ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ธูมการีชาดก
ชาดกที่ ๔๑๓ · สัตตกนิบาตชาดก · คันธารวรรค

ธูมการีชาดก

ว่าด้วยเศร้าโศกเพราะได้ใหม่ลืมเก่า

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๙๓ · บรรทัด ๔๖๘๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากธูมการีชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการทรงสงเคราะห์อาคันตุกะของพระเจ้าโกศลแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ราชา อปุจฺฉิ วิธูรํ ดังนี้.

ได้ยินว่า สมัยหนึ่งพระเจ้าโกศลนั้น ไม่ได้ทรงสงเคราะห์ทหารเก่าที่มาเฝ้าตามประเพณี แต่ได้ทรงทำสักการะสัมมานะ แก่ทหารผู้เข้ามาใหม่ ๆ ยังเป็นแขก ภายหลังเมื่อพระองค์เสด็จไปเพื่อทรงปราบปัจจันตชนบทที่ก่อการร้าย ทหารเก่าก็ไม่สู้รบโดยคิดว่า ทหารใหม่ที่เป็นแขกผู้ได้สักการะจักสู้รบ ส่วนทหารใหม่ที่เป็นแขกก็ไม่สู้รบโดยคิดว่าทหารเก่าจักสู้รบ. โจรเลยชนะพระราชา. พระราชาทรงปราชัยแล้วทรงทราบความที่ตนปราชัย เพราะโทษคือการทรงสงเคราะห์ทหารใหม่ที่เป็นแขก เสด็จกลับพระนครสาวัตถี ทรงดำริว่า เราคนเดียวหรืออย่างไรทำอย่างนี้แล้วแพ้ หรือว่าพระราชาแม้เหล่าอื่น ก็เคยแพ้ดังนี้ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้วเสด็จไปยังพระเชตวัน ถวายนมัสการพระศาสดาแล้ว จึงทูลถามข้อความนั้น. พระศาสดาตรัสตอบว่าขอถวายพระพรมหาบพิตรมหาราช ใช่จะมีแต่มหาบพิตรพระองค์เดียวเท่านั้นก็หาไม่ แม้พระราชาในสมัยโบราณ ทรงทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ ผู้เป็นแขกแล้วทรงปราชัยก็มี เป็นผู้อันพระราชาทูลอ้อนวอนแล้วได้ทรงน้ำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล พระเจ้าโกรัพยะทรงพระนามว่า ธนญชัย ยุธิฏฐิลโคตร เสวยราชสมบัติในอินทปัตถนครในแคว้นกุรุ. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลปุโรหิตของพระเจ้าธนญชัย เติบใหญ่แล้วได้รับการศึกษาศิลปทุกชนิดที่เมืองตักกศิลา กลับมาที่อินทปัตถนครแล้วได้รับตำแหน่งปุโรหิตเป็นผู้ถวายอรรถธรรมแด่พระราชา แทนบิดาที่ล่วงลับไปแล้ว. คนทั้งหลายได้ขนานนามท่านว่าวิธูรบัณฑิต. ครั้งนั้นพระเจ้าธนญชัย ไม่ทรงคำนึงถึงทหารเก่า ได้ทรงทำการสงเคราะห์ทหารที่เป็นแขกใหม่เท่านั้น. เมื่อพระองค์เสด็จไปปราบปัจจันตชนบทที่ก่อการร้าย ทหารเก่าไม่รบโดยคิดว่า ทหารใหม่ที่เป็นแขกจักรู้หน้าที่. ทหารใหม่ที่เป็นแขกก็ไม่รบโดยคิดว่า ทหารเก่าจักรู้หน้าที่ ตกลงว่าทั้งทหารเก่าทั้งทหารใหม่ไม่รบเลย. พระราชาทรงปราชัยแล้ว เสด็จกลับอินทปัตถนครทันที ทรงดำริว่า เราปราชัยเพราะเราทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ที่เป็นแขก. อยู่มาวันหนึ่งพระองค์ทรงดำริว่า เราจักถามวิธูรบัณฑิตว่า มีเราคนเดียวหรืออย่างไร ทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ที่เป็นแขกแล้วปราชัย หรือพระราชาแม้องค์อื่น ๆ ที่เคยปราชัยมาแล้วก็มี แล้วตรัสถามข้อความนั้น กะวิธูรบัณฑิตผู้มาถึงที่เฝ้าพระราชาแล้วนั่ง. จึงพระศาสดาเมื่อจะทรงไขอาการที่ตรัสถามของพระราชานั้น ให้แจ้งชัด ได้ตรัสกึ่งคาถาว่า :-

พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงใคร่ในธรรม ได้ ตรัสถามวิธูรบัณฑิตแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมกาโม ได้แก่ ทรงมีสุจริตธรรมเป็นที่รัก.

