สุมังคลชาดก
ว่าด้วยคุณธรรมของกษัตริย์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๔๖ · บรรทัด ๔๘๗๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภราโชวาทสูตร จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ภุสมฺหิ กุทฺโธ ดังนี้.
ก็ในครั้งนั้น พระศาสดา อันพระเจ้าปเสนทิโกศลทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี ทรงบำเพ็ญมหาทาน. พระองค์มีคนเฝ้าพระราชอุทยานคนหนึ่ง ชื่อสุมังคละ. ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ออกจากเงื้อมภูเขา นันทมูลกะ จาริกไปถึงพระนครพาราณสี อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้นเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร. พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้ว ทรงเลื่อมใส ไหว้แล้วนิมนต์ให้ขึ้นไปสู่ปราสาท นั่งบนราชอาสน์ ทรงอังคาสด้วยของเคี้ยวของฉันมีรสเลิศต่าง ๆ ครั้นได้ทรงสดับอนุโมทนาแล้ว ทรงเลื่อมใสยิ่งขึ้น ขออาราธนาให้อยู่ในพระราชอุทยานของพระองค์ ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าไปพระราชอุทยาน แม้พระองค์เองพอเสวยพระกระยาหารเช้าแล้วก็เสด็จไปจัดแจงที่พักกลางคืน และที่พักกลางวันเป็นต้น ให้คนเฝ้าพระราชอุทธยานทำหน้าที่ไวยาวัจจกร แล้วเสด็จเข้าพระนคร จำเดิมแต่นั้นมาพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ฉันที่พระราชมณเฑียรเป็นนิตย์ อยู่ที่พระราชอุทยานนั้น สิ้นกาลนาน. แม้นายสุมังคละก็บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยเคารพ.
อยู่มาวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าเรียกนายสุมังคละมาบอกว่าเราจักอยู่อาศัยบ้านโน้น ๒ - ๓ วัน แล้วจักมา ท่านจงกราบทูลทระราชาด้วย ดังนี้แล้วก็หลีกไป. นายสุมังคละ ก็ได้กราบทูลพระราชาแล้ว. พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ที่บ้านนั้น ๒ - ๓ วัน เวลาเย็นพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว กลับมาสู่พระราชอุทยาน. นายสุมังคละไม่รู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ามา ได้ไปเรือนของตน. พระปัจเจกพุทธเจ้า เก็บบาตรจีวร แล้วจงกรมหน่อยหนึ่ง นั่งอยู่บนแผ่นดิน. ก็ในวันนั้นมีแขกมาเรือนของตนเฝ้าพระราชอุทยานหลายคน. นายสุมังคละคิดว่าเราจักฆ่าเนื้อที่พระราชาไม่ห้ามในพระราชอุทยาน เพื่อปรุงสูปะพยัญชนะเลี้ยงแขก จึงถือธนูไปสู่สวน สอดสายตาหาเนื้อเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าใจว่า ชะรอยจักเป็นเนื้อใหญ่ จึงเอาลูกศรพาดสายยิงไป. พระปัจเจกพุทธเจ้า เปิดผ้าคลุมศีรษะกล่าวว่า สุมังคละ. เขามีความกลัว กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมไม่รู้ว่าท่านมาแล้ว เข้าใจว่าเป็นเนื้อจึงยิงไป ขอท่านได้โปรดงดโทษแก่กระผมเถิด เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ข้อนี้ยกไว้เถอะ บัดนี้ท่านจะกระทำอย่างไร จงมาถอนเอาลูกศรไปเสีย เขาไหว้แล้วถอนลูกศร. เวทนาเป็นอันมากเกิดขึ้นแล้ว. พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพาน ณ ที่นั้นเอง. คนเฝ้าสวนคิดว่า ถ้าพระราชาทรงทราบจักไม่ยอมไว้ชีวิตเรา จึงพาลูกเมียหนีไป. ในทันใดนั่นเอง ด้วยเทวานุภาพ ได้ดลบันดาลให้เกิดโกลาหลทั่วพระนครว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว.
