ทัฬหธรรมชาดก
ว่าด้วยความกตัญญู
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๖๕ · บรรทัด ๔๕๙๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยเมืองโกสัมพี ประทับอยู่ ณโฆสิตาราม ทรงปรารภช้างพังต้นชื่อภัททวดีของพระเจ้าอุเทน แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหญฺจ ทฬฺหธมฺมสฺส ดังนี้. ส่วนวิธีที่พระเจ้าอุเทนทรงได้ช้างพังต้นตัวนั้นก็ดี ราชวงศ์ของพระเจ้าอุเทนก็ดีจักมีแจ้งในมาตังคชาดก.
ก็วันหนึ่ง ช้างพังต้นเดินออกจากพระนครไป ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีหมู่พระอริยห้อมล้อม เสด็จเข้าไปในพระนครด้วยพุทธสิริ หาที่เปรียบมิได้เพื่อบิณฑบาตแต่เช้า จึงหมอบลงแทบบาทมูลของ พระพุทธเจ้า ทูลขอ พระผู้มีพระภาคเจ้า โอดครวญไปพลางว่า ข้าแต่พระสรรเพชญผู้ทรงภาคยธรรม ผู้ทรงช่วยเหลือสัตวโลกทั้งมวล. พระเจ้าอุเทนทรงโปรดปรานหม่อมฉัน ในเวลาที่หม่อมฉันยังสามารถช่วยราชการได้ ในเวลายังรุ่นโดยทรงเห็นว่า ตนเองได้ชีวิตได้ราชสมบัติและพระราชเทวีมา โดยอาศัยหม่อมฉัน จึงได้พระราชทานการเลี้ยงดูมากมาย ทรงตกแต่งที่อยู่ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งหลาย รับสั่งให้ทำการประพรมด้วยของหอม ทรงให้ติดเพดานประดับดาวทองไว้เบื้องบนให้กั้นม่านที่วิจิตรไว้โดยรอบ ให้ตามประทีปด้วยน้ำมันเจือด้วยของหอม ให้ตั้งกระถางอบควันไว้ ไห้วางกระถางทองไว้ในที่สำหรับเทคูถแล้วให้หม่อมฉันยืนอยู่บนแท่นที่มีเครื่องลาดอันวิจิตรและได้พระราชทาน เครื่องกินที่มีรสเลิศนานาชนิดแก่หม่อมฉัน. แต่บัดนี้เวลาหม่อมฉันไม่สามารถช่วยราชการได้ในเวลาแก่ พระองค์ทรงงดการบำรุงนั้นทุกอย่าง. หม่อมฉันไม่มีที่พึ่ง เป็นผู้ไม่มีปัจจัยเครื่องอาศัย หากินต้นลำเจียกในป่าเลี้ยงชีพ หม่อมฉันไม่มีที่พึ่งอย่างอื่น ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงทรงให้พระเจ้าอุเทนทรงรำลึกถึงคุณความดีของหม่อมฉัน แล้วทรงกระทำการบำรุงอย่างเดิม กลับเป็นปกติแก่หม่อมฉัน. พระศาสดาตรัสว่า เจ้าจงไปเถิด เราตถาคตจักทูลพระราชาแล้วแต่งตั้งยศให้กลับเป็นปกติ แล้วได้เสด็จไปประตูพระราชนิเวศน์. พระราชได้ให้พระตถาคตเจ้าเสด็จเข้าไปในพระราชนิเวศน์ของพระองค์แล้ว ทรงถวายมหาทาน แด่พระสงฆ์มี พระพุทธเจ้า เป็นประมุข. พระศาสดา เมื่อทรงทำอนุโมทนาในเวลาเสร็จภัตกิจแล้วได้ตรัสถามว่า ดูก่อนบพิตรมหาราช พังต้นภัททวดีอยู่ที่ไหน ? พระราชาทูลว่า ไม่ทราบพระพุทธเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถึงคุณความดีของพังภัตทวดีว่า ดูก่อนบพิตรมหาราช ขึ้นชื่อว่าการพระราชทานยศแก่ผู้มีอุปการคุณแล้วทรงทอดทิ้งในเวลาแก่ ย่อมไม่ควร ควรจะเป็นผู้มีกตัญญูกตเวที. พังต้นภัตทวดี บัดนี้แก่ทรุดโทรมมาก เป็นสัตว์อนาถาหากินต้นลำเจียกในป่าประทังชีวิตอยู่ การทำให้เขาไร้ที่พึ่งในเวลาแก่ไม่เหมาะสมแก่พระองค์แล้วตรัสว่า ขอพระองค์จงทรงทำการบำรุงอย่างเดิมทุกอย่างให้เป็นปกติ ดังนี้แล้วจึงเสด็จหลีกไป. พระราชาได้ทรงกระทำอย่างนั้น. เสียงเล่าลือได้กระจายไปทั่วพระนครว่า ได้ทราบว่าพระตถาคตเจ้าตรัส ถึงคุณความดีของพังต้นภัททวดีแล้วทรงให้พระราชาแต่งตั้งยศเก่าให้กลับคืนตามปกติ. แม้ในหมู่พระสงฆ์ประวัตินั้นก็ปรากฏขึ้น. จึงภิกษุทั้งหลายพากันตั้งเรื่องสนทนากันในธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุได้ทราบว่า พระศาสดาตรัสถึงคุณความดีของพังต้นภัททวดี แล้วทรงให้พระเจ้าอุเทนทรงแต่งตั้งยศเก่าให้กลับคืนตามปกติ. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายไม่ใช่ในเวลานี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนตถาคต ก็กล่าวถึงคุณความดีของพังต้นภัททวดีนี้ แล้วให้พระราชาทรงแต่งตั้งยศตามปกติเหมือนกัน ดังนี้. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า ทัฬหธรรม เสวยราช. สมบัติในนครพาราณสี. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ ถือกำเนิดในตระกูลอำมาตย์เติบโตแล้วได้รับใช้เป็นมหาดเล็ก พระราชาพระองค์นั้น. ท่านได้ยศสูงได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งรัตนอำมาตย์ จากราชสำนักนั้น. กาลครั้งนั้น พระราชาพระองค์นั้นทรงมีช้างพังต้นเชือกหนึ่ง ชื่อโอฏฐิพยาธิมีกำลังวังชามาก. วันหนึ่งเดินทางได้ร้อยโยชน์. ทำหน้าที่นำสิ่งของที่ต้องส่งไปถวายพระราชา คือสื่อสาร. ในสงครามทำยุทธหัตถี ทำการย่ำยีศัตรู. พระราชาทรงดำริว่า ช้างพังเชือกนี้มีอุปการะแก่เรามาก จึงพระราชทานเครื่องอลังการ คือคชาภรณ์ทุกอย่าง แก่พังต้นเชือกนั้นแล้วได้พระราชทานการบำรุงทุกอย่าง เช่นกับที่พระเจ้าอุเทนพระราชทานแก่พังต้นภัททวดี. ภายหลังเวลาพังต้นโอฏฐิพยาธินั้นแก่แล้วหมดกำลัง ทรงยึดยศทุกอย่างคืน. ต่อแต่นั้นมา มันก็กลายเป็นช้างอนาถาหากินหญ้าและใบไม้ในป่าประทังชีวิตอยู่. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อภาชนะไม่พอใช้ในราชตระกูล จึงรับส่งให้หาช่างหม้อเข้าเฝ้าแล้วตรัสว่า ได้ทราบว่าภาชนะไม่พอใช้ ช่างจึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์หาโคเทียมเกวียนเข็นโคมัยไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับคำของช่างแล้ว จึงตรัสถามว่า พังต้นโอฏฐิพยาธิของเราอยู่ที่ไหน ? อำมาตย์จึงทูลว่า เที่ยวไปตามธรรมดาของตนพระพุทธเจ้าข้า. พระราชาได้พระราชทานพังต้นเชือกนั้น แก่ช่างหม้อด้วยพระดำรัสว่า ต่อแต่นี้ไปจงเทียมพังต้นเชือกนั้นเข็นโคมัย. ช่างหม้อรับพระดำรัสว่า ดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แล้วได้ทำอย่างนั้น. อยู่มาวันหนึ่ง มันออกจากพระนครไปเห็นพระโพธิสัตว์กำลังเข้าพระนคร