ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. คังคมาลชาดก
ชาดกที่ ๔๒๑ · อัฏฐกนิบาตชาดก · กัจจานิวรรค

คังคมาลชาดก

ว่าด้วยกามทั้งหลายเกิดจากความดำริ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๕๕ · บรรทัด ๔๙๑๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากคังคมาลชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอุโบสถกรรม จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า องฺคารชาตา ดังนี้.

ความย่อมีว่า วันหนึ่งพระศาสดาตรัสเรียกพวกรักษาอุโบสถมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ท่านทั้งหลายทำอุโบสถกรรมให้สำเร็จดีแล้ว ผู้ที่รักษาอุโบสถควรให้ทาน รักษาศีล ไม่โกรธ เจริญเมตตา อยู่รักษาอุโบสถ ก็บัณฑิตครั้งก่อนให้ยศใหญ่ เพราะอาศัยอุโบสถกรรมที่รักษาครึ่งวัน ดังนี้ พวกอุบาสกเหล่านั้น กราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี ในพระนครนั้น มีเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อว่า สุจิบริวาร มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ เป็นผู้ยินดีในบุญกุศล มีให้ทานเป็นต้น. บุตรภรรยาก็ดี บริวารชนของเขาก็ดี โดยที่สุดแม้เด็กเลี้ยงโคในเรือนนั้นก็ดีทั้งหมดพากันอยู่รักษาอุโบสถ เดือนละ ๖ วัน. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคนจนตระกูลหนึ่ง รับจ้างเขาเลี้ยงชีพ เป็นอยู่ด้วยความลำบาก. พระโพธิสัตว์คิดว่า เราจักทำงานรับจ้าง จึงได้ไปยังเรือนของสุจิบริวารเศรษฐี ไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง เมื่อท่านเศรษฐีถามว่า ท่านมาทำไม จึงกล่าวว่า มาเพื่อรับจ้างทำงานในเรือนของท่าน. ท่านเศรษฐีได้เคยพูดบอกแก่ลูกจ้างคนอื่น ๆ ไว้ในวันที่มาถึงว่า ผู้ที่ทำงานในเรือนนี้รักษาศีลทุกคน เมื่อท่านอาจรักษาศีลได้ ก็จงทำงานเถิด. แต่สำหรับพระโพธิสัตว์ ท่านเศรษฐีไม่ได้บอกให้รักษาศีล. กล่าวรับพระโพธิสัตว์ว่า ดีแล้วพ่อ ท่านจงอยู่รับจ้างทำงานเถิด.

นับแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์เป็นคนว่าง่าย ทุ่มเทชีวิต มิได้คิดเห็นแก่ความเหนื่อยยากของตน ทำงานทุกอยางให้ท่านเศรษฐี. พระโพธิสัตว์ไปทำงานแต่เช้าตรู่ ในตอนเย็นจึงกลับมา. อยู่มาวันหนึ่งเขาป่าวประกาศมหรสพในพระนคร. มหาเศรษฐีเรียกนางทาสีมาสั่งว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถ เจ้าจงหุงข้าวให้พวกกรรมกรในเรือนแต่เช้าทีเดียวถึงเวลาเขาจักได้กิน แล้วรักษาอุโบสถ. พระโพธิสัตว์ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ไปทำงาน. ไม่มีใครบอกแก่พระโพธิสัตว์ว่า วันนี้ท่านพึงรักษาอุโบสถ. พวกกรรมกรที่เหลือบริโภคอาหารแต่เช้า แล้วรักษาอุโบสถ. แม้ท่านเศรษฐี พร้อมด้วยลูกเมียบริวารชน ได้อธิษฐานอุโบสถ. พวกที่รักษาอุโบสถแม้ทั้งหมด ไปที่อยู่ของตน ๆ นั่งนึกถึงศีล. พระโพธิสัตว์ทำงานตลอดวัน กลับมาในเวลาที่พระอาทิตย์ตกแล้ว. ลำดับนั้น พวกจัดอาหารได้ให้น้ำล้างมือแก่พระโพธิสัตว์ แล้วคดข้าวใส่ถาดส่งให้. พระโพธิสัตว์ ถามว่า วันอื่น ๆ ในเวลาเช่นนี้ ได้มีเรื่องอื้ออึง แต่วันนี้เขาไปไหนกันหมด เมื่อได้ฟังว่า ทุกคนสมาทานอุโบสถไปที่อยู่ของตน ๆจึงคิดว่า เราเป็นคนทุศีลคนเดียว จักอยู่ไม่ได้ในกลุ่มของคนผู้มีศีลเหล่านี้ เมื่อเราอธิษฐานองค์อุโบสถเดียวนี้ จักเป็นอุโบสถกรรมหรือไม่หนอ คิดดังนี้แล้วจึงไปถามท่านเศรษฐี. ลำดับนั้น ท่านเศรษฐีกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า แน่ะพ่อ จะเป็นอุโบสถกรรมไปทั้งหมดไม่ได้เพราะไม่ได้อธิษฐานแต่เช้า แต่ก็เป็นเพียงกึ่งอุโบสถกรรมเท่านั้น. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เพียงเท่านี้ก็ช่างเถอะ ได้สมาทานศีลในสำนักของท่านเศรษฐี อธิษฐานอุโบสถแล้วเข้าที่อยู่ของตน นอนนึกถึงศีลอยู่. ครั้นราตรีล่วงเข้าปัจฉิมยาม ลมสัตถกวาตก็เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์เพราะอดอาหารมาตลอดวัน. แม้ท่านเศรษฐีจะประกอบเภสัชต่าง ๆ นำมาให้บริโภค พระโพธิสัตว์ก็กล่าวว่า ข้าพเจ้าสมาทานอุโบสถแล้วโดยยอมสละชีวิต ด้วยคิดว่า จักไม่ทำลายอุโบสถ. เวทนากล้าแข็งได้เกิดขึ้น. เวลารุ่งอรุณ พระโพธิสัตว์ไม่อาจดำรงสติไว้ได้. คนทั้งหลายคิดว่า พระโพธิสัตว์จักตายในบัดนี้ จึงได้นำไปให้นอนอยู่ ณ ที่โรงเก็บอาหาร.

ขณะนั้น พระเจ้าพาราณสี ทรงรถพระที่นั่งทำปทักษิณพระนครด้วยบริวารใหญ่ เสด็จถึงที่นั้น. พระโพธิสัตว์ได้เห็นสิริราชสมบัติของพระเจ้าพาราณสี เกิดความโลภอยากได้ราชสมบัติ เมื่อดับจิตแล้ว ได้ไปปฏิสนธิในครรภ์อัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ด้วยอานิสงส์แห่งอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง. พระอัครมเหสีได้ครรภบริหารแล้ว พอถ้วนทศมาสก็ประสูติพระราชโอรส. พระประยูรญาติทั้งหลาย พากันถวายพระนามว่า อุทัยกุมาร. อุทัยกุมารนั้น ครั้นเจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษาศิลปะทุกอย่าง ระลึกถึงบุพพกรรมของตนได้ด้วยญาณ เครื่องระลึกชาติ จึงเปล่งอุทานเนื้อ ๆ ว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมเล็กน้อยของเราดังนี้. ครั้นพระราชบิดาสวรรคตแล้ว ได้ครองราชสมบัติทอดพระเนตรดูสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ แล้วเปล่าอุทานเช่นนั้นอีก.