วันรุ่งขึ้น ผู้คนพากันไปพระราชอุทยาน เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว กราบทูลพระราชาว่า คนเฝ้าสวนฆ่าพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วหนีไป. พระราชาเสด็จไปด้วยบริวารเป็นอันมาก ทรงบูชาศพเจ็ดวันแล้วทรงทำฌาปนกิจด้วยสักการะใหญ่ เก็บพระธาตุ ก่อพระเจดีย์บรรจุพระธาตุ บูชาพระเจดีย์นั้น ครอบครองราชสมบัติโดยธรรม. ฝ่ายนายสุมังคละ พอล่วงไปหนึ่งปี คิดว่า เราจักรู้วาระน้ำจิตของพระวาชาจึงมาหาอำมาตย์คนหนึ่ง กล่าวว่า ท่านจงรู้ว่า พระราชาทรงรู้สึกในเราอย่างไร ? อำมาตย์นั้นกล่าวพรรณาคุณของนายสุมังคละในสำนักของพระราชา. พระราชาทำเป็นไม่ได้ยินเสีย. อำมาตย์ไม่ได้กล่าวอะไร ๆ อีกกลับมาบอกนายสุมังคละว่า พระราชาทรงไม่พอพระทัย. พอล่วงไปปีที่สอง นายสุมังคละย้อนมาอีก พระราชาได้ทรงนิ่งเสียเช่นคราวก่อนพอล่วงไปปีที่ ๓ นายสุมังคละได้พาลูกเมียมา. อำมาตย์รู้ว่า พระราชามีพระทัยอ่อนลงแล้ว จึงพานายสุมังคละ ไปยืนที่ประตูพระราชวัง แล้วกราบทูลพระราชาว่า นายสุมังคละมา. พระราชารับสั่งให้เรียกนายสุมังคละมา ทรงทำปฏิสัณถาร แล้วตรัสว่า สุมังคละ เหตุไรท่านจึงฆ่าพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นบุญเขตของเราเสีย ? นายสุมังคละกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์มิได้มีเจตนาฆ่าพระปัจเจกพุทธเจ้า ข้าพระองค์เข้าใจผิด คิดว่าเป็นเนื้อจึงได้ยิงไป ดังนี้แล้วได้กราบทูลเหตุการณ์ที่เป็นมานั้นให้ทรงทราบ. ลำดับนั้น พระราชาทรงปลอบโยนเขาว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านอย่ากลัวเลย แล้วตั้งให้เป็นผู้เฝ้าพระราชอุทยานอีก.
ลำดับนั้น อำมาตย์ได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพเหตุไรพระองค์ แม้ได้ฟังคุณของนายสุมังคละถึง ๒ ครั้ง ก็ไม่ตรัสอะไร ๆ แต่พอได้ฟังในครั้งที่ ๓ เหตุไรจึงทรงเรียกมาอนุเคราะห์. พระราชาตรัสว่า แน่ะพ่อ ธรรมดาพระราชากำลังพิโรธ ทำอะไรลงไปด้วยความผลุนผลันไม่สมควร ฉะนั้นครั้งก่อน ๆ เราจึงนิ่งเสีย ครั้งที่ ๓ เรารู้ใจของเราว่า ความโกรธนายสุมังคละอ่อนลงแล้ว จึงให้เรียกเขามา ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงราชวัตร ได้ตรัสคาถาเหล่านี้ ความว่า :-
พระเจ้าแผ่นดินทรงรู้ว่า เรากำลังกริ้วจัด ไม่พึงลงอาชญา อันไม่สมควรแก่ตน โดยไม่ ใช่ฐานะก่อน พึงเพิกถอนความทุกข์ของผู้อัน อย่างร้ายแรงไว้. เมื่อใดพึงรู้ว่าจิตของตนผ่องใส พึงใคร่ ครวญความผิดที่ผู้อื่นทำไว้ พึงพิจารณาให้เห็น แจ่มแจ้งด้วยตนเองว่า นี้ส่วนประโยชน์ นี่ ส่วนโทษ เมื่อนั้น จึงปรับไหมบุคคลนั้น ๆ ตามสมควร. อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ใดไม่ ถูกอคติครอบงำ ย่อมแนะนำผู้อื่นที่ควรแนะนำ และไม่ควรแนะนำได้ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ข้อว่าไม่เผาผู้อื่นและพระองค์เอง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในโลกนี้ ทรงลง อาชญาสมควรแก่โทษ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น อันคุณงามความดี คุ้มครองแล้ว ย่อม ไม่เสื่อมจากสิริ. กษัตริย์เหล่าใด ถูกอคติครอบงำ ไม่ทรง พิจารณาเสียก่อนแล้วทำลงไป ทรงลงอาชญา โดยผลุนผลัน กษัตริย์เหล่านั้น ประกอบไป ด้วยโทษ น่าติเตียน ย่อมละทิ้งชีวิตไป และ พ้นไปจากโลกนี้แล้ว ก็ย่อมไปสู่ทุคติ. พระราชาเหล่าใด ทรงยินดีแล้วในทศพิธราชธรรม อันพระอริยเจ้าประกาศไว้ พระราชาเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยกาย วาจา และใจ พระราชาเหล่านั้น ทรงดำรงมั่น อยู่ แล้วในขันติ โสรัจจะ และสมาธิ ย่อมถึง โลกทั้งสอง โดยวิธีอย่างนั้น. เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ของสัตว์และ มนุษย์ทั้งหลาย ถ้าเราโกรธขึ้นมา เราก็ตั้งตน ไว้ในแบบอย่างที่โบราณราชแต่งตั้งไว้ คอย ห้ามปรามประชาชนอยู่อย่างนั้น ลงอาชญา โดยอุบายอันแยบคาย ด้วยความปราณี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเปกฺขิยาน ความว่า ได้เห็น คือรู้. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้. แน่ะพ่อ ธรรมดาพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินรู้ว่า เรากำลังโกรธจัด คือถูกความโกรธที่มีกำลังครอบงำ ไม่พึ่งด่วนลงอาชญาอันต่างด้วยอาชญามีวัตถุ ๘ ประการเป็นต้น ต่อผู้อื่นคือไม่พึงยังอาชญาให้เป็นไป.