จบแล้วหมอบแทบเท้าของท่าน โอดครวญพลางกล่าวว่า ข้าแต่นาย พระราชาทรงกำหนดรู้ฉันว่ามีอุปการะมาก. ในเวลายังรุ่น ได้พระราชทานยศสูง แต่บัดนี้ เวลาฉันแก่ งดหมดทุกอย่าง ไม่ทรงทำแม้แต่การคิดถึงฉัน ฉันไม่มีที่พึ่งจึงเที่ยวหากินหญ้าและใบไม้ประทังชีวิตอยู่ บัดนี้ได้พระราชทานฉันผู้ตกยากอย่างนี้ให้ช่างหม้อ เพื่อเทียมยานน้อย. เว้นท่านแล้วผู้อื่นที่จะเป็นที่พึ่งของฉันไม่มี ท่านรู้อุปการะที่ฉันทำแก่พระราชาแล้ว ได้โปรดเถิด ขอท่านจงทำยศของฉันที่เสื่อมไปแล้วไห้กลับคืนมาตามปกติเถิด แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
ก็ฉันเมื่อนำพาราชกิจของพระเจ้าทัฬหธรรม ได้คาดลูกศรไว้ที่หน้าอก มีปกติประพฤติความกล้าหาญในการรบ ก็ไม่ยังพระองค์ ให้โปรดปรานได้. พระราชาไม่ทรงทราบความ เพียรของลูกผู้ชายของฉัน และการสื่อสาร ที่ ฉันทำได้อย่างดีในสงความ เป็นแน่. ฉันนั้น ไม่มีพวกพ้อง ไม่มีที่พึง จักตายแน่ ๆ มิหนำซ้ำ พระราชายังได้พระราชทานฉันแก่ช่างหม้อ ให้ เป็นผู้ขนมูลสัตว์โคมัย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วหนฺตี ความว่า เมื่อทำลายการนำสาร คือคลังแห่งกำลังในสงคราม ชื่อว่านำพาคือช่วยเหลือราชกิจนั้นๆ. บทว่า นุทนฺตี อุรสิ สลฺลํ ความว่า นำดาบหรือหอกที่ผูกไว้ที่หน้าอกไปเฉพาะเบื้องบนศัตรูทั้งหลายในเวลารบ. บทว่า วิกฺกนฺตจารินี ความว่า ถึงความเป็นผู้กล้าหาญในการรบเป็นปกติด้วยการทำความกล้าหาญ แล้วพิชิตกำลังของฝ่ายปรปักษ์. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่นาย ถ้าหากฉันทำราชกิจเหล่านี้อยู่ ก็ไม่ยังพระราชหฤทัยของพระเจ้าทัฬหธรรมให้ยินดีได้ คือไม่ให้พระองค์พอพระราชหฤทัยแล้วไซร้ บัดนี้ใครคนอื่นจักยังพระราชหฤทัยของพระองค์ให้ทรงยินดี. บทว่า มม วิกฺกมโปริสํ ได้แก่ความบากบั่นของบุรุษที่ฉันได้ทำแล้ว บทว่า สุกตนฺตานิ ความว่า ทำเรียบร้อยแล้ว. ราชกิจทั้งหลายที่ทำเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ ที่เรียก สุกตนฺตานิ คือทำดีแล้ว ในที่นี้เหมือนงานทั้งหลายนั่นแหละ เขาเรียกว่า กมฺมนฺตานิ คือการงานและเหมือนป่านั่นแหละ เขาเรียกว่า วนนฺตานิ. บทว่า ทูตวิปฺปหิตานิ จความว่า การส่งสารที่ฉันผู้ที่เขาผูกหนังสือไว้ที่คอแล้วส่งไปโดยบอกว่าจงถวายแก่พระราชาชื่อโน้น แล้วก็เดินไปวันเดียวเท่านั้นตั้งร้อยโยชน์. บทว่า น นูน ราชา ชานาติ ความว่า พระราชานั้นไม่ทรงทราบราชกิจทั้งหลายเหล่านั้นที่ฉันทำถวายพระองค์แน่นอน. บทว่า อปรายินีความว่า ไม่มีที่พึ่งที่ระลึก. บทว่า ตทา หิ ได้แก่ ตถา หิ คือจริงอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ตถา หิ นี้เหมือนกัน. บทว่า ทินฺนา ความว่า เพราะฉันเป็นผู้ที่พระราชาพระราชทานแก่ช่างหม้อ ทำให้เป็นผู้ขนมูลสัตว์แล้ว.