อยู่มาวันหนึ่ง ชาวเมืองเตรียมการเล่นมหรสพในพระนคร. มหาชนพากันสนใจดูการเล่น. ครั้งนั้น บุรุษรับจ้างคนหนึ่ง อยู่ใกล้ประตูทิศอุดรเมืองพาราณสี เก็บทรัพย์กึ่งมาสก ที่ได้มาด้วยการรับจ้างตักน้ำไว้ที่ซอกอิฐกำแพงเมือง ได้อยู่ร่วมกับหญิงกำพร้าคนหนึ่ง ซึ่งเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างตักน้ำเหมือนกัน ในพระนครนั้น. หญิงนั้นกล่าวกะเขาว่า นาย ในพระนครเขามีมหรสพกัน ถ้าท่านพอมีทรัพย์อยู่บ้าง แม้เราทั้งสองก็จะไปเที่ยวเล่นกัน. เขาตอบว่า จ๊ะ เราพอมีทรัพย์.

มีเท่าไรนาย ? มีอยู่กึ่งมาสก ทรัพย์นั้นอยู่ไหน ?

ฉันเก็บไว้ในซอกอิฐใกล้ประตูทิศอุดร ที่เก็บทรัพย์ไกลจากที่เราอยู่นี้ ๑๒ โยชน์ ก็ทรัพย์ในมือของเจ้า มีบ้างหรือ ?

มีจ๊ะ. มีเท่าไร ? มีอยู่กึ่งมาสกเหมือนกัน

ทรัพย์ของเธอกึ่งมาสก ของฉันถึงมาสก รวมเป็นหนึ่งมาสกเราจักเอาทรัพย์นั้น ส่วนหนึ่งซื้อดอกไม้ ส่วนหนึ่งซื้อของหอม ส่วนหนึ่งซื้อสุรา แล้วไปเที่ยวเล่นกัน ท่านจงไปนำทรัพย์กึ่งมาสกที่เก็บไว้มาเถิด.

บุรุษรับจ้างร่าเริงยินดีว่า ภรรยาเชื่อถือถ้อยคำของเรา จึงกล่าวว่า น้องรักเจ้าอย่าวิตกไปเลย ฉันจักนำทรัพย์นั้นมา ดังนี้ แล้วหลีกไป บุรุษรับจ้างมีกำลังเท่าช้างสาร เดินล่วงมรรคาไปได้ ๖ โยชน์ครั้นเวลาเที่ยง เดินเหยียบทรายร้อนราวกะว่าถ่านไฟ เขาร่าเริงยินดีเพราะอยากได้ทรัพย์ นุ่งห่มท่อนผ้ากาสาวะ ประดับใบตาลที่หู เดินขับร้องเพลงเฉื่อยเรื่อยไปผู้เดียว เดินผ่านไปทางพระลานหลวง.

พระเจ้าอุทัยราช เปิดสีหบัญชรประทับยืนอยู่ ทอดพระเนตรเห็นบุรุษรับจ้างเดินมาอย่างนั้น ทรงพระดำริว่า อะไรหนอที่ทำให้บุรุษนี้ไม่ย่อท้อต่อลมและแดดเห็นปานนั้น มีความร่าเริงยินดีเดินร้องเพลงไป เราจักถามเขาดู ดังนี้ แล้วทรงส่งบุรุษไปคนหนึ่งให้เรียกมา. เมื่อบุรุษนั้นไปบอกว่า พระราชาตรัสเรียกท่าน เขาตอบว่า พระราชาเป็นอะไรกับเรา เราไม่รู้จักพระราชา ดังนี้. จึงถูกนำตัวไปโดยการใช้กำลัง ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะตรัสถามเขา ได้ตรัสคาถาของคาถา ความว่า :-

แผ่นดินร้อนเหมือนถ่านไฟ ดารดาษไป ด้วยทรายอันร้อนเหมือนเถ้ารึง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ขับเพลงอยู่ได้ แดด ไม่เผาเจ้าดอกหรือ เบื้องบนก็ร้อน เบื้องล่าง ก็ร้อน เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ ร้อน ขับเพลงอยู่ได้ แดดไม่เผาเจ้าดอกหรือ ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคารชาตา ความว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ แผ่นดินนี้ร้อนระอุประดุจถ่านเพลิง.

บทว่า กุกฺกุฬานุคตา ความว่า ดาษไปด้วยทรายร้อนราวกะเถ้ารึง กล่าวคือ เถ้าอันร้อนทั่วแล้ว.

บทว่า วตฺตานิ ความว่า เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ขับเพลงขับอยู่ได้.

บุรุษรับจ้างนั้น ได้ฟังดำรัสของพระราชาแล้ว ได้กราบทูลเป็นคาถาที่ ๓ ความว่า :-

ข้าแต่พระราชา แดดหาเผาข้าพระองค์ ไม่ แต่ว่าวัตถุกามและกิเลสกาม ย่อมเผาข้า พระองค์ เพราะว่าความประสงค์หลาย ๆ อย่าง มีอยู่ ความประสงค์เหล่านั้น ย่อมเผาข้าพระองค์ แดดหาได้เผาข้าพระองค์ไม่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาตปฺปา ได้แก่ วัตถุกามและกิเลสกาม ก็วัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้น ย่อมแผดเผาบุรุษ เพราะเหตุนั้น บุรุษรับจ้างจึงเรียกวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้นว่า อาตัปปา.

บทว่า อตฺถา หิ วิวิธา ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ความประสงค์หลายอย่าง กล่าวคือกิจการต่าง ๆ ที่จะต้องทำ เพราะอาศัยวัตถุกามและกิเลสกาม ของข้าพระองค์มีอยู่ วัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้น เผาข้าพระองค์ ส่วนแดดไม่ชื่อว่า เผาข้าพระองค์.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามบุรุษรับจ้างว่า ความประสงค์ของเจ้าเป็นอย่างไร ?

เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์อยู่ร่วมกับหญิงกำพร้าใกล้ประตูทิศทักษิณ นางนั้นถามข้าพระองค์ว่า นายเราจักไปดูการเล่นมหรสพ ท่านมีทรัพย์อยู่ในมือบ้างไหม ? ข้าพระองค์ได้กล่าวกะนางว่า ทรัพย์เราฝังเก็บไว้ที่ซอกกำแพงใกล้ประตูด้านทิศอุดรนางกล่าวว่า ท่านจงไปนำทรัพย์นั้นมา เราทั้งสองจักไปดูการเล่นมหรสพ แล้วส่งข้าพระองค์มา ถ้อยคำของนางนั้นจับใจข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์ระลึกถึงถ้อยคำของนางนั้น ความร้อนคือกามย่อมเผาเอาความประสงค์ของข้าพระองค์เป็นอย่างนี้ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่าถ้าเมื่อเจ้าไม่ย่อท้อต่อลมและแดดเห็นปานนี้ อะไรเป็นเหตุให้เจ้ายินดีเดินร้องเพลง. บุรุษนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์นำทรัพย์ที่ฝังไว้นั้นมาได้แล้ว จักอภิรมย์กับนางนั้น ด้วยเหตุดังกราบทูลมานี้ ข้าพระองค์จึงยินดีขับเพลงขับ. พระราชาตรัสถามว่าแน่ะบุรุษผู้เจริญ ก็ทรัพย์ที่ฝังเก็บไว้ที่ประตูด้านทิศอุดร มีประมาณแสนหนึ่งได้ใหม่ เขากราบทูล ไม่มีถึงดอก พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามโดยลำดับว่า ถ้าเช่นนั้น มีห้าหมื่น สี่หมื่น สามหมื่นสองหมื่น หนึ่งหมื่น ห้าพัน ห้าร้อย สี่ร้อย สามร้อย สองร้อยหนึ่งร้อย ห้า สี่ สาม สอง หนึ่งกหาปณะ ครึ่งกหาปณะ หนึ่งบาทสี่มาสก สาม สอง หนึ่งมาสก. บุรุษรับจ้างปฏิเสธทุกขั้นตอน เมื่อพระราชาตรัสว่า ครึ่งมาสก เขากราบทูลว่า ใช่แล้ว พระเจ้าข้าทรัพย์ของข้าพระองค์มีเพียงเท่านี้ ข้าพระองค์เดินมาด้วยนึกในใจว่านำทรัพย์มาได้แล้ว จักอภิรมย์กับนางดังนี้ ด้วยปีติโสมนัสนั้น ลมและแดดนั้น จึงไม่ชื่อว่า แผดเผาข้าพระองค์.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะบุรุษนั้นว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ แดดร้อนถึงเพียงนี้ เจ้าอย่าไปที่นั้นเลย เราจะให้ทรัพย์ครึ่งมาสกแก่เจ้า. เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์จักตั้งอยู่ในพระดำรัสของพระองค์ รับเอาทรัพย์ครึ่งมาสกนั้น และจักไม่ทำทรัพย์ที่ฝังไว้ให้เสียไป ข้าพระองค์จักไปถือเอาทรัพย์นั้น ไม่ยอมให้เสียเป้าหมายของการเดินทาง. พระราชาตรัสว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เจ้าจงกลับเถิดเราจักให้ทรัพย์แก่เจ้าหนึ่งมาสก สองมาสก พระองค์ตรัสพระราชทานเพิ่มขึ้น โดยทำนองนี้จนถึงโกฏิ ร้อยโกฏิ และทรัพย์กำหนดนับไม่ได้แล้วตรัสให้เขากลับเสีย เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพข้าพระองค์ขอรับทรัพย์ที่พระราชทาน แม้ทรัพย์ที่ฝังไว้ ก็จักไปเอา. ต่อจากนั้น พระราชาได้ตรัสเล้าโลมด้วยฐานันดรมีตำแหน่งเศรษฐีเป็นต้น จนถึงจะให้ดำรงดำแหน่งอุปราช ด้วยพระดำรัสว่า เราจักได้ท่านครองราชสมบัติครึ่งหนึ่ง จงกลับเสียเถิด ดังนี้ เขาจึงยินยอมรับพระดำรัส.

พระราชาทรงบังคับอำมาตย์ทั้งหลายว่า พวกเจ้าจงไปแต่งหนวดให้สหายของเรา แล้วให้อาบน้ำแต่งตัว แล้วนำมาหาเรา. พวกอำมาตย์ได้กระทำตามรับสั่งนั้น. พระราชาแบ่งราชสมบัติออกเป็นสองส่วนพระราชทานให้บุรุษรับจ้างนั้น ครอบครองราชสมบัติครึ่งหนึ่ง. บางอาจารย์กล่าวว่า ก็บุรุษรับจ้างนั้น ครองราชสมบัตินั้นแล้ว ยังไปข้างทิศอุดร ด้วยความรักทรัพย์ครึ่งมาสก. เหตุนั้นเขาจึงได้นามว่า อัฑฒมาสกราช.

พระเจ้าอุทัยราชกับพระเจ้าอัฑฒมาสกราช ทรงสามัคคี สนิทสนมกัน ครองราชสมบัติ วันหนึ่งเสด็จไปพระราชอุทยาน. พระเจ้าอุทัยราช ทรงกีฬาในพระราชอุทยานนั้นจนเหนื่อยแล้ว เอาพระเศียรพาดลงบนพระเพลาของพระเจ้าอัฑฒมาสกราช บรรทมหลับไป. เมื่อบรรทมหลับสนิทแล้ว พวกราชบริพารก็พากันไปเล่นกีฬาในที่นั้น ๆ. พระเจ้าอัฑฒมาสกราชทรงดำริว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะเสวยราชสมบัติกึ่งหนึ่งอยู่เป็นนิตย์ เราจักปลงพระชนม์พระเจ้าอุทัยราชเสียแล้ว เสวยราชสมบัติ แต่ผู้เดียวดีกว่า ดังนี้แล้ว จึงชักพระแสงดาบออกจากฝักคิดจะปลงพระชนม์พระเจ้าอุทัยราชเสีย แล้วมาหวนคิดขึ้นว่า พระราชาองค์นี้ได้ทำเราผู้เป็นคนจน คนกำพร้าให้มียศศักดิ์เสมอด้วยพระองค์และตั้งเราไว้ในอิสรภาพใหญ่ยิ่ง การที่เราเกิดปรารถนาจะฆ่าผู้ที่ให้ยศแก่เราถึงเพียงนี้ เป็นเรื่องที่เราไม่สมควรทำเลย คิดดังนี้แล้ว จึงยั้งสติได้ สอดพระแสงดาบเข้าฝัก แต่หวนคิดแล้วคิดเล่าถึงสองครั้งสามครั้งจิตคิดฆ่านั้น ยังไม่สงบลงได้. ที่นั้น จึงตั้งพระทัยสะกดจิต คิดว่าจิตดวงนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะพึงประกอบเราไว้ในกรรมลามก จึงแข็งพระทัยขว้างพระแสงดาบไปบนพื้นดิน ปลุกพระเจ้าอุทัยราชให้ตื่นบรรทม แล้วหมอบลงแทบพระบาท กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์จงงดโทษแก่ข้าพระองค์เถิด. พระเจ้าอุทัยราชตรัสว่า ดูก่อนสหาย โทษในระหว่างท่านกับเราไม่มีมิใช่หรือ ?

มีพระองค์ หม่อมฉันได้ทำอย่างนี้ ๆ.

