สุลสาชาดก
ว่าด้วยผู้รอบรู้เหตุผลย่อมรอดพ้นศัตรู
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๓๗ · บรรทัด ๔๘๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภนางทาสีของอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิทํ สุวณฺณกายูรํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในวันที่มีการเล่นมหรสพ วันหนึ่ง เมื่อนางทาสีนั้นจะไปสวนกับหมู่นางทาสี ได้ขอเครื่องแต่งตัวกะนางบุญลักษณเทวี ผู้เป็นนายของตน. นางบุญลักษณเทวีได้ให้เครื่องแต่งตัวของตน ซึ่งมีราคาถึงหนึ่งแสนแก่นางทาสีนั้น. นางประดับเครื่องแต่งตัวนั้นแล้วไปสวนกับหมู่นางทาสี. ครั้งนั้นโจรคนหนึ่งเกิดความโลภ ในเครื่องแต่งตัวของนางทาสี คิดว่า เราจักฆ่าหญิงนี้แล้ว ขโมยเครื่องแต่งตัวไป ได้เดินเจรจา กับนางทาสีไปจนถึงสวน แล้วได้ให้ปลาเนื้อ และสุราเป็นต้นแก่นางทาสี. นางทาสีคิดว่า ชะรอยชายผู้นี้จะให้ของด้วยอำนาจกิเลส จึงรับเอาไว้แล้วเที่ยวเล่นในสวน เพื่อจะทดลองดูให้รู้แน่ ในเวลาเย็นได้ปลุกหมู่นางทาสี ที่นอนหลับให้ลุกขึ้น แล้วตนได้ไปสู่สำนักโจรนั้น. โจรนั้นกล่าวว่า น้องรักที่ตรงนี้ไม่มิดชิด เราเดินไปข้างหน้าอีกหน่อยเถิด. นางได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า ที่นี้ก็อาจทำความลับกันได้ แต่ชายผู้นี้ประสงค์จะฆ่าเราขโมยเครื่องแต่งตัวเป็นแน่ เอาเถิดเราจักให้เขาสำนึกให้จงได้ จึงกล่าวว่า นาย ฉันอ่อนเพลียเพราะเมาสุรา ท่านจงหาน้ำดื่มให้ฉันดื่มก่อน แล้วก็พาไปที่บ่อน้ำแห่งหนึ่ง บอกว่า จงตักน้ำจากบ่อนี้มาให้ฉัน แล้วชี้เชือกและหม้อน้ำให้. โจรเอาเชือกผูกหม้อน้ำ แล้วหย่อนลงบ่อ. ครั้นโจรก้มหลังจะตักน้ำ นางทาสีผู้มีกำลังมา จึงใช้มือทั้งสองทุบตะโพก แล้วจับเหวี่ยงลงไปในบ่อ แล้วกล่าวว่า เพียงเท่านี้ท่านจักยังไม่ตาย จึงได้เอาอิฐแผ่นใหญ่ทุ่มลงไปบนกระหม่อมอีกแผ่นหนึ่ง. โจรตายในบ่อนั้นเอง.
นางทาสีกลับเข้าพระนคร มอบเครื่องแต่งตัวให้แก่นาย แล้วเล่าว่า นายวันนี้ ฉันจวนตายเพราะอาศัยเครื่องแต่งตัวนี้ แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้นายฟัง. นางบุญลักษณเทวี ได้เล่าแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี. อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้กราบทูลพระตถาคต พระบรมศาสดาตรัสว่าดูก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่นางทาสีนั้นประกอบไปด้วยปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ แม้ในกาลก่อนนางก็ประกอบไปด้วยปัญญาเหมือนกัน และมิใช่แต่ในบัดนี้ เท่านั้นที่นางทาสีนั้นฆ่าโจร แม้ในกาลก่อน นางทาสีก็ได้ฆ่าโจรนั้นเหมือนกัน อนาถบิณฑิกเศรษฐี กราบทูลให้ตรัสเรื่องราว จึงได้ทรงน้ำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี หญิงนครโสเภณีคนหนึ่ง ชื่อสุลสามีนางวรรณทาสี ห้าร้อยเป็นบริวาร ผู้ที่จะมาร่วมกับนางต้องเสียเงินพัน. ในพระนครนั้น มีโจรชื่อสัตตุกะมีกำลังเท่าช้างสาร เวลากลางคืน เข้าไปยังเรือนของอิสสรชน ปล้นเอาตามใจชอบ. ชาวเมื่อประชุมกันร้องทุกข์แด่พระราชา. พระราชาทรงบังคับผู้รักษาเมืองให้วางคนไว้เป็นหมู่ ๆ ตามที่นั้น ๆ รับสั่งให้ช่วยกันจับโจรตัดหัวเสีย. ผู้รักษาเมืองจับโจรนั้นมัดมือไพล่หลัง เฆี่ยนด้วยหวาย ทีละ ๔ นำไปสู่ตะแลงแกง. มีข่าวลือไปทั่วพระนครว่า จับโจรได้แล้ว.