พระโพริสัตว์สดับถ้อยคำของเขาแล้วจึงปลอบใจว่า เจ้าอย่าโศกเศร้าไปเลย ฉันจักทูลพระราชาแล้วให้พระราชทานยศตามปกติ แล้วเข้าไปพระนคร รับประทานอาหารเช้าแล้วไปราชสำนักยกเรื่องขึ้นทูลถามว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงมีช้างพังต้นชื่อโอฏฐิพยาธิ มิใช่หรือ ? เขาผูกหลาวไว้ที่หน้าอกแล้วช่วยสงครามในที่โน้นและในที่โน้น วันโน้นถูกผูกหนังสือ คือสารที่คอแล้วส่งไปสื่อสาร ได้เดินทางไปร้อยโยชน์. ฝ่ายพระองค์ก็ได้พระราชทานยศแก่เขามาก บัดนี้ เขาอยู่ที่ไหน ? พระราชาตรัสตอบว่า เราได้ให้เขาแก่ช้างหม้อ เพื่อเข็นโคมัยแล้ว. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์จึงทูลพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราช การพระราชทานแก่ช่างหม้อ เพื่อให้เทียมล้อ ที่พระองค์ทรงทำแล้วไม่สมควรเลย. แล้วได้ภาษิตคาถา ๔ คาถา โดยการถวายโอวาทพระราชาว่า :-
คนยังมีหวังอยู่ตราบใด ตราบนั้นก็ยัง คบหากันอยู่ เมื่อเขาเสื่อมจากประโยชน์ คน โง่ทั้งหลาย ก็จะทอดทิ้งเขา เหมือนขัตติยราช ทรงทอดทิ้งช้างพังต้นฉะนั้น. ผู้ใดที่ผู้อื่นทำ ความดีให้ก่อน สำเร็จประโยชน์ที่ต้องการแล้ว ย่อมไม่รู้คุณ ประโยชน์ทั้งหลายที่เขาปรารถนา. แล้วของผู้นั้นจะเสื่อมสลายไป. ส่วนผู้ใด ที่ คนอื่นทำความดีให้แล้ว สำเร็จประโยชน์ที่ ต้องการแล้ว ก็ยังรู้คุณ ประโยชน์ทั้งหลาย ที่เขาปรารถนาแล้ว ของผู้นั้นจะเพิ่มพูนขึ้น. เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย มีจำนวน ที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้. ขอท่านทุกคนจงเป็น ผู้รู้คุณที่ผู้อันทำแล้วแก่ตน ท่านทั้งหลายจัก สถิตอยู่ในสวรรค์ ตลอดกาลนาน.
บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาที่ ๑ มีเนื้อความว่า คนบางตนในโลกนี้เป็นชาติแห่งผู้ไม่รู้ คือโง่ก่อน. บทว่า ยาวตาสึสตี ความว่าตราบใดเขายังหวังอยู่ว่า คนนี้จักอาจกระทำสิ่งนี้แก่เรา ตราบนั้นเขาก็ยังคบหาสมาคมคนคนนั้นอยู่ แต่ในเวลาเขาเสื่อมประโยชน์แล้ว คือในเวลาไม่ถึงความเจริญแล้ว ได้แก่เวลาเสื่อมเสียแล้ว คนโง่บางจำพวกก็จะละทิ้งคน ๆ นั้น ผู้ดำรงอยู่แล้วในกิจนานาชนิด เหมือนขัตติยราชพระองค์นี้ ทรงละทิ้งช้างพังโอฏฐิพยาธิตัวนี้ ฉะนั้น. บทว่า กตกลฺยาโณ ความว่า ผู้มีกัลยาณธรรมที่ผู้อื่นทำแล้วแก่ตน. บทว่า กตตฺโถ ความว่า ผู้สำเร็จกิจแล้ว. บทว่า นาวพุชฺฌติ ความว่า ไม่ระลึกถึงอุปการะนั้น ที่คนอื่นทำแล้ว ในเวลาเขาแก่แล้ว คือยึดเอายศแม้ที่ตนให้แล้วอีกคืน. บทว่า ปลุชฺชนฺติ ความว่า หักสะบั้นไปคือพินาศไป. ด้วยบทว่า เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา พระโพธิสัตว์แสดงว่า ขึ้นชื่อว่าคนโง่บางพวกที่ปรารถนาแล้ว จะพินาศทั้งหมด. เพราะว่า ความปรารถนานั้นของบุคคลผู้ประทุษร้ายต่อมิตรจะพินาศไป เหมือนพืชที่วางไว้ใกล้ไฟฉะนั้น. บทว่า กตตฺโถ มนุพุชฺฌติ ท่านรับเอาแล้วด้วยสามารถแห่งพยัญชนะสนธิ. บทว่า ตํ โว วทามิ ความว่า เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่านทั้งหลาย. บทว่า สฺสถ ความว่า ท่านทั้งหลายเป็นคนกตัญญูจักเสวยทิพยสมบัติสถิตอยู่ในสวรรค์ตลอดกาลนาน.