ถ้าเช่นนั้นเรายกโทษให้ท่าน ก็เมื่อท่านอยากได้ครองราชสมบัติก็จงครองราชสมบัติเถิด ส่วนเราจักเป็นอุปราชทำนุบำรุงท่าน.

พระเจ้าอัฑฒมาสกราชกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์ไม่ต้องการราชสมบัติ เพราะตัณหานี้จักให้ข้าพระองค์ไปเกิดในอบายพระองค์จงครอบครองราชสมบัติของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวเถิด ข้าพระองค์จักขอลาบวช มูลรากแห่งกามคุณ ข้าพระองค์เห็นแล้ว ความจริงกามคุณนี้เจริญแก่ผู้ดำริอยู่ บัดนี้แต่นี้ไป ข้าพระองค์จักไม่ดำริถึงอีกเลย ดังนี้ เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงตรัสคาถาที่ ๔ ความว่า :-

ดูก่อนกาม เราได้เห็นมูลรากของเจ้า แล้ว เจ้าเกิดจากความดำริ เราจักไม่ดำริถึงเจ้า อีกละ เจ้าจักไม่เกิดด้วยอาการอย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ ความว่า เจ้าจักไม่มีในภายในของเราด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า น โหหิสิ ความว่า เจ้าจักไม่เกิดขึ้น. ก็แหละครั้นตรัสดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดงธรรมแก่มหาชนผู้ประกอบในกามต่อไป จึงตรัสคาถาที่ ๕ ความว่า :-

กามแม้น้อยก็ไม่พอแก่มหาชน มหาชน ย่อมไม่อิ่มด้วยกามแม้มาก น่าสลดใจที่พวก คนพาลพากันบ่นว่า รูป เสียงเหล่านั้น จงมี แก่เรา กุลบุตรผู้ประกอบความเพียร พึงเว้น ให้ขาดเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหหา เป็นบทแสดงถึงความสลดใจ. บทว่า ชคฺคโต แปลว่า ผู้เพียรเจริญอยู่.

ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ข้าแต่มหาราชเจ้า วัตถุกามและกิเลสกามแม้น้อย ก็ไม่พอเพียงสำหรับมหาชนนี้ มหาชนย่อมไม่อิ่มด้วยวัตถุกามและกิเลสกามแม้มาก น่าสลดใจที่พวกคนพาลพากันบ่นว่า รูปเสียงเหล่านี้ จงมีแก่เรา กุลบุตรผู้หมั่นประกอบความเพียร เจริญโพธิปักขิยธรรม ยังวิปัสสนาให้เจริญแล้ว พึงรู้แจ้งแทงตลอดได้ คือรู้แจ้งได้ด้วยการกำหนดรู้ การละและการตรัสรู้ แล้วละได้.

พระเจ้าอัฑฒมาสกราช ครั้นแสดงธรรมแก่มหาชนอย่างนี้แล้วให้พระเจ้าอุทัยราชทรงปกครองราชสมบัติ ละมหาชนผู้มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตาร้องไห้อยู่ เข้าหิมวันตประเทศ บวชแล้วยังฌานและอภิญญาให้เกิด. เมื่อพระเจ้าอัฑฒมาสกราชบวชแล้ว พระเจ้าอุทัยราช เมื่อจะเปล่งอุทานให้ครบกระบวนถ้วนความ จึงตรัสคาถาที่ ๖ ความว่า :-

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๕๑๒–๕๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อัฏฐกนิบาตชาดก · ๔๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