ครั้งนั้น นางสุลสา ยืนอยู่ที่หน้าต่าง แลดูระหว่างถนนเห็นโจรเข้า ก็มีจิตรักใคร่ คิดว่า ถ้าเราจักสามารถ ทำบุรุษที่ถูกจับหาว่าเป็นโจรนี้ให้พ้นไปได้ เราจักอยู่ร่วมกับเขาคนเดียว โดยไม่กระทำกรรมที่เศร้าหมอง เช่นที่แล้วมา คิดดังนี้แล้ว นางได้ติดสินบนพันกหาปณะแก่ผู้รักษาเมืองตามนัยที่กล่าวแล้วในกัณณเวรชาดก ในหนหลัง. ให้โจรนั้นหลุดพ้นแล้ว นางได้ร่วมอภิรมย์กับโจรนั้น. ครั้นล่วงมาได้สามสี่เดือน โจรคิดว่า เราไม่อาจอยู่ที่นี้ได้ และก็ไม่อาจจะไปมือเปล่า เครื่องแต่งตัวของนางสุลสานี้มีราคาถึงหนึ่งแสน เราฆ่านางแล้วจักเอาเครื่องแต่งตัวนี้ไป. อยู่มาวันหนึ่งเขากล่าวกะนางว่า น้องรักเมื่อราชบุรุษเขาจับตัวพี่นำมา พี่ได้บนบานจะถวายพลีกรรมแก่รุกขเทวดาที่ยอดเขาโน้น เมื่อรุกขเทวดาไม่ได้พลีกรรม ก็ฉะมาเบียดเบียนพี่ส่งไป. โจรกล่าวว่า น้องรัก การส่งไปนั้นไม่สมควรแก่เราทั้งสอง ต้องประดับร่างกายด้วยสรรพาภรณ์ ไปถวายพลีกรรมด้วยบริวารใหญ่. นางกล่าว ดีแล้วพี่ เราจักกระทำตามนั้น.
ลำดับนั้น โจรให้นางจัดหาของเสร็จตามที่ตกลงกันแล้ว ในเวลาที่เดินทางไปถึงเชิงเขา จึงกล่าวว่า น้องรัก รุกขเทวดาเห็นคนมามาก จักไม่รับพลีกรรม เราขึ้นไปถวายกันเพียงสองคนเถิด. โจรนั้นครั้นนางรับคำแล้ว จึงให้นางแบกถาดเครื่องพลี ตนเองเหน็บอาวุธห้าชนิด ขึ้นยอดภูเขา ให้นางวางถาดเครื่องพลีที่โคนต้นไม้ซึ่งเกิดที่ปากเหวลึก ชั่วร้อยบุรุษ แล้วกล่าวว่า น้องรัก พี่ไม่ได้มาเพื่อพลีกรรม แต่หมายจะฆ่าเธอแล้วเอาเครื่องแต่งตัวของเธอไป จึงได้มา เธอจงเปลื้องเครื่องแต่งตัวของเธอออกห่อผ้าสาฎก.
นางถามว่า พี่จะฆ่าฉันทำไม ? โจรกล่าวว่า เพื่อต้องการทรัพย์.
