ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุสีมชาดก
ชาดกที่ ๔๑๑ · สัตตกนิบาตชาดก · คันธารวรรค

สุสีมชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าสุสีมะออกผนวช

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๗๙ · บรรทัด ๔๖๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุสีมชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภมหาภิเนษกรมณ์ แล้วตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาฬานิ เกสานิ ปุเร อเหสุํ ดังนี้.

ในสมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายพากันนั่งที่ธรรมสภา พรรณนาถึงการเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ของพระทศพล. พระศาสดาเสด็จมาถึง แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ แล้วตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่เราตถาคตผู้บำเพ็ญบารมีเต็มแล้วมากมายหลายแสนโกฏิกัปป์ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในกาลก่อนเราตถาคตก็ทอดทิ้งราชสมบัติ ในกาสิกรัฐประมาณสามร้อยโยชน์ออกสู่อภิเนษกรมณ์เหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในท้องของภรรยาหลวงของปุโรหิตของพระองค์. ในวันที่พระโพธิสัตว์เกิดนั่นเอง ฝ่ายพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสีก็ประสูติ. ในวันขนานนามและพระนามของกุมารและพระราชกุมารเหล่านั้น พวกปุโรหิตขนานนามพระมหาสัตว์นั้นว่าสุสีมกุมาร ส่วนพระนามของพระราชบุตรว่า พรหมทัตกุมาร. พระเจ้าพาราณสีทรงดำริว่า สุสีมกุมารเกิดวันเดียวกันกับบุตรของเรา จึงมีพระบรมราชโองการไปยังพระโพธิสัตว์ พระราชทานพี่เลี้ยง ทรงให้เจริญวัยพร้อมกับพระราชกุมารนั้น. กุมารแม้ทั้ง ๒ นั้น จำเริญวัยแล้วเป็นผู้มีรูปร่างสวยงาม มีผิวพรรณเหมือนเทพกุมาร เรียนศิลปะทุกอย่างที่เมืองตักกสิลา สำเร็จแล้วก็กลับมา. พระราชบุตรทรงเป็นอุปราชทรงเสวย ทรงดื่ม ประทับนั่ง ประทับบรรทมอยู่ร่วมกับพระโพธิสัตว์โดยสิ้นรัชกาลพระชนก ก็เสวยราชย์แทน พระราชทานยศสูงแก่พระมหาสัตว์ ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งปุโรหิต วันหนึ่งรับสั่งให้เตรียมพระนคร แล้วทรงแต่งพระองค์เหมือนท้าวสักกเทวราช ประทับนั่งบนคอช้างต้นที่เมามัน มีส่วนเปรียบด้วยช้างเอฬาวรรณที่ตบแต่ง แล้วทรงให้มหาสัตว์นั่งบนหลังช้าง ณ ที่นั่งด้านหลัง ทรงทำปทักษิณพระนคร. ฝ่ายสมเด็จพระราชชนนีประทับยืนที่ช่องพระแกล ด้วยพระดำริว่า เราจักมองดูลูก ทอดพระเนตรเห็นปุโรหิตนั่งอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระราชานั้นผู้ทรงทำปทักษิณพระนครแล้วเสด็จมาทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์ จึงเสด็จเข้าห้องบรรทม ทรงงดพระกระยาหารแล้วเสด็จบรรทมด้วยหมายพระทัยว่า เราเมื่อไม่ได้ปุโรหิตนี้ก็จักตายณ ที่นี้นั่นเอง. พระราชาเมื่อไม่ทรงเห็นพระราชชนนี จึงตรัสถามว่าแม่ของฉันไปไหน ? ทรงสดับว่า ประชวร จึงเสด็จไปถึงที่ประทับของพระราชชนนี ทรงถวายบังคม แล้วตรัสถามว่า เสด็จแม่พระเจ้าข้าเสด็จแม่ประชวรเป็นอะไร ? พระนางไม่ตรัสบอกพระองค์ เพราะทรงละอาย. พระองค์จึงเสด็จไปประทับนั่งบนพระราชบัลลังก์ รับสั่งให้เรียกพระมเหสีของพระองค์มา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไปแล้วทราบการประชวรของเสด็จแม่. พระนางเสด็จไป แล้วทรงนวดพระปฤษฎางค์ไปพลางทูลถามไปพลาง. ธรรมดาผู้หญิงทั้งหลายจะไม่ซ่อนความลับต่อผู้หญิงด้วยกัน. พระราชชนนีนั้น ตรัสบอกเนื้อความนั้น. ฝ่ายพระราชินีทรงสดับคำนั้น แล้วจะเสด็จไปทูลพระราชา. พระราชารับสั่งว่า เรื่องนั้นยกไว้เถอะ เธอจงไป จงให้เสด็จแม่เบาพระทัย ฉันจักตั้งปุโรหิตให้เป็นพระราชา แล้วตั้งเสด็จแม่ให้เป็นอัครมเหสี. พระนางจึงได้เสด็จไป แล้วทรงให้พระราชชนนีเบาพระทัย. ฝ่ายพระราชารับสั่งให้ปุโรหิตเข้าเฝ้า แล้วตรัสบอกเนื้อความนั้น แล้วรับสั่งว่า สหายเอ๋ย ขอสหายจงให้ชีวิตแก่เสด็จแม่ สหายจงเป็นพระราชา เสด็จแม่จะเป็นพระมเหสี เราจะเป็นอุปราช. ปุโรหิตนั้นทูลคัดค้านว่า ข้าพระองค์ไม่อาจทำอย่างนั้นได้ แต่เมื่อพระองค์ทรงรบเร้าบ่อย ๆ ก็รับ. พระราชาได้ทรงอภิเษกปุโรหิตให้เป็นพระราชาพระราชชนนีให้เป็นอัครมเหสี ส่วนพระองค์ทรงเป็นอุปราช. เมื่อทั้ง ๒ พระองค์นั้น ทรงประทับอยู่สมัครสมานกัน ในกาลต่อมาพระโพธิสัตว์ ทรงระอาพระทัยในท่ามกลางเรือน การครองเรือน ทรงละกามทั้งหลาย แล้วทรงมีพระทัยน้อมไปในการบรรพชา ไม่ทรงอาลัยไยดีถึงความยินดีด้วยอำนาจกิเลส ประทับยืน ประทับนั่ง เสด็จบรรทมแต่ลำพังพระองค์เดียวได้เป็นเสมือนถูกจองจำอยู่ที่เรือนจำ และเป็นเสมือนไก่ถูกขังไว้ในกรง. ลำดับนั้น พระมเหสีของพระองค์ ทรงดำริว่า พระราชาพระองค์นี้ ไม่ทรงอภิรมย์กับเรา ประทับยืน ประทับนั่งและทรงบรรทมแต่ลำพังพระองค์เดียว แต่พระราชาพระองค์นี้ เป็นคนหนุ่ม ส่วนเราเป็นคนแก่ผมหงอกปรากฏบนศีรษะของเรา ถ้ากะไรแล้วเราควรจะสร้างความเท็จขึ้นว่า ข้าแต่สมมติเทพ บนพระเศียรของพระองค์ปรากฏพระเกษาหงอก ดังนี้ ให้พระราชาทรงยอมรับ แล้วทรงอภิรมย์กับเราด้วยอุบายนั้น วันหนึ่ง จึงทรงทำเป็นเสมือนหาเหาบนพระเศียรของพระราชา ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงชราแล้ว บนพระเศียรของพระองค์ปรากฏพระเกษาหงอกเส้นหนึ่งเพคะ. พระราชาตรัสว่า ข้าแต่นางผู้เจริญ ถ้ากระนั้น ขอเธอจงถอนผมหงอกเส้นนั้นมาวางไว้บนมือของฉัน. พระนางจึงทรงถอนพระเกษาเส้น ๑ จากพระเศียรของพระราชาทิ้งมันไป แล้วทรงหยิบเอาพระเกษาหงอกเส้น ๑ จากพระเศียรของตน แล้ววางบนพระหัตถ์ของพระราชานั้น โดยทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ นี้พระเกษาหงอกของพระองค์. พระเสโทไหลออกจากพระนลาฏ ที่เสมือนกับแผ่นทองของพระโพธิสัตว์ผู้ทรงสะดุ้ง เพราะทรงเห็นพระเกษาหงอกเท่านั้น แล้วก็ทรงกลัว. พระองค์เมื่อทรงโอวาทตน ทรงดำริว่า ดูก่อนสุสีมะ เจ้าเป็นคนหนุ่มแต่กลายเป็นคนแก่ไปแล้ว เจ้าจมอยู่ในเปือกตม คือกาม เหมือนหมูบ้านจมอยู่แล้วในเปือกตม คือคูถ ฉะนั้น ไม่สามารถถอนตนขึ้นได้บัดนี้เป็นเวลาของเจ้าที่จะละกามทั้งหลายเข้าสู่ป่าหิมพานต์บวช แล้วประพฤติพรหมจรรย์มิใช่หรือ ? ดังนี้ แล้วจึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

