ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กัจจานิชาดก
ชาดกที่ ๔๑๗ · อัฏฐกนิบาตชาดก · กัจจานิวรรค

กัจจานิชาดก

ว่าด้วยในกาลไหนๆ ธรรมย่อมไม่ตาย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๒๑ · บรรทัด ๔๗๙๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกัจจานิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอุบาสกผู้เลี้ยงมารดาคนหนึ่ง จึงได้ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า โอทาตวตฺถา สุจิ อลฺลเกสา ดังนี้.

ได้ยินว่า อุบาสกผู้เลี้ยงมารดานั้น เป็นลูกผู้ดีเมืองสาวัตถี เป็นคนมีมรรยาทดี เมื่อบิดาตายแล้วเขาบูชามารดาเหมือนเทวดา บำรุงมารดาด้วยการขวนขวายจัดน้ำล้างหน้า บ้วนปาก ไม้สีฟัน น้ำอาบน้ำล้างเท้าเป็นต้น และด้วยข้าวยาคูแลภัตรเป็นอาทิ. ครั้งหนึ่งมารดากล่าวกะเขาว่า ลูกรัก เจ้ามีการงานซึ่งเป็นเรื่องของฆราวาสมากมาย จงพาหญิงที่มีตระกูลเสมอกันคนหนึ่งเป็นภรรยาเขาจักเลี้ยงดูแม่ ส่วนเจ้าจักได้ทำการงานของตัวไป. เขากล่าวว่า ดูก่อนแม่ ฉันหวังประโยชน์สุขสำหรับตน จึงบำรุงเลี้ยงแม่ คนอื่นใครเล่าจักบำรุงเลี้ยงได้อย่างนี้. มารดากล่าวว่า ลูกรัก เจ้าควรทำการงานที่ให้ตระกูลเจริญ. เขากล่าวว่าฉันไม่ต้องการครองเรือน ฉันจักบำรุงเลี้ยงแม่ เวลาแม่สิ้นชีพแล้วฉันจักบวช. ลำดับนั้น มารดาของเขาแม้อ้อนวอนบ่อย ๆ ก็ไม่ได้ดังใจจึงไม่ถือความพอใจของเขาเป็นเกณฑ์ นำหญิงที่มีชาติตระกูลเสมอกันมาให้เขา. เขาก็มิได้คัดค้านมารดา ได้อยู่ร่วมกันกับหญิงนั้น. แม้หญิงนั้นก็คิดว่า สามีของเราบำรุงเลี้ยงมารดาด้วยความอุตสาหะอันยิ่งใหญ่แม้เราก็ควรจักบำรุงเลี้ยงท่าน เมื่อเราทำอย่างนี้ก็จักเป็นที่รักของสามีคิดดังนี้แล้วก็บำรุงแม่ผัวโดยเคารพ. อุบาสกผู้เลี้ยงมารดาคิดว่า หญิงนี้บำรุงเลี้ยงมารดาของเราโดยเคารพ จึงนับแต่นั้นมาเขาได้ให้ของกินที่มีรสอร่อยที่ได้มา ๆ แก่นางผู้เดียว. ครั้นเวลาต่อมา หญิงนั้นคิดว่าบุรุษผู้นี้ ให้ของกินที่มีรสอร่อย ๆ ที่ได้มา ๆ แก่เราเท่านั้น เขาคงจักต้องการขับไล่มารดาเป็นแน่ เราจักทำอุบายขับไล่แก่เขา นางลืมตัวคิดไปโดยไม่ไตร่ตรองอย่างนี้ วันหนึ่ง จึงบอกสามีว่า คุณพี่ เมื่อพี่ออกไปข้างนอก