โกฏสิมพลิชาดก
ว่าด้วยการระวังภัยที่ยังไม่มาถึง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๘๖ · บรรทัด ๔๖๗๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการข่มกิเลสแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหํ ทสสตพฺยามํ ดังนี้ เรื่องจักมีแจ้งชัดในปัญญาสชาดก.
แต่ในที่นี้ พระศาสดาทรงเห็นภิกษุทั้งหลายประมาณ ๕๐๐ รูปถูกกามวิตกครอบงำ ภายในโกฏิสัณฐารกะ จึงทรงประชุมสงฆ์ ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า ถึงที่ควรระแวง ก็ควรระแวง ขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหลาย เมื่อเจริญขึ้นก็ย่อมทำลายเรา เหมือนต้นไทรเป็นต้นเมื่อเติบโตขึ้น ก็ทำลายต้นไม้ฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ในปางบรรพ์เทวดาผู้เกิดที่โกฏสิมพลีงิ้วใหญ่ เห็นนกตัว ๑ กินลูกนิโครธ ถ่ายอุจจาระรดกิ่งต้นไม้ของตน ได้ประสบความกลัวว่า ต่อแต่นี้ไปวิมานของเราจักมีความพินาศ ดังนี้. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ ถือกำเนิดเป็นรุกขเทวดาที่โกฏสิมพลีภายหลังพญาครุฑตัวหนึ่งเนรมิตอัตภาพ ๑๕๐ โยชน์ ใช้ลมปีกพัดน้ำในทะเลแหวกออกเป็น ๒ ส่วน แล้วเฉี่ยวเอานาคราชตัวหนึ่งยาวพันวาที่หางให้ขยอกเหยื่อที่พญานาคนั้นใช้ปากคาบไว้ทิ้ง บินไปทางยอดป่า มุ่งหมายโกฏสิมพลี. นาคราชเมื่อห้อยหัวลง จึงคิดว่า เราจักสลัดตัวให้หลุด จึงสอดขนดเข้าไปที่ต้นนิโครธต้น ๑ พันต้นนิโครธยึดไว้. ต้นนิโครธก็ถอนขึ้น เพราะความแรงของพญาครุฑและพญานาคร่างใหญ่. พญานาคก็ไม่ปล่อยต้นไม้เลย. ครุฑจึงเฉี่ยวเอาพญานาคพร้อมกับต้นนิโครธไปถึงโกฏสิมพลี แล้วให้พญานาคนอนบนด้านหลังของลำต้นไม้ ฉีกท้องกินมันข้นของพญานาคแล้วทิ้งซากที่เหลือลงทะเลไป ก็บนต้นนิโครธนั้นมีนกตัวเมียตัวหนึ่ง เมื่อพญานาคทิ้งต้นนิโครธแล้ว มันก็บินไปเกาะอยู่ระหว่างกิ่งของต้นโกฏสิมพลี. รุกขเทวดาเห็นมันแล้วสะดุ้งกลัวตัวสั่นไปโดยคิดว่า นกตัวเมียตัวนี้จักถ่ายอุจจาระรดลำต้นไม้ของเรา ต่อนั้นไปพุ่มไทรหรือพุ่มไม้ป่า ก็จะขึ้นท่วมทับถมต้นไม้ทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นวิมานของเรา ก็จักพินาศ. เมื่อรุกขเทวดาสั่นสะท้านอยู่ โกฏสิมพลี ก็สั่นไปถึงโคน พญาครุฑเห็นรุกขเทวดาสั่นสะท้านอยู่ เมื่อจะถามถึงเหตุ จึงได้กล่าวคาถาว่า :-
เราได้เอาพญานาคยาวตั้งพันวามาแล้ว ท่านทรงพญานาคนั้น และเราอยู่ได้ไม่สั่น สะท้าน. ดูก่อนโกฏสิมพลีเทพบุตร ก็เพราะ เหตุอะไร ? ท่านเมื่อทรงนกตัวเล็ก ๆ นี้ ที่มีเนื้อ น้อยกว่าเรา จึงกลัวตัวสั่นสะท้านไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสสตพยามํ ความว่า ยาวพันวาบทว่า อุรคมาทาย อาคโต ความว่า เราเอางูตัวใหญ่มา ณ ที่นี้อย่างนี้. บทว่า ตญฺจ มญฺจ ความว่า ทั้งงูตัวใหญ่ทั้งฉัน. บทว่า ธารยํ ได้แก่ ธารยมาโพ คือทรงไว้อยู่. บทว่า พฺยถสิ ความว่า สั่นเทิ้มอยู่. บทว่า กิมตฺถํ ความว่า พญาครุฑถามว่า ประโยชน์อะไรคือเพราะเหตุอะไร ? พญาครุฑเรียกเทพบุตรตามนามของต้นไม้ว่าโกฏสิมพลี. เพราะว่าต้นสิมพลี คือต้นงิ้วต้นนั้น ได้ชื่อว่า โกฏสิมพลีเพราะมีลำต้นและกิ่งก้านใหญ่ แม้เทพบุตรผู้สิงอยู่บนต้นโกฏสิมพลีนั้นก็ได้ชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน.