เมื่อก่อนผมสีดำ เกิดบนศีรษะของเจ้า ตามที่ของมันแล้ว สุสีมะเจ้า วันนี้เจ้าเห็น เส้นผมเหล่านั้นมีสีขาว แล้วจงประพฤติธรรม เถิด เวลานี้เป็นเวลาแห่งการประพฤติพรหม จรรย์แล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปเทเส ความว่า พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ก่อนแต่นี้ ผมทั้งหลายมีสีเหมือนแมลงภู่และดอกอัญชัญ ได้เกิดแล้วบนศีรษะของเจ้า ซึ่งเป็นถิ่นที่เหมาะแก่ผมทั้งหลายในที่นั้น ๆบทว่า ธมฺมํ จร ความว่า พระโพธิสัตว์ทรงบังคับตนเองว่า เจ้าจงประพฤติธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส มีเนื้อความว่า เป็นเวลาแห่งเมถุนวิรัติของเจ้าแล้ว. เมื่อพระโพธิสัตว์พรรณนาคุณการประพฤติพรหมจรรย์อย่างนี้แล้ว พระราชินีทรงสะดุ้งพระทัยเพราะทรงกลัวว่า เราตั้งใจว่าจะทำการมัดพระทัยพระราชาไว้ แต่กลายเป็นทำการสละไปเสีย จึงทรงดำริว่า เราจักสรรเสริญพระฉวีวรรณแห่งพระสรีระ เพื่อต้องการไม่ให้พระราชาพระองค์นี้เสด็จออกผนวชจึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผมหงอกของ หม่อมฉันเอง ไม่ใช่ของพระองค์ ผมหงอก งอกขึ้นบนศีรษะ บนกระหม่อมของหม่อมฉัน เอง หม่อมฉันได้ทูลคำเท็จ โดยตั้งใจว่า จัก ทำประโยชน์ให้ตน ขอพระองค์ทรงโปรด พระราชทานอภัยโทษหม่อมฉันสักครั้งหนึ่งเถิด เพคะ ข้าแต่มหาราช พระองค์ยังทรงหนุ่ม มี พระโฉมน่าทัศนา ยังทรงอยู่ในปฐมวัยเหมือน ตองกล้วยแรกผลิฉะนั้น ข้าแต่พระทูลกระหม่อมจอมคน ขอพระองค์ทรงเสวยราชสมบัติ ทรงดูแลหม่อมฉันเถิด และอย่าทรงทะยานไป สู่การประพฤติพรหมจรรย์ที่ให้ผลตามกาลเวลา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มเมว สีสํ ความว่า พระราชินีทรงแสดงว่า ผมหงอกงอกขึ้นบนศีรษะของหม่อมฉันเอง. คำว่า อุตฺตมงฺคํ เป็นไวพจน์ของคำว่า สีสํ นั่นเอง. บทว่า อตฺถํ ความว่าหม่อมฉันทูลคำเท็จด้วยหวังว่า จักทำความเจริญแก่ตนเอง. บทว่าเอกาปราธํ ความว่า โทษผิดอย่างหนึ่งของข้าพระองค์นี้. บทว่า ปมุคฺคโต ความว่า เจริญขึ้นโดยปฐมวัย. บทว่า โหหิ ได้แก่ โหสิ เป็นผู้อธิบายว่า ดำรงอยู่แล้วในปฐมวัย. ปาฐะว่า โหสิ เยว ก็ดี. บทว่ายถา กลีโร ความว่า พระราชินีทรงชี้แจงว่า ตองกล้วยอ่อนมีผิวนวลต้องลมอ่อนพัดโชยย่อมพริ้วงามฉันใด พระองค์ก็มีพระรูปโฉมฉันนั้น. ปาฐะว่า ปมุคฺคโต โหสิ ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้นก็มีเนื้อความว่า หน่อของไม้อ่อนแรกขึ้น น่าทัศนาฉันใด พระองค์ก็น่าทัศนาฉันนั้น. บทว่า มมญฺจ ปสฺส ความว่า ขอพระองค์จงทรงดูแลหม่อมฉันด้วยเถิด. อธิบายว่า โปรดอย่าทรงกระทำให้หม่อมฉันเป็นหม้ายไม่มีที่พึ่งเลย. บทว่า กาลิกํ ความว่า พระนางทูลว่า ธรรมดาการประพฤติพรหมจรรย์ ที่ชื่อว่าให้ผลตามกาลเวลา เพราะจะให้ผลในอัตภาพที่ ๒ ที่ ๓ส่วนราชสมบัติ ชื่อว่า ให้ผลไม่เลือกกาลเวลา เพราะอำนวยความสุขคือกามคุณในอัตภาพนี้ทีเดียว พระองค์นั้นอย่าทรงละราชสมบัติที่ให้ผลไม่เลือกกาลเวลา แล้วทรงโลดแล่นไปตามการประพฤติพรหมจรรย์ที่ให้ผลตามกาลเวลาเลย.

พระโพธิสัตว์ ครั้นทรงสดับคำนั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนนางผู้เจริญเธอพูดถ้อยคำนั้นที่ควรเป็นไปได้ เพราะว่า เมื่อวัยของเราที่มีความเปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผมสีดำทั้งหลายเหล่านี้ก็ต้องเปลี่ยนเป็นสีขาวเหมือนใยป่านไปหมด. จริงอยู่ เมื่อวัยของกุมารทั้งหลายที่เช่นกับพวงดอกไม้ มีดอกอุบลเขียวเป็นต้น และของขัตติยกัญญาเป็นต้น ผู้เปรียบปานกับด้วยรูปทอง อุดมสมบูรณ์ด้วยความหนุ่มสาวและความสง่างาม มีความเปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราจะเห็นทั้งสิ่งที่น่าตำหนิทั้งความชำรุดแห่งสรีระของคนทั้งหลาย ผู้ถึงความชราแล้ว ดูก่อนนางผู้เจริญ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้โลกของสัตว์ผู้มีชีวิตนั้น ก็มีความวิบัติเป็นจุดจบ ดังนี้แล้ว เมื่อทรงแสดงธรรมด้วยพุทธลีลาในเบื้องสูง จึงได้กล่าวคาถาทั้ง ๒ ว่า :-

