ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อัฏฐานชาดก
ชาดกที่ ๔๒๕ · อัฏฐกนิบาตชาดก · กัจจานิวรรค

อัฏฐานชาดก

ว่าด้วยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๘๘ · บรรทัด ๕๐๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอัฏฐานชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า คงฺคา กุมุทินีดังนี้.

พระศาสดา ตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอกระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทลูว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสถามว่าเธอกระสันเพราะเหตุไร ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า เพราะอำนาจกิเลสจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามมักอกตัญญู ประทุษร้ายมิตรไม่น่าไว้วางใจ บัณฑิตทั้งหลายในครั้งก่อน แม้ให้ทรัพย์วันละพัน ก็ไม่สามารถจะให้มาตุคามยินดีได้ นางนั้นพอไม่ได้ทรัพย์พันหนึ่งเพียงวันเดียวเท่านั้น ก็ได้ให้คนลากคอบัณฑิตเหล่านั้นไปเสีย มาตุคามไม่รู้คุณคนอย่างนี้ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจกิเลส เพราะเหตุมาตุคามนั้นดังนี้แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโอรสของพระองค์ มีพระนามว่า พรหมทัตกุมาร แต่บุตรของเศรษฐีพระนครพาราณสี มีชื่อว่า มหาธนกุมาร กุมารทั้งสองเป็นสหายกันมาแต่เล็ก ๆ เรียนศิลปะในตระกูลอาจารย์เดียวกัน. พรหมทัตกุมารได้ครองราชสมบัติ เมื่อพระราชบิดาสวรรคต. บุตรเศรษฐีได้อยู่ในราชสำนักนั้นแหละ ก็ในพระนครพาราณสี มีนางวรรณทาสีคนหนึ่งเป็นหญิงนครโสเภณี มีรูปร่างงามเลิศ. บุตรเศรษฐีได้ให้ทรัพย์วันละพัน อภิรมย์อยู่กับนางนั้นตลอดกาล แม้ได้ตำแหน่งเศรษฐี เมื่อบิดาตายแล้ว ก็ไม่ทิ้งนางนั้น คงยังให้ทรัพย์วันละพันอภิรมย์อยู่เช่นนั้นเอง.

เศรษฐีบุตร ต้องเข้าเฝ้าพระราชาวันละ ๓ ครั้ง. ครั้นอยู่มาวัน ๑ เมื่อเศรษฐีบุตรเข้าเฝ้าพระราชาเวลาเย็น ปราศรัยอยู่กับพระราชาจนพลบค่ำ จึงออกจากราชสำนักคิดว่า บัดนี้ถ้าเราจะไปบ้านก่อนแล้วมาหาหญิงนครโสเภณี เวลาไม่พอ เราจักไปบ้านหญิงนครโสเภณีเลยทีเดียว แล้วส่งคนใช้ไปเรือนตัวคนเดียวเท่านั้น ไปบ้านหญิงนครโสเภณี. ลำดับนั้น หญิงนครโสเภณีเห็นเศรษฐีบุตรแล้วกล่าวว่า แน่ะลูกเจ้า ท่านนำทรัพย์พันหนึ่งมาหรือเปล่า ? เศรษฐีบุตรกล่าวว่า น้องรักวันนี้เราล่วงเลยผิดเวลาไป เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ไปบ้าน ส่งแต่คนใช้ไป เราเข้ามานี่แต่คนเดียว แต่วันพรุ่งนี้เราจักให้ทรัพย์แก่เจ้าสองพัน. นางคิดว่า ถ้าวันนี้เราให้โอกาส แม้วันอื่น ๆ ก็จักมามือเปล่าอีก เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จักเสื่อมจากทรัพย์ เราจักไม่ให้โอกาสแก่เขา. คิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวกะบุตรเศรษฐีว่า นาย พวกเราชื่อว่าเป็นวรรณทาสีซึ่งจะให้เย้าหยอกเล่นเปล่า ๆ นั้นไม่มี ท่านจงนำทรัพย์พันหนึ่งมา. เศรษฐีบุตรได้ขอร้องอยู่แล้ว ๆ เล่าๆ ว่า น้องรัก พรุ่งนี้เราจักนำมาให้ ๒ เท่า. หญิงนครโสเภณีบังคับพวกทาสีว่า พวกเจ้าอย่าให้เศรษฐีนี้มายืนแลดูอยู่ที่นี่ จงลากคอมันออกไปแล้วปิดประตูเสีย. พวกนางทาสีได้กระทำเช่นนั้น.

