺติ วนอนฺตเร อมฺพวนมชฺเฌติ อตฺโถ ฯ สํวิรูฬฺหนฺติ สํวฑฺฒิตํ ฯ ตมทฺทสนฺติ ตํ อุยฺยานโต นิกฺขมนฺโต ผลเหตุ วิภคฺคํ ปุน อทฺทสํ ฯ ตํ ทิสฺวาติ ตํ ผลเหตุ วิภคฺคํ ทิสฺวา ปฏิลทฺธ- สํเวโค ปจฺเจกโพธิญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา อิมํ ภิกฺขาจริยปพฺพชฺชํ อุปคโตสฺมิ ตสฺมา ภิกฺขาจริยํ จรามิ ฯ อิทํ โส ผลเหตุ วิภคฺคอมฺพรุกฺขทสฺสนกาลโต ปฏฺฐาย สพฺพํ จิตฺตวารํ กเถสิ ฯ เสสานํ วิสชฺชเนสุปิ เอเสว นโย อยํ ปเนตฺถ อนุตฺตานปทวณฺณนา ฯ เสลนฺติ มณิวลยํ ฯ นรวีทุนิฏฺฐิตนฺติ วีรนเรหิ นิฏฺฐิตํ ปณฺฑิตปุริเสหิ กตนฺติ อตฺโถ ฯ ยุคนฺติ เอเกกสฺมึ เอเกกํ กตฺวา เอกํ วลยยุคลํ ฯ ทิชา ทิชนฺติ คหิตมํสปิณฺฑํ ทิชํ อวเสสทิชา ฯ กุณปมาหรนฺตนฺติ มํสปิณฺฑํ อาทาย หรนฺตํ ฯ สเมจฺจาติ สมาคนฺตฺวา สนฺนิปติตฺวา ฯ ปริปาตยึสูติ โกเฏตฺวา อนุพนฺธึสุ ฯ อุสภาหมทฺทนฺติ อุสภํ อหํ อทฺทสํ ฯ วลกฺกกุนฺติ วลกฺกกุธํ ฯ
โพธิสตฺโต เอเกกํ คาถํ สุตฺวา สาธุ ภนฺเต ตุมฺหากเมเวตํ อารมฺมณํ อนุรูปนฺติ เอเกกสฺส ปจฺเจกพุทฺธสฺส ถุตึ อกาสิ ฯ ตญฺจ ปน จตูหิ ชเนหิ เทสิตํ ธมฺมกถํ สุตฺวา ฆราวาเส อนเปกฺโข หุตฺวา ปจฺเจกพุทฺเธสุ คเตสุ ภุตฺตปาตราโส สุขนิสินฺโน ภริยํ อามนฺเตตฺวา ภทฺเท เอเต จตฺตาโร ปจฺเจกพุทฺธา รชฺชํ ปหาย ปพฺพชิตฺวา อกิญฺจนา อปลิโพธา ปพฺพชฺชาสุเขน วีตินาเมนฺติ อหํ ปน ภติยา ชีวิตํ กปฺเปมิ กึ เม ฆราวาเสน ตฺวํ ปุตฺตเก สํคณฺหนฺตี เคเห วสาติ วตฺวา คาถทฺวยมาห
กรกณฺฑํ กลิงฺคานํ คนฺธารานญฺจ นคฺคชิ
นิมิราชา วิเทหานํ ปญฺจาลานญฺจ ทุมฺมุโข
เอเต รฏฺฐานิ หิตฺวาน ปพฺพชึสุ อกิญฺจนา ฯ
สพฺเพปิเม เทวสมา สมาคตา
อคฺคี ยถา ปชฺชลิโต ตเถวิเม
อหํปิ เอโก จริสฺสามิ ภคฺควิ
หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานีติ ฯ