เราเห็นกุมารีรุ่นสาว ผู้มีรูปร่างสวยงาม มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา มีทรวดทรงเฉิดฉาย อ่อนละมุนละไมเหมือนเถากาลวัลลี ต้องลม โชย เอนตัวเข้าใกล้ชายเหมือนยั่วยวนชายอยู่ ฉะนั้น ต่อมาเราได้เห็นนารีคนนั้น มีความชรา มีอายุล่วงไป ๘๐ ปี ๙๐ ปี ถือไม้เท้าสั่นงกงัน มีร่างกายโค้งค้อมลงเหมือนกลอนเรือนเดินไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว เป็นเพียงนิบาต. บทว่า สามฏฺปสฺสํ ความว่า มีต้นแขนเกลี้ยงเกลา อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็เป็น สมฏฺปสฺสํ นั่นแหละ. อธิบายว่า มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลาที่ต้นแขนทั้งหมด. บทว่า สุตนุํ ได้แก่ มีรูปร่างสวยงาม. บทว่า สุมชฺฌํ ได้แก่มีลำตัวได้สัดส่วนทรวดทรงดี. บทว่า กาลปฺปลฺลวาว ปเวลฺลมานา ความว่า อุปมาเหมือนหนึ่งว่า เถากาลวัลลี เถาหญ้านาง ที่ขึ้นดี ๆ งาม ๆในเวลายังเล็ก ยังเป็นยอดอ่อนอยู่ทีเดียว ต้องลมโชยเบา ๆ ก็โอนเอนไปมาทางโน้นทางนี้ฉันใด หญิงสาวนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เอนตัวเข้าไปทำร้ายความสง่างามของหญิง. บทว่า ปโลภยนฺตีว นเรสุ คจฺฉติ เป็นสัตตมีวิภัติลงในอรรถว่าใกล้. หญิงสาวนั้นไปใกล้สำนักชายทั้งหลายเป็นเหมือนยั่วยวนชายเหล่านั้นอยู่. บทว่า ตเมน ปสฺสามิ ปเรน นารึความว่า สมัยต่อมาเราเห็นหญิงคนนี้นั้นถึงความชรา คือความ สวยงามแห่งรูปที่หายไปแล้วหมดความสวยงาม. พระโพธิสัตว์กล่าวถึงคุณของรูปด้วยคาถาที่ ๑ บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงโทษ จึงได้กล่าวอย่างนี้. บทว่า อาสีติกํ นาวุติกญฺจ ชจฺจา ความว่า ๘๐ ปี หรือ ๙๐ ปี แต่เกิดมาบทว่า โคปาณสีภคฺคสมํ มีเนื้อความว่า มีร่างกายคดค้อมเหมือนกลอนเรือน คือมีสรีระคดโค้งเหมือนกลอนเรือน เดินหลังค่อมเหมือนกับหาเก็บเงินกากณึกหนึ่งที่หายไป. ก็ขึ้นชื่อว่า หญิงที่พระโพธิสัตว์เคยเห็นเมื่อเวลายังสาว แล้วได้เห็นอีกในเวลาอายุ ๙๐ ปี ไม่มีก็จริงแลแต่ว่า คำนี้ ท่านกล่าวหมายเอาภาวะของหญิงที่เห็นได้ด้วยญาณ.

พระมหาสัตว์ ครั้นทรงแสดงโทษของรูปด้วยคาถานี้ โดยประการอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงประกาศความเบื่อหน่ายของตนในการครองเรือน จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาไว้ว่า :-

เราครุ่นคิดถึงคุณและโทษของรูปนั้นอยู่ นั่นเอง จึงนอนอยู่กลางที่นอนแต่คนเดียว เราเมื่อพิจารณาเห็นว่า ถึงเราก็จะเป็นอย่างนี้ จึงไม่ยินดีในเรือน เวลานี้เป็นเวลาแห่งการ ประพฤติพรหมจรรย์ ความยินดีของผู้อยู่ครอง เรือนนี้แหล เป็นเหมือนเชือกผูกเหนี่ยวไว้ ธีรชนตัดเชือกนี้ได้แล้ว ไม่อาลัยใยดี จะละ กามสุข แล้วหลีกเว้นหนี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสหํ ตัดบทเป็น โส อหํ ความว่าเรานั้น บทว่า ตเมวานุวิจินฺตยนฺโต ความว่า ครุ่นคิดถึงคุณและโทษของรูปทั้งหลายนั้นนั่นเอง. บทว่า เอวํ อิติ เปกฺขมาโน ความว่าพิจารณาเห็นอยู่ว่า หญิงนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้วฉันใด ถึงฉันก็เป็นฉันนั้น คือจักถึงความชรา มีสรีระคดค้อมลงไป. บทว่า เคเห น รเมความว่า เราไม่ยินดีในเรือน. บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส กาโล ความว่าพระโพธิสัตว์ทรงแสดงว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เวลานี้เป็นเวลาการประพฤติพรหมจรรย์ของเรา เพราะฉะนั้น เราจักออกบวช. จ อักษรในคำว่า รชฺชุ วาลมฺพนี เจสา เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า สิ่งนี้เป็นเสมือนเครื่องผูกเหนี่ยวไว้. สิ่งนี้คืออะไร คือความยินดีของผู้อยู่ในเรือนใด. อธิบายว่า ความยินดีด้วยอำนาจของกามในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ของผู้ครองเรือนใด. ด้วยบทนี้ พระโพธิสัตว์ทรงแสดงถึงความที่กามทั้งหลายมีคุณน้อย. ในข้อนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ บุรุษผู้ป่วยไม่สามารถพลิกตัวได้ด้วยกำลังของตนเอง ผู้พยาบาลต้องผูกเชือกสำหรับเหนี่ยวไว้ โดยบอกว่า จงเหนี่ยวเชือกนี้พลิกตัว. เมื่อเขาเหนี่ยวเชือกนั้นพลิกตัว ก็คงมีความสุขกายและความสุขใจหาน้อยไม่ฉันใดเมื่อสัตว์ทั้งหลายผู้เร่าร้อนเพราะกิเลส ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่สามารถจะพลิกใจได้ ด้วยสามารถแห่งความสุขเกิดแต่วิเวก ปรารภอารมณ์มีรูปเป็นต้น ที่สถิตอยู่ท่ามกลางเรือน ด้วยอำนาจการซ่องเสพเมถุนธรรมในเวลาพวกเขาเร่าร้อนเพราะกิเลส พลิกไปพลิกมาอยู่ ความยินดีในกาม ได้แก่ ความสุขกาย สุขใจ เมื่อเกิดขึ้นชั่วครู่เท่านั้น ก็มีประมาณเพียงเล็กน้อย กามทั้งหลาย ชื่อว่า มีคุณมากอย่างนี้. บทว่า เอตํปิ เฉตฺวาน ความว่า ก็เพราะเหตุที่กามทั้งหลาย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก. ในกามนี้ยิ่งมีโทษ ฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายเห็นโทษนั้นอยู่ จึงทอดทิ้งราชสมบัติ ไม่อาลัยใยดีเหมือนบุรุษจมหลุมคูถแล้วละทิ้งไม่อาลัย ฉะนั้น ละกามสุขที่มีประมาณเพียงเล็กน้อย แต่มีทุกข์มากอย่างนี้ แล้วเว้นหนีไป. ครั้นออกไป แล้วก็ถือบวชอันเป็นที่รื่นรมย์ใจ.

