อาทิตตชาดก
ว่าด้วยการให้ทานกับการรบ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๘๐ · บรรทัด ๕๐๑๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารุเชตวัน ทรงปรารภอสทิสทาน จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาทิตฺตสฺมึ ดังนี้. เรื่องอสทิสทาน มีเนื้อความพิสดารในอรรถกถา มหาโควินทสูตร.
ก็ในวันที่ ๒ จากวันที่พระเจ้าโกศลถวายอสทิสทานแล้ว ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเจ้าโกศลทรงฉลาดเลือกเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ถวายมหาทานแด่อริยสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเลือกถวายทานในเนื้อนาบุญอันสูงยิ่งของพระเจ้าโกศล ไม่น่าอัศจรรย์โบราณกบัณฑิตก็ได้เลือกเฟ้นแล้ว จึงได้ถวายมหาทานเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระเจ้าเภรุวมหาราช ครองราชสมบัติในเภรุวนคร สีวิรัฐ ทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรม สงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ ทรงดำรงอยู่ในฐานะเป็นมารดาบิดาของมหาชนได้ให้ทานแก่คนกำพร้า วณิพก และยาจกทั้งหลายมากมาย. พระองค์มีอัครมเหสีพระนามว่า สมุททวิชยาเป็นบัณฑิตสมบูรณ์ด้วยญาณ. วัน ๑พระเจ้าเภรุวมหาราช เสด็จทอดพระเนตรโรงทาน ทรงพระดำริว่าปฏิคาหกทั้งหลายล้วนเป็นผู้ทุศีล เหลวไหล บริโภคทานของเราข้อนั้นไม่ทำให้เรายินดีเลย เราใคร่จะถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีศีลเป็นอรรคทักขิไณยบุคคล แต่ท่านเหล่านั้นอยู่ในหิมวันตประเทศ ใครหนอจักไปนิมนต์ท่านมาได้เราจักส่งใครไปนิมนต์ได้ ทรงพระดำริดังนี้แล้ว ได้ตรัสบอกความนั้นแด่พระเทวี. ลำดับนั้น พระเทวีได้ทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ขอพระองค์อย่าทรงวิตกเลย เราจักส่งดอกไม้ไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยกำลังทานที่จะพึงถวาย กำลังศีลและกำลังความสัตย์ของเราทั้งหลาย ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมาถึงแล้ว จึงจักถวายทานที่สมบูรณ์ด้วยบริขารทุกอย่าง. พระราชาทรงรับสั่งว่าดีแล้ว ดังนี้แล้วรับสั่งให้ตีกลองประกาศว่า ชาวพระนครทั้งสิ้นจงสมาทานศีล ส่วนพระองค์เองพร้อมด้วยราชบริพาร ก็ทรงอธิษฐานองค์แห่งอุโบสถบำเพ็ญมหาทาน แล้วให้ราชบุรุษถือกระเช้าทองใส่ดอกมะลิเต็ม เสด็จลงจากปราสาทประทับที่พระลานหลวง ทรงกราบเบญจางคประดิษฐ์เหนือพื้นดิน แล้วผินพระพักตร์ไปทางทิศปราจีนถวายนมัสการแล้วประกาศว่า ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระอรหันต์ทั้งหลายในทิศปราจีนถ้าคุณความดีอะไร ๆ ของข้าพเจ้ามีอยู่ไซร้ ขอท่านทั้งหลายจงอนุเคราะห์พวกข้าพเจ้า โปรดมารับภิกษาหารของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิดประกาศดังนี้แล้ว ทรงซัดดอกมะลิไป ๗ กำมือ. ในวันรุ่งขึ้นไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้ามา เพราะในทิศปราจีนไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้า. ในวันที่ ๒ ทรงนมัสการไปทางทิศทักษิณ ก็หามีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาไม่ วันที่ ๓ ทรงนมัสการไปทางทิศปัจฉิม ก็หามีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาไม่. วันที่ ๔ ทรงนมัสการไปทางทิศอุดร. ก็แหละครั้นทรงนมัสการแล้ว ทรงซัดดอกมะลิไป ๗ กำมือ อธิษฐานว่า ขอพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่อยู่ในหิมวันตประเทศด้านทิศอุดร จงมารับภิกษาหารของข้าพเจ้า.