ดูก่อนพราหมณ์ ท่านรู้บ้างไหม ? ใคร คน ๑ กำลังเศร้าโศกมาก.

ส่วนกึ่งคาถาที่เหลือมีเนื้อความดังต่อไป ดูก่อนพราหมณ์ธรรมดาท่านรู้บ้างไหม ว่าใครคน ๑ ในโลกนี้เศร้าโศกมาก คือเศร้าโศกโดยอาการต่าง ๆ.

พระโพธิสัตว์ครั้นสดับคำนั้นแล้ว เมื่อทรงนำอุทาหรณ์นี้มาแสดงว่า ข้าแต่มหาราช ความโศกของพระองค์ ชื่อว่าเป็นความโศกหรือในกาลก่อนพราหมณ์เลี้ยงแพะคน ๑ ชื่อว่าธูมการี ต้อนแพะฝูงใหญ่ไปทีเดียวสร้างคอกไว้ในป่า พักแพะไว้ในคอกนั้น ก่อไฟและควันปฏิบัติฝูงแพะบริโภคนมเป็นต้นพักอยู่. แล้วเขาเห็นชะมดทั้งหลายที่มา ณที่นั้นมีสีเหมือนสีทองแล้วทำความเสน่หาในชะมดเหล่านั้น กระทำสักการะแพะให้แก่ชะมดทั้งหลายโดยไม่คำนึงแพะ เมื่อเหล่าชะมดหนีไปป่าหิมพานต์ในสารทกาล และเมื่อแพะทั้งหลายหายไปแล้วไม่เห็นชะมดจึงเป็นโรคผอมเหลือง เพราะความโศกถึงความสิ้นชีวิตแล้ว. พราหมณ์คนนี้ทำการสงเคราะห์สัตว์ที่จรมา จึงเศร้าโศกลำบากถึงความพินาศมากกว่าพระองค์ร้อยเท่าพันเท่า ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