มารดาของพี่ด่าฉัน. เขาได้นิ่งเสีย นางคิดว่าเราจักใส่โทษหญิงแก่นี้ แล้วทำตระกูลผัวให้แก่บุตร. ตั้งแต่นั้นมาเมื่อนางจะให้ข้าวยาคู ก็ให้ที่ร้อนจัดบ้าง เย็นจัดบ้าง ไม่เค็มบ้าง เค็มจัดบ้าง. เมื่อแม่ผัวบอกว่า แม่หนู ข้าวยาคูร้อนจัด หรือเค็มจัด นางก็เติมน้ำเย็นใส่เสียจนเต็ม. เมื่อแม่ผัวบอกอีกว่า เย็นมากไป เค็มมากไป นางก็ส่งเสียงขึ้นว่า เมื่อก็แม่บอกว่า ร้อนจัด เค็มจัด ใครจักสามารถทำให้ถูกใจแม่ได้ แม้น้ำสำหรับอาบ นางก็ต้มจนร้อนจัดแล้วราดบนหลัง. เมื่อแม่ผัวบอกว่า แม่หนู หลังแม่ไหม้หมดแล้ว นางก็เอาน้ำเย็นเติมใส่เสียจนเต็ม. เมื่อแม่ผัวบอกว่า เย็นจัดไป แม่หนู นางก็เที่ยวพูดกับชาวบ้านว่า แม่ผัวฉันพูดว่า น้ำสำหรับอาบร้อนจัดอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วกลับร้องขึ้นอีกว่า เย็นจัดไป ใครจักสามารถเอาใจหญิงแก่คนนี้ได้. เมื่อแม่ผัวบอกว่า แม่หนูเตียงนอนของแม่มีเลือดชุม นางก็นำออกมาแล้วเอาเตียงของตนเคาะลงบนเตียงนั้น บอกว่าฉันเคาะแล้ว แล้วก็นำกลับไปตั้งไว้ตามเดิม. แม่ผัวผู้เป็นมหาอุบาสิกาถูกเรือดกัด ต้องนั่งอยู่ตลอดคืน พอรุ่งสว่างจึงพูดว่า แม่หนู ฉันถูกเรือดกัดตลอดคืน. นางก็เถียงว่า เมื่อวานฉันก็ได้เคาะเตียงของแม่ ใครจักอาจช่วยเหลือการงานของตนเช่นนี้ได้ นางคิดว่า คราวนี้เราจักให้ลูกชายเขาใส่โทษ จึงแกล้งบ้วนน้ำลาย สั่งน้ำมูกเรี่ยลาดไว้ในที่นั้น ๆ เมื่อสามีถามว่า ใครทำเรือนนี้ให้สกปรกไปหมด นางก็กล่าวว่า มารดาของท่านทำอย่างนี้ฉันบอกว่าอย่าทำเลย ก็พาลทะเลาะ ฉันไม่อาจอยู่ร่วมเรือนกับหญิงกาลกรรณีเช่นนี้ เรือนนี้ท่านจะให้มารดาของท่านอยู่หรือจักให้ฉันอยู่อุบาสกผู้เลี้ยงมารดาได้ฟังคำของนางแล้ว กล่าวว่า น้องรักเธอยังสาวอยู่อาจที่จะไปดำรงชีพอยู่ในที่ใด ๆได้ ส่วนแม่ของฉันเป็นคนแก่ทุพพลภาพฉันเท่านั้นเป็นที่พึ่งของแม่ เธอจงออกจากบ้านไปสู่ตระกูลของตน. นางได้ฟังคำของสามีแล้วมีความกลัว คิดว่า เราไม่อาจแยกสามีของเราจากมารดาได้ มารดาเป็นที่รักของเขาโดยส่วนเดียว ถ้าเราไปเรือนแห่งตระกูล เราจักต้องอยู่อย่างเป็นหม้าย ได้รับแต่ความทุกข์เท่านั้น เราจักปฏิบัติ ให้แม่ผัวโปรดปรานเหมือนแต่ก่อน. ตั้งแต่นั้นมา นางได้ปฏิบัติแม่ผัวเหมือนดังก่อนทีเดียว.