ตาสํ อตฺโถ ภทฺเท เอส สงฺฆตฺเถรปจฺเจกพุทฺโธ ทนฺตปุเร นาม นคเร กรกณฺฑํ นาม กลิงฺคานํ ชนปทสฺส ราชา ทุติโย ตกฺกสิลนคเร นคฺคชิ นาม คนฺธารานํ ชนปทสฺส ราชา ตติโย มิถิลนคเร นิมิราชา นาม วิเทหานํ ชนปทสฺส ราชา จตุตฺโถ กปิลนคเร ทุมฺมุโข นาม อุตฺตรปญฺจาลานํ ชนปทสฺส ราชา เอเต เอวรูปานิ รฏฺฐานิ หิตฺวา อกิญฺจนา หุตฺวา ปพฺพชึสุ ฯ สพฺเพปิเมติ อิเม ปน สพฺเพปิ วิสุทฺธิเทเวหิ ปุริมปจฺเจกพุทฺเธหิ สมานา เอกโต สมาคตา ฯ อคฺคี ยถาติ ยถา อคฺคิ ปชฺชลิโต โอภาสติ ฯ ตเถวิเมติ อิเมปิ ตเถว สีลาทีหิ ปญฺจหิ คุเณหิ โอภาสนฺติ ยถา เอเต ตถา อหํปิ ปพฺพชิตฺวา เอโก จริสฺสามีติ อตฺโถ ฯ ภคฺควีติ ภริยํ อาลปติ ฯ หิตฺวาน กามานีติ รูปาทโย วตฺถุกาเม หิตฺวา ฯ ยโถธิกานีติ อตฺตโน อตฺตโน โอธิวเสน ฐิตานิ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ รูปาทิโอธิวเสน ยถาฐิเตว วตฺถุกาเม ปหาย อหํปิ ปพฺพชิตฺวา เอโก จริสฺสามีติ ฯ ยโตธิกานีติปิ ปาโฐ ฯ ตสฺสตฺโถ ยโต อุปรโต โอธิ เอเตสนฺติ ยโตธิกานิ อุปรตโกฏฺฐาสานิ ฯ ปพฺพชิสฺสามีติ จินฺติตกาลโต ปฏฺฐาย หิ กิเลสกามานํ เอโก โกฏฺฐาโส อุปรโต นาม โหติ ฯ นิรุทฺโธ ตสฺส วตฺถุภูโต กาม- โกฏฺฐาโสปิ อุปรโตว โหตีติ ฯ
สา ตสฺส กถํ สุตฺวา มยฺหํปิ โข สามิ ปจฺเจกพุทฺธานํ ธมฺมกถํ สุตกาลโต ปฏฺฐาย อคาเร จิตฺตํ น สณฺฐาตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
อยเมว กาโล น หิ อญฺโญ อตฺถิ
อนุสาสิโต เม น ภเวยฺย ปจฺฉา
อหํปิ เอกา จริสฺสามิ ภคฺคว
สกุณีว มุตฺตา ปุริสสฺส หตฺถาติ ฯ
ตตฺถ อนุสาสิโต เม น ภเวยฺย ปจฺฉาติ อนุสาสโก โอวาทโก น ภเวยฺย ทุลฺลภตฺตา โอวาทกานํ ตสฺมา อยเมว ปพฺพชิตกาโล น หิ อญฺโญ อตฺถีติ ทสฺเสติ ฯ สกุณีว มุตฺตาติ ยถา สากุณิเกน คเหตฺวา สกุณปจฺฉิยํ ขิตฺตาสุ สกุณีสุ ตสฺส หตฺถโต มุตฺตา เอกา สกุณี อนิลปถํ ลงฺฆิตฺวา ยถารุจิตํ ฐานํ คนฺตฺวา เอกิกาว จเรยฺย ตถา อหํปิ ตว หตฺถโต มุตฺตา เอกิกา จริสฺสามีติ สยํปิ ปพฺพชิตุกามา หุตฺวา เอวมาห ฯ
โพธิสตฺโต ตสฺสา กถํ สุตฺวา ตุณฺหี อโหสิ ฯ สา ปน โพธิสตฺตํ วญฺเจตฺวา ปุเรตรํ ปพฺพชิตุกามา สามิ ปานียติตฺถํ คมิสฺสามิ ทารเก โอโลเกหีติ ฆฏํ อาทาย ติตฺถํ คจฺฉนฺตี วิย ปลายิตฺวา นครสามนฺเต ตาปสานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ปพฺพชิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺสา อนาคมนํ ญตฺวา สยํ ทารเก โปเสสิ ฯ อปรภาเค เตสุ โถกํ วฑฺฒิตฺวา อตฺตโน อยานสฺส ชานนสมตฺถตํ สมฺปตฺเตสุ เตสํ วีมํสนตฺถํ เอกทิวสํ ภตฺตํ ปจนฺโต โถกํ อุตฺตณฺฑุลํ ปจิ เอกทิวสํ โถกํ กิลินฺนํ เอกทิวสํ สุปกฺกํ เอกทิวสํ อโลณกํ เอกทิวสํ อติโลณกํ ฯ ทารกา ตาต อชฺช ภตฺตํ อุตฺตณฺฑุลํ อชฺช กิลินฺนํ อชฺช สุปกฺกํ อชฺช อโลณกํ อชฺช อติโลณกนฺติ กเถสุํ ฯ โพธิสตฺโต อชฺช อามํ ตาตาติ วตฺวา จินฺเตสิ อิเม ทารกา อิทานิ อามปกฺกโลณอติโลณกานิ ชานนฺติ อตฺตโน ธมฺมตาย ชีวิตุํ สกฺขิสฺสนฺติ มยา ปพฺพชิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ อถ เต ทารเก ญาตกานํ ทตฺวา ปฏิจฺฉาเปตฺวา อมฺมตาต อิเม ทารเก สาธุกํ โปเสถาติ วตฺวา โส ญาตกานํ ปริเทวนฺตานํเยว นครา นิกฺขมิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา นครสามนฺเตเยว วสิ ฯ อถ นํ เอกทิวสํ พาราณสิยํ ภิกฺขาย จรนฺตํ ปริพฺพาชิกา ทิสฺวา ตํ วนฺทิตฺวา อยฺย ทารกา เต นาสิตา มญฺเญติ อาห ฯ มหาสตฺโต นาหํ ทารเก นาเสมิ เตสํ อตฺตโน อยานสฺส ชานนกาเล ปพฺพชิโตมฺหิ ตฺวํ เตสํ อจินฺเตตฺวา ปพฺพชฺชาย อภิรมาติ วตฺวา โอสานคาถมาห
อามํ ปกฺกญฺจ ชานนฺติ อโถ โลณํ อโลณกํ
ตมหํ ทิสฺวาน ปพฺพชึ จเรว ตฺวํ จรามิหนฺติ ฯ
ตตฺถ ตมหนฺติ ตํ อหํ ทารกานํ กิริยํ ทิสฺวา ปพฺพชิโต ฯ จเรว ตฺวํ จรามิหนฺติ ตฺวํปิ ภิกฺขาจริยเมว จร อหํปิ ภิกฺขาจริยเมว จริสฺสามีติ ฯ
อิติ โส ปริพฺพาชิกํ โอวทิตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ สาปิ โอวาทํ คเหตฺวา มหาสตฺตํ วนฺทิตฺวา ยถารุจิตฏฺฐานํ คตา ฯ ฐเปตฺวา กิร ตํ ทิวสํ น เต ปุน อญฺญมญฺญํ อทฺทสํสุ ฯ โพธิสตฺโต จ ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ สจฺจปริโยสาเน ปญฺจสตา ภิกฺขู อรหตฺเต ปติฏฺฐหึสุ ฯ ตทา ธีตา อุปฺปลวณฺณา อโหสิ ปุตฺโต ราหุลกุมาโร ปริพฺพาชิกา ราหุลมาตา ปริพฺพาชโก ปน อหเมวาติ ฯ
กุมฺภการชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