ลำดับนั้น เทพบุตรเมื่อจะกล่าวถึงเหตุแห่งการสั่นสะท้านนั้นจึงได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :-
ดูก่อนพญาครุฑ ท่านมีเนื้อเป็นภักษาหาร นกตัวนี้มีผลไม้เป็นภักษาหาร นกตัวนี้ จักจิกกินลูกนิโครธ ลูกกร่าง ลูกมะเดื่อ และ ลูกโพธิ์ แล้วมาถ่ายรดลำต้นไม้ของเรา. ต้น ไม้เหล่านั้นจะเติบโตขึ้น พวกมันเกิดในที่อับ ลมไม่มีอากาศที่ข้างเรา จักปกคลุมเรา ทำเรา ไม่ให้เป็นต้นไม้. ต้นไม้ต้นอื่น ๆ เป็นหมู่ไม้ มีรากมีลำต้นที่มีอยู่ ก็จะถูกสกุณชาติตัวนี้ ทำลายไป โดยการนำพืชผลมากิน. เพราะว่า ต้นไม้ทั้งหลายที่งอกขึ้น จะเจริญเติบโตขึ้น เลยต้นไม้เจ้าป่า ที่มีลำต้นใหญ่ไป ข้าแต่พญา ครุฑ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้ามองเห็นภัยที่ยัง ไม่มาถึง จึงสั่นสะท้านอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอทหิสฺสติ ความว่า จักถ่ายอุจจาระรด บทว่า เต รุกฺขา ความว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นไทรเป็นต้นเกิดขึ้นแล้ว. จากพืชผลเหล่านั้น. บทว่า สํวิรูหนฺติ ความว่า จักงอกงามขึ้น คือจักเจริญเติบโตขึ้น. บทว่า มม ปสฺเส ความว่า ในระหว่างกิ่งเป็นต้นของเรา. บทว่า นิวาตชา ความว่า เกิดแล้วในที่อับลม เพราะลมถูกบังไว้. บทว่า ปริโยนทฺธิสฺสนฺติ ความว่า ต้นไม้เหล่านั้น เติบโตขึ้นอย่างนี้แล้วจักปกคลุมเราไว้. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า กริสฺสเร ความว่า ภายหลังครั้นปกคลุมอย่างนี้แล้ว ก็จักทำเราไม่ให้เป็นต้นไม้เลย คือจักทำลายโดยประการทั้งปวง. บทว่า รุกฺขาเส ได้แก่ต้นไม้. บทว่า มูลิโน ขนฺธิโน ความว่า ทั้งมีรากสมบูรณ์ ทั้งมีกิ่งสมบูรณ์. คำว่า ทุมา เป็นคำที่เป็นไวพจน์ของคำว่า รุกขานั่นเอง. บทว่า วีชมาหริตฺวา ความว่า นำพืชผลมาแล้ว บทว่า หตา ความว่า ต้นไม้ในป่านี้แม้ต้นอื่น ๆ ที่ถูกให้พินาศไปแล้วมีอยู่. บทว่า อชฺฌารูหา หิ วฑฺฒนฺติ ความว่า รุกขเทพบุตรแสดงว่า เพราะว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นนิโครธเป็นต้น เป็นต้นไม้ขึ้นคลุมแล้วก็จักเติบโตเลยต้นไม้เจ้าป่า แม้ต้นใหญ่ ๆ ต้นอื่นไป ก็ในบทว่า วนปฺปตึ นี้มีปาฐะถึง ๓ อย่างทีเดียวคือ วเนปติ วนสฺส ปติ วนปฺปติ. รุกขเทพบุตรเรียกครุฑว่า ราชา.
ครุฑครั้นได้ฟังคำของรุกขเทวดาแล้ว จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :ธีรชนควรระแวงภัยที่ควรระแวง ควร ระวังภัยที่ยังไม่มาถึง ธีรชนย่อมพิจารณาเห็น โลกทั้ง ๒ เพราะภัยในอนาคต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาคตํ ภยํ ความว่า ธีรชนเมื่อเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าระวังรักษาภัยที่เป็นไปในปัจจุบันบ้าง ที่เป็นในภายภาคหน้า คืออนาคตบ้างไว้. และเมื่อไม่เข้าไปคบหาบาปมิตร และคนที่เป็นคู่เวรกันก็ชื่อว่าระวังภัยที่ยังไม่มาถึง. ควรระวังภัยที่ยังไม่มาถึงอย่างนี้. บทว่า อนาคตภยา ความว่า เพราะเหตุแห่งภัยในอนาคต. ธีรชนเมื่อพิจารณาเห็นภัยนั้น ชื่อว่าเล็งเห็น คือมองเห็นทั้งโลกนี้และโลกหน้า.
ก็แล ครุฑครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงให้นกนั้นหนีไปจากต้นไม้นั้นด้วยอานุภาพของตน.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า เธอทั้งหลายควรระแวงสิ่งที่ควรระแวงดังนี้. ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลายแล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุประมาณ ๕๐๐รูป ดำรงอยู่แล้วในอรหัตผล. พญาครุฑ ในครั้งนั้น ได้แก่พระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนรุกขเทวดา ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกาโกฏสิมพลิชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๓๙๖–๔๐๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตกนิบาตชาดก ๒๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
โกฏสิมฺพลิชาตกํ
อหํ ทสสตพฺยามนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กิเลสนิคฺคหํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ ปญฺญาสชาตเก อาวีภวิสฺสติ ฯ
อิธาปิ สตฺถา อนฺโตโกฏิสณฺฐารเก กามวิตกฺกาภิภูเต ปญฺจสเต ภิกฺขู ทิสฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา ภิกฺขเว อาสงฺกิตพฺพยุตฺตกนฺนาม อาสงฺกิตุํ วฏฺฏติ กิเลสา นาม วฑฺฒนฺตา วเน นิโคฺรธาทโย วิย รุกฺขํ สํภญฺชนฺติ เตเนว ปุพฺเพ โกฏสิมฺพลิยํ นิพฺพตฺตเทวตา เอกํ สกุณํ นิโคฺรธวีชานิ ขาทิตฺวา อตฺตโน รุกฺขสฺส สาขนฺตเรสุ วจฺจํ ปาเตนฺตํ ทิสฺวา อิโต เม วิมานสฺส วินาโส ภวิสฺสตีติ ภยปฺปตฺตา อโหสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต โกฏสิมฺพลิยํ รุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ อเถโก สุปณฺณราชา ทิยฑฺฒโยชนสติกํ อตฺตภาวํ มาเปตฺวา ปกฺขวาเตหิ มหาสมุทฺเท อุทกํ ทฺวิธา กตฺวา เอกํ พฺยามสหสฺสายามํ นาคราชานํ นงฺคุฏฺเฐ คเหตฺวา มุเขนสฺส คหิตโคจรํ ฉฑฺฑาเปตฺวา โกฏสิมฺพลึ สนฺธาย วนมตฺถเกน ปายาสิ ฯ นาคราชา โอลมฺพนฺโต อตฺตานํ โมเจสฺสามีติ เอกสฺมึ นิโคฺรธรุกฺเข โภคํ ปเวเสตฺวา นิโคฺรธํ เวเฐตฺวา คณฺหิ ฯ สุปณฺณรญฺโญ มหาพลตาย นาคราชสฺส จ มหาสรีรตาย นิโคฺรธรุกฺโข สมุคฺฆาตํ อคมาสิ ฯ นาคราชา เนว รุกฺขํ วิสฺสชฺเชสิ ฯ สุปณฺโณ นิโคฺรธรุกฺเขน สทฺธึ นาคราชานํ คเหตฺวา โกฏสิมฺพลึ ปตฺวา นาคราชานํ รุกฺขกฺขนฺธปิฏฺเฐ นิปชฺชาเปตฺวา อุทรสฺส ผาเลตฺวา นาคเมทํ ขาทิตฺวา เสสกเลวรํ สมุทฺเท วิสฺสชฺเชสิ ฯ ตสฺมึ ปน นิโคฺรเธ เอกา สกุณิกา อตฺถิ สา นิโคฺรธรุกฺเข วิสฺสฏฺเฐ อุปฺปติตฺวา โกฏสิมฺพลิยา สาขนฺตเร นิสีทิ ฯ รุกฺขเทวตา ตํ ทิสฺวา อยํ สกุณิกา มม รุกฺขกฺขนฺเธ วจฺจํ ปาเตสฺสติ ตโต นิโคฺรธคจฺโฉ วา มิลกฺขคจฺโฉ วา อุฏฺฐหิตฺวา สกลรุกฺขํ โอตฺถริตฺวา ภญฺชิสฺสติ อถ เม วิมานํ นสฺสิสฺสตีติ ภีตตสิตาว ปเวธิ ฯ ตสฺสา ปเวเธนฺติยา โกฏสิมฺพลิ ยาว มูลา ปเวธิ ฯ สุปณฺณราชา ตํ ปเวธมานํ ทิสฺวา การณํ ปุจฺฉนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ
อหํ ทสสตพฺยามํ อุรคมาทาย อาคโต
ตญฺจ มญฺจ มหากายํ ธารยํ นปฺปเวธสิ ฯ
อถิมํ ขุทฺทกํ ปกฺขึ อปฺปมํสตรํ มยา
ธารยํ พฺยถสิ ภีโต กิมตฺถํ โกฏสิมฺพลีติ ฯ
ตตฺถ ทสสตพฺยามนฺติ สหสฺสพฺยามํ ฯ อุรคมาทาย อาคโตติ เอวํ มหนฺตํ อุรคํ อาทาย อิธ อาคโต ฯ ตญฺจ มญฺจาติ ตญฺจ อุรคํ มญฺจ ฯ ธารยนฺติ ธารยมาโน ฯ พฺยถสีติ กมฺปสิ ฯ กิมตฺถนฺติ กึ อตฺถํ เกน การเณนาติ ปุจฺฉติ ฯ กึ วา อตฺถํ สมฺปสฺสมาโนติปิ อตฺโถ ฯ โกฏสิมฺพลีติ รุกฺขนาเมน เทวปุตฺตํ อาลปติ ฯ โส หิ สิมฺพลิรุกฺโข ขนฺธสาขามหนฺตตาย โกฏสิมฺพลีติ นามํ ลภิ ฯ ตสฺมึ อธิวตฺถเทวปุตฺตสฺสาปิ ตเทว นามํ ฯ
อถสฺส การณํ กเถนฺโต เทวปุตฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ
มํสภกฺโข ตุวํ ราช ผลภกฺโข อยํ ทิโช
อยํ นิโคฺรธวีชานิ มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ
อสฺสตฺถานิ จ ภกฺเขตฺวา ขนฺเธ เม โอทหิสฺสติ ฯ