เพราะเหตุไร ?
เพราะว่าพระราชาทรงกริ้วแล้ว ไม่พึงรีบลงอาชญา ๘ อย่าง๑๖ อย่าง โดยอฐานะ คือโดยเหตุอันไม่บังควร ไม่พึงรับสั่งให้เขานำสินไหมมาเท่านี้ หรือให้ลงทัณฑ์นี้แก่เขา ซึ่งไม่สมควรแก่ความเป็นพระราชาของตน พึงถอนความทุกข์ร้ายแรง คือทุกข์ที่มีกำลังของผู้อื่นเสีย.
บทว่า ยโต แปลว่า ในเวลาใด.
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ก็เมื่อใดพระราชารู้ความผ่องใสแห่งจิตของตนซึ่งเกิดขึ้นในผู้อื่น พึงประกอบคือกำหนดความผิด คือคดีที่ผู้อื่นทำไว้แผนกหนึ่ง เมื่อนั้นทรงใคร่ครวญอย่างนี้แล้ว พึงทำข้อความให้แจ่มแจ้ง ด้วยตนเองว่า ในคดีนี้ นี้เป็นส่วนประโยชน์ นี้เป็นส่วนโทษของผู้นั้น ดังนี้แล้ว จึงเรียกเอาทรัพย์ของผู้ทำผิดนั้น ๘ กหาปณะหรือ ๑๖ กหาปณะ ให้พอแก่แปดหรือสิบหกกระทง มาตั้งลงปรับไหมคล้ายลงอาชญา คือใช้แทนโทษ.
บทว่า อมุจฺฉิโต ความว่า อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดไม่ถูกกิเลสมีฉันทาคติเป็นต้น แปดเปื้อนครอบงำ ย่อมแนะนำคือกำหนดรู้ ผู้ควรแนะนำ และไม่ควรแนะนำได้ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ชื่อว่าไม่เผาผู้อื่น และไม่เผาพระองค์เอง. อธิบายว่า พระเจ้าแผ่นดิน ลงพระอาชญาโดยหาเหตุมิได้ด้วยอำนาจแห่งอคติมีฉันทาคติเป็นต้น ชื่อว่าย่อมเผา คือทำให้ไหม้ได้แก่เบียนเบียนทั้งผู้อื่น ทั้งพระองค์เอง เพราะบาปกรรมมีฉันทาคติเป็นต้นนั้นเป็นเหตุ ก็พระราชาเช่นนี้ ชื่อว่าเผาผู้อื่น เผาพระองค์เองด้วยประการฉะนี้.
บทว่า โย ทณฺฑธโร ภวตีธ อิสฺสโร ความว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในโลกนี้ ทรงลงอาชญา เหมาะสมแก่โทษ ในหมู่สัตวโลกนี้ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ชื่อว่า ทัณฑธร.
บทว่า ส วณฺณคุตฺโต ความว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นเป็นผู้อันความสรรเสริญถึงคุณ และความสรรเสริญคือยศคุ้มครองรักษาย่อมไม่กำจัด คือไม่เสื่อมจากสิริเลย.
บทว่า อวณฺณสํยุตฺตาว ชหนฺติ ความว่า กษัตริย์เหล่านั้นไม่ดำรงธรรม เป็นพระเจ้าแผ่นดินเหลาะแหละ เป็นผู้ประกอบไปด้วยโทษ ย่อมละทิ้งชีวิตไป.
บทว่า ธมฺเม จ เย อริยปฺปเวทิเต ความว่า พระราชาเหล่าใด ทรงยินดีในทศพิธราชธรรม ที่พระธรรมิกราชเจ้าผู้ประเสริฐด้วยอาจาระประกาศไว้.