คงฺคมาลชาตกํ

องฺคารชาตาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุโปสถกมฺมํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอกทิวสํ หิ สตฺถา อุโปสถิเก อามนฺเตตฺวา อุปาสกา สาธุรูปํ โว กตํ อุโปสถํ อุปวสนฺเตหิ ทานํ ทาตพฺพํ สีลํ รกฺขิตพฺพํ โกโธ น กาตพฺโพ เมตฺตา ภาเวตพฺพา อุโปสถวาโส วสิตพฺโพ โปราณก- ปณฺฑิตา หิ เอกํ อุปฑฺฒุโปสถกมฺมํ นิสฺสาย มหายสํ ลภึสูติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ตสฺมึ นคเร สุจิปริวาโร เสฏฺฐี อโหสิ อสีติโกฏิวิภโว ทานาทิปุญฺญาภิรโต ฯ ตสฺส ปุตฺตทาโรปิ ปริชโนปิ อนฺตมโส ตสฺมึ ฆเร วจฺฉปาลกาปิ สพฺเพ มาสสฺส ฉ ทิวเส อุโปสถํ อุปวสนฺติ ฯ ตทา โพธิสตฺโต เอกสฺมึ ทลิทฺทกุเล นิพฺพตฺติตฺวา ภตึ กตฺวา ชีวิตํ กปฺเปนฺโต กิจฺเฉน ชีวติ ฯ โส ภตึ กริสฺสามีติ ตสฺส เคหํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ ฐิโต กึ อาคโตสีติ วุตฺเต ตุมฺหากํ ฆเร ภติยา กมฺมกรณตฺถนฺติ อาห ฯ เสฏฺฐี อญฺเญสํ ภติกานํ อาคตทิวเสเยว อิมสฺมึ เคเห กมฺมํ กโรนฺตา สีลํ รกฺขนฺติ สีลํ รกฺขิตุํ สกฺโกนฺตา กมฺมํ กโรถาติ วทติ ฯ โพธิสตฺตสฺส ปน สีลรกฺขนํ นาจิกฺขิ ฯ สาธุ ตาต อตฺตโน ภตึ ชเนตฺวา กมฺมํ กโรหีติ อาห ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย สุวโจ หุตฺวา อุรํ ทตฺวา อตฺตโน กิลมถํ อคเณตฺวา ตสฺส สพฺพกิจฺจานิ กโรติ ฯ ปาโตว กมฺมนฺตํ คนฺตฺวา สายํ อาคจฺฉติ ฯ อเถกทิวสํ นคเร ฉณํ โฆเสสุํ ฯ มหาเสฏฺฐี ทาสึ อามนฺเตตฺวา อชฺชุโปสถทิวโส เคเห กมฺมกรานํ ปาโตว ภตฺตํ ปจิตฺวา เทหิ กาลสฺเสว ภุญฺชิตฺวา อุโปสถิกา ภวิสฺสนฺตีติ อาห ฯ โพธิสตฺโต กาลสฺเสว วุฏฺฐาย กมฺมนฺตํ อคมาสิ ฯ อชฺช อุโปสถิโก ภเวยฺยาสีติ ตสฺส โกจิ นาโรเจสิ ฯ เสสกมฺมกรา ปาโตว ภุญฺชิตฺวา อุโปสถิกา อเหสุํ ฯ เสฏฺฐีปิ สปุตฺตทารปริชโน อุโปสถํ อธิฏฺฐหิ ฯ สพฺเพปิ อุโปสถิกา อตฺตโน วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา สีลํ อาวชฺเชนฺตา นิสีทึสุ ฯ โพธิสตฺโต สกลทิวสํ กมฺมํ กตฺวา สุริยตฺถงฺคมนเวลาย อาคโต ฯ อถสฺส ภตฺตการิกา หตฺถโธวนํ ทตฺวา ปาฏิยา ภตฺตํ วฑฺเฒตฺวา อุปนาเมสิ ฯ โพธิสตฺโต อญฺเญสุ ทิวเสสุ อิมาย เวลาย มหาสทฺโท อโหสิ อชฺช กหํ คตาติ ปุจฺฉิ ฯ สพฺเพ อุโปสถํ สมาทยิตฺวา อตฺตโน อตฺตโน วสนฏฺฐานานิ คตาติ สุตฺวา จินฺเตสิ เอตฺตกานํ สีลวนฺตานํ อนฺตเร อหํ เอโก ทุสฺสีโล หุตฺวา น วสิสฺสามิ อิทานิ อุโปสถงฺเคสุ อธิฏฺฐิเตสุ โหติ นุ โข อุโปสถกมฺมํ โนติ โส คนฺตฺวา เสฏฺฐึ ปุจฺฉิ ฯ อถ นํ เสฏฺฐี ตาต ปาโตว อนธิฏฺฐิตตฺตา สกลํ อุโปสถกมฺมํ น โหติ อุปฑฺฒุโปสถกมฺมํ ปน โหตีติ อาห ฯ โส เอตฺตกมฺปิ โหตูติ อาห ฯ เสฏฺฐิสฺส สนฺติเก สมาทินฺนสีโล หุตฺวา อุโปสถํ อธิฏฺฐาย อตฺตโน วสโนกาสํ ปวิสิตฺวา สีลํ อาวชฺเชนฺโต นิปชฺชิ ฯ อถสฺส สกลทิวสํ นิราหารตาย ปจฺฉิมยามสมนนฺตเร สตฺถกวาตา สมุฏฺฐหึสุ ฯ เสฏฺฐินา นานาเภสชฺชานิ สํหริตฺวา ปริภุญฺชาติ วุจฺจมาโนปิ อุโปสถํ น ภินฺทิสฺสามีติ ชีวิตปริยนฺติกํ กตฺวา สมาทิยินฺติ อาห ฯ พลวเวทนา อุปฺปชฺชิ ฯ อรุณุคฺคมนเวลาย สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตุํ นาสกฺขิ ฯ อถ นํ อิทานิ มริสฺสตีติ นีหริตฺวา โอสารเก นิปชฺชาเปสุํ ฯ ตสฺมึ ขเณ พาราณสีราชา รถวรคโต มหนฺเตน ปริวาเรน นครํ ปทกฺขิณํ กโรนฺโต ตํ ฐานํ สมฺปาปุณิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ตสฺส สิรึ โอโลเกตฺวา โลภํ อุปฺปาเทตฺวา รชฺชํ ปตฺเถสิ ฯ โส จวิตฺวา อุปฑฺฒุโปสถกมฺมสฺส นิสฺสนฺเทน ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ สา ลทฺธคพฺภปริหารา ทสมาสจฺจเยน ปุตฺตํ วิชายิ ฯ อุทยกุมาโรติสฺส นามํ อกํสุ ฯ โส วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺปานํ นิปฺผตฺตึ ปาปุณิ ชาติสฺสรญาเณน อตฺตโน ปุพฺพกมฺมํ สริตฺวา อปฺปสฺส กมฺมสฺส ผลํ มเมทนฺติ อภิกฺขณํ อุทานํ อุทาเนสิ ฯ โส ปิตุ อจฺจเยน รชฺชํ ปตฺวาปิ อตฺตโน มหนฺตํ สิริวิภวํ โอโลเกตฺวา ตเทว อุทานํ อุทาเนสิ ฯ อเถกทิวสํ นคเร ฉณํ สชฺชยึสุ ฯ มหาชโน กีฬาปสุโต อโหสิ ฯ ตทา พาราณสิยา อุตฺตรทฺวารวาสี เอโก ภติโก อุทกภตึ กตฺวา ลทฺธํ อฑฺฒมาสกํ ปาการิฏฺฐิกาย อนฺตเร ฐเปตฺวา ตตฺถ อุทกภติเมว กตฺวา ชีวมานาย เอกาย กปณิตฺถิยา สทฺธึ สํวาสํ กปฺเปสิ ฯ สา ตํ อาห สามิ นคเร ฉโณ วตฺตติ สเจ เต กิญฺจิ อตฺถิ มยมฺปิ กีเฬยฺยามาติ ฯ อาม อตฺถีติ ฯ กิตฺตกํ สามีติ ฯ อฑฺฒมาสโกติ ฯ กหํ โสติ ฯ อุตฺตรทฺวาเร อิฏฺฐกนฺตเร ฐปิโตติ อิโต เม ทฺวาทสโยชนนฺตเร นิธานํ ตว ปน หตฺเถ กิญฺจิ อตฺถีติ ฯ อาม อตฺถีติ ฯ กิตฺตกนฺติ ฯ อฑฺฒมาสโกวาติ ฯ อิติ ตวฑฺฒมาสโก มมฑฺฒมาสโกติ มาสโก โหติ ตโต เอเกน โกฏฺฐาเสน มาลํ เอเกน โกฏฺฐาเสน คนฺธํ เอเกน สุรํ คเหตฺวา กีฬิสฺสาม คจฺฉ ตยา ฐปิตํ อฑฺฒมาสกํ อาหราติ ฯ โส ภริยาย เม สนฺติกา กถา ลทฺธาติ หฏฺฐตุฏฺโฐ ภทฺเท มา จินฺตยิ อาหริสฺสามิ นนฺติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ นาคพโล ภตโก ฉ โยชนานิ อติกฺกมฺม มชฺฌนฺติกสมเย วีตจฺจิกงฺคารสนฺถตํ อิว อุณฺหํ วาลิกํ มทฺทนฺโต ธนโลเภน หฏฺฐตุฏฺโฐ กาสาวนนฺตก- นิวาสโน กณฺเณ ตาลปณฺณํ ปิลนฺธิตฺวา เอเตน อาโยควตฺเตน คีตํ คายนฺโต ราชงฺคเณน ปายาสิ ฯ อุทยราชา สีหปญฺชรํ วิวริตฺวา ฐิโต ตํ ตถา คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา กินฺนุ โข เอส เอวรูปํ วาตาตปํ อคเณตฺวา หฏฺฐตุฏฺโฐ คายนฺโต คจฺฉติ ปุจฺฉิสฺสามิ นนฺติ จินฺเตตฺวา ปกฺโกสนตฺถาย เอกํ ปุริสํ ปหิณิ ฯ เตน คนฺตฺวา ราชา ตํ ปกฺโกสตีติ วุตฺเต ราชา มยฺหํ กึ โหติ นาหํ ราชานํ ชานามีติ วตฺวา พลกฺกาเรน นีโต เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ ราชา ปุจฺฉนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