ดอกมะลิได้ลอยไปตกลง เหนือพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย๕๐๐ องค์ ที่เงื้อมภูเขานันทมูลกะ. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นพิจารณาดูก็รู้ว่า พระราชานิมนต์ วันรุ่งขึ้น จึงเรียกพระปัจเจกพุทธเจ้ามา ๗ องค์ แล้วกล่าวว่า แน่ะ ท่านผู้เช่นกับด้วยเรา พระราชานิมนต์ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงเคราะห์พระราชาเถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น เหาะมาลงที่ประตูพระราชวัง. พระเจ้าเภรุวมหาราชทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วทรงโสมนัสนมัสการแล้ว นิมนต์ขึ้นปราสาท ทรงสักการะบูชาเป็นการใหญ่แล้วถวายทาน ครั้นฉันเสร็จแล้วได้นิมนต์ให้มาฉันวันต่อ ๆ ไปอีกจนครบ ๖ วันในวันที่ ๗ ทรงจัดแจงบริขารทานทุกอย่าง แต่งตั้งเตียงตั่งที่วิจิตรด้วยแก้ว ๗ ประการ ทรงวางเครื่องสมณบริโภคทั้งปวงมีไตรจีวรเป็นต้นในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ ถวายนมัสการตรัสว่าข้าพเจ้าขอถวายบริขารเหล่านี้ทั้งหมดแด่พระคุณเจ้าทั้งหลาย เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นฉันเสร็จแล้ว พระราชาและพระเทวีทั้ง ๒ พระองค์ประทับยืนนมัสการอยู่.
ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในหมู่เมื่อจะอนุโมทนาแด่พระราชาและพระเทวี จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ บุคคลผู้เป็นเจ้าของ ขนเอาสิ่งของอื่นใดออกได้ สิ่งของอันนั้น ย่อมเป็นประโยชน์แก่เจ้าของนั้น แต่ของที่ ถูกไฟไหม้ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่เขา. โลกถูกชราและมรณะเผาแล้วอย่างนี้ บุคคลพึงนำออกเสียด้วยการให้ทาน ทานที่ให้ แล้วจะน้อยก็ตาม. มากก็ตาม ชื่อว่าเป็นอัน นำออกดีแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทิตฺตสฺมึ ความว่า ขณะเมื่อเรือนถูกไฟไหม้นั้น. บทว่า ภาชนํ ได้แก่ อุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งบทว่า โน จ ยํ ตตฺถ ความว่า แต่สิ่งใดในเรือนนั้นไม่ได้ขนออกย่อมถูกไฟไหม้ไม่เหลือแม้แต่หญ้า สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมไม่เป็นคุณประโยชน์แก่เราเลย. บทว่า ชราย มรเณน จ นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนา. แต่โดยอรรถ โลกคือเบญจขันธ์นั้น ชื่อว่า ถูกไฟ ๑๑ กอง เผาผลาญแล้ว บทว่า นีหเรเถว ความว่า เพราะเหตุนั้นโลกคือเบญจขันธ์ถูกไฟ ๑๑ กอง เผาผลาญอยู่เช่นนี้ บุคคลต้องนำออกด้วยการตั้งใจให้บริขารทาน ต่างโดยทานวัตถุ ๑๐ อย่างเท่านั้น. ทานที่ให้แล้วจะน้อยหรือมากก็ตามนั้น ชื่อว่า เป็นการนำออกดีแล้ว.