พระมหาสัตว์ได้ให้โอวาทแก่คนทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระราชาที่มาประชุมกันแล้ว. พระราชาทรงสดับโอวาทนั้นแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งยศให้ช้างพังต้นโอฏฐิพยาธิ ตามปกติ. พระองค์ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ตลอดกาลนานแล้วได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า ช้างพังต้นชื่อโอฏฐิพยาธิในครั้งนั้น ได้แก่พังภัททวดีในบัดนี้พระราชา ได้แก่พระอานนท์ ส่วนอำมาตย์ ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาทัฬหธัมมชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๓๖๓–๓๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๒๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Daḷhadhammajātakaṃ
ahañca daḷhadhammassāti idaṃ satthā kosambiyaṃ upanissāya ghositārāme viharanto udenassa rañño bhaddavatiṃ hatthiniṃ ārabbha kathesi. Tassā pana hatthiniyā laddhavidhānaṃ udenassa rājavaṃso ca mātaṅgajātake āvībhavissati.
Ekadivasaṃ pana hatthinī nagarā nikkhamantī bhagavantaṃ pātova ariyagaṇaparivutaṃ anopamāya buddhasiriyā nagaraṃ piṇḍāya pavisantaṃ disvā tathāgatassa pādamūle nipajjitvā bhagavā sabbaññū sabbaloka- nittharaṇo udeno rājā maṃ taruṇakāle kammaṃ nittharituṃ samatthakāle Maṃ nissāya mayā jīvitañca rajjañca devī ca laddhāti piyāyitvā mahantaṃ parihāraṃ adāsi sabbālaṅkārehi alaṅkaritvā ṭhitaṭṭhānaṃ alaṅkaritvā gandhaparibhaṇḍaṃ kāretvā matthake suvaṇṇatārakakhacitavitānaṃ bandhāpetvā samantā citrasāṇiṃ parikkhipāpetvā gandhatelena dīpaṃ jālāpetvā dhumakaṭāhakaṃ ṭhapāpetvā karīsachaḍḍitaṭṭhāne suvaṇṇakaṭāhaṃ patiṭṭhāpetvā maṃ cittattharaṇake pīṭhe ṭhapesi rājārahañca me nānaggarasabhojanaṃ dāpesi idāni pana me mahallakakāle kammaṃ nittharituṃ asamatthakāle sabbantaṃ parihāraṃ acchindi anāthā nippaccayā hutvā araññe ketakāni khādantī jīvāmi aññaṃ mayhaṃ paṭisaraṇaṃ natthi udenaṃ mama guṇaṃ sallakkhāpetvā porāṇakaparihāraṃ me paṭipākatikaṃ karotha bhagavāti paridevamānā tathāgataṃ yāci. Satthā gaccha tvaṃ ahaṃ rañño kathetvā yasaṃ paṭipākatikaṃ karissāmīti vatvā rañño nivesanadvāraṃ agamāsi. Rājā tathāgataṃ attano nivesane pavesetvā buddhappamukhassa saṅghassa mahādānaṃ pavattesi. Satthā bhattakiccapariyosāne anumodanaṃ karonto mahārāja bhaddavatikā kuhinti pucchi. Na jānāmi bhanteti. Mahārāja upakārakānaṃ yasaṃ datvā mahallakakāle gahetuṃ nāma na vaṭṭati katññunā katavedinā bhavituṃ vaṭṭati bhaddavatikā idāni mahallikā jarājiṇṇā anāthā hutvā araññe ketakāni khādantī jīvati taṃ jiṇṇakāle anāthaṃ kātuṃ tumhākaṃ ayuttanti bhaddavatikāya guṇaṃ kathetvā sabbaṃ porāṇaka- parihāraṃ pākatikaṃ karohīti vatvā pakkāmi. Rājā tathā akāsi. Tathāgatena kira bhaddavatikāya guṇaṃ kathetvā porāṇakayaso paṭipākatiko kāritoti sakalanagaraṃ patthari. Bhikkhusaṅghepi sā pavatti pākaṭā jātā. Atha bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso satthārā kira bhaddavatikāya guṇaṃ kathetvā porāṇakayaso paṭipākatiko