บทว่า อนุตฺตรา เต ความว่า พระราชาเหล่านั้น เป็นผู้ประเสริฐด้วยกาย วาจา ใจ ยอดเยี่ยมครบไตรทวาร.
บทว่า เต สนฺติโสรจฺจสมาธิสณฺิตา ความว่า พระราชาเหล่านั้น ดำรงอยู่ในความสงบกิเลส ในโสรัจจะ กล่าวคือความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ และในสมาธิคือความเป็นผู้มีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นธรรมิกราช.
บทว่า วชนฺติ โลกํ ทุภยํ ความว่า พระราชาเหล่านั้นครองราชสมบัติโดยยุติธรรม ย่อมถึงโลกทั้งสองเท่านั้น คือจากมนุษย์โลกถึงเทวโลก จากเทวโลกถึงมนุษยโลก ไม่ต้องไปเกิดในทุคติมีนรกเป็นต้น.
บทว่า นรปมุทานํ ความว่า เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ ของสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย.
บทว่า เปมิ อตฺตานํ ความว่า ถึงแม้เราโกรธขึ้นมา ก็ต้องไม่ลุอำนาจความโกรธ ตั้งตนไว้ในแบบอย่าง อันโบราณราชทรงบัญญัติไว้ ไม่ทำลายหลักธรรมอันเป็นเครื่องวินิจฉัยของท่านเสีย.
เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ตรัสแสดงคุณของพระองค์ด้วยคาถา ๖คาถาอย่างนี้แล้ว ราชบริษัททั้งหมดพากันชื่นชมยินดี กล่าวสรรเสริญคุณของพระราชาว่า คุณสมบัติคือศีล และอาจาระนี้ สมควรแก่พวกเราทีเดียว. ส่วนนายสุมังคละ เมื่อพวกบริษัทกล่าวจบแล้ว ก็ลุกขึ้นถวายบังคมพระราชา ประคองอัญชลีกล่าวสรรเสริญพระราชา ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาความว่า :-
ข้าแต่กษัตริย์ผู้ชนาธิปัตย์ บริวารสมบัติ และปัญญา มิได้ละพระองค์ในกาลไหน ๆ เลย พระองค์มิได้มักกริ้วโกรธ มีพระหฤทัย ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ ขอพระองค์ทรงปราศจาก ทุกข์ บำรุงพระชนม์ชีพ ยืนอยู่ตลอดร้อย พรรษาเถิด. ข้าแต่กษัตริย์ ขอพระองค์จงประกอบ ด้วยคุณธรรมเหล่านี้ คือ โบราณราชวัตรมั่นคง พระราชทานอภัยให้ทูลเตือนได้ ไม่ทรงกริ้วโกรธ มีความสุขสำราญไม่เดือดร้อน ปกครอง แผ่นดินให้ร่มเย็น แม้จุติจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ จงทรงถึงสุคติเถิด. พระเจ้าธรรมิกราช ทรงฉลาดในอุบาย เมื่อครองราชสมบัติด้วยอุบายอันเป็นธรรม คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ อันบัณฑิตแนะนำกล่าวไว้ดี แล้วอย่างนี้ พึงยังมหาชนผู้กำเริบร้อนกายและ จิต ให้ดับหายไป เหมือนมหาเมฆ ยังแผ่นดินให้ชุ่นชื่นด้วยน้ำ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิรี จ ลกฺขี จ ได้แก่ บริวารสมบัติ และปัญญา.
บทว่า อนีโฆ แปลว่า จงเป็นผู้ปราศจากทุกข์.
บทว่า อุเปต ขตฺติย ความว่า ข้าแต่บรมกษัตริย์ ขอพระองค์จงประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้. พระบาลีก็อย่างเดียวกันนี้แหละ.
บทว่า ิตมาริยวตฺตี ความว่า โบราณราชวัตร กล่าวคือทศพิธราชธรรม ชื่อว่า ฐิตอริยวัตร จงเป็นผู้ดำรงมั่นในราชธรรม เพราะตั้งมั่นอยู่ในโบราณราชวัตร คือทศพิธราชธรรมนั้น.
บทว่า อนุปฺปีฬ ปสาส เมทนึ ความว่า และจงปกครองแผ่นดิน ไม่ให้พสกนิกรเดือดร้อน.
พระบาลีก็อย่างเดียวกันนี้แหละ.
บทว่า สุนีเตน ความว่า อันบัณฑิตแนะนำไว้ดี คือ ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม.
