โสมทัตตชาดก
ว่าด้วยความเศร้าโศกถึงผู้เป็นที่รัก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๗๒ · บรรทัด ๔๖๑๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภหลวงตารูปหนึ่ง แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย มํ ปุเรปจจุเทติ ดังนี้.
ได้ยินว่า หลวงตานั้นบวชสามเณรรูปหนึ่ง. สามเณรนั้นเป็นผู้อุปัฏฐากท่าน ได้มรณภาพ ด้วยโรคชนิดนั้น. เมื่อสามเณรนั้นมรณภาพหลวงตาเดินร้องไห้คร่ำครวญไปพลาง. ภิกษุทั้งหลายเห็นท่านแล้วตั้งเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโส หลวงตารูปโน้นเดินร้องไห้คร่ำครวญไปพลาง เพราะการมรณภาพของสามเณรท่านเห็นจะเว้นจากกรรมฐาน ข้อมรณานุสสติ. พระศาสดาเสด็จมาถึงตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหรือ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ แล้วได้ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เมื่อสามเณรมรณภาพแล้ว หลวงตานั้นก็ร้องไห้เหมือนกัน. เป็นผู้ที่ภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนแล้ว จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ เสวยชาติเป็นท้าวสักกะ. ครั้งนั้น พราหมณ์มหาศาล ชาวกาสีนิคมคนหนึ่ง ละทิ้งกามทั้งหลายออกไปป่าหิมพานต์บวชเป็นฤาษี มีหัวมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่โดยการประพฤติด้วยการแสวงหา. วันหนึ่ง ท่านไปเพื่อต้องการผลไม้น้อยใหญ่ เห็นลูกช้างเชือกหนึ่ง จึงนำมาอาศรมของตน ให้ดำรงอยู่ในฐานเป็นบุตรตั้งชื่อมันว่า โสมทัตตะ เลี้ยงดูไว้ให้กินหญ้าและใบไม้. มันเติบโตขึ้นมีร่างกายใหญ่ วันหนึ่ง กินเหยื่อมากไปได้อ่อนกำลังลง เพราะไม่ย่อยดาบสให้มันอยู่ใกล้อาศรม แล้วไปเพื่อต้องการผลไม้น้อยใหญ่. เมื่อท่านยังไม่มานั่นเอง ลูกช้างได้ล้ม. ดาบสถือเอาผลไม้น้อยใหญ่มา สงสัยว่าในวันอื่น ๆ ลูกของเราทำการต้อนรับ วันนี้ไม่เห็นไปไหนหนอ ? เมื่อคร่ำครวญได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
โสมทัตตมาตังคะ ซึ่งในวันก่อนมาต้อน รับเราไกลถึงในป่าเป็นเวลานาน เราไม่เห็น ไปที่ไหนเสียแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุเร ความว่า ก่อนแต่วันนี้. บทว่า ปจฺจุเทติ ความว่า ออกมาต้อนรับ. บทว่า อรญฺเ ทูรํ ความว่าต้อนรับเราไกลถึงในป่า ที่ไม่มีคนนี้. บทว่า อายติ ความว่า ถึงพร้อมด้วยกาลที่ยาวนาน.
ดาบสเดินมาพลางคร่ำครวญไปพลางอย่างนี้ เห็นลูกช้างนั้นล้มอยู่ที่จงกรมแล้ว เมื่อจับคอคร่ำครวญอยู่ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
นี้เองคือช้างโสมทัตตเชือกนั้น นอนตาย แล้ว มันนอนตายอยู่ที่พื้นดิน เหมือนยอด เถาย่านทราย ที่ถูกเด็ดทิ้งแล้ว โสมทัตตกุญชร ได้ตายไปแล้วหนอ.
วา ศัพท์ ในคำว่า อยํ วา ในคาถานั้น มีความหมายว่า ทำให้แจ่มชัด. ดาบสเมื่อจะให้เรื่องนั้นชัดแจ้งว่า ช้างเชือกนี้เอง คือช้างโสมทัตตนั้น ไม่ใช่เชือกอื่น. บทว่า อลฺลปิตํ ได้แก่ ปลายหน่อของเถาย่านทราย. บทว่า วิจฺฉิโต ความว่า เด็ดขาดแล้ว มีอธิบายว่า เหมือนหน่อเถาย่านทราย ที่เขาเอาเล็บเด็ดทิ้งลงที่เนินทรายร้อน ๆ ในกลางฤดูร้อน. บทว่า. ภุมฺยา ได้แก่ ภูมิยํ คือบนพื้นดิน. บทว่า อมรา วตความว่า ตายแล้วหนอ. ปาฐะว่า อมรี ก็มี.