kāritoti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepi tathāgato etissā guṇaṃ kathetvā naṭṭhaṃ yasaṃ paṭipākatikaṃ kāresiyevāti vatvā atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ daḷhadhammo nāma rājā rajjaṃ kāresi. Tadā bodhisatto amaccakule nibbattitvā vayappatto taṃ rājānaṃ upaṭṭhahi. So tassa santikā mahantaṃ yasaṃ labhitvā amaccaratanaṭṭhāne aṭṭhāsi. Tadā tassa rañño ekā oṭṭhibyādhi hatthinī thāmabala- sampannā mahābalā ahosi. Sā ekadivasaṃ yojanasataṃ gacchati. Rañño dūteyyaharaṇakiccaṃ karoti. Saṅgāme yuddhaṃ katvā suttumaddanaṃ karoti. Rājā ayaṃ me bahūpakārāti tassā sabbālaṅkāraṃ datvā udenena bhaddavatikāya dinnasadisaṃ sabbaṃ parihāraṃ dāpesi. Athassā jiṇṇadubbalakāle rājā sabbaṃ yasaṃ gaṇhi. Sā tato paṭṭhāya anāthā hutvā araññe tiṇapaṇṇāni khādantī jīvati. Athekadivasaṃ rājakule bhājanesu appahontesu rājā kumbhakāraṃ pakkosā- petvā bhājanāni kira nappahontīti āha. Gomayāharaṇayānake Yojetuṃ goṇe na labhāmi devāti. Rājā tassa kathaṃ sutvā amhākaṃ oṭṭhibyādhi hatthinī kahanti pucchi. Attano dhammatāya carati devāti. Rājā ito paṭṭhāya taṃ yojetvā gomayaṃ āharāti taṃ kumbhakārassa adāsi. Kumbhakāro sādhu devāti tathā akāsi. Athekadivasaṃ sā nagarā nikkhamamānā nagaraṃ pavisantaṃ bodhisattaṃ disvā vanditvā tassa pādamūle nipajjitvā paridevamānā sāmi rājā maṃ taruṇakāle bahūpakārāti sallakkhetvā mahantaṃ yasaṃ datvā idāni mahallakakāle sabbaṃ acchinditvā mayi cittaṃpi na karoti ahaṃ anāthā araññe tiṇapaṇṇāni khādantī jīvāmi evaṃ dukkhappattaṃ maṃ idāni yānake yojetuṃ kumbhakārassa adāsi ṭhapetvā tumhe añño mayhaṃ paṭisaraṇaṃ natthi mayā rañño katūpakāraṃ tumhe jānatha sādhu idāni me naṭṭhaṃ yasaṃ paṭipākatikaṃ karothāti vatvā tisso gāthā abhāsi
ahañca daḷhadhammassa vahantī nābhirādhayiṃ
nudantī urasi sallaṃ yuddhe vikkantacārinī.
Na nūna rājā jānāti mama vikkamaporisaṃ
saṅgāme sukatantāni dūtavippahitāni ca.
Sā nūnāhaṃ marissāmi abandhu aparāyinī
tadā hi kumbhakārassa dinnā chakaṇahārikāti.
Tattha vahantīti dūteyyaharaṇaṃ saṅgāme balakoṭṭhaṃ bhindantī taṃtaṃ kiccaṃ vahantī nittharantī. Nudantī urasi sallanti urasmiṃ Bandhaṃ asiṃ vā sattiṃ vā yuddhakāle sattūnaṃ upari abhiharantī. Vikkantacārinīti vikkamaṃ katvā parabalavijayena yuddhavikkantagāminī. Idaṃ vuttaṃ hoti sace sāmi ahaṃ imāni kiccāni karontī rañño daḷhadhammassa cittaṃ nārādhayiṃ na paritosesiṃ ko dāni añño tassa cittaṃ ārādhessatīti. Mama vikkamaporisanti mayā kataṃ purisaparakkamaṃ. Sukatantānīti sukatāni. Yathā hi kammāneva kammantāni vanāneva vanantāni evamidha sukatāneva sukatantāni vuttāni kiccāni. Dūtavippahitāni cāti gale paṇṇaṃ bandhitvā asukarañño nāma dehīti pahitāya mayā ekadivaseneva yojanasataṃ gantvā katāni dūtapesanāni. Na nūna rājā jānātīti nūna tumhākaṃ esa rājā etāni mayā katāni kiccāni na jānāti. Aparāyinīti appaṭisaraṇā. Tadā hīti tathā hi. Ayameva vā pāṭho. Dinnāti ahaṃ hi raññā chakaṇahārikā katvā kumbhakārassa dinnāti.