อยู่มาวันหนึ่ง อุบาสกผู้เลี้ยงมารดานั้นไปสู่พระวิหารเชตวันเพื่อฟังพระธรรม ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระบรมศาสดาตรัสถามว่า อุบาสกท่านไม่ประมาทในบุญกรรมมิใช่หรือ ท่านบำเพ็ญมาตาปิตุปัฏฐานกิจมิใช่หรือ ? เขากราบทูลเรื่องทั้งหมดแด่พระศาสดาว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มารดาของข้าพระองค์นำหญิงในตระกูลคนหนึ่งมาเพื่อข้าพระองค์ โดยที่ข้าพระองค์ไม่ชอบใจเลย นางนั้นได้ทำอนาจารต่าง ๆ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงอย่างนี้นางก็ไม่อาจจะแยกข้าพระองค์จากมารดาได้ เดี๋ยวนี้นางได้บำรุงเลี้ยงมารดาโดยเคารพ.

พระศาสดาทรงสดับด้วยคำของอุบาสกนั้นแล้ว มีพระดำรัสว่าอาวุโส เดี๋ยวนี้เธอไม่การทำตามคำของหญิงนั้น แต่เมื่อก่อนเธอได้ขับไล่มารดาของเธอตามคำของนาง แต่ได้อาศัยเราจึงได้นำมารดามาสู่เรือนบำรุงเลี้ยงอีก อุบาสกทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี กุลบุตรของตระกูลหนึ่ง เมื่อบิดาตายแล้ว เขาบูชามารดาเหมือนเทวดา ปฏิบัติมารดาโดยทำนองดังกล่าวแล้ว เรื่องทั้งหมดมีเนื้อความพิสดารตามทำนองที่กล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. จับความตอนนี้ว่า ก็เมื่อหญิงนั้น กล่าวกะสามีว่า ฉันไม่อาจอยู่ร่วมกับหญิงกาลกรรณีเช่นนี้ได้ เรือนนี้ท่านจะให้มารดาของท่านอยู่ หรือจะให้ฉันอยู่ กุลบุตรนั้น เชื่อถ้อยคำของหญิงนั้น คิดว่า เป็นความผิดของแม่เราคนเดียวจึงกล่าวกะมารดาว่า แม่ แม่ก่อการทะเลาะขึ้นในเรือนนี้เป็นนิตย์ แม่จงออกจากเรือนนี้ไปอยู่ในที่อื่นตามชอบใจเถิด. มารดาพูดว่า ดีแล้ว ร้องไห้ออกจากบ้านไปอาศัยตระกูลที่เป็นเพื่อนกัน ตระกูลหนึ่งทำงานรับจ้างเขาเลี้ยงชีพอยู่ด้วยความลำบาก. ในเมื่อนางทำการทะเลาะกับแม่ผัวในเรือนจนแม่ผัวออกจากบ้านไปแล้ว นางก็ได้ตั้งครรภ์. นางบอกกับสามีและเที่ยวพูดกับชาวบ้านว่า เมื่อหญิงกาลกรรณีนั้นอยู่ในเรือน ฉันไม่ได้ตั้งครรภ์ เดียวนี้ฉันได้มีครรภ์แล้ว. ต่อมานางคลอดบุตรแล้วกล่าวกะสามีที่รักว่า เมื่อมารดาของท่านอยู่ในเรือนฉันไม่ได้บุตร เดี๋ยวนี้ฉันได้แล้ว ท่านจงรู้ว่ามารดาของท่านเป็นกาลกรรณีด้วยเหตุนี้เถิด. ฝ่ายหญิงผู้เป็นมารดาได้ข่าวว่า เขาว่ากัน ว่า หญิงสะใภ้ได้บุตรในเวลาที่เราถูกไล่ออกจากบ้าน นางจึงคิดว่าในโลกนี้ ธรรมคงจักสูญไปแน่แล้ว ถ้าธรรมยังไม่สูญ ผู้ที่โบยตีมารดาแล้วขับไล่ออกจากบ้านไม่ควรได้บุตร ไม่ควรเป็นอยู่อย่างสบาย เราจักถวายมตกภัตต์แก่ธรรม. วันหนึ่ง นางถืองา แป้ง ข้าวสาร ถาดสำรับหนึ่ง และทัพพีไปป่าช้าผีดิบเอาศีรษะมนุษย์สามศีรษะมาทำเตา ก่อไฟขึ้นแล้วลงน้ำสระหัวบ้วนปากเสร็จแล้วมาที่เตา สยายผมแล้วเริ่มซาวข้าวสาร.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นท้าวสักกเทวราช. ธรรมดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท. ขณะนั้นพระองค์ตรวจดูหมู่สัตวโลก เห็นหญิงนั้นกำลังมีความทุกข์ ประสงค์จะถวายมตกภัตต์แก่ธรรม ด้วยเข้าใจว่าธรรมได้สูญเสียแล้ว จึงทรงดำริว่าวันนี้เราจักแสดงกำลังของเรา ได้แปลงเพศเป็นพราหมณ์ทำเป็นเดินทางไป ครั้นเห็นหญิงนั้น จึงแวะไปยืนใกล้นาง กล่าวว่านี่แน่ะแม่คุณไม่มีธรรมดาที่ไหน ที่หุงหาอาหากันในป่าช้าท่านจะเอาข้าวสุกคลุกงาที่ทำให้สุกในป่าช้านี้ไปทำอะไร ดังนี้ เมื่อจะเริ่มสนทนา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ดูก่อนแม่กัจจานี ท่านสระผม นุ่งห่ม ผ้าขาวสะอาด ยกถาดสำหรับนึ่ง ขึ้นบนเตา ที่ทำด้วยศีรษะมนุษย์ ยีแป้ง ล้างงา ซาวข้าวสาร ทำไม ข้าวสุกคลุกงา จะมีไว้เพื่อเหตุอะไร ?