องฺคารชาตา ปฐวี กุกฺกุฬานุคตา มหี

อถ คายสิ วตฺตานิ น ตํ ตปติ อาตโป ฯ

อุทฺธํ ตปติ อาทิจฺโจ อโธ ตปติ วาลุกา

อถ คายสิ วตฺตานิ น ตํ ตปติ อาตโปติ ฯ

ตตฺถ องฺคารชาตาติ โภ ปุริส อยํ ปฐวี วีตจฺจิกงฺคารํ วิย อุณฺหชาตา ฯ กุกฺกุฬานุคตาติ อาทิตฺตฉาริกสงฺขาเตน กุกฺกุเฬน วิย อุณฺหวาลิกาย อนุคตา ฯ วตฺตานีติ อโยควตฺตานิ อาโรเปตฺวา คีตํ คายสิ ฯ

โส รญฺโญ กถํ สุตฺวา ตติยํ คาถมาห

น มํ ตปติ อาตโป อาตปฺปา ตปยนฺติ มํ

อตฺถา หิ วิวิธา ราช เต ตปนฺติ น อาตโปติ ฯ

ตตฺถ อาตปฺปาติ วตฺถุกามกิเลสกามา ปุริสํ หิ เต อาตปนฺติ ตสฺมา อาตปฺปาติ วุตฺตา ฯ อตฺถา หิ วิวิธาติ มหาราช มยฺหํ วตฺถุกามกิเลสกาเม นิสฺสาย กตฺตพฺพา นานากิจฺจสงฺขาตา วิวิธา อตฺถา อตฺถิ เต มํ ตปนฺติ น อาตโปติ ฯ

อถฺ นํ ราชา โก นาม เต อตฺโถติ ปุจฺฉิ ฯ โส อาห อหํ เทว ทกฺขิณทฺวาเร กปณิตฺถิยา สทฺธึ สํวาสํ กปฺปยึ สา มํ ฉณกีฬํ สามิ กีฬิสฺสาม อตฺถิ เต กิญฺจิ หตฺเถติ ปุจฺฉิ อถ นํ อหํ มม นิธานํ อุตฺตรทฺวาเร ปาการนฺตเร ฐปิตนฺติ อวจํ สา คจฺฉ ตํ อาหร อุโภปิ กีฬิสฺสามาติ มํ ปหิณิ สา เม ตสฺสา กถา หทยํ น วิชหติ ตํ มํ อนุสฺสรนฺตํ กามาตโป ตปติ อยํ เม เทว อตฺโถติ ฯ อถ เอวรูปํ วาตาตปํ อคเณตฺวา กินฺเต ตุสฺสนการณํ เยน คายนฺโต คจฺฉสีติ ฯ เทว ตํ นิธานํ อาหริตฺวา ตาย สทฺธึ อภิรมิสฺสามีติ อิมินา การเณน ตุฏฺโฐ คายามีติ ฯ กึ ปน โภ ปุริส อุตฺตรทฺวาเร ฐปิตนิธานํ สตสหสฺสมตฺตํ อตฺถีติ ฯ นตฺถิ เทวาติ ฯ เตนหิ ปญฺญาสสหสฺสานิ จตฺตาฬีส ตึส วีสติ ทส ปญฺจ จตฺตาริ ตโย เทฺว เอโก กหาปโณ อฑฺโฒ ปาโท จตฺตาโร มาสกา ตโย เทฺว เอโก มาสโกติ ปุจฺฉิ ฯ สพฺพํ ปฏิกฺขิปิตฺวา อฑฺฒมาสโกติ วุตฺเต อาม เทว เอตฺตกํ มยฺหํ ธนํ ตํ อาหริตฺวา ตาย สทฺธึ อภิรมิสฺสามีติ คจฺฉามิ ตาย ปีติยา เตน โสมนสฺเสน น มํ เอส วาตาตโป ตปตีติ ฯ อถ นํ ราชา โภ ปุริส เอวรูเป อาตเป ตตฺถ มา คมิ อหนฺเต อฑฺฒมาสกํ ทสฺสามีติ อาห ฯ เทว ตุมฺหากํ กถาย ฐตฺวา ตญฺจ คณฺหิสฺสามิ อิตรญฺจ น นาเสสฺสามิ มม คมนํ อหาเปตฺวา ตมฺปิ คเหสฺสามีติ ฯ โภ ปุริโส นิวตฺต มาสกํ เต ทสฺสามิ เทฺว มาสเกติ เอวํ วฑฺเฒตฺวา โกฏึ โกฏิสตํ อปริมิตํ ธนํ ทสฺสามิ นิวตฺตาติ วุตฺเตปิ เทว ตํ คเหตฺวา อิตรมฺปิ คณฺหิสฺสามิจฺเจว อาห ฯ ตโต เสฏฺฐิฏฺฐานาทีหิ ฐานนฺตเรหิ ปโลภิโต ยาว โอปรชฺชา ตเถว วตฺวา อุปฑฺฒรชฺชํ เต ทสฺสามิ นิวตฺตาติ วุตฺเต สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ราชา คจฺฉ มม สหายสฺส มสฺสุํ กาเรตฺวา นหาเปตฺวา อลงฺกริตฺวา อาเนถ นนฺติ อมจฺเจ อาณาเปสิ ฯ อามจฺจา ตถา อกํสุ ฯ ราชา รชฺชํ ทฺวิธา ภินฺทิตฺวา ตสฺส อุปฑฺฒรชฺชํ ทาเปสิ ฯ โส ปน ตํ คเหตฺวาปิ อฑฺฒมาสกเปเมน อุตฺตรปสฺสํ คโตเยวาติ วทนฺติ ฯ โส อฑฺฒมาสกราชา นาม อโหสิ ฯ เต สมคฺคา สมฺโมทมานา รชฺชํ กาเรนฺตา เอกทิวสํ อุยฺยานํ คมึสุ ฯ ตตฺถ กีฬิตฺวา อุทยราชา อฑฺฒมาสกรญฺโญ องฺเก สีสํ กตฺวา นิปชฺชิ ฯ ตสฺมึ นิทฺทํ โอกฺกนฺเต ปริวารมนุสฺสา กีฬานุภวนวเสน ตตฺถ ตตฺถ อคมํสุ ฯ อฑฺฒมาสกราชา กึ เม นิจฺจกาลํ อุปฑฺฒรชฺเชน อิมํ มาเรตฺวา อหํเอว รชฺชํ กาเรสฺสามีติ ขคฺคํ อพฺพหิตฺวา ปหริสฺสามิ นนฺติ จินฺเตตฺวา ปุน อยํ ราชา มํ ทลิทฺทํ กปณมนุสฺสํ อตฺตนา สมานํ กตฺวา มหนฺเต อิสฺสริเย ปติฏฺฐาเปสิ เอวรูปํ นาม ยสทายกํ มาเรตุํ มม อิจฺฉา อุปฺปนฺนา อยุตฺตํ วต เม กตนฺติ สตึ ปฏิลภิตฺวา ขคฺคํ ปเวเสสิ ฯ อถสฺส ทุติยมฺปิ ตติยมฺปิ ตเถว จิตฺตํ อุปฺปชฺชิ ฯ ตโต จินฺเตสิ อิทํ จิตฺตํ ปุนปฺปุนํ อุปฺปชฺชมานํ ปาปกมฺเม โยเชยฺยาติ โส อสึ ภูมิยํ ขิปิตฺวา ราชานํ อุฏฺฐาเปตฺวา ขมาหิ เทวาติ ปาเทสุ ปติ ฯ นนุ สมฺม ตว มมนฺตเร โทโส นตฺถีติ ฯ อตฺถิ มหาราช อหํ อิทํ นาม อกาสินฺติ ฯ เตนหิ สมฺม ขมามิ เต อิจฺฉนฺโต ปน รชฺชํ กาเรหิ อหํ อุปราชา หุตฺวา อุปฏฺฐหิสฺสามีติ ฯ โส น เม เทว รชฺเชนตฺโถ อยํ หิ ตณฺหา มํ อปาเยสุ นิพฺพตฺตาเปสฺสติ ตว รชฺชํ ตฺวเมว คณฺห อหํ ปพฺพชิสฺสามิ ทิฏฺฐมฺเม กามสฺส มูลํ อยํ หิ สงฺกปฺเปนฺตสฺส วฑฺฒติ น ทานิ นํ อิโต ปฏฺฐาย สงฺกปฺเปสฺสามีติ อุทานํ อุทาเนนฺโต จตุตฺถํ คาถมาห