พระมหาสัตว์ ครั้นทรงแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา ชี้ให้เห็นคุณและโทษในกามทั้งหลายอย่างนี้ แล้วตรัสสั่งให้เรียกสหายมา ทรงมอบราชสมบัติให้ เมื่อญาติมิตรและสหายผู้มีใจดีทั้งหลาย คร่ำครวญกลิ้งเกลือกไปมาอยู่นั่นเอง ทรงทอดทิ้งสิริราชสมบัติ แล้วบวชเป็นฤษียังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย ในที่สุดแห่งสัจธรรมยังชนจำนวนมากให้ได้ดื่มน้ำอัมฤต แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า พระอัครมเหสีในครั้งนั้น ได้แก่มารดาพระราหุลในบัดนี้ พระราชาผู้เป็นพระสหาย ได้แก่ พระอานนท์ส่วนพระเจ้าสุสีมะ ได้แก่ เราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาสุสีมชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๓๘๓–๓๙๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตกนิบาตชาดก · ๔๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สุสีมชาตกํ

กาฬานิ เกสานิ ปุเร อเหสุนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มหาภินิกฺขมนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺมึ สมเย ภิกฺขู ธมฺมสภายํ นิสีทิตฺวา ทสพลสฺส เนกฺขมฺมํ วณฺณยึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว มยา อิทานิ อเนกานิ กปฺปโกฏิสตสหสฺสานิ ปูริตปารมินา มหาภิเนกฺขมฺมาภินิกฺขมนํ ปุพฺเพปาหํ ติโยชนสติเก กาสิกรฏฺเฐ รชฺชํ ฉฑฺเฑตฺวา เนกฺขมฺมํ นิกฺขมนฺโตเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส ปุโรหิตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส ชาตทิวเสเยว พาราณสีรญฺโญปิ ปุตฺโต วิชายิ ฯ เตสํ นามคฺคหณทิวเส มหาสตฺตสฺส สุสีมกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ราชปุตฺตสฺส พฺรหฺมทตฺต- กุมาโรติ ฯ พาราณสีราชา ปุตฺเตน เม สทฺธึ เอกทิวเส ชาโตติ โพธิสตฺตํ อาณาเปตฺวา ธาติโย ทตฺวา เตน สทฺธึ วฑฺเฒสิ ฯ เต อุโภปิ วยปฺปตฺตา อภิรูปา เทวกุมารวณฺณิโน หุตฺวา ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา ปจฺจาคมึสุ ฯ ราชปุตฺโต อุปราชา หุตฺวา โพธิสตฺเตน สทฺธึ เอกโตว ขาทนฺโต ปิวนฺโต นิสีทนฺโต สยนฺโต ปิตุ อจฺจเยน รชฺชํ ปตฺวา มหาสตฺตสฺส มหนฺตํ ยสํ ทตฺวา ปุโรหิตฏฺฐาเน นํ ฐเปตฺวา เอกทิวสํ นครํ สชฺชาเปตฺวา สกฺโก เทวราชา วิย อลงฺกโต อลงฺกตเอราวณปฏิภาคสฺส มตฺตวร- วารณสฺส ขนฺเธ นิสีทิตฺวา มหาสตฺตํ ปจฺฉาสเน หตฺถิปิฏฺเฐ นิสีทาเปตฺวา นครํ ปทกฺขิณํ อกาสิ ฯ มาตาปิสฺส ปุตฺตํ โอโลเกสฺสามีติ สีหปญฺชเร ฐตฺวา ตสฺส นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา อาคจฺฉนฺตสฺส ปจฺฉโต นิสินฺนํ ปุโรหิตํ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺตา หุตฺวา สยนคพฺภํ ปวิสิตฺวา อิมํ อลภนฺตี เอตฺเถว มริสฺสามีติ อาหารํ ปจฺฉินฺทิตฺวา นิปชฺชิ ฯ ราชา มาตรํ อปสฺสนฺโต กุหึ เม มาตาติ ปุจฺฉิตฺวา คิลานาติ สุตฺวา ตสฺสา สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา กินฺเต อมฺม อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ สา ตสฺส ลชฺชาย น กเถสิ ฯ โส คนฺตฺวา ราชปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา อตฺตโน อคฺคมเหสึ ปกฺโกสาเปตฺวา คจฺฉ อมฺมาย อผาสุกํ ชานาหีติ เปเสสิ ฯ สา คนฺตฺวา ปิฏฺฐึ ปริมชฺชนฺตี ปุจฺฉิ ฯ อิตฺถิโย นาม อิตฺถีนํ รหสฺสํ น นิคูหนฺติ ฯ สา ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อิตราปิ ตํ สุตฺวา คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา โหตุ คจฺฉ นํ สมสฺสาเสหีติ ปุโรหิตํ ราชานํ กตฺวา ตสฺส นํ อคฺคมเหสึ กริสฺสามีติ ฯ สา คนฺตฺวา ตํ สมสฺสาเสสิ ฯ ราชาปิ ปุโรหิตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา สมฺม มาตุยา ชีวิตํ เทหิ ตฺวํ ราชา โหหิ สา อคฺคมเหสี อหํ อุปราชาติ ฯ โส น สกฺกา เอวํ กาตุนฺติ ปฏิกฺขิปิตฺวา ปุนปฺปุนํ ยาจิยมาโน สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ราชา ปุโรหิตํ ราชานํ มาตรํ อคฺคมเหสึ กาเรตฺวา สยํ อุปราชา อโหสิ ฯ เตสํ สมคฺคสํวาสํ วสนฺตานํ อปรภาเค โพธิสตฺโต อคารมชฺเฌ อุกฺกณฺฐิโต กาเม ปหาย ปพฺพชฺชาย นินฺนจิตฺโต กิเลสรตึ อนาลยนฺโต เอกโกว ติฏฺฐติ เอกโกว นิสีทติ เอกโกว สยติ พนฺธนาคาเร พนฺโธ วิย ปญฺชเร ปกฺขิตกุกฺกุโฏ วิย จ อโหสิ ฯ อถสฺส อคฺคมเหสี อยํ ราชา มยา สทฺธึ นาภิรมติ เอกโกว ติฏฺฐติ นิสีทติ เสยฺยํ กปฺเปติ อยํ โข ปน ทหโร ตรุโณ อหํ มหลฺลิกา สีเส เม ปลิตานิ ปญฺญายนฺติ ยนฺนูนาหํ สีเส เต เทว ปลิตานิ ปญฺญายนฺตีติ มุสาวาทํ กตฺวา เอเตนุปาเยน ราชานํ ปฏิญฺญาเปตฺวา มยา สทฺธึ อภิรมาเปยฺยนฺติ จินฺเตตฺวา เอกทิวสํ รญฺโญ สีเส โอกฺกา วิจินนฺตี วิย หุตฺวา เทว มหลฺลโกสิ ชาโต สีเส เต เอกํ ปลิตํ ปญฺญายตีติ อาห ฯ เตนหิ ภทฺเท เอตํ ปลิตํ ลุญฺจิตฺวา มยฺหํ หตฺเถ ฐเปหีติ ฯ สา ตสฺส สีสโต เอกํ เกสํ ลุญฺจิตฺวา ตํ ฉฑฺเฑตฺวา อตฺตโน สีเส ปลิตํ คเหตฺวา อิทนฺเต เทว ปลิตนฺติ ตสฺส หตฺเถ ฐเปสิ ฯ โพธิสตฺตสฺส ตํ ทิสฺวาว ภีตตสิตสฺส กาญฺจนปฏฺฏสทิสา นลาฏา เสทา มุญฺจึสุ ฯ โส อตฺตานํ โอวทนฺโต สุสีม ตฺวํ ทหโร หุตฺวา มหลฺลโก ชาโต เอตฺตกํ กาลํ คูถกลเล นิมุคฺคคามสูกโร วิย กามกลเล นิมฺมุชฺชิตฺวา ตํ กลลํ ชหิตุํ น สกฺโกสิ นนุ กาเม ปหาย หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิตฺวา พฺรหฺมจริยวาสสฺส เต กาโลติ จินฺเตตฺวา ปฐมํ คาถมาห

กาฬานิ เกสานิ ปุเร อเหสุํ

ชาตานิ สีสมฺหิ ยถาปเทเส

ตานิชฺช เสตานิ สุสีม ทิสฺวา

ธมฺมํ จร พฺรหฺมจริยสฺส กาโลติ ฯ

ตตฺถ ยถาปเทเสติ ตว สีเส ตสฺมึ ตสฺมึ เกลานํ อนุรูเป ปเทเส อิโต ปุพฺเพ กาฬานิ ภมรญฺชนวณฺณานิ เกสานิ ชาตานิ อเหสุนฺติ วทติ ฯ ธมฺมํ จราติ ทสกุสลกมฺมปถธมฺมํ จราหีติ อตฺตานเมว อาณาเปติ ฯ พฺรหฺมจริยสฺสาติ เมถุนวิรติยา เต กาโลติ อตฺโถ ฯ

เอวํ โพธิสตฺเตน พฺรหฺมจริยวาสสฺส คุเณ วณฺณิเต อิตรา อหํ อิมสฺส ลคฺคนํ กริสฺสามีติ วิสฺสชฺชนเมว กรินฺติ ภีตตสิตา อิทานิสฺส อปพฺพชฺชนตฺถาย สรีรวณฺณํ วณฺเณสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ

มเมว เทว ปลิตํ น ตุยฺหํ

มเมว สีสํ มม อุตฺตมงฺคํ

อตฺถํ กริสฺสนฺติ มุสา อภาณึ

เอกาปราธํ ขมถ ราชเสฏฺฐ ฯ

ทหโร ตุวํ ทสฺสนีโยสิ ราช

ปฐมุคฺคโต โหหิ ยถา กลีโร

รชฺชญฺจ กาเรหิ มมญฺจ ปสฺส

มา กาลิกํ อนุธาวิ ชนินฺทาติ ฯ

ตตฺถ มเมว สีสนฺติ มเมว สีเส สญฺชาตปลิตนฺติ ทีเปติ ฯ อิตรํ ตสฺเสว เววจนํ ฯ อตฺถนฺติ อตฺตโน วุฑฺฒึ กริสฺสามีติ มุสา กเถสึ ฯ เอกาปราธนฺติ อิมํ มยฺหํ เอกํ อปราธํ ฯ ปฐมุคฺคโตติ ปฐมวเยน อุคฺคโต ฯ โหหีติ โหสิ ฯ ปฐมวเย ปติฏฺฐิโตสีติ อตฺโถ ฯ โหสิเยวาติปิ ปาโฐ ฯ ยถา กลีโรติ ยถา สินิทฺธจฺฉวิตรุณกลีโร มนฺทวาเตริโต อติวิย โสภติ เอวรูโปสิ ตฺวนฺติ ทสฺเสติ ฯ ปฐมุคฺคโต โหสีติปิ ปาโฐ ฯ ตสฺสตฺโถ ยถา ปฐมุคฺคโต ตรุณกลีโร ทสฺสนีโย โหติ เอวํ ตฺวํ ทสฺสนีโยติ ฯ มมญฺจ ปสฺสาติ มมญฺจ โอโลเกหิ ฯ มา มํ อนาถวิธวํ กโรหีติ อตฺโถ ฯ กาลิกนฺติ พฺรหฺมจริยจรณนฺนาม ทุติเย วา ตติเย วา อตฺตภาเว วิปากทานโต กาลิกนฺนาม รชฺชํ ปน อิมสฺมึเยว อตฺตภาเว กามคุณสุขปฺปทานโต อกาลิกํ โส ตฺวํ อิมํ อกาลิกํ ปหาย มา กาลิกํ อนุธาวีติ วทติ ฯ

โพธิสตฺโต ตสฺสา วจนํ สุตฺวา ภทฺเท ตฺวํ ภวิตพฺพเมตํ กถํ กเถสิ วิปริณเต ปริณามนฺเต หิ เม วเย อิเมหิ กาฬเกเสหิ ปริวตฺติตฺวา สาณวากสทิเสหิ ปณฺฑเรหิ ภวิตพฺพํ อหํ หิ นีลุปฺปลาทิกุสุมทามสทิสกุมารานํ กาญฺจนรูปกปฏิภาคานํ อุตฺตม- โยพฺพนวิลาสสมฺปนฺนานํ ขตฺติยกญฺญาทีนํ วเย วิปริณเต ปริณามนฺเต ชรํ ปตฺตานํ เววณฺณิยญฺเจว สรีรภคฺคญฺจ ปสฺสามิ เอวํ วิปตฺติ- ปริโยสาโน เหส ภทฺเท ชีวโลเกติ วตฺวา อุปริ พุทฺธลีฬาย ธมฺมํ เทเสนฺโต คาถทฺวยมาห

ปสฺสามิ โวหํ ทหรึ กุมารึ

สามฏฺฐปสฺสํ สุตนุํ สุมชฺฌํ

กาลปฺปลฺลวาว ปเวลฺลมานา

ปโลภยนฺตีว นเรสุ คจฺฉติ ฯ

ตเมน ปสฺสามิ ปเรน นารึ

อาสีติกํ นาวุติกญฺจ ชจฺจา

ทณฺฑํ คเหตฺวาน ปเวธมานํ

โคปาณสีภคฺคสมํ จรนฺตนฺติ ฯ

ตตฺถ โวติ นิปาตมตฺตํ ฯ สามฏฺฐปสฺสนฺติ สมฏฺฐปสฺสํ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ สพฺพปสฺเส สมฏฺฐฉวิวณฺณนฺติ อตฺโถ ฯ สุตนุนฺติ สุนฺทรสรีรํ ฯ สุมชฺฌนฺติ สุสณฺฐิตมชฺฌํ ฯ กาลปฺปลฺลวาว ปเวลฺลมานาติ ยถา นาม ตรุณกาเล สุสมุคฺคตา กาลวลฺลี ปลฺลวาว หุตฺวา มนฺทวาเตริตา อิโตจีโต จ ปเวลฺลติ เอวเมว ปเวลฺลมานา อิตฺถีวิลาสํ ทุสฺสิยมานา สา กุมาริกา ฯ ปโลภยนฺตีว นเรสุ คจฺฉตีติ สมีปตฺเถ ภุมฺมวจนํ ฯ ปุริสานํ สนฺติเก เต ปุริเส กิเลสวเสน ปโลภยนฺตี วิย คจฺฉติ ฯ ตเมน ปสฺสามิ ปเรน นารินฺติ ตเมนํ นารึ อปเรน สมเยน ชราปตฺตํ อนฺตรหิตรูปโสภคฺคปฺปตฺตํ ปสฺสามิ ฯ โพธิสตฺโต ปฐมคาถาย รูเป อสฺสาทํ กเถตฺวา อิทานิ อาทีนวํ ทสฺเสนฺโต เอวมาห ฯ อาสีติกํ นาวุติกญฺจ ชจฺจาติ อสีติสํวจฺฉรํ วา นวุติสํวจฺฉรํ วา ชาติยา ฯ โคปาณสีภคฺคสมนฺติ โคปาณสีสมภคฺคํ โคปาณสีอาการภคฺคสรีรํ โอนมิตฺวา นฏฺฐกากณิกํ ปริเยสนฺตึ วิย จรมานนฺติ อตฺโถ ฯ กามญฺจ โพธิสตฺเตน ทหรกาเล ทิสฺวา ปุน นวุติกกาเล ทิฏฺฐปุพฺพา นาม นตฺถิ ญาเณน ทิฏฺฐภาวํ สนฺธาย ปเนตํ วุตฺตํ ฯ

อิติ มหาสตฺโต อิมาย คาถาย รูปสฺส อาทีนวํ ทสฺเสตฺวา อิทานิ อคารมชฺเฌ อตฺตโน อนภิรตึ ปกาเสนฺโต คาถทฺวยมาห

โสหํ ตเมวานุวิจินฺตยนฺโต

เอโก สยามิ สยนสฺส มชฺเฌ

อหํปิ เอวํ อิติ เปกฺขมาโน

น เคเห รเม พฺรหฺมจริยสฺส กาโล ฯ

รชฺชุ วาลมฺพนํ เจสา ยา เคเห วสโต รติ

เอตํปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา

อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหายาติ ฯ

ตตฺถ โสหนฺติ โส อหํ ฯ ตเมวานุวิจินฺตยนฺโตติ ตเมว รูปานํ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ วิจินฺเตนฺโต ฯ เอวํ อิติ เปกฺขมาโนติ ยถา เอสา ปริณตา อหํปิ เอวํ ชรํ ปตฺโต ภคฺคสรีโร ภวิสฺสามีติ เปกฺขมาโน ฯ น เคเห รเมติ เคเห น รมามิ ฯ พฺรหฺมจริยสฺส กาโลติ ภทฺเท พฺรหฺมจริยสฺส เม กาโล ตสฺมา ปพฺพชิสฺสามีติ ทีเปติ ฯ รชฺชุ วาลมฺพนํ เจสาติ จกาโร นิปาตมตฺโต อาลมฺพนรชฺชุ วิย เอสาติ อตฺโถ ฯ กตรา ฯ ยา เคเห วสโต รตีติ ยา เคเห วสนฺตสฺส รูปาทีสุ อารมฺมเณสุ กามรตีติ อตฺโถ ฯ อิมินา กามานํ อปฺปสฺสาทตํ ทสฺเสติ ฯ อยํ เหตฺถ อธิปฺปาโย ยถา คิลานสฺส ปุริสสฺส อตฺตโน พเลน ปริวตฺเตตุํ อสกฺโกนฺตสฺส อิมํ อาลมฺพิตฺวา ปริวตฺเตยฺยาสีติ อาลมฺพนรชฺชุํ พนฺเธยฺย ตสฺส ตํ อาลมฺพิตฺวา ปริวตฺเตนฺตสฺส อปฺปมตฺตกํ กายิกเจตสิกสุขํ ภเวยฺย เอวํ กิเลสาตุรานํ สตฺตานํ วิเวกสุขวเสน ปริวตฺติตุํ อสกฺโกนฺตานํ อคารมชฺเฌ ฐปิตานิ กามรติทายกานิ รูปาทีนิ อารมฺมณานิ เตสํ กิเลสปริฬาห- กาเล เมถุนธมฺมปฏิเสวนรตึ อารพฺภ ปริวตฺตมานานํ กายิกเจตสิกสุข- สงฺขาตา กามรติ ตํ มุหุตฺตํ อุปฺปชฺชมานา อปฺปมตฺตกา โหติ เอวํ อปฺปสฺสาทา กามาติ ฯ เอตํปิ เฉตฺวานาติ ยสฺมา ปน พหุทุกฺขา กามา พหุปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย ตสฺมา ตํ อาทีนวํ สมฺปสฺสมานา ปณฺฑิตา เอตํปิ รชฺชํ ฉฑฺเฑตฺวา คูถกูเป นิมุคฺคปุริโส ตํ ปชหนฺโต วิย อนเปกฺขิโน เอวํ อปฺปมตฺตกํ พหุทุกฺขํ กามสุขํ ปหาย วชนฺติ นิกฺขมิตฺวา มโนรมํ ปพฺพชฺชํ ปพฺพชฺชนฺตีติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต กาเมสุ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ ทสฺเสนฺโต พุทฺธลีฬาย ธมฺมํ เทเสตฺวา สหายํ ปกฺโกสาเปตฺวา รชฺชํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา ญาติมิตฺตสุหชานํ ปริเทวนฺตานํ ปริวตฺตนฺตานเมว สิริวิภวํ ฉฑฺเฑตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญา นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ สจฺจ- ปริโยสาเน พหู ชเน อมตปานํ ปาเยตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อคฺคมเหสี ราหุลมาตา อโหสิ สหายกราชา อานนฺโท สุสีมราชา ปน อหเมวาติ ฯ

สุสีมชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๑๐. โสมทัตตชาดกชาดกถัดไป๔๑๒. โกฏสิมพลิชาดก