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้ :- ท้าวสักกเทวราชเรียกหญิงนั้น โดยโคตรว่า กัจจานี.

บทว่า กุมฺภิมธิสฺสยิตฺวา ความว่า ยกถาดสำหรับนึ่งนี้ขึ้นบนเตาที่ทำด้วยศีรษะมนุษย์

บทว่า เหหิติ ความว่า ข้าวสุกคลุกงานี้จะมีไว้เพื่อเหตุอะไรคือท่านจะบริโภคด้วยตนเองหรือยังมีเหตุอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ ?

ลำดับนั้น หญิงนั้นเมื่อจะบอกความแก่ท้าวสักกะเทวราช ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ดูก่อนพราหมณ์ ข้าวสุกคลุกงา ที่ทำ ให้สุกดีนี้ มิใช่เพื่อบริโภคเอง ธรรมคือความ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ และธรรมคือสุจริต ๓ ประการ ได้สูญไปแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าจักทำการ บูชาธรรมนั้น ในกลางป่าช้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ได้แก่ธรรมคือความอ่อนน้อมต่อผู้เจริญ. และธรรมคือสุจริต ๓ ประการ.

บทว่า ตสฺส ปหูนมชฺช ความว่า ข้าพเจ้าจักกระทำมตกภัตรคือภัตรเพื่อผู้ตายนี้ แก่ธรรมนั้น.

ต่อจากนั้น ท้าวสักกเทวราช จึงได้ตรัสคาถาที่ ๓ :ดูก่อนแม่กัจจานี เธอจงตริตรองก่อน แล้วจึงทำการงาน ใครบอกเธอว่า ธรรมสูญ เสียแล้ว ธรรมอันประเสริฐ เปรียบด้วยท้าว สหัสสเนตร มีอานุภาพหาที่เปรียบมิได้ ย่อม ไม่ตายในกาลไหน ๆ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุวิจฺจ ความว่า ท่านจงตริตรองคือรู้ให้ชัดเจน.

บทว่า โก นุ ตเวตสํสิ ความว่า ใครหนอบอกความนี้แก่ท่าน ?

ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะทรงแสดงพระองค์เปรียบด้วยธรรมอันประเสริฐ คือธรรมอันสูงสุด จึงตรัสอย่างนี้ว่า สหสฺสเนตฺโต

นางได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ในข้อที่ว่า ธรรม สูญแล้วนี้ ข้าพเจ้านึกมั่นใจเอาเอง ในข้อที่ว่า ธรรมไม่มีสูญนี้ ข้าพเจ้ายังสงสัย เพราะ เดี๋ยวนี้ คนมีบาปย่อมมีความสุข. เช่นหญิงสะใภ้ของข้าพเจ้าเป็นหญิงหมัน นางทุบตีขับไล่ข้าพเจ้าแล้วคลอดบุตร เดี๋ยวนี้ นางได้เป็นใหญ่แห่งตระกูลทั้งหมด ข้าพเจ้า ถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่พึ่งอยู่คนเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฬฺหปฺปมาณํ ความว่า หญิงนั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ในข้อที่วาธรรมสูญแล้วนี้ ข้าพเจ้ามั่นใจแน่นอนอย่างปราศจากข้อสงสัย.

บทว่า เย เย ความว่า เมื่อหญิงนั้นจะแสดงเหตุในข้อที่ธรรมนั้นเป็นของสูญแล้ว จึงกล่าวอย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วธิตฺวาน ความว่า นางทุบตี ขับไล่.

บทว่า อปวิฏฺา ความว่า ข้าพเจ้าถูกทอดทิ้งไม่มีที่พึ่ง ต้องอยู่ผู้เดียว.

ต่อแต่นั้น ท้าวสักกะได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :เรายังเป็นอยู่ ยังไม่ตาย เรามาในที่นี้ เพื่อประโยชน์สำหรับท่านโดยเฉพาะ หญิง สะใภ้คนใดทุบตีขับไล่ท่าน แล้วคลอดบุตร เราจักทำหญิงสะใภ้คนนั้นพร้อมทั้งบุตร ให้ เป็นเถ้าธุลีเดี๋ยวนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว เป็นเพียงนิบาต.