อทฺทสํ กาม เต มูลํ สงฺกปฺปา กาม ชายสิ

น ตํ สงฺกปฺปยิสฺสามิ เอวํ กาม น โหหิสีติ ฯ

ตตฺถ เอวนฺติ เอวํ มม อนฺตเร ฯ น โหหิสีติ น อุปฺปชฺชิสฺสสีติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา ปุน กาเมสุ อนุยุตฺตสฺส มหาชนสฺส ธมฺมํ เทเสนฺโต ปญฺจมํ คาถมาห

อปฺปาปิ กามา น อลํ พหูหิปิ น ตปฺปติ

อหหา พาลลปนา ปฏิวิชฺเฌถ ชคฺคโตติ ฯ

ตตฺถ อหหาติ สํเวคทีปนํ ฯ ชคฺคโตติ ชคฺคนฺโต ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ มหาราช อิมสฺส มหาชนสฺส อปฺปาปิ วตฺถุกามกิเลสกามา น อลํ ปริยตฺตาว พหูหิปิ จ เตหิ น ตปฺปเตว อโห อิเม มม รูปา มม สทฺทาติ ลปนโต พาลลปนา กามา อิเม วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ภาวนานุโยคมนุยุตฺโต ชคฺคนฺโต กุลปุตฺโต ปฏิวิชฺเฌถ ปริญฺญาปหานาภิสมเยหิ อภิสเมตฺวา ปชเหยฺย ฯ

เอวํ โส มหาชนสฺส ธมฺมํ เทเสตฺวา อุทยราชานํ รชฺชํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา มหาชนํ อสฺสุมุขํ รุทมานํ ปหาย หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญํ นิพฺพตฺเตสิ ฯ ตสฺส ปพฺพชิตกาเล อุทยราชา ตํ อุทานํ สกลํ กตฺวา อุทาเนนฺโต ฉฏฺฐํ คาถมาห

อปฺปสฺส กมฺมสฺส ผลํ มมยิทํ

อุทโย อชฺฌคมา มหตฺตปตฺตํ

สุลทฺธลาภา วต มาณวสฺส

โย ปพฺพชิ กามราคํ ปหายาติ ฯ

ตตฺถ อุทโยติ อตฺตานํ สนฺธาย วทติ ฯ มหตฺตปตฺตนฺติ มหนฺตภาวํ ปตฺตํ วิปุลํ อิสฺสริยํ อชฺฌคมา ฯ มาณวสฺสาติ สตฺตสฺส มยฺหํ สหายสฺส สุลทฺธลาภา ฯ โย กามราคํ ปหาย ปพฺพชิโตติ อธิปฺปาเยเนวมาห ฯ