ในขณะนั้น ท้าวสักกะกำลังตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นเหตุการณ์นั้น ทรงดำริว่า ดาบสนี้ละทิ้งลูกเมียไปบวชแล้ว บัดนี้ยังมาสร้างความสำคัญในลูกช้างว่าเป็นลูกคร่ำครวญอยู่ เราจักให้ท่านสลดใจแล้วได้สติดังนี้แล้ว จึงมายังอาศรมบทของท่านสถิตอยู่ที่อากาศนั่นเอง กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
เมื่อท่านเป็นอนาคาริก หลุดพ้นไปแล้ว การที่ท่านโศกเศร้าถึงสัตว์ที่ตายไปแล้ว ไม่ เป็นการดีสำหรับท่านผู้เป็นสมณะ. ดาบสครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :ข้าแต่ท้าวสักกะ ความรักใคร่ย่อมเกิด ขึ้นในดวงใจของมนุษย์หรือมฤค เพราะการ อยู่ร่วมกันโดยแท้ อาตมภาพจึงไม่อาจจะไม่ เศร้าโศกถึงสัตว์ที่เป็นที่รักได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคสฺสวา ความว่า ในที่นี้ท่านเรียกสัตว์เดียรฉานทั้งหมดว่า มฤค. บทว่า ตํ โยค ปิยายิตํ สตฺติ คือสัตว์ที่เป็นที่รัก.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะเมื่อจะโอวาท ท่านได้ภาษิตคาถา ๒ คาถาว่า:-
เหล่าสัตว์ผู้ร้องไห้คร่ำครวญ ก็ร้องไห้ ถึงสัตว์ผู้ตายไปแล้วและจักตาย เพราะฉะนั้น ท่านฤษี ท่านอย่าได้ร้องไห้เลย เพราะสัตบุรุษทั้งหลายเรียกการร้องไห้ว่าเป็นโมฆะ. ข้า แต่ท่านผู้ประเสริฐ ถ้าคนที่ตายแล้ว ล่วงลับ ไปแล้ว พึงกลับฟื้นขึ้นมาไซร้ พวกเราทุกคน ก็จงมาชุมนุมกันร้องไห้ถึงญาติของกันและกัน เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย รุทนฺติ ลปนฺติ จ ความว่าข้าแต่ท่านพราหมณ์ เหล่าชนผู้ต้องให้คร่ำครวญทุกคน ย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายไปแล้วนั้นแหละและจักตาย. เมื่อพวกเขาพากันร้องไห้อยู่อย่างนี้ ก็ไม่มีเวลาน้ำตาจะเหือดหน้า เพราะฉะนั้น ท่านฤษี ท่านอย่าร้องไห้ไปเลย. เพราะเหตุไร ? บทว่า โรทิตํ โมฆมาหุ สนฺโต ความว่า เพราะบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า การร้องไห้เป็นสิ่งไร้ผล. บทว่ามโต เปโต ความว่า ถ้าหากคนที่ตายแล้วนั้นถึงการนับว่า เป็นผู้ล่วงลับไปแล้ว จะพึงฟื้นขึ้นมาเพราะการร้องไห้ไซร้. เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราแม้ทุกคน ก็จงไปชุมนุมกันร้องให้ถึงญาติของกันและกันเถิด. พวกเราจงออกไปเถิดเฝ้ากันอยู่ทำไม.
ดาบสได้ฟังคำนั้นแล้ว กลับได้สติ ปราศจากความเศร้าโศกเช็ดน้ำตาแล้วได้กล่าวคาถาที่เหลือ ด้วยการสดุดีท้าวสักกะว่า :-
อาตมภาพถูกไฟ คือความโศกแผดเผา แล้วหนอ. มหาบพิตรทรงช่วยดับความร้อนรน ทุกอย่างให้หายไป เหมือนเอาน้ำดับไฟที่ไหม้ เปรียงก็ปานกัน มหาบพิตร ได้ทรงถอนลูกศร คือความโศก อันปักอยู่ที่หัวอกของอาตมภาพ ออกไปแล้ว เมื่ออาตมภาพถูกความโศก ครอบงำ มหาบพิตรได้ทรงบรรเทาความโศก ถึงบุตรนั้นเสียได้ ข้าแต่ท้าวสักกะ อาตมภาพ นั้นเป็นผู้มีลูกศรคือความโศก อันมหาบพิตร ทรงถอนออกแล้ว หายโศกแล้ว. ใจก็ไม่ขุ่น มัว ทั้งจะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ต่อไป เพราะ ได้ฟังเทพดำรัสของมหาบพิตรแล้ว.