บทว่า ธมฺเมน ได้แก่ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า าเยน นี้ เป็นไวพจน์ของบทต้นนั่นเอง. บทว่า อุปายโส แปลว่า ด้วยความฉ า ในอุบาย.
บทว่า นยํ ความว่า พระเจ้าธรรมิกราช เมื่อทรงแนะนำ คือครองราชสมบัติ.
บทว่า นิพฺพาปเย ความว่า เมื่อนายสุมังคละจะแสดงความว่าพระเจ้าธรรมิกราช เมื่อบำบัดความกระวนกระวาย ทางกายและทางใจได้ด้วยข้อปฏิบัตินี้ ชื่อว่า พึงทำมหาชนผู้กำเริบร้อน ด้วยทุกข์กายทุกข์ใจให้สดับเย็นได้ เหมือนมหาเมฆยังแผ่นดินให้ชุ่มชื่นด้วยน้ำฉะนั้นขอพระองค์จะทำมหาชนให้ดับเข็ญ เช่นนั้นเถิด.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงด้วยการประทานโอวาท แก่พระเจ้าโกศลแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นได้ปรินิพพานแล้ว นายสุมังคละ คนเฝ้าพระราชอุทยานในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในบัดนี้ พระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสุมังคลชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๔๙๘–๕๐๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อัฏฐกนิบาตชาดก ๔๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สุมงฺคลชาตกํ
ภุสมฺหิ กุทฺโธติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ราโชวาทสุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ตทา ปน สตฺถา โกสลรญฺญา ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺโต รชฺชํ กาเรนฺโต มหาทานํ ปวตฺเตสิ ฯ ตสฺส สุมงฺคโล นาม อุยฺยานปาโล อโหสิ ฯ อเถโก ปจฺเจกพุทฺโธ นนฺทมูลกปพฺภารา นิกฺขมิตฺวา จาริกญฺจรมาโน พาราณสึ ปตฺวา อุยฺยาเน วสิตฺวา ปุนทิวเส นครํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ ตเมนํ ราชา ทิสฺวา ปสนฺนจิตฺโต วนฺทิตฺวา ปาสาทํ อาโรเปตฺวา ราชาสเน นิสีทาเปตฺวา นานคฺครเสหิ ขาทนียโภชนีเยหิ ปริวิสิตฺวา อนุโมทนํ สุตฺวา ปสนฺนจิตฺโต อตฺตโน อุยฺยาเน วสนตฺถาย ปฏิญฺญํ คเหตฺวา อุยฺยานํ เปเสตฺวา สยมฺปิ ภุตฺตปาตราโส คนฺตฺวา รตฺติฏฺฐาน- ทิวาฏฺฐานาทีนิ สํวิทหิตฺวา สุมงฺคลํ นาม อุยฺยานปาลํ เวยฺยาวจฺจกรํ ทตฺวา นครํ ปาวิสิ ฯ ปจฺเจกพุทฺโธ ตโต ปฏฺฐาย นิวทฺธํ ราชเคเห ภุญฺชนฺโต ตตฺถ จิรํ วสิ ฯ สุมงฺคโลปิ นํ สกฺกจฺจํ อุปฏฐหิ ฯ อเถกทิวสํ ปจฺเจกพุทฺโธ สุมงฺคลํ อามนฺเตตฺวา อหํ กติปาหํ อสุกคามํ นาม นิสฺสาย วสิตฺวา อาคมิสฺสามิ รญฺโญ อาโรเจยฺยาสีติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ สุมงฺคโลปิ รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ปจฺเจกพุทฺโธ กติปาหํ ตตฺถ วสิตฺวา สายํ สุริเย อตฺถงฺคเต ตํ อุยฺยานํ ปจฺจาคมิ ฯ สุมงฺคโล ตสฺส อาคมนภาวํ อชานนฺโต อตฺตโน เคหํ อคมาสิ ฯ ปจฺเจกพุทฺโธปิ ปตฺตจีวรํ ปฏิสาเมตฺวา โถกํ จงฺกมิตฺวา ปาสาณผลเก นิสีทิ ฯ ตํ ทิวสํ ปน อุยฺยานปาลสฺส ฆรํ ปาหุนกา อาคมึสุ ฯ เตสํ สูปพฺยญฺชนตฺถาย อุยฺยาเน อภยลทฺธํ มิคํ มาเรสฺสามีติ ธนุํ อาทาย อุยฺยานํ คนฺตฺวา มิคํ อุปธาเรนฺโต ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวา มหามิโค ภวิสฺสตีติ สญฺญาย สรํ สนฺนหิตฺวา วิชฺฌิ ฯ ปจฺเจกพุทฺโธ สีสํ วิวริตฺวา สุมงฺคลาติ อาห ฯ โส ภยปฺปตฺโต หุตฺวา ภนฺเต อหํ ตุมฺหากํ อาคตภาวํ อชานนฺโต มิโคติ สญฺญาย วิชฺฌึ ขมถ เมติ วตฺวา โหตุ อิทานิ กึ กริสฺสสิ เอหิ สรํ ลุญฺจิตฺวา คณฺหาติ วุตฺเต วนฺทิตฺวา สรํ ลุญฺจิ ฯ มหตี เวทนา อุปฺปชฺชิ ฯ ปจฺเจกพุทฺโธ ตตฺเถว ปรินิพฺพายิ ฯ อุยฺยานปาโล สเจ ราชา ชานิสฺสติ น เม ชีวิตํ ทสฺสตีติ ปุตฺตทารํ คเหตฺวา ปลายิ ฯ ตาวเทว ปจฺเจกพุทฺโธ ปรินิพฺพุโตติ เทวตานุภาเวน สกลนครํ เอกโกลาหลํ ชาตํ ฯ ปุนทิวเส มนุสฺสา อุยฺยานํ คนฺตฺวา ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวา อุยฺยานปาโล ปจฺเจกพุทฺธํ มาเรตฺวา ปลาโตติ รญฺโญ กถยึสุ ฯ ราชา มหนฺเตน ปริวาเรน คนฺตฺวา สตฺตาหํ สรีรปูชํ กตฺวา มหนฺเตน สกฺกาเรน ฌาเปตฺวา ธาตุโย อาทาย เจติยํ กตฺวา ตํ ปูเชนฺโต ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ สุมงฺคโลปิ เอกสํวจฺฉรํ วีตินาเมตฺวา รญฺโญ จิตฺตํ ชานิสฺสามีติ อาคนฺตฺวา เอกํ อมจฺจํ ปสฺสิตฺวา มยิ รญฺโญ จิตฺตํ ชานาหีติ อาห ฯ โส รญฺโญ สนฺติเก ตสฺส คุณํ กเถสิ ฯ ราชา อสุณนฺโต วิย อโหสิ ฯ อถ อมจฺโจ ปุน กิญฺจิ อกเถตฺวา รญฺโญ อนตฺตมนภาวํ สุมงฺคลสฺส กเถสิ ฯ โส ทุติยสํวจฺฉเรปิ อาคนฺตฺวา ตเถว ราชา ตุณฺหี อโหสิ ฯ ตติยสํวจฺฉเร คนฺตฺวา ปุตฺตทารํ คเหตฺวาว อาคญฺฉิ ฯ อมจฺโจ รญฺโญ มุทุภาวํ ญตฺวา ตํ ราชทฺวาเร ฐเปตฺวา ตสฺส อาคตภาวํ รญฺโญ กเถสิ ฯ ราชา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา สุมงฺคล กสฺมา ตยา มม ปุญฺญกฺเขตฺโต ปจฺเจกพุทฺโธ มาริโตติ ปุจฺฉิ ฯ โส นาหํ เทว ปจฺเจกพุทฺธํ มาเรมิ อปิ จ โข อิมินา นาม การเณน อิทํ นาม อกาสินฺติ ตํ ปวตฺตึ อาจิกฺขิ ฯ อถ นํ ราชา เตนหิ มา ภายีติ สมสฺสาเสตฺวา ปุน อุยฺยานปาลเมว อกาสิ ฯ อถ นํ โส อมจฺโจ ปุจฺฉิ เทว กสฺมา ตุมฺเห เทฺว วาเร สุมงฺคลสฺส คุณํ สุตฺวาปิ กิญฺจิ อกถยิตฺวา กสฺมา ปน ตติยวาเร สุตฺวา ตํ ปกฺโกสิตฺวา อนุกมฺปิตฺถาติ ฯ ราชา ตาต รญฺญา นาม กุทฺเธน สหสา กิญฺจิ กาตุํ น วฏฺฏติ เตนาหํ ปุพฺเพ ตุณฺหี หุตฺวา ตติยวาเร สุมงฺคเล มม จิตฺตสฺส มุทุภาวํ ญตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปสินฺติ ราชวตฺตํ กเถนฺโต อิมา คาถา อาห