พระสังฆเถระ ครั้นอนุโมทนาอย่างนี้แล้ว ได้ให้โอวาทแด่พระราชาว่า มหาบพิตร พระองค์อย่าทรงประมาท แล้วเหาะขึ้นอากาศทำช่อฟ้าปราสาท ให้แยกเป็นสองช่องไปลง ณ เงื้อมภูเขานันทมูลกะ. แม้บริขารที่พระราชาถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ลอยตามไปกับพระปัจเจกพุทธเจ้าลงที่เงื้อมภูเขานั้นเหมือนกัน. พระสกลกายของพระราชาและพระเทวี เต็มตื้นไปด้วยปีติ. เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในหมู่ไปอย่างนี้แล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ยังคงเหลืออยู่ ๖ องค์ ได้อนุโมทนาด้วยคาถา องค์ละคาถาว่า :-
คนใดให้ทานแก่ท่านผู้มีธรรมอันได้แล้ว ผู้บรรลุธรรมด้วยความเพียรและความหมั่น คน นั้นล่วงเลยเวตรณีนรก ของพระยายมไปได้ แล้วจะเข้าถึงทิพยสถาน. ท่านผู้รู้กล่าวทานกับการรบว่า มีสภาพ เสมอกัน นักรบแม้จะมีน้อย ก็ชนะคนมาก ได้ เจตนาเครื่องบริจาคก็เหมือนกัน แม้ จะน้อยย่อมชนะหมู่กิเลสแม้มากได้ ถ้าบุคคล เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม ย่อมให้ทานแม้ น้อย เขาก็เป็นสุขในโลกหน้า เพราะการ บริจาคมีประมาณน้อยนั้น. การเลือกทักขิณาทานและพระทักขิไณยบุคคล แล้วจึงให้ทาน พระสุคตเจ้าทรง สรรเสริญ ทานที่บุคคลถวายในพระทักขิไณยบุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งมีอยู่ในสัตว์ โลกนี้ ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านลงใน นาดีฉะนั้น. บุคคลใดไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปอยู่ ไม่ทำบาปเพราะกลัวคนอื่นจะ ติเตียน บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคล ผู้กลัวบาปนั้น ย่อมไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้า ในการทำบาป เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อม ไม่ทำบาป เพราะความกลัวถูกติเตียน. บุคคลย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์ เพราะ พรหมจรรย์อย่างต่ำ เกิดในเทวโลก เพราะ พรหมจรรย์อย่างกลาง และบริสุทธิ์ได้ เพราะ พรหมจรรย์อย่างสูง. ทาน ท่านผู้รู้สรรเสริญ โดยส่วนมากก็ จริง แต่ว่าบทแห่งธรรมแลประเสริฐกว่าทาน เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายในครั้งก่อน หรือว่า ก่อนกว่านั้นอีก ท่านมีปัญญา เจริญสมถ วิปัสสนาแล้ว ได้บรรลุพระนิพพานทีเดียว.
ครั้นกล่าวอนุโมทนาอย่างนี้แล้ว ก็ได้เหาะไปเหมือนอย่างนั้นแหละ พร้อมกับบริขารทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมลทฺธสฺส ความว่า บุคคลมีพระขีณาสพเป็นต้น จนถึงพระโยคาวจรผู้สุกขวิปัสสก ชื่อว่าธัมมลัทธะ เพราะความเป็นผู้มีธรรมอันได้บรรลุแล้ว. บุคคลประเภทนั้นแหละ ชื่อว่า อุฏฺานวิริยาธิคต เพราะธรรมวิเศษนั้น ท่านได้บรรลุแล้วด้วยความเพียร คือความหมั่น. อริบายว่า. ชนผู้ต้องเกิดตายเป็นธรรมดา ให้ทานวัตถุที่ควรให้ แก่บุคคลผู้บรรลุธรรมวิเศษแล้วนั้น. อีกนัยหนึ่ง มีอธิบายว่า ชนผู้ต้องเกิดต้องตายเป็นธรรมดา ถือเอาส่วนอันเลิศของไทยธรรมที่ตนได้แล้วโดยธรรม คือได้มาด้วยความเพียรกล่าวคือความขยันขันแข็ง แล้วให้ทานในท่านผู้มีศีลทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่งความในคาถานี้ บัณฑิตพึงทราบโดยทำทุติยาวิภัติให้เป็นฉัฏฐีวิภัติ. บทว่า เวตรณี นี้เป็นหัวข้อแห่งเทศนา. อธิบายว่า พระขีณาสพตลอดถึงพระสุกขวิปัสสก ย่อมจะล่วงเลย เวตรณีนรก คือมหานรก ๘อุสสทนรก ๑๖ ของพญายมไปได้. บทว่า ทิพฺพานิ านานิ อุเปติความว่า ย่อมไปบังเกิดในเทวโลก. บทว่า สมานมาหุ ความว่าท่านผู้รู้กล่าวว่าเหมือนกัน. อธิบายว่า คนกลัวความสิ้นเปลือง ย่อมไม่มีการให้ คนขลาดต่อภัย