นางได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า เราพูดอะไรไป เราจักทำอาการที่หลานของเราจะไม่ตาย แล้วกล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-

ข้าแต่เทวราช พระองค์ทรงพอพระทัย เสด็จมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์สำหรับหม่อมฉัน โดยเฉพาะอย่างนี้ ขอให้หม่อมฉัน บุตร ลูกสะใภ้ และหลานได้อยู่เรือนร่วมกันโดย ความบันเทิงเถิด. ลำดับนั้น ท้าวสักเทวราช จึงได้ตรัสคาถาที่ ๘ แก่นางว่า :ดูก่อนแม่กาติยานี เธอชอบใจเช่นนั้น ก็ตาม เธอถึงจะถูกทุบตีขับไล่ ก็ไม่ละธรรม คือความเมตตา ขอให้เธอพร้อมทั้งบุตร ลูก สะใภ้และหลาน จงอยู่ร่วมเรือนกันโดยความ บันเทิงเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตาปิ สนฺตา ความว่า เธอแม้ถึงจะถูกทุบตี แม้ถึงจะถูกขับไล่ ก็ยังไม่ละธรรมคือความเมตตาในเด็ก ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอปรารถนาอย่างใด ก็จงสมประสงค์อย่างนั้นเราเลื่อมใสในคุณธรรมนี้ของเธอ.

ก็แหละท้าวสักกเทวราช ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วก็ประดับตกแต่งพระองค์ ประทับยืนอยู่บนอากาศด้วยอานุภาพของพระองค์ แล้วตรัสว่าก่อนแม่กัจจานี เธออย่ากลัวเลย ทั้งลูก และลูกสะใภ้ของเธอจักมาด้วยอานุภาพของเราจักขอขมาโทษในระหว่างทาง แล้วจักพาท่านไปท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่วิมานของพระองค์.

ด้วยอานุภาพของท้าวสักกเทวราช บันดาลให้ลูกสะใภ้ ระลึกถึงคุณของมารดา เขาพากันถามตนในบ้านว่า มารดาของเราไปไหน ? ครั้นได้ทราบว่าเดินทางไปป่าช้า จึงพากันเดินทางไปป่าช้า พลางรำพรรณไปว่า แม่ แม่ พอเห็นมารดาก็หมอบลงที่เท้ากล่าวขอขมาโทษว่า ดูก่อนแม่ขอแม่ได้โปรดยกโทษให้แก่ลูกเถิด ขออย่าได้ถือโทษเลย. แม้มารดาก็รับหลานมาอุ้ม. ทั้งหมดต่างมีความปราโมทย์พากันกลับบ้านอยู่กันด้วยความสามัคคี แต่นั้นมา ด้วยประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถานี้ว่า :นางกาติยานี ได้อยู่ร่วมเรือนกับลูกสะใภ้ ด้วยความบันเทิง ทั้งบุตรและหลานต่างช่วย กันบำรุงเลี้ยง ก็เพราะท้าวสักกเทวราชทรง อนุเคราะห์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา กาติยานี ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นางกัจจานี เป็นกัจจายนโคตร.

บทว่า เทวานมินฺเทน อธิคฺคหีตา ความว่า คนเหล่านั้นอันท้าวสักกเทวราชผู้เป็นจอมเทวัน ทรงอนุเคราะห์แล้ว จึงอยู่ร่วมกันด้วยความสมัครสมานสามัคคีด้วยอานุภาพของท้าวเธอ.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาตรัสจบลงแล้วทรงประกาศสัจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจธรรมอุบาสกผู้เลี้ยงมารดานั้น ได้เป็นพระโสดาบัน ก็อุบาสกผู้เลี้ยงมารดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นอุบาสกผู้เลี้ยงมารดาในบัดนี้ แม้ภรรยาของเขาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภรรยาในบัดนี้ ท้าวสักกเทวราชได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถากัจจานิโคตตชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๔๕๗–๔๖๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อัฏฐกนิบาตชาดก · ๖๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Aṭṭhakanipātajātakaṭṭhakathā

kaccānivaggavaṇṇanā

-------

kaccānigottajātakaṃ

odātavatthā suci allakesāti idaṃ satthā jetavane viharanto aññataraṃ mātuposakaṃ ārabbha kathesi.