ภุสมฺหิ กุทฺโธติ อเปกฺขิยาน
น ตาว ทณฺฑํ ปนเยยฺย อิสฺสโร
อฏฺฐานโส อปฺปฏิรูปมตฺตโน
ปรสฺส ทุกฺขานิ ภุสํ อุทีริเย ฯ
ยโต ปชาเนยฺย ปสาทมตฺตโน
อตฺถํ นิยุญฺเชยฺย ปรสฺส ทุกฺกฏํ
ตทายมตฺโถติ สยํ อเปกฺขิย
อถสฺส ทณฺฑํ สทิสํ นิเวสเย ฯ
น จาปิ ฌาเปติ ปรํ น อตฺตนํ
อมุจฺฉิโต โย นยเต นยานยํ
โย ทณฺฑธโร ภวตีธ อิสฺสโร
ส วณฺณคุตฺโต สิริยา น ธํสติ ฯ
เย ขตฺติยาเส อนิสมฺมการิโน
ปเนนฺติ ทณฺฑํ สหสา อมุจฺฉิตา
อวณฺณสํยุตฺตาว ชหนฺติ ชีวิตํ
อิโตปิ จุตาปิ ปยนฺติ ทุคฺคตึ ฯ
ธมฺเม จ เย อริยปฺปเวทิเต รตา
อนุตฺตรา เต วจสา มนสา กมฺมุนา จ
เต สนฺติโสรจฺจสมาธิสณฺฐิตา
วชนฺติ โลกํ ทุภยํ ตถาวิธา ฯ
ราชาหมสฺมิ นรปมุทานมิสฺสโร
สเจปิ กุชฺฌามิ ฐเปมิ อตฺตนํ
นิเสธยนฺโต ชนตํ ตถาวิธํ
ปเนมิ ทณฺฑํ อนุกมฺปิ โยนิโสติ ฯ
ตตฺถ อเปกฺขิยานาติ อเปกฺขิตฺวา ชานิตฺวา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตาต ปฐวิสฺสโร ราชา นาม อหํ ภุสํ กุทฺโธ พลวโกธาภิภูโตติ ญตฺวา อฏฺฐวตฺถุกาทิเภทํ ทณฺฑํ ปรสฺส น ปเนยฺย น ปวตฺเตยฺย กึการณา กุทฺโธ หิ อฏฺฐวตฺถุกํ โสฬสวตฺถุกํ กตฺวา อฏฺฐาเนน อการเณน อตฺตโน ราชภาวสฺส อนนุรูปํ อิมํ เอตฺตกํ นาม อาหราเปถ อิทํ วาสฺส กโรถาติ ปรสฺส ภุสํ ทุกฺขานิ พลวทุกฺขานิ อุทีเรยฺย ฯ ยโตติ ยทา ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยทา ปน ราชา ปรสฺมึ อุปฺปนฺนํ อตฺตโน ปสาทํ ชาเนยฺย อถ ปรสฺส ทุกฺกฏํ อตฺถํ นิยุญฺเชยฺย อุปปริกฺเขยฺย ตทา เอวํ นิยุญฺชนฺโต อยํ นาเมตฺถ อตฺโถ อยเมว ตสฺส โทโสติ สยํ อตฺตปจฺจกฺขํ กตฺวา อถสฺส อปราธการกสฺส อฏฺฐวตฺถุกเหตุ อฏฺเฐว โสฬส- วตฺถุกเหตุ โสฬเสว กหาปเณ คณฺหนฺโต ทณฺฑํ สทิสํ กตโทสานุรูปํ นิเวสเย ฐเปยฺย ปวตฺเตยฺยาติ ฯ อมุจฺฉิโตติ ฉนฺทาทิวเสน อคติกิเลเสหิ อมุจฺฉิโต อนภิภูโต หุตฺวา โย นยานยํ นยติ อุปปริกฺขติ โส เนว ปรํ ฌาเปติ น อตฺตานํ ฯ ฉนฺทาทิวเสน หิ อเหตุกํ ทณฺฑํ ปวตฺเตนฺโต ปรมฺปิ เตน ทณฺเฑน ฌาเปติ ฑหติ ปีเฬติ อตฺตานมฺปิ ตโตนิทาเนน ปาเปน อยํ ปเนวํ ปรํ ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ โย ทณฺฑธโร ภวตีธ อิสฺสโรติ โย อิธ ปฐวิสฺสโร ชาโต อิธ สตฺตโลเก โทสานุจฺฉวิกํ ทณฺฑํ ปวตฺเตนฺโต ทณฺฑธโร โหติ ฯ ส วณฺณคุตฺโตติ คุณวณฺเณน เจว ยสวณฺเณน จ คุตฺโต รกฺขิโต สิริยา น ธํสติ น ปริหายติ ฯ อวณฺณสํยุตฺตาว ชหนฺตีติ อธมฺมิกา โลลราชาโน อวณฺเณน ยุตฺตา