นางกล่าวว่า พี่จงระลึกถึงคุณที่ฉันทำไว้ ฉันเปลี่ยนแปลงพี่ซึ่งถูกเขามัด นำมาให้เป็นลูกเศรษฐี ให้ทรัพย์มาก ให้ได้ชีวิต แม้ฉันเองจะได้ทรัพย์วันละพันกหาปณะ. ก็ยังไม่เหลียวแลชายอื่น ฉันมีอุปการะแก่พี่ถึงเพียงนี้ ขอพี่อย่าได้ฆ่าฉันเลย ฉันจะให้ทรัพย์แก่พี่อีกเป็นจำนวนมาก และจะเป็นคนรับใช้ของพี่ด้วย. ดังนี้ เมื่อจะวิงวอนโจรนั้นได้กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :-
สร้อยคอทองคำนี้ มีแก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์เป็นอันมาก ตลอดจนทรัพย์นับเป็น พันทั้งหมด ข้าพเจ้ายกให้ท่าน ขอความ เจริญจงมีแก่ท่าน และจงประกาศข้าพเจ้าว่า เป็นทาสีเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายูรํ ได้แก่ ร้อยสำหรับสวมประดับที่คอ.
บทว่า สาวยา ความว่า ท่านจงประกาศในท่ามกลางมหาชนยึดข้าพเจ้า เป็นทาสีเถิด.
ต่อจากนั้น เมื่อโจรสัตตุกะกล่าวคาถาที่สองตามอัธยาศัยของตนความว่า :-
แน่ะ แม่คนงาม เจ้าจงเปลื้องเครื่อง ประดับออก อย่ามัวร่ำไรให้มากไปเลย เราไม่ รับรู้อะไรทั้งนั้น เรานำเจ้ามาเพื่อทรัพย์อย่าง เดียวเท่านั้น.
ดังนี้แล้ว นางสุลสาฉุกคิดถึงเหตุที่จะเอาตัวรอดได้ คิดว่า โจรนี้จักไม่ยอมละชีวิตเรา เราจักใช้อุบายนี้ผลักโจรนี้ให้ตกลงในเหว ให้ตายเสียก่อน ดังนี้แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า :-
ฉันมานึกถึงตัวเอง แต่น้อยคุ้มใหญ่ ฉันไม่ได้รู้จักรักชายอื่น ยิ่งไปกว่าท่านเลย. ขอเชิญท่านนั่งลง ฉันจักขอกอดท่าน ให้สมรัก และจักกระทำประทักษิณแก่ท่าน เสียก่อน เพราะว่าต่อแต่นี้ไป การคบหากัน ระหว่างฉันกับท่าน จะไม่มีอีก.
สัตตุกโจร รู้ไม่ทันความประสงค์ของนาง จึงกล่าวว่าดีแล้วน้องรัก จงมากอดรัดฉันเถิด. นางสุลสา ทำประทักษิณโจร ๓ ครั้ง แล้วกอดรัด กล่าวว่า พี่จ๋า ที่นี้ฉันจักไหว้พี่ที่ข้างทั้ง ๔ ด้าน แล้วนางก็ก้มศีรษะลงที่หลังเท้าไหว้ข้างซ้าย ข้างขวา แล้วทำเป็นไปไหว้ข้างหลังนางเป็นหญิงแพศยา มีกำลังเท่าช้างสาร จึงรวบแขนทั้งสองของโจรเข้าไว้ กดหัวลง โยนลงไปในเหวลึกชั่วร้อยบุรุษ. โจรได้แหลกละเอียดตายลงในเหวนั้นเอง. เทวดาที่สิงสถิตอยู่ยอดภูเขา ได้เห็นกิริยาอาการนั้น ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า :-
ชายจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งก็หาไม่ แม้หญิง เป็นบัณฑิตมีปัญญาเฉลียวฉลาด ใน ที่นั้น ๆ ได้. ชายจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งก็หาไม่ แม้หญิงก็เป็นบัณฑิตมีปัญญา ดำริเหตุผลได้ รวดเร็ว. นางสุลสา หญิงแพศยายืนอยู่ ณ ที่ใกล้ โจร คิดอุบายจะฆ่าโจร ได้ฆ่าโจรสัตตุกะได้ รวดเร็ว เหมือนนายพรานเนื้อผู้ฉลาด ฆ่าเนื้อ ได้เร็วพลัน เมื่อมีธนูบริบูรณ์มากแล้วฉะนั้น. ในโลกนี้ ผู้ใดไม่รู้เหตุผลที่เกิดขึ้น ฉับพลัน ผู้นั้นมีปัญญาเขลา ย่อมถูกฆ่าตาย เหมือนโจร ถูกฆ่าตายที่ซอกภูเขาฉะนั้น. ในโลกนี้ ผู้ใดย่อมรอบรู้เหตุที่เกิดขึ้น ได้ฉับพลัน ผู้นั้นย่อมพ้นจากความเบียดเบียน ของศัตรูได้ เหมือนนางสุลสาหญิงแพศยา หลุดพ้นไปจากโจรสัตตุกะฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิตา โหติ ความว่า แม้หญิงก็เป็นบัณฑิต มีปัญญาเฉลียวฉลาดในที่นั้น ๆ ได้. อีกอย่างหนึ่ง แม้หญิงเป็นทั้งบัณฑิตด้วย เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดในที่นั้น ๆ ด้วย.