So kira sāvatthiyaṃ kuladārako ācārasampanno pitari kālakate mātudevatā hutvā mukhadhovanadantakaṭṭhadānanahāpanapādadhovanādiveyyāvacca- kammena ceva yāgubhattādīhi ca mātaraṃ paṭijaggi. Atha naṃ mātā tāta tava aññānipi gharāvāsakiccāni atthi ekaṃ samajātikaṃ kulakumārikaṃ gaṇha sā maṃ posissati tvampi attano kammaṃ karissasīti āha. Amma ahaṃ attano hitasukhaṃ paccāsiṃsamāno tumhe upaṭṭhahāmi ko añño evaṃ upaṭṭhahissatīti. Kulavaḍḍhanakammaṃ nāma tāta kātuṃ vaṭṭatīti. Na mayhaṃ gharāvāsenattho ahaṃ tumhe upaṭṭhahitvā tumhākaṃ dhūmakāle pabbajissāmīti. Athassa mātā punappunaṃ yācitvāpi manaṃ alabhamānā tassa chandaṃ agahetvā samajātikaṃ kulakumārikaṃ ānesi. So mātaraṃ appaṭikkhitvā tāya saddhiṃ saṃvāsaṃ kappeti. Sāpi mayhaṃ sāmiko mahantenussāhena mātaraṃ upaṭṭhahati ahampi naṃ upaṭṭhahissāmi evaṃ karontī Imassa piyā bhavissāmīti cintetvā taṃ sakkaccaṃ upaṭṭhahi. So ayaṃ me mātaraṃ sakkaccaṃ upaṭṭhahīti tato paṭṭhāya laddhaladdhāni madhurakhādanīyāni tassāyeva deti. Sā aparabhāge cintesi ayaṃ puriso laddhaladdhāni madhurakhādanīyāni mayhaṃyeva deti addhā nu kho mātaraṃ nīharitukāmo bhavissati nīharaṇupāyamassa karissāmīti evaṃ ayoniso ummujjitvā ekadivasaṃ āha sāmi tayi bahi nikkhante tava mātā maṃ akkosatīti. So tuṇhī ahosi. Sā cintesi imaṃ mahallikaṃ ujjhāpetvā puttassa paṭikūlaṃ karissāmīti. Tato paṭṭhāya yāguṃ dadamānā accuṇhaṃ vā atisītaṃ vā aloṇaṃ vā atiloṇaṃ vā deti. Amma accuṇhāti vā atiloṇāti vā vutte pūretvā sītodakaṃ pakkhipati. Puna atisītalā atiloṇāyevāti vutte idāneva accuṇhā atiloṇāti vadasi kā taṃ tosetuṃ sakkhissatīti mahāsaddaṃ karoti. Nahānodakampi accuṇhaṃ katvā piṭṭhiyaṃ āsiñcati. Amma piṭṭhi me jhāyatīti ca vutte puna pūretvā sītodakaṃ pakkhipati. Atisītaṃ ammāti vutte idāneva accuṇhanti vatvā puna atisītanti viravati kā etissā avamānaṃ sakkhissatīti paṭivissakānaṃ kathesi. Amma mañcako me bahumaṅkuṇoti ca vuttepi mañcakaṃ nīharitvā tassa upari attano mañcakaṃ poṭhetvā poṭhito meti atiharitvā paññapeti. Mahāupāsikā maṅkuṇehi khajjamānā sabbarattiṃ nisinnāva vītināmetvā amma sabbarattiṃ maṅkuṇehi khāditamhīti vadati. Itarā hiyyo te mañco papphoṭhito ko Imissā kiccaṃ nittharituṃ sakkotīti paṭivatvā idāni puttena ujjhāpessāmīti tattha tattha kheḷasiṅghāṇikaphussitāni vippakiritvā ko imaṃ sakalagehaṃ asuciṃ karotīti vutte mātā te evarūpaṃ karoti mā karīti vuccamānā kalahaṃ karoti ahaṃ evarūpāya kāḷakaṇṇiyā saddhiṃ ekagehe vasituṃ na sakkomi etaṃ vā ghare vasāpehi maṃ vāti āha. So tassā vacanaṃ sutvā bhadde tvaṃ tāva taruṇā yatthakatthaci gantvā jīvituṃ sakkosi mātā pana me jarā dubbalā ahamevassā paṭisaraṇaṃ tvaṃ nikkhamitvā attano kulaṃ gacchāti āha. Sā tassa vacanaṃ sutvā bhītā cintesi na sakkā imaṃ mātu antare bhindituṃ ekaṃsenassa mātā piyā sace panāhaṃ kulagharaṃ gamissāmi vidhavavāsaṃ vasantī dukkhitāva bhavissāmi purimaniyāmeneva sassuṃ ārādhetvā paṭi- jaggissāmīti. Sā tato paṭṭhāya purimasadisameva taṃ paṭijaggi. Athekadivasaṃ so upāsako dhammassavanatthāya jetavanaṃ gantvā satthāraṃ vanditvā ekamantaṃ nisīdi. Kiṃ upāsaka puññakammesu nappamajjasi mātupaṭṭhānakammaṃ pūresīti ca vutte āma bhante mama mātā mayhaṃ aruciyāyeva ekaṃ kuladārikaṃ ānesi sā idañcidañca anācārakammaṃ akāsīti sabbaṃ satthu ācikkhitvā iti bhagavā sā itthī neva maṃ mātu antare bhindituṃ sakkhi idāni naṃ sakkaccaṃ upaṭṭhahatīti āha. Satthā tassa kathaṃ sutvā idāni tvaṃ āvuso tassā vacanaṃ akāsi pubbe panetissā vacanena tava mātaraṃ Nikkaḍḍhitvā maṃ nissāya puna gehaṃ ānetvā paṭijaggīti vatvā tena yācito atītaṃ āhari

atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente aññatarassa kulassa kulaputto pitari kālakate mātudevatā hutvā vuttaniyāmeneva mātaraṃ paṭijaggīti sabbaṃ heṭṭhā kathitaniyāmeneva vitthāretabbaṃ. Ahaṃ evarūpāya kāḷakaṇṇiyā saddhiṃ vasituṃ na sakkomi etaṃ vā ghare vasāpehi maṃ vāti vutte pana tassā kathaṃ gahetvā mātuyeva me dosoti mātaraṃ āha amma tvaṃ niccaṃ imasmiṃ ghare kalahaṃ karosi ito nikkhamitvā aññasmiṃ yathārucite ṭhāne vasāhīti. Sā sādhūti rodamānā nikkhamitvā ekaṃ mittakulaṃ nissāya bhatiṃ katvā dukkhena jīvitaṃ kappesi. Sassuyā ghare kalahaṃ katvā nikkhantakāle suṇisāya gabbho patiṭṭhahi. Sā tāya kāḷakaṇṇiyā gehe vasamānāya gabbhampi na labhiṃ idāni me laddhoti patino ca paṭivissakānañca kathentī vicarati. Aparabhāge puttaṃ vijāyitvā piyasāmikaṃ āha tava mātari gehe vasamānāya puttaṃ na labhiṃ idāni me laddho iminā kāraṇena tassā kāḷakaṇṇibhāvaṃ jānāhīti. Itarā kira mama nikkaḍḍhitakāle puttaṃ labhīti sutvā cintesi addhā imasmiṃ loke dhammo matova bhavissati sace hi dhammo mato na bhaveyya mātaraṃ poṭhetvā nikkaḍḍhantā puttaṃ na labheyyuṃ sukhaṃ na jīveyyuṃ dhammassa matakabhattaṃ dassāmīti. Sā ekadivasaṃ tilapiṭṭhañca taṇḍulañca pacanathālikañca dabbiñca Ādāya āmakasusānaṃ gantvā tīhi manussasīsehi uddhanaṃ katvā aggiṃ jāletvā udakaṃ oruyha sīsaṃ nahātvā mukhaṃ vikkhāletvā uddhanaṭṭhānaṃ āgantvā kese mocetvā taṇḍule dhovituṃ ārabhi. Tadā bodhisatto sakko devarājā ahosi. Bodhisattā ca nāma appamattā honti. So tasmiṃ khaṇe lokaṃ olokento taṃ dukkhappattaṃ dhammo matoti saññāya dhammassa matabhattaṃ dātukāmaṃ disvā ajja mayhaṃ balaṃ desissāmīti brāhmaṇavesena mahāmaggaṃ paṭipanno viya hutvā taṃ disvā maggā okkamma tassā santike ṭhatvā amma susāne āhāraṃ paccantā nāma natthi tvaṃ iminā idha pakkena tilodakena kiṃ karissasīti kathaṃ samuṭṭhapento paṭhamaṃ gāthamāha

odātavatthā suci allakesā

kaccāni kiṃ kumbhimadhissayitvā

piṭṭhā tilā dhovasi taṇḍulānī

tilodano hehiti kissa hetūti.

Tattha kaccānīti taṃ gottena ālapati. Kumbhimadhissayitvāti imaṃ pacanathālikaṃ manussasīsuddhanaṃ āropetvā. Hehitīti ayaṃ tilodano kissa hetu bhavissati kiṃ attanā bhuñjissasi udāhu aññaṃ kāraṇaṃ atthīti.

Athassa sā ācikkhantī dutiyaṃ gāthamāha

Na kho ayaṃ brāhmaṇa bhojanatthaṃ

tilodano hehiti sādhupakko

dhammo mato tassa pahūnamajja

ahaṃ karissāmi susānamajjheti.