หุตฺวา ชีวิตํ ชหนฺติ ฯ ธมฺเม จ เย อริยปฺปเวทิเตติ เย ราชาโน อาจารอริเยหิ ธมฺมิกราชูหิ ปเวทิเต ทสวิเธ ราชธมฺเม รตา ฯ อนุตฺตรา เตติ เต วจสา มนสา กมฺมุนา จ ตีหิปิ เอเตหิ อนุตฺตรา เชฏฺฐกา ฯ เต สนฺติโสรจฺจสมาธิสณฺฐิตาติ เต อคติปหาเนน กิเลสสนฺติยญฺจ สุสีลยสงฺขาเต โสรจฺเจ จ เอกคฺคตาสมาธิมฺหิ จ สณฺฐิตา ปติฏฺฐิตา ธมฺมิกราชาโน ฯ วชนฺติ โลกํ ทุภยนฺติ ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา มนุสฺสโลกโต เทวโลกํ เทวโลกโต มนุสฺสโลกนฺติ อุภยโลกเมว วชนฺติ นิรยาทีสุ น นิพฺพตฺตนฺติ ฯ นรปมุทานนฺติ นรานญฺจ ปมุทานญฺจ ฯ ฐเปมิ อตฺตานนฺติ กุทฺโธปิ โกธวเสน อคนฺตฺวา อตฺตานํ โปราณกราชูหิ ฐปิตนยสฺมึเยว ฐเปมิ วินิจฺฉยธมฺมํ น ภินฺทามิ ฯ
เอวํ ฉหิ คาถาหิ รญฺญา อตฺตโน คุเณ กถิเต สพฺพาปิ ราชปริสา ตุฏฺฐา อยํ สีลาจารคุณสมฺปตฺติ อมฺหากญฺเญว อนุรูปาติ รญฺโญ คุณํ กถยึสุ ฯ สุมงฺคโล ปน ปริสาย กถิตาวสาเน อุฏฺฐาย ราชานํ วนฺทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคยฺห รญฺโญ ถุตึ กโรนฺโต ติสฺโส คาถา อภาสิ
สิรี จ ลกฺขี จ ตเวว ขตฺติย
ชนาธิป มา วิชหิ กุทาจนํ
อกฺโกธโน นิจฺจปสนฺนจิตฺโต
อนีโฆ ตุวํ วสฺสสตานิ ปาลย ฯ
คุเณหิ เอเตหิ อุเปต ขตฺติย
ฐิตมริยวตฺตี สุวโจ อโกธโน
สุขี อนุปฺปีฬ ปสาส เมทนึ
อิโตปิ จุโตปิ จ ยาหิ สุคฺคตึ ฯ
เอวํ สุนีเตน สุภาสิเตน
ธมฺเมน ญาเยน อุปายโส นยํ
นิพฺพาปเย สงฺขุภิตํ มหาชนํ
มหาว เมโฆ สลิเลน เมทนินฺติ ฯ
ตตฺถ สิรี จ ลกฺขี จาติ ปริวารสมฺปตฺติ จ ปญฺญา จ ฯ อนีโฆติ นิทฺทุกฺโข หุตฺวา ฯ อุเปต ขตฺติยาติ อุเปโต ขตฺติย ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ฐิตมริยวตฺตีติ ฐิตอริยวตฺติ นาม ทส- ราชธมฺมสงฺขาตโปราณกราชวตฺติ ตตฺถ ปติฏฺฐิตตฺตา ฐิตราชธมฺโม หุตฺวาติ อตฺโถ ฯ อนุปฺปีฬ ปสาส เมทนินฺติ อนุปฺปีฬํ ปสาส เมทนิญฺจ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ สุนีเตนาติ สุนเยน สุการเณน ฯ ธมฺเมนาติ ทสกุสลกมฺมปถธมฺเมน ฯ ญาเยนาติ ปุริมปทสฺเสเวตํ เววจนํ ฯ อุปายโสติ อุปายโกสลฺเลน ฯ นยนฺติ นยนฺโต รชฺชํ อนุสาสนฺโต ธมฺมิกราชา ฯ นิพฺพาปเยติ อิมาย ปฏิปตฺติยา กายิกเจตสิกทรถํ อปเนนฺโต กายิกเจตสิกทุกฺขสงฺขุภิตมฺปิ มหาชนํ มหาเมโฆ สลิเลน เมทนึ วิย นิพฺพาเปยฺย ตฺวมฺปิ ตเถว นิพฺพาเปหีติ ทีเปนฺโต เอวมาห ฯ
สตฺถา โกสลรญฺโญ โอวาทวเสน อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปจฺเจกพุทฺโธ ปรินิพฺพุโต สุมงฺคโล อานนฺโท อโหสิ ราชา ปน อหเมวาติ ฯ
สุมงฺคลชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