ท้าวสักกะครั้นทรงโอวาทดาบสอย่างนี้แล้ว ได้เสด็จไปสู่ที่ประทับของพระองค์นั่นเอง.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาประกาศสัจธรรมทั้ง๔ แล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า ลูกช้างในครั้งนั้น ได้แก่สามเณรในบัดนี้ ดาบส ได้แก่หลวงตา ส่วนท้าวสักกะ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาโสมทัตตชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๓๗๕–๓๘๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๓๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
โสมทตฺตชาตกํ
โย มํ ปุเร ปจฺจุเทตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ มหลฺลกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิเรกํ สามเณรํ ปพฺพาเชสิ ฯ โส สามเณโร ตสฺส อุปการโก หุตฺวา ตถารูเปน โรเคน กาลมกาสิ ฯ มหลฺลโก ตสฺมึ กาลกเต โรทนฺโต ปริเทวนฺโต วิจรติ ฯ ตํ ทิสฺวา ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุกมหลฺลโก สามเณรสฺส กาลกตกิริยาย โรทนฺโต ปริเทวนฺโต วิจรติ มรณานุสฺสติกมฺมฏฺฐาน- รหิโต มญฺเญติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพเปส เอตสฺมึ มเต โรทติเยวาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สกฺกตฺตํ กาเรสิ ฯ อเถโก กาสินิคมวาสี พฺราหฺมณมหาสาโล กาเม ปหาย หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อุญฺฉาจริยาย วนมูลผลาหาโร วสิ ฯ เอกทิวสํ ผลาผลตฺถาย คโต เอกํ หตฺถิฉาปํ ทิสฺวา อตฺตโน อสฺสมปทํ เนตฺวา ปุตฺตฏฺฐาเน ฐเปตฺวา โสมทตฺโตติสฺส นามํ กตฺวา ติณปณฺณาทีนิ ขาทาเปนฺโต ปฏิชคฺคิ ฯ โส วยปฺปตฺโต มหาสรีโร หุตฺวา เอกทิวสํ พหุโคจรํ คเหตฺวา อชีรเกน ทุพฺพโล อโหสิ ฯ ตาปโส ตํ อสฺสมปเท กตฺวา ผลาผลตฺถาย คโต ฯ ตสฺมึ อนาคเตเยว หตฺถิโปตโก กาลมกาสิ ฯ ตาปโส ผลาผลํ คเหตฺวา อาคจฺฉนฺโต อญฺเญสุ ทิวเสสุ เม ปุตฺโต ปจฺจุคฺคมนํ กโรติ อชฺช น ทิสฺสติ กหํ นุ โข คโตติ ปริเทวนฺโต ปฐมํ คาถมาห
โย มํ ปุเร ปจฺจุเทติ อรญฺเญ ทูรมายติ
โส น ทิสฺสติ มาตงฺโค โสมทตฺโต กุหึ คโตติ ฯ
ตตฺถ ปุเรติ อิโต ปุพฺเพ ฯ ปจฺจุเทตีติ ปจฺจุคฺคจฺฉติ ฯ อรญฺเญ ทูรนฺติ อิมสฺมึ นิมฺมนุสฺเส อรญฺเญ มํ ทูรํ ปจฺจุเทติ ฯ อายตีติ อายามสมฺปนฺโน ฯ
เอวํ ปริเทวมาโน อาคนฺตฺวา ตํ จงฺกมโกฏิยํ ปติตํ ทิสฺวา คเล คเหตฺวา ปริเทวมาโน ทุติยํ คาถมาห
อยํ วา โส มโต เสติ อลฺลปิตํว วิจฺฉิโต
ภุมฺยา นิปติโต เสติ อมรา วต กุญฺชเรติ ฯ