Tattha dhammoti jeṭṭhāpacāyanadhammo ceva tividhasucaritadhammo ca. Tassa pahūnamajjāti tassāhaṃ dhammassa idaṃ matakabhattaṃ karissāmīti attho.

Tato sakko tatiyaṃ gāthamāha

anuvicca kaccāni karohi kiccaṃ

dhammo mato ko nu tavetasaṃsi

sahassanetto atulānubhāvo

na miyyatī dhammavaro kadācīti.

Tattha anuviccāti upaparikkhitvā jānitvā. Ko nu tavetasaṃsīti ko nu tava etaṃ ācikkhi. Sahassanettoti attānaṃ dhammavaraṃ uttamadhammaṃ katvā dassento evamāha.

Taṃ sutvā itarā dve gāthā abhāsi

daḷhappamāṇaṃ mama ettha brahme

dhammo mato natthi mamettha kaṅkhā

ye ye ca dāni pāpā bhavanti

te te ca dāni sukhitā bhavanti.

Suṇisā hi mayhaṃ vajjhā ahosi

sā maṃ vadhitvāna vijāyi puttaṃ

sā dāni sabbassa kulassa issarā

ahaṃ vasāmi apaviṭṭhā ekikāti.

Tattha daḷhappamāṇanti daḷhaṃ thiraṃ nissaṃsayaṃ brāhmaṇa ettha mama pamāṇanti vadati. Ye yeti tassa matabhāve kāraṇaṃ dassentī evamāha. Tattha vadhitvāti poṭhetvā nikkaḍḍhitvā. Apaviṭṭhāti chaḍḍetvā anāthā hutvā ekikāva vasāmi.

Tato sakko chaṭṭhaṃ gāthamāha

jīvāmi vohaṃ nāhaṃ matosmi

taveva atthāya idhāgatosmi

yā taṃ vadhitvāna vijāyi puttaṃ

sahāva puttena karomi bhasmanti.

Tattha voti nipātamattaṃ.

Itarā taṃ sutvā ahaṃ kiṃ kathesiṃ mama nattu amaraṇākāraṃ karissāmīti sattamaṃ gāthamāha

evañca te ruccati devarāja

mameva atthāya idhāgatosi

ahañca putto suṇisā ca nattā

sammodamānā gharamāvasemāti.

Athassā sakko aṭṭhamaṃ gāthamāha

Etañca te ruccati kātiyānī

hatāpi santā na jahāsi dhammaṃ

tvañca putto suṇisā ca nattā

sammodamānā gharamāvasethāti.

Tattha hatāpi santāti yadi tvaṃ poṭhitāpi nikkaḍḍhitāpi samānā tava dārakesu mettadhammaṃ na jahāsi evaṃ sante yathā tvaṃ icchasi tathā hotu ahaṃ te imasmiṃ guṇe pasannoti.

Evañca pana vatvā sakko alaṅkatapaṭiyatto attano ānubhāvena ākāse ṭhatvā kaccāni tvaṃ mā bhāyi putto ca te suṇisā ca mamānubhāvenāgantvā antarāmagge khamāpetvā ādāya gamissanti appamattā hohīti vatvā attano ṭhānameva gato. Tepi sakkānubhāvena tassā guṇaṃ anussaritvā kahaṃ no mātāti antogāme manusse pucchitvā susānābhimukhī gatāti sutvā amma ammāti susānamaggaṃ paṭipajjitvā taṃ disvāva pādesu patitvā amma amhākaṃ dosaṃ khamāhi noti khamāpesuṃ. Sāpi nattāraṃ gaṇhi. Iti te sammodamānā gehaṃ gantvā tato paṭṭhāya samaggasaṃvāsaṃ vasiṃsu.

Ayaṃ abhisambuddhagāthā

sā kātiyānī suṇisāya saddhiṃ

sammodamānā gharamāvasittha

putto ca nattā ca upaṭṭhahiṃsu

devānamindena adhiggahītāti.

Tattha sā kātiyānīti bhikkhave sā kaccāyanagottā. Devānamindena adhiggahītāti devānamindena sakkena anuggahitā hutvā tassānubhāvena samaggasaṃvāsaṃ vasiṃsūti.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi saccapariyosāne so upāsako sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā mātuposako ca etarahi mātuposako bhariyāpissa tadā bhariyā sakko pana ahamevāti.

Kaccānigottajātakaṃ paṭhamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๑๖. ปรันตปชาดกชาดกถัดไป๔๑๘. อัฏฐสัททชาดก