ย่อมไม่มีการยุทธนา คือนักรบสละความอาลัยในชีวิตได้ ก็อาจเข้ารบกันได้ ทายกสละความอาลัยในโภคะเสียได้ก็อาจบริจาคได้ด้วยเหตุนั่นแหละ ท่านผู้รู้จึงกล่าวการให้และการรบทั้งสองอย่างนั้น ว่ามีสภาพเสมอกัน. บทว่า อปฺปาปิ สนฺตา ความว่านักรบถึงมีพวกน้อยแต่พร้อมใจกันสละชีวิตก็อาจรบคนพวกมาก เอาชัยชนะได้ฉันใด เจตนาคิดบริจาคถึงจะมีน้อย ก็ย่อมชนะหมู่กิเลสพวกมาก มีมัจฉริยจิต และโลภะเป็นต้นได้ฉันนั้น บทว่า อปฺปมฺปิ เจความว่า ถ้าทายกใดเชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรม บริจาคไทยธรรมแม้เล็กน้อยไซร้. บทว่า เตเนว โส ความว่า ดูก่อนมหาบพิตรทายกนั้นย่อมเป็นสุขในโลกหน้า ด้วยผลแห่งไทยธรรมเล็กน้อยนั้นทีเดียว. บทว่า วิเจยฺย ทานํ ได้แก่ทานที่บุคคลเลือกทักขิณาทาน และทักขิไณยบุคคลก่อนแล้วจึงถวาย. ในทักขิณาทาน และทักขิไณยบุคคลสองอย่างนั้น เมื่อบุคคลไม่ให้ของตามมีตามเกิดเลือกให้แต่ไทยธรรมที่เลิศที่ประณีต ชื่อว่า ย่อมเลือกให้แม้ซึ่งทักขิณาทาน. เมื่อไม่ให้แก่บุคคลทั่วไป เลือกให้แต่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมมีศีลเป็นต้น ชื่อว่าย่อมเลือกเป็นพระทักขิไณยบุคคล บทว่า สุคตปฺปสฏฺํ ความว่าทานเห็นปานนี้ แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ทรงสรรเสริญ.
ใน ๒ อย่างนั้น เพื่อจะแสดงถึงการเลือกเฟ้นพระทักขิไณยบุคคล ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เย ทกฺขิเณยฺยา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขิเณยฺยา ได้แก่พระอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้สมควรแก่ทักษิณา. บทว่า ปาณภูตานิได้แก่ภูต กล่าวคือสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย. บทว่า อเหยนฺโต มีความกรุณาไม่เบียดเบียนสัตว์ให้เดือดร้อน ท่องเที่ยวไป. บทว่า ปรูปวาทาความว่า ไม่ทำบาปเพราะกลัวคนอื่นติเตียน. บทว่า ภีรุํ ได้แก่ผู้กลัวการถูกติเตียน. บทว่า น หิ ตตฺถ สูรํ ความว่า ส่วนบุคคลใดไม่กลัวการติเตียนนั้น จึงกล้าทำบาปโดยอโยนิโสมนสิการ บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญบุคคลนั้นเลย. บทว่า ภยา หิ ความว่าเพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ทำบาปเพราะกลัวเขาติเตียน. บทว่าหีเนน พฺรหฺมจริเยน ความว่า จะกล่าวในลัทธิภายนอกพระศาสดาก่อน ผลเพียงเมถุนวิรัติและศีล ชื่อว่า พรหมจรรย์อย่างต่ำ. บุคคลเกิดในขัตติยตระกูลด้วยอำนาจพรหมจรรย์อย่างต่ำนั้น. ผลเพียงอุปจารฌาน ชื่อว่า พรหมจรรย์อย่างกลาง บุคคลเกิดในเทวโลก ด้วยพรหมจรรย์อย่างกลางนั้น. สมาบัติแปดเป็นพรหมจรรย์อย่างสูง บุคคลย่อมชื่อว่า บริสุทธิ์เข้าถึงพรหมโลกได้ด้วยพรหมจรรย์อย่างสูงนั้น. ส่วนในทางพระพุทธศาสนา การประพฤติพรหมจรรย์โดยมุ่ง เทวนิกายของผู้มีศีลนั่นแล ชื่อว่า พรหมจรรย์อย่างต่ำ การยังสมาบัติให้บังเกิดขึ้น ของผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์นั่นแล ชื่อว่า พรหมจรรย์อย่างกลาง. การที่ภิกษุดำรงอยู่ในปาริสุทธิศีล เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างสูง.
คาถาสุดท้าย มีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนมหาบพิตร ได้มีผู้สรรเสริญคือยกย่องทานโดยส่วนมากก็จริง แต่ถึงกระนั้น ธรรมบทซึ่งเป็นส่วนแห่งธรรม กล่าวคือ สมถวิปัสสนาก็ดี กล่าวคือ พระนิพพานดี ประเสริฐกว่าทาน.
เพราะเหตุไร ?
เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลายในกาลก่อน คือในภัทรกัปนี้ มีพระกัสสปทศพลเป็นต้น หรือในกาลก่อนกว่านั้นอีก มีพระเวสสภูทศพลเป็นต้น ท่านมีปัญญา เจริญสมถวิปัสสนาได้บรรลุถึงพระนิพพานทีเดียว.