พราหมณ์วาเสฏฐะผู้มีฟืนมากอยู่ในป่า กับฝูงแพะไม่เฉื่อยชา ได้ก่อไฟให้เกิดควัน ทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน. ชะมดทั้งหลายถูกยุง รบกวน ได้พากันเข้าไปอาศัยอยู่ในสำนักของ พราหมณ์นั้นตลอดฤดูฝน เพราะกลิ่นควันนั้น. พราหมณ์นั้นเอาใจใส่ชะมด ไม่เอาใจใส่แพะ ทั้งหลายว่า จะมาเข้าคอกหรือจะไปป่า แพะ เหล่านั้นของเขาจึงหายไปแล้ว. แต่ในสารทกาล ในป่าที่ยุงซาลงแล้ว ชะมดทั้งหลายก็ไปสู่ยอด เขาและที่ที่เป็นต้นน้ำลำธาร. พราหมณ์เห็น ชะมดทั้งหลายไปแล้ว และแพะทั้งหลายถึง ความวิบัติแล้ว ก็ซูบผอมมีผิวพรรณซีด และ เป็นโรคผอมเหลือง. ผู้ใดละทิ้งคนของตน ทำ คนที่มารหมู่ให้เป็นที่รักอย่างนี้ ผู้นั้นคนเดียว จะเศร้าโศกมาก เหมือนพราหมณ์ธูมการีเศร้า โศกอยู่ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุเตนฺโท ความว่า ผู้มีเชื้อเพลิงเพียงพอ. บทว่า ธูมํ อกาสิ ความว่า ได้ก่อขึ้นทั้งไฟทั้งควัน เพื่อประโยชน์แก่การนำไปซึ่งอันตรายคือแมลงวัน. คำว่า วาเสฏฺโ เป็นโคตร คือนามสกุลของเขา. บทว่า อตนฺทิโต ได้แก่เป็นผู้ไม่เกียจคร้านบทว่า ตํธูมคนฺเธน ความว่า เพราะกลิ่นควันนั้น. บทว่า สรภา ได้แก่มฤคคือชะมด. บทว่า มกสทฺทิตา ความว่า ถูกยุงทั้งหลายรบกวนคือเบียดเบียนแล้ว. แม้แมลงวันที่เหลือก็เป็นอันถือเอาแล้วด้วย มกสศัพท์นั่นเอง. บทว่า วสฺสาวาสํ ความว่า อยู่แล้วตลอดราตรีแห่งกาลฝน ในสำนักของพราหมณ์นั้น. บทว่า มนํ กตฺวา ความว่า ให้เกิดความเสน่หาขึ้น. บทว่า นาวพุชฺฌถ ความว่า ไม่รู้ว่าแพะทั้งหลายออกจากป่ากำลังมาเข้าคอก ออกจากคอกกำลังไปป่า และมาแล้วจำนวนเท่านี้ ยังไม่มาจำนวนเท่านี้. บทว่า ตสฺส ตา วิน สุํ ความว่า เมื่อเขาไม่ได้ตรวจตราดูแพะเหล่านั้นอยู่อย่างนี้ แพะทั้งหลาย ที่เขาไม่ได้รักษาอยู่จากอันตรายมีสิงห์โตเป็นต้น พินาศไปแล้วเพราะอันตรายมีสิงห์โตเป็นต้น หรือแพะทั้งหมดพินาศไปแล้ว. บทว่า นทีนํ ปภวานิ จความว่า เข้าไปแล้วสู่ที่เป็นที่แรกเกิดของแม่น้ำทั้งหลายที่เกิดแต่ภูเขาด้วย. บทว่า วิภวํ ได้แก่ความไม่เจริญเห็น คือรู้แพะทั้งหลายที่ถึงความพินาศแล้ว. บทว่า กีโสจวิวณฺโณ ความว่า พราหมณ์ละทิ้งแพะทั้งที่ให้น้ำนมเป็นต้น แล้วสงเคราะห์ชะมดทั้งหลาย เมื่อไม่เห็นสัตว์ทั้ง ๒ ชนิดนั้น ก็เป็นผู้เสื่อมจากสัตว์ทั้ง ๒ พวก ถูกความโศกครอบงำแล้วจึงได้เป็นคนซูบผอมและมีผิวพรรณซูบซีด. บทว่า เอวํ โย สนฺนิรงฺ กตฺวา ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้นั้นแหละ ผู้ใดนำคนภายในของตนซึ่งเป็นคนเก่าแก่ออกไป คือละทิ้งแล้วทำความรักใคร่คนที่มาใหม่ โดยไม่คำนึงถึงใคร ๆ อีกเลย ผู้นั้นเป็นคนเดียวเช่นกับพระองค์ย่อมเศร้าโศกมาก เหมือนพราหมณ์ธูมการีที่ข้าพระองค์ ทูลแสดงถวายพระองค์แล้วฉะนั้น.

พระมหาสัตว์ ทูลพระราชาให้ทรงรู้สึกพระองค์อย่างนี้แล้ว. ฝ่ายพระราชาทรงทำความรู้สึกพระองค์แล้ว ทรงเลื่อมใสแล้วได้พระราชทานทรัพย์จำนวนมากแก่พระโพธิสัตว์นั้น. จำเดิมแต่นั้นมา พระองค์ก็ทรงทำการสงเคราะห์คนภายในอยู่เท่านั้น ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้นแล้ว ได้ทรงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในภายภาคหน้า.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า พระเจ้าโกรัพยะในครั้งนั้น ได้แก่พระอานนท์ ในบัดนี้พราหมณ์ธูมการี ได้แก่ พระเจ้าปเสนทิโกศล ส่วนวิธูรบัณฑิต ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาธูมการิชาดกที่ ๘

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๔๐๓–๔๐๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

สัตตกนิบาตชาดก · ๒๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ธูมการิชาตกํ

ราชา อปุจฺฉิ วิธูรนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกสลรญฺโญ อาคนฺตุกสงฺคหํ อารพฺภ กเกสิ ฯ