ตตฺถ อยํ วาติ วิภาวนตฺโถ วาสทฺโท ฯ อยเมว โส น อญฺโญติ ตํ วิภาเวนฺโต เอวมาห ฯ อลฺลปิตนฺติ มาลุวลตาย อคฺคปวาลํ ฯ วิจฺฉิโตติ วิจฺฉินฺโน คิมฺหกาเล มชฺฌนฺติกสมเย ตตฺตวาลิกปุลิเน นเขน ฉินฺทิตฺวา ปาติโต มาลุวลตาย องฺกุโร วิยาติ วุตฺตํ โหติ ฯ ภุมฺยาติ ภูมิยํ ฯ อมรา วตาติ อมโต วต ฯ อมรีติปิ ปาโฐ ฯ
ตสฺมึ ขเณ สกฺโก โลกํ โอโลเกนฺโต ตํ ทิสฺวา อยํ ตาปโส ปุตฺตทารํ ปหาย ปพฺพชิโต อิทานิ หตฺถิโปตเก ปุตฺตสญฺญํ กตฺวา ปริเทวติ สํเวเชตฺวา นํ สตึ ปฏิลภาเปสฺสามีติ ตสฺส อสฺสมปทํ อาคนฺตฺวา อากาเส ฐิโตว ตติยํ คาถมาห
อนาคาริยุเปตสฺส วิปฺปมุตฺตสฺส เต สโต
สมณสฺส น ตํ สาธุ ยํ เปตมนุโสจสีติ ฯ
ตสฺส วจนํ สุตฺวา ตาปโส จตุตฺถํ คาถมาห
สํวาเสน หเว สกฺก มนุสฺสสฺส มิคสฺส วา
หทเย ชายตี เปมํ น ตํ สกฺกา อโสจิตุนฺติ ฯ
ตตฺถ มิคสฺส วาติ อิมสฺมึ ฐาเน สพฺเพ ติรจฺฉานา มิคาติ วุตฺตา ฯ ตนฺติ ปิยายิตํ สตฺตํ ฯ
อถ นํ โอวทนฺโต สกฺโก เทฺว คาถา อภาสิ
มตํ มริสฺสํ โรทนฺติ เย รุทนฺติ ลปนฺติ จ
ตสฺมา ตฺวํ อิสิ มา โรทิ โรทิตํ โมฆมาหุ สนฺโต ฯ
กนฺทิเตน หเว พฺรหฺเม มโต เปโต สมุฏฺฐเห
สพฺเพ สงฺคมฺม โรทาม อญฺญมญฺญสฺส ญาตเกติ ฯ
ตตฺถ เย รุทนฺติ ลปนฺติ จาติ พฺราหฺมณ เย สตฺตา โรทนฺติ ปริเทวนฺติ จ สพฺเพ เต มตํว โย จ มริสฺสติ ตํ โรทนฺติ เตสํ เอวํ โรทนฺตานํ อสฺสุสุกฺขนกาโล นตฺถิ ตสฺมา ตฺวํ อิสิ มา โรทิ ฯ กึการณา ฯ โรทิตํ โมฆมาหุ สนฺโตติ ปณฺฑิตา หิ โรทิตํ นิปฺผลนฺติ วทนฺติ ฯ มโต เปโตติ ยทิ เอส เปโตติ สงฺขฺยํ คโต มโต โรทิเตน สมุฏฺฐเหยฺย ฯ เอวํ สนฺเต สพฺเพปิ มยํ สมาคนฺตฺวา อญฺญมญฺญสฺส ญาตเก โรทาม กึ นิกฺขมา อจฺฉามาติ ฯ
ตาปโส สกฺกสฺส วจนํ สุตฺวา สตึ ปฏิลภิตฺวา วิคตโสโก อสฺสูนิ ปุญฺฉิตฺวา สกฺกสฺส ถุติวเสน เสสคาถา อภาสิ
อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆฏสิตฺตํว ปาวกํ
วารินา วิย โอสิญฺจิ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ ฯ
อพฺพูฬฺหํ วต เม สลฺลํ โสกํ หทยนิสฺสิตํ
โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ ฯ
โสหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ วีตโสโก อนาวิโล
น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน วาสวาติ ฯ ตา เหฏฺฐา วุตฺตตฺถาเยว ฯ
เอวํ ตาปสํ สกฺโก โอวทิตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา หตฺถิโปตโก สามเณโร อโหสิ ตาปโส มหลฺลโก สกฺโก ปน อหเมวาติ ฯ
โสมทตฺตชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