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ พระองค์ พรรณนาอมตมหานิพพานแด่พระราชา ด้วยอนุโมทนาคาถาอย่างนี้แล้ว กล่าวสอนพระราชาด้วยอัปปมาทธรรม แล้วไปที่อยู่ของตน ๆ ตามนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล. แม้พระราชา พร้อมด้วยพระอัครมเหสี ก็ได้ถวายทานจนตลอดพระชนมายุ ครั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ก็ได้เสด็จไปสู่สวรรค์.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าแม้ในกาลก่อน บัณฑิตก็ได้เลือกถวายทานด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในครั้งนั้น ปรินิพพานแล้ว พระสุททวิชยาเทวี ได้เป็นมารดาพระราหุล พระเจ้าเภรุวราชคือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอาทิตตชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๕๗๓–๕๘๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อัฏฐกนิบาตชาดก ๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อาทิตฺตชาตกํ
อาทิตฺตสฺมินฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อสทิสทานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ อสทิสทานํ มหาโควินฺทสุตฺตวณฺณนาโต วิตฺถาเรตฺวา กเถตพฺพํ ฯ
ตสฺส ปน ทินฺนทิวสโต ทุติยทิวเส ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส โกสลราชา วิจินิตฺวา วรกฺเขตฺตํ ญตฺวา พุทฺธปฺปมุขสฺส อริยสงฺฆสฺส มหาทานํ อทาสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว รญฺโญ วิจินิตฺวา อนุตฺตเร ปุญฺญกฺเขตฺเต ทานปติฏฺฐาปนํ โปราณกปณฺฑิตา วิจินิตฺวาว มหาทานํ อทํสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต สีวิรฏฺเฐ เภรุวนคเร เภรุวมหาราชา นาม ทส ราชธมฺเม อโกเปตฺวา จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ มหาชนํ สงฺคณฺหนฺโต มหาชนสฺส มาตาปิตุฏฺฐาเน ฐตฺวา กปณกวณิพฺพกยาจกานํ มหาทานํ ปวตฺเตสิ ฯ ตสฺส สมุทฺทวิชยา นาม อคฺคมเหสี อโหสิ ปณฺฑิตา ญาณสมฺปนฺนา ฯ โส เอกทิวสํ ทานคฺคํ โอโลเกนฺโต มยฺหํ ทานํ ทุสฺสีลา โลลสตฺตา ภุญฺชนฺติ ตํ มํ น หาเสติ อหํ โข ปน สีลวนฺตานํ อคฺค- ทกฺขิเณยฺยานํ ปจฺเจกพุทฺธานํ ทาตุกาโม เต จ หิมวนฺตปฺปเทเส วสนฺติ โก นุ โข เต นิมนฺเตตฺวา อาเนสฺสติ กํ เปเสสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตมตฺถํ เทวิยา อาโรเจสิ ฯ อถ นํ สา อาห มหาราช มา จินฺตยิตฺถ อมฺหากํ ทาตพฺพทานพเลน สีลพเลน สจฺจพเลน ปุปฺผานิ เปเสตฺวา ปจฺเจกพุทฺเธ นิมนฺเตตฺวา เตสํ อาคตกาเล สพฺพํ ปริกฺขาร- สมฺปนฺนํ ทานํ ทสฺสามาติ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สกล- นครวาสิโน สีลํ สมาทิยนฺตูติ เภริญฺจาราเปตฺวา สยมฺปิ สปริชโน อุโปสถงฺคานิ อธิฏฺฐาย มหาทานํ ปวตฺเตตฺวา สุมนปุปฺผปุณฺณํ สุวณฺณสมุคฺคํ คาหาเปตฺวา ปาสาทา โอรุยฺห ราชงฺคเณ ฐตฺวา ปญฺจงฺคานิ ปฐวิยํ ปติฏฺฐาเปตฺวา ปาจีนทิสาภิมุโข วนฺทิตฺวา ปาจีนทิสาย อรหนฺเต วนฺทาม สเจ อมฺหากํ โกจิ คุโณ อตฺถิ อมฺเหสุ อนุกมฺปํ กตฺวา อมฺหากํ ภิกฺขํ คณฺหถาติ วตฺวา สตฺต ปุปฺผมุฏฺฐิโย ขิปิ ฯ ปาจีนทิสาย ปจฺเจกพุทฺธานํ อภาวา ปุนทิวเส นาคมึสุ ฯ ทุติยทิวเส ทกฺขิณทิสํ นมสฺสิ ตโตปิ นาคตา ฯ ตติยทิวเส ปจฺฉิมทิสํ นมสฺสิ ตโตปิ นาคตา ฯ จตุตฺถทิวเส อุตฺตรทิสํ นมสฺสิ ฯ นมสฺสิตฺวา จ ปน อุตฺตรหิมวนฺตปฺปเทสวาสิโน ปจฺเจกพุทฺธา อมฺหากํ ภิกฺขํ คณฺหนฺตูติ สตฺต ปุปฺผมุฏฺฐิโย วิสฺสชฺเชสิ ฯ ปุปฺผานิ คนฺตฺวา นนฺทมูลกปพฺภาเร ปญฺจนฺนํ ปจฺเจกพุทฺธสตานํ อุปริ ปตึสุ ฯ เต อาวชฺชมานา รญฺญา อตฺตโน นิมนฺติตภาวํ ญตฺวา ปุนทิวเส สตฺต ปจฺเจกพุทฺเธ อามนฺเตตฺวา มาริสา ราชา โว นิมนฺเตติ ตสฺส สงฺคหํ กโรถาติ วทึสุ ฯ เต ปจฺเจกพุทฺธา อากาเสนาคนฺตฺวา ราชทฺวาเร โอตรึสุ ฯ เต ทิสฺวา ราชา โสมนสฺสชาโต วนฺทิตฺวา ปาสาทํ อาโรเปตฺวา มหนฺตํ สกฺการํ กตฺวา ทานํ ทตฺวา ภตฺต- กิจฺจปริโยสาเน ปุนทิวสตฺถาย ปุนทิวสตฺถายาติ เอวํ ฉ ทิวเส นิมนฺเตตฺวา สตฺตเม ทิวเส สพฺพปริกฺขารทานํ สชฺเชตฺวา สตฺต- รตนขจิตานิ มญฺจปีฐานิ ปญฺญาเปตฺวา ติจีวราทิเก สพฺเพ สมณ- ปริโภเค สตฺตนฺนํ ปจฺเจกพุทฺธานํ สนฺติเก ฐเปตฺวา อิเม สพฺพปริกฺขาเร ตุมฺหากํ เทมาติ วนฺทิตฺวา เตสํ ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน ราชา จ เทวี จ อุโภปิ นมสฺสมานา อฏฺฐํสุ ฯ อถ เนสํ อนุโมทนํ กโรนฺโต สงฺฆตฺเถโร เทฺว คาถา อภาสิ
อาทิตฺตสฺมึ อคารสฺมึ ยึ นีหรติ ภาชนํ
ตํ ตสฺส โหติ อตฺถาย โน จ ยํ ตตฺถ ฑยฺหติ ฯ
เอวํ อาทิปิโต โลโก ชราย มรเณน จ
นีหเรเถว ทาเนน ทินฺนํ โหติ สุนีภตนฺติ ฯ
ตตฺถ อาทิตฺตสฺมินฺติ ตํขเณ ปชฺชลิเต ฯ ภาชนนฺติ ยํกิญฺจิ อุปกรณํ ฯ โน จ ยํ ตตฺถาติ ยํ ปน ตตฺถ ฑยฺหติ อนฺตมโส ติณสณฺฐาโรปิ สพฺพํ ตสฺส อนูปกรณเมว โหติ ฯ ชราย มรเณน จาติ เทสนาสีสเมตํ ฯ อตฺถโต ปเนส เอกาทสหิ อคฺคีหิ อาทิปิโต นาม ฯ นีหเรเถวาติ ตโต เอกาทสหิ อคฺคีหิ ปชฺชลิตา โลกา ทสวิธํ ทานวตฺถุเภทํ ตํตํ ปริกฺขารทานํ เจตนาย นิกฑฺฒเตว ฯ ทินฺนํ นาม อปฺปํ วา พหุํ วา ยํ ทินฺนํ ตเทว สุนีภตํ นาม โหตีติ ฯ