เต รุกฺขา สํวิรูหนฺติ มม ปสฺเส นิวาตชา
เต มํ ปริโยนทฺธิสฺสนฺติ อรุกฺขํ มํ กริสฺสเร ฯ
สนฺติ อญฺเญปิ รุกฺขาเส มูลิโน ขนฺธิโน ทุมา
อิมินา สกุณชาเตน วีชมาหริตฺวา หตา ฯ
อชฺฌารูหา หิ วฑฺฒนฺติ พฺรหนฺตํปิ วนปฺปตึ
ตสฺมา ราช ปเวธามิ สมฺปสฺสํ นาคตํ ภยนฺติ ฯ
ตตฺถ โอทหิสฺสตีติ วจฺจํ ปาเตสฺสติ ฯ เต รุกฺขาติ เตหิ วีเชหิ ชาตา นิโคฺรธาทโย รุกฺขา ฯ สํวิรูหนฺตีติ สํวิรูหิสฺสนฺติ สํวฑฺฒิสฺสนฺติ ฯ มม ปสฺเสติ มมปสฺสาขนฺธตราทีสุ ฯ นิวาตชาติ มม สาขาหิ วาตสฺส นิวาริตตฺตา นิวาเต ชาตา ฯ ปริโยนทฺธิสฺสนฺตีติ เต เอวํ สํวฑฺฒนฺตา มํ ปริโยนทฺธิสฺสนฺติ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ กริสฺสเรติ อเถวํ ปริโยนทฺธิตฺวา มํ อรุกฺขเมว กริสฺสนฺติ สพฺพโส ภญฺชิสฺสนฺติ ฯ รุกฺขาเสติ รุกฺขา ฯ มูลิโน ขนฺธิโนติ มูลสมฺปนฺนา เจว ขนฺธสมฺปนฺนา จ ฯ ทุมาติ รุกฺขเววจนเมว ฯ วีชมาหริตฺวาติ วีชํ อาหริตฺวา ฯ หตาติ อญฺเญปิ อิมสฺมึ วเน รุกฺขา วินาสิตา สนฺติ ฯ อชฺฌารูหา หิ วฑฺฒนฺตีติ นิโคฺรธาทโย หิ รุกฺขา อชฺฌารูหา หุตฺวา มหนฺตํปิ อญฺญํ วนปฺปตึ อติกฺกมฺม วฑฺฒนฺตีติ ทสฺเสติ ฯ เอตฺถ ปน วเน ปติ วนสฺส ปติ วนปฺปตีติ ตโยปิ ปาฐาเยว ฯ ราชาติ สุปณฺณํ อาลปติ ฯ
รุกฺขเทวตาย วจนํ สุตฺวา สุปณฺโณ โอสานคาถมาห
สงฺเกยฺย สงฺกิตพฺพานิ รกฺเขยฺยานาคตํ ภยํ
อนาคตภยา ธีโร อุโภ โลเก อเวกฺขตีติ ฯ
ตตฺถ อนาคตํ ภยนฺติ ปาณาติปาตาทีหิ วิรมนฺโต ทิฏฺฐธมฺมิกํปิ สมฺปรายิกํปิ อนาคตํ ภยํ รกฺขติ นาม ฯ ปาปมิตฺเต จ เวริปุคฺคเล จ อนุปสงฺกมนฺโต อนาคตํ ภยํ รกฺขติ นาม ฯ เอวํ อนาคตํ ภยํ รกฺเขยฺย ฯ อนาคตภยาติ อนาคเต ภยการณา ฯ ตํ ภยํ สมฺปสฺสนฺโต ธีโร อิธโลกญฺจ ปรโลกญฺจ อเวกฺขติ โอโลเกติ นาม ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา สุปณฺโณ อตฺตโน อานุภาเวน ตํ ปกฺขึ ตมฺหา รุกฺขา ปลาเปสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อาสงฺกิตพฺพยุตฺตกํ อาสงฺกิตุํ วฏฺฏตีติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ สจฺจปริโยสาเน ปญฺจสตา ภิกฺขู อรหตฺเต ปติฏฺฐหึสุ ฯ ตทา สุปณฺณราชา สารีปุตฺโต อโหสิ รุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
โกฏสิมฺพลิชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