โส กิร เอกสฺมึ สมเย ปเวณิอาคตานํ โปราณกโยธานํ สงฺคหํ อกตฺวา อภินวาคตานํ อาคนฺตุกานญฺเจว สกฺการสมฺมานํ อกาสิ ฯ อถสฺส ปจฺจนฺเต กุปฺปิเต ยุชฺฌนตฺถาย คตสฺส อาคนฺตุกา ลทฺธสกฺการา ยุชฺฌิสฺสนฺตีติ โปราณกโยธา น ยุชฺฌึสุ ฯ โปราณกา ยุชฺฌิสฺสนฺตีติ อาคนฺตุกา น ยุชฺฌึสุ ฯ โจรา ราชานํ ชินึสุ ฯ ราชา ปราชิโต อาคนฺตุกสงฺคหโทเสน อตฺตโน ปราชิตภาวํ ญตฺวา สาวตฺถิยํ ปจฺจาคนฺตฺวา กินฺนุ โข อหเมว เอวํ กโรนฺโต ปราชิโต อุทาหุ อญฺเญปิ ราชาโน ปราชิตปุพฺพาติ ทสพลํ ปุจฺฉิสฺสามีติ ภุตฺตปาตราโส เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ตมตฺถํ ปุจฺฉิ ฯ สตฺถา น โข มหาราช ตฺวญฺเจเวโก โปราณกราชาโนปิ อาคนฺตุก- สงฺคหํ กตฺวา ปราชิตาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ

อตีเต กุรุรฏฺเฐ อินฺทปตฺถนคเร ยุทฺธิฏฺฐิลโคตฺโต ธนญฺชโย นาม โกรพฺยราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺส ปุโรหิตกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา อินฺทปตฺถํ อาคนฺตฺวา ปิตุ อจฺจเยน ปุโรหิตฏฺฐานํ ลภิตฺวา รญฺโญ อตฺถธมฺมานุสาสโก อโหสิ ฯ วิธูรปณฺฑิโตติสฺส นามํ อกํสุ ฯ ตทา ธนญฺชยราชา โปราณกโยเธ อคเณตฺวา อาคนฺตุกานญฺเญว สงฺคหํ อกาสิ ฯ ตสฺส ปจฺจนฺเต กุปฺปิเต ยุชฺฌนตฺถาย คตสฺส อาคนฺตุกา ชานิสฺสนฺตีติ โปราณกา ชานิสฺสนฺตีติ เนว โปราณกา นาคนฺตุกา ยุชฺฌึสุ ฯ ราชา ปราชิโต อินฺทปตฺถนครเมว ปจฺจาคนฺตฺวา อาคนฺตุกสงฺคหสฺส กตภาเวน ปราชิโตมฺหีติ จินฺเตสิ ฯ โส เอกทิวสํ กึ นุ โข อหเมว อาคนฺตุกสงฺคหํ กตฺวา ปราชิโต อุทาหุ อญฺเญปิ ราชาโน ปราชิตปุพฺพา อตฺถีติ วิธูรํ ปณฺฑิตํ ปุจฺฉิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตํ ราชูปฏฺฐานํ อาคนฺตฺวา นิสินฺนํ ตมตฺถํ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส ปุจฺฉนาการํ อาวีกโรนฺโต สตฺถา อุปฑฺฒคาถมาห

ราชา อปุจฺฉิ วิธูรํ ธมฺมกาโม ยุธิฏฺฐิโลติ ฯ

ตตฺถ ธมฺมกาโมติ สุจริตธมฺมปฺปิโย ฯ

อปิ พฺราหฺมณ ชานาสิ โก เอโก พหุ โสจตีติ ฯ

เสสอุปฑฺฒคาถาย ปน อยมตฺโถ อปิ นาม พฺราหฺมณ ชานาสิ โก อิมสฺมึ โลเก เอโก พหุํ โสจตีติ นานากาเรน โสจตีติ ฯ

ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต มหาราช กึ โสโก นาม ตุมฺหากํ โสโก ปุพฺเพ ธูมการี นาเมโก อชปาลพฺราหฺมโณ มหนฺตํ อชยูถํ คเหตฺวาว อรญฺเญ วชํ กตฺวา ตตฺถ อเช ฐเปตฺวา อคฺคิญฺจ ธูมญฺจ กตฺวา อชยูถํ ปฏิชคฺคนฺโต ขีราทีนิ ภุญฺชนฺโต วสิ ฯ โส ตตฺถ อาคเต สุวณฺณวณฺเณ สรเภ ทิสฺวา เตสุ สิเนหํ กตฺวา อเช อคเณตฺวา อชานํ สกฺการํ สรภานํ กตฺวา สรทกาเล สรเภสุ ปลายิตฺวา หิมวนฺตํ คเตสุ อชาสุ วินฏฺฐาสุ สรเภ อปสฺสนฺโต โสเกน ปณฺฑุโรคี หุตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต อยํ อาคนฺตุกสงฺคหํ กตฺวา ตุมฺเหหิ สตคุเณน สหสฺสคุเณน โสจิตฺวา กิลมิตฺวา วินาสํ ปตฺโตติ อิทํ อุทาหรณํ อาหริตฺวา ทสฺเสนฺโต อิมา คาถา อาห