Bodhisatto tassā kathaṃ sutvā tvaṃ mā soci ahaṃ rañño kathetvā tava yasaṃ pākatikaṃ karissāmīti taṃ samassāsetvā nagaraṃ pavisitvā bhuttapātarāso rañño santikaṃ gantvā kathaṃ samuṭṭhāpetvā mahārāja nanu tumhākaṃ asukā nāma oṭṭhibyādhi asukaṭṭhāne ca asukaṭṭhāne ca ure sallaṃ bandhitvā saṅgāmaṃ nittharati asukadivasaṃ nāma gīvāya paṇṇaṃ bandhitvā pesitā yojanasataṃ agamāsi tumhepissā mahantaṃ yasaṃ adattha sā Idāni kahanti. Tamahaṃ kumbhakārassa gomayāharaṇatthāya adāsinti. Atha naṃ bodhisatto ayuttaṃ kho mahārāja tumhākaṃ kataṃ kumbhakārassa yānake yojanatthāya dātunti vatvā rañño ovādavasena catasso gāthā abhāsi
yāvatāsiṃsatī poso tāvadeva pavīṇati
atthāpāye jahantī naṃ oṭṭhibyādhiṃva khattiyo.
Yo pubbe katakalyāṇo katattho nāvabujjhati
atthā tassa palujjanti ye honti abhipatthitā.
Yo pubbe katakalyāṇo katattho manubujjhati
atthā tassa pavaḍḍhanti ye honti abhipatthitā.
Taṃ vo vadāmi bhaddaṃ vo yāvantettha samāgatā
sabbe kataññuno hotha ciraṃ saggamhi ṭhassathāti.
Tattha paṭhamagāthāya tāya attho idhekacco añāṇajātiko poso yāvatāsiṃsatīti yāva idaṃ nāma me ayaṃ kātuṃ sakkhissatīti paccāsiṃsati tāvadeva taṃ purisaṃ pavīṇati bhajati sevati tassa pana atthāpāye vuḍḍhiyā agamane parihīnakāle taṃ nānākiccesu patiṭṭhitaṃ posaṃ ekacce bālā imaṃ oṭṭhibyādhiṃ ayaṃ khattiyo viya jahanti. Katakalyāṇoti parena attano katakalyāṇadhammo. Katatthoti nipphāditakicco. Nāvabujjhatīti pacchā taṃ parena kataṃ upakāraṃ tassa jarājiṇṇakāle asamatthakāle na sarati attanā dinnaṃpi yasaṃ puna gaṇhati. Palujjantīti bhañjanti nassanti. Ye Honti abhipatthitāti yekeci icchitā nāma honti sabbe nassantīti dīpeti. Mittadubbipuggalassa hi taṃ patthitaṃ aggimhi patiṭṭhitaṃ vījaṃ viya nassati. Katattho manubujjhatīti makāro byañjanasandhivasena gahito. Taṃ vo vadāmīti tena kāraṇena tumhe vadāmi. Ṭhassathāti kataññuno hutvā ciraṃ kālaṃ saggamhi dibbasampattiṃ anubhavantā patiṭṭhahissathāti.
Evaṃ mahāsatto rājānaṃ ādiṃ katvā sannipatitānaṃ sabbesaṃ ovādaṃ adāsi. Taṃ sutvā rājā oṭṭhibyādhiyā yasaṃ pākatikaṃ akāsi. Bodhisattassa ovāde ṭhatvā ciraṃ dānādīni puññāni katvā saggaparāyano ahosi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā oṭṭhibyādhi bhaddavatikā ahosi rājā ānando ahosi amacco pana ahamevāti.
Daḷhadhammajātakaṃ catutthaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