อิมิสฺสา ปน คาถาย น โกจิ อตฺถํ ชานาติ ฯ อถ นํ เอกทิวสํ อคฺคมเหสี คาถาย อตฺถํ ปุจฺฉิ ฯ ราชา น กเถสิ ฯ เอโก ปนสฺส คงฺคมาโล นาม มงฺคลนหาปิโต โส รญฺโญ มสฺสุํ กโรนฺโต ปฐมํ ขุรปริกมฺมํ กตฺวา ปจฺฉา สณฺฑาเสน โลมานิ คณฺหาติ ฯ รญฺโญ จ ขุรปริกมฺมกาเล สุขํ โหติ โลมหรณกาเล ทุกฺขํ ฯ โส ปฐมํ ตสฺส วรํ ทาตุกาโม โหติ ปจฺฉา สีสจฺเฉทํ อากงฺขติ ฯ อเถกทิวสํ ภทฺเท อมฺหากํ มงฺคลกปฺปโกว พาโลติ เทวิยา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา กึ ปน เทว กาตุํ วฏฺฏตีติ วุตฺเต ปฐมํ โลมานิ คเหตฺวา ปจฺฉา ขุรปริกมฺมนฺติ อาห ฯ สา กปฺปกํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต อิทานิ มสฺสุกรณทิวเส ปฐมํ โลมานิ คเหตฺวา ปจฺฉา ขุรปริกมฺมํ กเรยฺยาสิ รญฺญา วรํ คณฺหาหีติ วุตฺเต อญฺเญน เม เทว อตฺโถ นตฺถิ ตุมฺหากํ อุทานคาถาย อตฺถํ อาจิกฺขถาติ วเทยฺยาสิ อหนฺเต พหุํ ธนํ ทสฺสามีติ อาห ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา มสฺสุกรณทิวเส ปฐมํ สณฺฑาสํ คณฺหิ กึ ภเณ คงฺคมาล อปุพฺพนฺเต กรณนฺติ รญฺญา วุตฺเต เทว กปฺปกา นาม อกตปุพฺพมฺปิ กโรนฺตีติ วตฺวา ปฐมํ โลมานิ คเหตฺวา ปจฺฉา ขุรปริกมฺมํ อกาสิ ฯ ราชา วรํ คณฺหาหีติ อาห ฯ เทว อญฺเญน เม อตฺโถ นตฺถิ อุทานคาถาย อตฺถํ กเถถาติ ฯ ราชา อตฺตโน ทลิทฺทกาเล กเถตุํ ลชฺชนฺโต ตาต อิมินา เต วเรน โก อตฺโถ อญฺญํ คณฺหาหีติ อาห ฯ เอตํ เม เทหิ เทวาติ ฯ โส มุลาวาทภเยน สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา กุมฺมาสปิณฺฑชาตเก วุตฺตนเยเนว สพฺพํ สํวิทหาเปตฺวา รตนปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา อหํ คงฺคมาล ปุริมภเว อิมสฺมึเยว นคเรติ สพฺพํ ปุริมกิริยํ อาจิกฺขิตฺวา อิมินา การเณน อุปฑฺฒคาถํ อาห สหาโย ปน เม ปพฺพชิโต อหํ ปมตฺโต หุตฺวา รชฺชเมว กาเรมิ อิมินา การเณน อุปฑฺฒคาถํ วทามีติ อุทานสฺส อตฺถํ กเถสิ ฯ ตํ สุตฺวา กปฺปโก อุปฑฺฒุโปสถกมฺเมน กิร รญฺญา อยํ สมฺปตฺติ ลทฺธา กุสลํ นาม กาตพฺพํ ยนฺนูนาหํ ปพฺพชิตฺวา อตฺตโน ปติฏฺฐํ กเรยฺยนฺติ จินฺเตตฺวา ญาติโภคปริวฏฺฏํ ปหาย ราชานํ ปพฺพชฺชํ อนุชานาเปตฺวา หิมวนฺตํ อชฺโฌคเหตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ปจฺเจกโพธึ ปตฺวา อิทฺธิยา นิพฺพตฺตปตฺตจีวรธโร คนฺธมาทนปพฺพเต ปญฺจ วสฺสานิ วสิตฺวา พาราณสีราชานํ โอโลเกสฺสามีติ อากาเสนาคนฺตฺวา มงฺคลอุยฺยาเน มงฺคลสิลายํ นิสีทิ ฯ อุยฺยานปาโล สญฺชานิตฺวา คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ เทว คงฺคมาโล ปจฺเจกพุทฺโธ หุตฺวา อากาเสนาคนฺตฺวา มงฺคลอุยฺยาเน นิสินฺโนติ ฯ ราชา สุตฺวา ปจฺเจกพุทฺธํ วนฺทิสฺสามีติ เวเคน นิกฺขมิ ฯ ราชมาตา ปุตฺเตน สทฺธึเยว นิกฺขมิ ฯ ราชา อุยฺยานํ ปวิสิตฺวา ตํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ สทฺธึ ปริสาย ฯ โส รญฺญา สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กโรนฺโต กึ พฺรหฺมทตฺต อปฺปมตฺโตสิ ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรสีติ ราชานํ กุลนาเมน อาลปิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กโรติ ฯ ตํ สุตฺวา รญฺโญ มาตา อยํ หีนชจฺโจ มลมชฺชโก นหาปิตปุตฺโต อตฺตานํ น ชานาติ มม ปุตฺตํ ปฐวิสฺสรํ ชาติขตฺติยํ พฺรหฺมทตฺตาติ นาเมนาลปตีติ กุชฺฌิตฺวา สตฺตมํ คาถมาห

ตปสา ปชหนฺติ ปาปกมฺมํ

ตปสา นหาปิตกุมฺภการภาวํ

ตปสา อภิภุยฺย คงฺคมาล

นาเมนาลปสิชฺช พฺรหฺมทตฺตนฺติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อิเม ตาว สตฺตา ตปสา อตฺตโน กเตน ตโปคุเณน ปาปกมฺมํ ชหนฺติ กึ ปเนเต นหาปิตกุมฺภการภาวมฺปิ ชหนฺติ ยํ ตฺวํ คงฺคมาล อตฺตโน ตปสา อภิภุยฺย มม ปุตฺตํ พฺรหฺมทตฺต- นาเมนาลปสิ ปฏิรูปํ น เต เอตนฺติ ฯ

ราชา มาตรํ วาเรตฺวา ปจฺเจกพุทฺธสฺส คุณํ ปกาเสนฺโต อฏฺฐมํ คาถมาห

สนฺทิฏฺฐิกเมว อมฺม ปสฺสถ

ขนฺติโสรจฺจสฺส อยํ วิปาโก

โส สพฺพชนสฺส วนฺทิโต อหู

ตํ วนฺทาม สราชิกา สมจฺจาติ ฯ

ตตฺถ ขนฺติโสรจฺจสฺสาติ อธิวาสนกฺขนฺติยา จ โสรจฺจสฺส จ ฯ ตํ วนฺทามาติ อิทานิ ตํ มยํ สราชิกา สมจฺจา สพฺเพว วนฺทาม ปสฺสถ อมฺม ขนฺติโสรจฺจานํ วิปากนฺติ ฯ

รญฺญา มาตริ วาริตาย เสสมหาชโน อุฏฺฐหิตฺวา อยุตฺตํ เต เทว เอวรูปสฺส หีนชจฺจสฺส ตุมฺเห นาเมนาลปนนฺติ อาห ฯ ราชา มหาชนํ ปฏิพาหิตฺวา ตสฺส คุณํ กเถตุํ โอสานคาถมาห

มา กิญฺจิ อวจุตฺถ คงฺคมาลํ

มุนินํ โมนปเถสุ สิกฺขมานํ

เอโส หิ อตรี อณฺณวํ

ยํ ตริตฺวา วิจรนฺติ วีตโสกาติ ฯ

ตตฺถ มุนินนฺติ อาคาริกานาคาริกเสขาเสขปจฺเจกมุนึ ฯ โมนปเถสุ สิกฺขมานนฺติ ปุพฺพภาคปฏิปทาย โพธิปกฺขิยธมฺมสงฺขาเตสุ โมนปเถสุ สิกฺขมานํ ฯ อณฺณวนฺติ สํสารสมุทฺทํ ฯ

เอวํ วตฺวา ราชา ปจฺเจกพุทฺธํ วนฺทิตฺวา ภนฺเต มยฺหํ มาตุ ขมถาติ อาห ฯ ขมามิ มหาราชาติ ฯ ราชปริสาปิ นํ ขมาเปสิ ฯ ราชา อตฺตานํ นิสฺสาย วสนตฺถาย นํ ปฏิญฺญํ ยาจิ ฯ ปจฺเจกพุทฺโธ ปฏิญฺญํ อทตฺวา สราชิกาย ปริสาย ปสฺสนฺติยาว อากาเส ฐตฺวา รญฺโญ โอวาทํ ทตฺวา คนฺธมาทนเมว คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ อุปาสกา อุโปสถวาโส นาม วสิตพฺพยุตฺตโกติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปจฺเจกพุทฺโธ ปรินิพฺพายิ อฑฺฒมาสกราชา อานฺโท อโหสิ มาตา มหามายา อคฺคมเหสี ราหุลมาตา อุทยราชา ปน อหเมวาติ ฯ

คงฺคมาลชาตกํ ปญฺจมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๒๐. สุมังคลชาดกชาดกถัดไป๔๒๒. เจติยราชชาดก