พฺราหฺมโณ อชยูเถน พหุเตนฺโท วเน วสํ

ธูมํ อกาสิ วาเสฏฺโฐ รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ฯ

ตสฺส ตํธูมคนฺเธน สรภา มกสทฺทิตา

วสฺสาวาสํ อุปคจฺฉุํ ธูมการิสฺส สนฺติเก ฯ

สรเภสุ มนํ กตฺวา อชา โย นาวพุชฺฌถ

อาคจฺฉนฺติ วชนฺติ วา ตสฺส ตา วินสฺสุํ อชา ฯ

สรภา จ สรเท กาเล ปหีนมกเส วเน

ปาวึสุ คิริทุคฺคานิ นทีนํ ปภวานิ จ ฯ

สรเภ จ คเต ทิสฺวา อชา จ วิภวํ คตา

กิโส จ วิวณฺโณ อาสิ ปณฺฑุโรคี จ พฺราหฺมโณ ฯ

เอวํ โย สนฺนิรํกตฺวา อาคนฺตุ กุรุเต ปิยํ

โส เอโก พหุ โสจติ ธูมการีว พฺราหฺมโณติ ฯ

ตตฺถ พหุเตนฺโทติ พหุตอินฺทโน ฯ ธูมํ อกาสีติ มกฺขิกปริ- ปนฺถหรณตฺถาย อคฺคิญฺจ ธูมญฺจ อกาสิ ฯ วาเสฏฺโฐติ ตสฺส โคตฺตํ ฯ อตนฺทิโตติ อนลโส หุตฺวา ฯ ตํธูมคนฺเธนาติ เตน ธูมคนฺเธน ฯ สรภาติ สรภมิคา ฯ มกสทฺทิตาติ มกเสหิ อุปทฺทูตา ปีฬิตา ฯ เสสมกฺขิกาปิ มกสคฺคหเณเนว คหิตา ฯ วสฺสาวาสนฺติ ตสฺส สนฺติเก วสฺสารตฺตวาสํ วสึสุ ฯ มนํ กตฺวาติ สิเนหํ อุปฺปาเทตฺวา ฯ นาวพุชฺฌถาติ อรญฺญโต จริตฺวา วชํ อาคจฺฉนฺตีติ จ วชโต อรญฺญํ คจฺฉนฺตีติ จ เอตฺตกา อาคตา เอตฺตกา น อาคตาติ น ชานาติ ฯ ตสฺส ตา วินสฺสุนฺติ ตสฺส ตา เอวํ อปจฺจเวกฺขนฺตสฺส สีหปริปนฺถาทิโต อรกฺขิยมานา อชา สีหปริปนฺถาทีหิ วินสฺสึสุ สพฺพา วา วินฏฺฐา ฯ นทีนํ ปภวานิ จาติ ปพฺพเตยฺยานํ นทีนํ ปภวฏฺฐานานิ จ ปวิฏฺฐา ฯ วิภวนฺติ อภวํ ฯ อชา จ วินาสํ ปตฺตา ทิสฺวา ชานิตฺวา ฯ กิโส วิวณฺโณติ ขีราทิทายิกา อชา ปหาย สรเภ สงฺคณฺหิตฺวา เตปิ อปสฺสนฺโต อุภโต ปริหีโน โสกาภิภูโต กิโส เจว ทุพฺพณฺโณ จ อโหสิ ฯ เอวํ โย สนฺนิรํกตฺวาติ เอวเมว มหาราช โย สกํ โปราณํ อชฺฌตฺติกชนํ นีหริตฺวา ปหาย กิสฺมิญฺจิ อคเณตฺวา อาคนฺตุกํ ปิยํ กโรติ โส ตุมฺหาทิโส เอโก พหุ โสจติ อยํ เต มยา ทสฺสิโต ธูมการี พฺราหฺมโณ วิย พหุํ โสจตีติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต ราชานํ สญฺญาเปนฺโตปิ กเถสิ ฯ โสปิ สญฺญตฺตึ กตฺวา ตสฺส ปสีทิตฺวา พหุธนํ อทาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย อชฺฌตฺติกสงฺคหเมว กโรนฺโต ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา สคฺคปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา โกรพฺยราชา อานนฺโท อโหสิ ธูมการี ปเสนทิโกสโล วิธูรปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ

ธูมการิชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๑๒. โกฏสิมพลิชาดกชาดกถัดไป๔๑๔. ชาครชาดก