บทว่า ลหุมตฺถํ วิจินฺติกา ความว่า แม้หญิงก็เป็นบัณฑิตมีปัญญาดำริเหตุผลได้รวดเร็ว.
บทว่า ลหุญฺจ วต ความว่า ไม่ช้าเลยหนอ. บทว่า ขิปฺปญฺจ ความว่า โดยเวลาไม่นานเลย.
บทว่า นิกฏฺเ สมเจตยิ ความว่า นางสุลสายืนอยู่ใกล้โจรคิดอุบายให้โจรนั้นตาย ได้รวดเร็ว.
บทว่า ปุณฺณายตเนว ความว่า เมื่อมีธนูบริบูรณ์มากแล้ว. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ เหมือนนายพรานเนื้อผู้ฉลาด เมื่อมีธนูบริบูรณ์มากแล้ว ย่อมฆ่าเนื้อได้โดยว่องไวฉันใด นางสุลสาฆ่าโจรสัตตุกะได้ก็ฉันนั้น.
บทว่า โยธ ได้แก่ ในสัตวโลกนี้. บทว่า นิพฺโพธติ แปลว่า ย่อมรู้.
บทว่า สตฺตุกามิว ความว่า ผู้นั้นย่อมพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู ดังนางสุลสาพ้นมือสัตตุกโจรได้ฉะนั้น.
นางสุลสา ฆ่าโจรได้แล้ว ลงจากภูเขาไปสำนักพวกบริวารชนของตน ถูกถามว่า ลูกเจ้าหายไปไหน ? นางตอบว่า อย่าถามถึงมันเลย แล้วขึ้นรถ เข้าไปยังพระนครทันที ดังกล่าวมานี้.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบลงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า สามีภรรยาทั้งสองในครั้งนั้น ได้มาเป็นสามีภรรยาคู่นี้เอง ส่วนเทวดา ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาสุลสาชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๔๘๗–๔๙๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อัฏฐกนิบาตชาดก ๒๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Sulasājātakaṃ
idaṃ suvaṇṇakāyūranti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ anāthapiṇḍikassa dāsiṃ ārabbha kathesi.
Sā kira ekasmiṃ ussavadivase dāsīgaṇena saddhiṃ uyyānaṃ gacchantī attano sāminiṃ puññalakkhaṇadeviṃ ābharaṇaṃ yāci. Sā tassā satasahassamūlaṃ attano ābharaṇaṃ adāsi. Sā taṃ pilandhitvā dāsīgaṇena saddhiṃ uyyānaṃ pāvisi. Atheko coro tassā ābharaṇe lobhaṃ uppādetvā imaṃ māretvā ābharaṇaṃ harissāmīti tāya saddhiṃ sallapanto uyyānaṃ gantvā tassā macchamaṃsasurādīni adāsi. Sā kilesavasena deti maññeti gahetvā uyyānakīḷaṃ kīḷitvā vissamanatthāya sāyaṇhasamaye nipanne dāsīgaṇe uṭṭhāya tassa santikaṃ agamāsi. So bhadde imaṃ ṭhānaṃ appaṭicchannaṃ thokaṃ purato gacchāmāti āha. Taṃ sutvā itarā imasmiṃ ṭhāne sakkā rahassakammaṃ kātuṃ ayaṃ pana nissaṃsayaṃ mamaṃ māretvā pilandhanabhaṇḍaṃ haritukāmo bhavissati hotu sikkhāpessāmi nanti cintetvā sāmi surāmadena me sukkhaṃ sarīraṃ pānīyaṃ maṃ tāva pāyehīti ekaṃ kūpaṃ netvā ito me pānīyaṃ osiñcāti rajjuñca ghaṭañca dasseti. Coro rajjuṃ kūpe otāresi. Atha naṃ onamitvā udakaṃ osiñcantaṃ mahābalā dāsī ubhohi hatthehi ānisadaṃ paharitvā kūpe khipitvā Na tvaṃ ettakena marissasīti ekaṃ mahantaṃ iṭṭhakaṃ matthake āsumbhi. So tattheva jīvitakkhayaṃ patto. Sāpi nagaraṃ pavisitvā sāminiyā ābharaṇaṃ dadamānā sāmi ajja imaṃ ābharaṇaṃ nissāya matāti sabbaṃ taṃ pavattiṃ ārocesi. Sāpi anāthapiṇḍikassa ārocesi. Anāthapiṇḍiko tathāgatassa ārocesi. Satthā na kho gahapati idāneva sā dāsī ṭhānuppattikapaññāya samannāgatā pubbepi samannāgatāva na ca idāneva tāya so mārito pubbepi naṃ māresiyevāti vatvā tena yācito atītaṃ āhari
atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente sulasā nāma nagarasobhinī pañcasatavaṇṇadāsīparivārā ahosi sahassena saddhiṃ gacchati. Tasmiṃyeva nagare sattuko nāma coro ahosi nāgabalo rattibhāge issaragharāni pavisitvā yathāruciṃ vilumpati. Nāgarā sannipatitvā rañño upakkosiṃsu. Rājā nagaraguttikaṃ āṇāpetvā tattha tattha gumbaṃ ṭhapāpetvā coraṃ gaṇhāpetvā sīsamassa chindathāti āha. Taṃ pacchābāhuṃ bandhitvā catukke catukke kasāhi tāḷentā āghātanaṃ nenti. Coro kira gahitoti sakalanagaraṃ saṅkhubhi. Tadā sulasā vātapāne ṭhatvā antaravīthiṃ olokentī taṃ disvā paṭibaddhacittā hutvā sace imaṃ coroti gahitapurisaṃ mocetuṃ sakkhissāmi idaṃ kiliṭṭhakammaṃ akatvā imināva saddhiṃ saṃvāsaṃ kappessāmīti cintetvā heṭṭhā kaṇṇaverajātake vuttanayeneva nagaraguttikassa sahassaṃ pesetvā taṃ mocetvā tena saddhiṃ sammodamānā samaggasaṃvāsaṃ vasi. Coro Tiṇṇaṃ catunnaṃ māsānaṃ accayena cintesi ahaṃ imasmiṃ ṭhāne vasituṃ na sakkhissāmi tucchahatthena gantumpi na sakkā sulasāya pilandhanabhaṇḍaṃ satasahassaṃ agghati sulasaṃ māretvā idaṃ gaṇhissāmīti. Atha naṃ ekadivasaṃ āha bhadde ahaṃ tadā rājapurisehi nīyamāno asukapabbatamatthake rukkhadevatāya balikammaṃ paṭissuṇiṃ sā maṃ balikammaṃ alabhamānā hiṃsāpeti balikammaṃ karomāti. Sādhu sāmi sajjetvā pesehīti. Bhadde pesetuṃ na vaṭṭati mayaṃ ubhopi sabbābharaṇapaṭi- maṇḍitā mahantena parivārena gantvā dassāmāti. Sādhu sāmi tathā karomāti. Atha naṃ tathā kāretvā pabbatapādaṃ gatakāle āha bhadde mahājanaṃ disvā devatā balikammaṃ na sampaṭicchissati mayaṃ ubhova abhirūhitvā demāti. So tāya sādhūti sampaṭicchito taṃ balipāṭiṃ ukkhipāpetvā sayaṃ sannaddhapañcāvudho hutvā pabbatamatthakaṃ abhirūhitvā ekasataporisaṃ papātaṃ nissāya jātarukkhamūle balibhājanaṃ ṭhapāpetvā bhadde nāhaṃ balikammatthāya āgato taṃ pana māretvā pilandhanante gahetvā gamissāmīti āgatomhi tava pilandhanaṃ omuñcitvā uttarasāṭakena bhaṇḍikaṃ karohīti āha. Sāmi maṃ kasmā māresīti. Dhanakāraṇāti. Sāmi mayā kataguṇaṃ anussara ahaṃ taṃ bandhitvā nīyamānaṃ seṭṭhiputtena parivattitvā bahudhanaṃ datvā jīvitaṃ labhāpesiṃ devasikaṃ sahassaṃ labhamānāpī aññaṃ purisaṃ na olokemi evaṃ hi tava upakārikā mā maṃ mārehi bahuñca te dhanaṃ dassāmi dāsī ca bhavissāmīti taṃ yācantī paṭhamaṃ gāthamāha
Idaṃ suvaṇṇakāyūraṃ muttā veḍuriyā bahū
sabbaṃ sahassaṃ bhaddante mañca dāsīti sāvayāti.