เศรษฐีนั้นคิดว่า เราได้ให้ทรัพย์แก่หญิงนี้ถึง ๘๐ โกฏิ แต่พอนางเห็นเรามือเปล่าเข้าวันเดียว ก็ให้ลากคอเราออกไปเสีย โอ ! ขึ้นชื่อว่ามาตุคามเป็นผู้ลามก หมดละอาย อกตัญญู ประทุษร้ายมิตรคิดดังนี้ ก็มองเห็นโทษของมาตุคามได้ จึงคลายความรักกลับได้ปฏิกูลสัญญา เบื่อหน่ายแม้ฆราวาส คิดว่าการครองเรือน จะเป็นประโยชน์อะไรแก่เรา เราจักออกบวชในวันนี้แหละ ไม่ไปเรือน และไม่เฝ้าพระราชาอีกเลย ออกจากพระนครเข้าป่า บวชเป็นฤาษีสร้างอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ทำฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้นมีเผือกมัน ผลไม้ป่าเป็นอาหารอยู่ ณ ที่นั้น.

เมื่อพระเจ้าพรหมทัตไม่เห็นมหาธนเศรษฐีเข้าเฝ้า จึงตรัสถามว่า สหายของเราไปไหน ? แม้ข่าวการกระทำของหญิงนครโสเภณีก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วพระพระนคร. ลำดับนั้น พวกราชบุรุษ ได้กราบทูลความนั้น แต่พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพพระสหายของพระองค์ มีความละอายไม่กลับบ้าน เข้าป่าบวชแล้ว. พระราชารับสั่งให้เรียกหญิงนครโสเภณีมาตรัสถามว่า ได้ยินว่า เจ้าไม่ได้ทรัพย์พันหนึ่งวันเดียวเท่านั้น ก็ให้พวกทาสีลากคอสหายของเราออกไป จริงหรือ ? นางรับว่า จริงเพคะ พระราชาตรัสว่า แน่ะหญิงลามกเลวทราม เจ้าจงไปยังที่ที่สหายของเราไป แล้วนำเขามา ถ้าเจ้านำมาไม่ได้ เจ้าต้องตาย. นางได้ฟังพระราชดำรัส ดังนั้น มีความกลัว จึงขึ้นรถออกจากพระนครไปพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เที่ยวเสาะแสวงหาที่อยู่ของฤาษีนั้นพอได้ฟังข่าวว่าอยู่ที่นั่น ก็ได้ไป ณ ที่นั้น นมัสการแล้ววิงวอนว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านได้อดโทษที่ดิฉันกระทำด้วยความเป็นคนอันธพาล ดิฉันจักไม่กระทำอย่างนี้อีก เมื่อพระฤาษีกล่าวว่า ดีแล้วเราอดโทษให้ เราไม่มีความอาฆาตในเธอ นางจึงกล่าวว่า ถ้าท่านอดโทษให้ดิฉัน ก็ขอจงขึ้นรถไปสู่พระนครกับดิฉัน เมื่อถึงพระนครแล้ว ดิฉันจักถวายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่โนเรือนของดิฉัน. พระฤาษีได้ฟังคำของนางแล้วกล่าวว่า น้องหญิง บัดนี้เราไม่อาจจะไปกับเจ้า ก็คราวใด ของสิ่งใดในโลกนี้ ไม่พึงมีพึงเป็น ของสิ่งนั้นจักมีจักเป็นได้ ของสิ่งนั้นจักมีจักเป็นได้ คราวนั้นแหละ เราจะพึงไปกับเจ้า ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :-

เมื่อใด แม่น้ำคงคาดารดาษด้วยดอกบัว ก็ดี นกดุเหว่าสีขาวเหมือนสังข์ก็ดี ต้นหว้า พึงให้ผลเป็นผลตาลก็ดี เมื่อนั้น เราทั้งสอง พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.

คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนนางผู้เจริญเมื่อใด แม่น้ำมหาคงคา แม้ทั้งหมด มีกอโกมุทละความเป็นมหานทีมีกระแสไหลเชี่ยวเวียนวนไม่ไหวติง เหมือนสระโกมุท ดารดาษไปด้วยดอกโกมุทตั้งอยู่ก็ดี นกดุเหว่าทั้งหมดมีสีขาวเหมือนสังข์ก็ดี อนึ่ง ต้นหว้าทั้งหมด ให้ผลเป็นผลตาลก็ดี

บทว่า อถ นูน ตทา สิยา มีอธิบายว่า เมื่อนั้น คือในเวลานั้น แม้เราทั้ง ๒ จะพึงอยู่ร่วมกันได้แน่.