เอวํ สงฺฆตฺเถโร อนุโมทนํ กตฺวา อปฺปมตฺโต โหหิ มหาราชาติ รญฺโญ โอวาทํ ทตฺวา อากาเส อุปฺปติตฺวา ปาสาทกณฺณิกํ ทฺวิธา กตฺวา คนฺตฺวา นนฺทมูลกปพฺภาเรเยว โอตริ ฯ ตสฺส ทินฺนปริกฺขาโรปิ เตเนว สทฺธึ อุปฺปติตฺวา ปพฺภาเรเยว โอตริ ฯ รญฺโญ จ เทวิยา จ สกลสรีรํ ปิติยา ปุณฺณํ อโหสิ ฯ เอวํ ตสฺมึ คเต อวเสสาปิ
โย ธมฺมลทฺธสฺส ททาติ ทานํ
อุฏฺฐานวิริยาธิคตสฺส ชนฺตุ
อติกฺกมฺม โส เวตรณึ ยมสฺส
ทิพฺพานิ ฐานานิ อุเปติ มจฺโจ ฯ
ทานญฺจ ยุทฺธญฺจ สมานมาหุ
อปฺปาปิ สนฺตา พหุเก ชินนฺติ
อปฺปมฺปิ เจ สทฺทหาโน ททาติ
เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ ฯ
วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสฏฺฐํ
เย ทกฺขิเณยฺยา อิธ ชีวโลเก
เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ
พีชานิ วุตฺตานิ ยถา สุเขตฺเต ฯ
โย ปาณภูตานิ อเหฐยนฺโต
ปรูปวาทา น กโรติ ปาปํ
ภีรุํ ปสํสนฺติ น หิ ตตฺถ สูรํ
ภยา หิ สนฺโต น กโรนฺติ ปาปํ ฯ
หีเนน พฺรหฺมจริเยน ขตฺติเย อุปปชฺชติ
มชฺฌิเมน จ เทวตฺตํ อุตฺตเมน วิสุชฺฌติ ฯ
อทฺธา หิ ทานํ พหุธา ปสฏฺฐํ
ทานา จ โข ธมฺมปทํว เสยฺโย
ปุพฺเพว หิ ปุพฺพตเรว สนฺโต
นิพฺพานเมวชฺฌคมุํ สปญฺญาติ เอวเมเกกาย คาถาย อนุโมทนํ กตฺวา ตเถว อคมํสุ สทฺธึ ปริกฺขาเรหิ ฯ
ตตฺถ ธมฺมลทฺธสฺสาติ ขีณาสวํ อาทึ กตฺวา ยาว สุกฺข- วิปสฺสกโยคาวจโร ปุคฺคโล ธมฺมสฺส ลทฺธตฺตา ธมฺมลทฺโธ นาม ฯ เสฺวว อุฏฺฐานวิริเยน ตสฺส ธมฺมสฺส อธิคตตฺตา อุฏฺฐานวิริยาธิคโต นาม ฯ ตสฺส ปุคฺคลสฺส โย ชนฺตุ ททาติ ทานนฺติ อตฺโถ ฯ ธมฺเมน ลทฺธสฺส อุฏฺฐานสงฺขาเตน วิริเยน อธิคตสฺส เทยฺยธมฺมสฺส อคฺคํ คเหตฺวา โย ชนฺตุ สีลวนฺเตสุ ทานํ ททาติปิ อตฺโถ ฯ อุปโยคตฺเถ วา สามิวจนํ กตฺวา เจตฺถ อตฺโถ เวทิตพฺโพ ฯ เวตรณินฺติ เทสนาสีสเมตํ ฯ อฏฺฐ มหานิรเย โสฬสญฺจ อุสฺสุเท อติกฺกมิตฺวาติ อตฺโถ ฯ ทิพฺพานิ ฐานานิ อุเปตีติ เทวโลเก อุปฺปชฺชติ ฯ สมานมาหูติ สทิสํ วทนฺติ ฯ ขยภีรุกสฺส หิ ทานํ นตฺถิ ภยภีรุกสฺส ยุทฺธํ นตฺถิ ชีวิเต อาลยํ วิชหิตฺวา ยุชฺฌนฺโตว ยุชฺฌิตุํ สกฺโกติ โภเคสุ อาลยํ วิชหิตฺวาว ทายโก ทาตุํ สกฺโกติ เตเนว ตํ อุภยํ สมานนฺติ วทนฺติ ฯ อปฺปาปิ สนฺตาติ โถกาปิ สมานา ปริจฺจตฺตชีวิตา พหุเก ชินนฺติ เอวเมว อปฺปาปิ มุญฺจน- เจตนา พหุมฺปิ มจฺเฉรจิตฺตโลภาทิกิเลสคฺคหณํ ชินาติ ฯ อปฺปมฺปิ เจติ โถกมฺปิ เจ เทยฺยธมฺมํ กมฺมญฺจ ผลญฺจ สทฺทหนฺโต เทติ ฯ เตเนว โสติ เตน ปริตฺตเทยฺยวตฺถุเกน ปริตฺตเกนปิ จาเคน ปรตฺถ สุขี โหติ มหาราชาติ ฯ วิเจยฺย ทานนฺติ ทกฺขิณญฺจ ทกฺขิเณยฺยญจ วิจินิตฺวา ทินฺนํ ทานํ ฯ ตตฺถ ยํ วา ตํ วา อทตฺวา อคฺคํ ปณีตํ เทยฺยธมฺมํ วิจินิตฺวา ททนฺโต ทกฺขิณํปิ วิจินาติ นาม ฯ เยสํ เตสํ วา อทตฺวา สีลาทิคุณสมฺปนฺเนปิ วิจินิตฺวา เตสํ ททนฺโต ทกฺขิเณยฺยํ วิจินาติ นาม ฯ สุคตปฺปสฏฺฐนฺติ เอวรูปํ ทานํ พุทฺเธหิปิ ปสฏฺฐํ ฯ ตตฺถ ทกฺขิเณยฺยวิจินตํ ทสฺเสตุํ เย ทกฺขิเณยฺยาติ อาทิ วุตฺตํ ฯ ตตฺถ ทกฺขิเณยฺยาติ ทกฺขิณาย อนุจฺฉวิกา พุทฺธาทโย ฯ ปาณภูตานีติ ปาณสงฺขาตานิ ภูตานิ ฯ อเหฐยนฺโตติ การุญฺเญน อวิเหฐยนฺโต จรมาโน ฯ ปรูปวาทาติ ปรูปวาทภเยน ปาปํ น กโรติ ฯ ภีรุนฺติ อุปวาทภีรุกํ ฯ น หิ ตตฺถ สูรนฺต โย ปน อโยนิโสมนสิกาเรน ตสฺมึ อุปวาเท สูโร โหติ ตํ ปณฺฑิตา นปฺปสํสนฺติ ฯ ภยา หีติ อุปวาทภเยน หิ ปณฺฑิตา ปาปํ น กโรนฺติ ฯ หีเนน พฺรหฺมจริเยนาติ พาหิรติตฺถายตเน ตาว เมถุนวิรติสีลมตฺตกํ หีนํ พฺรหฺมจริยํ นาม เตน ขตฺติยกุเล อุปปชฺชติ ฯ ฌานสฺส อุปจารมตฺตํ มชฺฌิมํ เตน เทวโลเก อุปฺปชฺชติ ฯ อฏฺฐ สมาปตฺติโย อุตฺตมํ เตน พฺรหฺมโลเก อุปปชฺชนฺโต วิสุชฺฌติ นาม ฯ สาสเน ปน สีลวนฺตสฺเสว เอตํ เทวนิกายํ ปณิธาย พฺรหฺมจริยํ หีนํ นาม ปริสุทฺธสีลสฺเสว สมาปตฺตินิพฺพตฺตนํ มชฺฌิมํ นาม ฯ ปริสุทฺธสีเล ฐตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตุปฺปตฺติ อุตฺตมํ นาม ฯ โอสาน- คาถาย อยมตฺโถ มหาราช กิญฺจาปิ เอกํเสเนว ทานํ พหุธา ปสฏฺฐํ วณฺณิตํ ทานา ปน สมถวิปสฺสนาสงฺขาตํ นิพฺพานสงฺขาตญฺจ ธมฺมโกฏฺฐาสภูตํ ธมฺมปทเมว อุตฺตริตรํ ฯ กึการณา ฯ ปุพฺเพ หิ อิมสฺมึ กปฺเป กสฺสปทสพลาทโย ปุพฺพตเรว เวสฺสภูทสพลาทโย สนฺโต สปฺปุริสา สปญฺญา สมถวิปสฺสนํ ภาเวตฺวา นิพฺพานเมว อชฺฌคมุํ อธิคตาติ ฯ
เอวํ สตฺต ปจฺเจกพุทฺธา อนุโมทนาย รญฺโญ อมตมหานิพฺพานํ วณฺเณตฺวา ราชานํ อปฺปมาเทน โอวทิตฺวา วุตฺตนเยเนว อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คตา ฯ ราชาปิ สทฺธึ อคฺคมเหสิยา ยาวชีวํ ทานํ ทตฺวา ตโต จวิตฺวา สคฺคปทํ ปูเรสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ปุพฺเพปิ ปณฺฑิตา วิเจยฺยทานํ อทํสูติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ปจฺเจกพุทฺธา ปรินิพฺพายึสุ สมุทฺทวิชยา ราหุลมาตา อโหสิ เภรุวราชา อหเมวาติ ฯ
อาทิตฺตชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