Tattha kāyūranti gīvāyaṃ pīlandhanapasādhanaṃ kāyūraṃ. Sāvayāti mahājanamajjhe sāvetvā dāsiṃ katvā gaṇhāhi.
Tato sattukena
oropayassu kalyāṇi mā bahuṃ paridevasi
nevāhaṃ abhijānāmi āgantvā dhanamābhatanti attano ajjhāsayānurūpaṃ dutiyagāthāya vuttāya sulasā ṭhānuppattikāraṇaṃ paṭilabhitvā ayaṃ coro mayhaṃ jīvitaṃ na dassati upāyena naṃ paṭhamataraṃ papāte pātetvā jīvitabhkhayaṃ pāpessāmīti cintetvā gāthadvayamāha
yato sarāmi attānaṃ yato pattosmi viññutaṃ
na vāhaṃ abhijānāmi aññaṃ piyataraṃ tayā.
Ehi taṃ upaguyhissaṃ karissaṃ taṃ padakkhiṇaṃ
na hi dāni puna atthi mama tuytañca saṅgamoti.
Sattuko tassā adhippāyaṃ ajānanto sādhu bhadde ehi upaguyhassu manti āha. Sulasā taṃ tikkhattuṃ padakkhiṇaṃ katvā upaguyhitvā idāni taṃ sāmi catūsu passesu vandissāmīti vatvā pādapiṭṭhiyaṃ sīsaṃ ṭhapetvā vāmapasse vanditvā dakkhiṇapassepi pacchimapassaṃ gantvā vandamānā viya hutvā nāgabalā gaṇikā coraṃ Dvīsu pacchābāhāsu gahetvā heṭṭhāsīsaṃ katvā sataporise narake pakkhipi. So tattheva cuṇṇavicuṇṇaṃ hutvā mari. Taṃ kiriyaṃ disvā pabbatamatthake nibbattadevatā imā gāthā abhāsi
na hi sabbesu ṭhānesu puriso hoti paṇḍito
itthīpi paṇḍitā hoti tattha tattha vicakkhaṇā.
Na hi sabbesu ṭhānesu puriso hoti paṇḍito
itthīpi paṇḍitā hoti lahumatthaṃ vicintikā.
Lahuñca vata sā khippaṃ nikaṭṭhe samacetayi
migaṃ puṇṇāyataneva sulasā sattukaṃ vadhi.
Yodha uppatitaṃ atthaṃ na khippamanubujjhati
so haññate mandamatī corova girigabbhare.
Yodha uppatitaṃ atthaṃ khippameva nibodhati
muccate sattusambādhā sulasā sattukāmivāti.
Tattha paṇḍitā hotīti itthīpi paṇḍitā tattha tattha vicakkhaṇā hoti. Athavā itthīpi paṇḍitā ceva tattha tattha vicakkhaṇā ca hoti. Lahumatthaṃ vicintikāti lahukhippaṃ atthaṃ vicintikā. Lahuñca vatāti adandhañca vata. Khippañacāti acirena ca. Nikaṭṭhe samacetayīti santike ṭhitāva tassa māraṇupāyaṃ cintesi. Puṇṇāyatanevāti pūritadhanusmiṃ. Idaṃ vuttaṃ hoti yathā cheko migaluddhako ākiṇṇapuṇṇe dhanusmiṃ khippaṃ migaṃ vadhati evaṃ sulasā sattukaṃ vadhīti. Yodhāti yo imasmiṃ sattaloke. Nibbodhatīti jānāti. Sattukāmivāti sattukā iva yathā sulasā muttā evaṃ muccatīti attho.
Iti sulasā coraṃ vadhitvā pabbatā oruyha attano parijanassa santikaṃ gantvā ayyaputto kahanti puṭṭhā mā taṃ pucchitthāti vatvā rathaṃ abhirūhitvā nagarameva pāvisi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā te ubho imeyeva ahesuṃ devatā pana ahamevāti.
Sulasājātakaṃ tatiyaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