ก็แล ครั้นพระฤาษีกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อนางกล่าวอีกว่า เชิญพระผู้เป็นเจ้ามาไปด้วยกันเถิด จึงกล่าวว่า เราจักไป เมื่อนางถามว่าจักไปเมื่อใด ? พระฤาษีจึงกล่าวว่า จักไปเวลาโน้น เวลาโน้น ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาที่เหลือ ความว่า :-

เมื่อใด ผ้า ๓ ชนิดจะพึงสำเร็จได้ด้วย ขนเต่า ใช้เป็นเครื่องกันหนาวในคราวน้ำค้าง ตกได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด เท้ายุงทั้งหลาย จะพึงทำเป็น ป้อมมั่นคงดีไม่หวั่นไหว อาจจะทนบุรุษผู้ขึ้น รบได้ตั้งร้อย เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกัน ได้แน่. เมื่อใด เขากระต่าย จะพึงทำเป็นบันได เพื่อขึ้นไปสวรรค์ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึง อยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด หนูทั้งหลายจะพึงได้บันได ขึ้นไปกัดพระจันทร์ และขับไล่ราหูให้หนีไป ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด แมลงวันทั้งหลายเที่ยวไปเป็น หมู่ ๆ ดื่มเหล้าหมดหม้อเมาแล้ว จะพึงเข้า ไปอยู่ในโรงถ่านเพลิง เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึง อยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด ลาพึงมีริมฝีปากงาม สีเหมือน ผลมะพลับ มีหน้างามเหมือนแว่นทอง จะ เป็นสัตว์ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด กากับนกเค้า พึงปรารถนา สมบัติให้แก่กันและกัน ปรึกษาปรองดองกัน อยู่ในที่ลับได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วม กันได้แน่. เมื่อใด รากไม้และใบไม้อย่างละเอียด พึงเป็นร่มมั่นคงป้องกันฝนได้ เมื่อนั้น เรา ทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด นกตัวเล็ก ๆ พึงเอาจะงอยปาก คาบภูเขาคันธมาทน์ บินไปได้ เมื่อนั้น เรา ทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด เด็ก ๆ พึงขับเรือใหญ่ อัน ประกอบด้วยเครื่องยนต์ และใบพัด กำลัง แล่นไปในสมุทรไว้ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติวิโธ ได้แก่ ผ้า ๓ ชนิดอย่างนี้คือ ผ้าทำด้วยดอกไม้หนึ่ง ทำด้วยนุ่น ๑ ทำด้วยของ ๒ อย่าง ๑ซึ่งจะทำให้สำเร็จได้ด้วยขนเต่า. บทว่า เหมนฺติกํ ปาวุรณํ ความว่าสามารถใช้เป็นเครื่องคลุมกันหนาว ในคราวน้ำค้างตกได้. บทว่า อถนูน ตทา สยา ความว่า เมื่อนั้น คือในเวลานั้น เราจะพึงอยู่ร่วมกับเจ้าได้โดยส่วนเดียว.

โดยวิธีนี้ บัณฑิต พึงเอาบทข้างหลังประกอบเข้ากับทุก ๆ บท. บทว่า อฏฺฏาโล สุกโต ความว่า เมื่อใด หากจะทำเท้าแห่งยุงทั้งหลายให้เป็นป้อมที่มั่นคงดีไม่หวั่นไหว รองรับบุรุษร้อยคนผู้ขึ้นรบไว้ได้. บทว่า ปริพาเหยฺยุํ แปลว่า ขับไล่ให้หนีไป. บทว่า องฺคาเร ได้แก่ในโรงที่ปราศจากเปลว. บทว่า วาสํ กปฺเปยฺยุํ ความว่า แมลงวันทั้งหลาย พากันดื่มสุราหมดหม้อ เมาแล้วเข้าไปอยู่ในโรงถ่านเพลิง. บทว่า พิมฺโพฏฺสมฺปนฺโน ความว่า ประกอบด้วยริมฝีปากทั้ง ๒งามเหมือนผลมะพลับ. บทว่า สุมุโข ได้แก่ มีหน้างามเหมือนแว่นทอง. บทว่า ปิหเยยฺยุํ ความว่า พึงปรารถนาสมบัติให้แก่กันและกันปรารถนาดีต่อกัน ปรองดองกันได้. บทว่า มูลสปตฺตานํ ได้แก่ รากไม้และใบไม้อย่างละเอียด. บทว่า กุลุโก ได้แก่ นกเล็ก ๆ ตัว ๑. บทว่า สามุทฺทิกํ ได้แก่ เรือใหญ่ซึ่งกำลังแล่นไปในสมุทร. บทว่า สยนฺตํ สวฏากรํ ความว่า ประกอบไปด้วยสัมภาระครบครัน พร้อมด้วยเครื่องยนต์และใบพัด. บทว่า เจโต อาทาย ความว่า ก็เมื่อใดเด็กชาวบ้านตัวเล็ก ๆ พึงขับเรือเห็นปานนี้ ไว้ได้ด้วยมือ.

พระมหาสัตว์ได้กล่าวคาถา ๑๑ คาถา โดยอัฏฐานปริกัปนี้ ด้วยประการฉะนี้. หญิงนครโสเภณีได้ฟังดังนั้นแล้ว ขอขมาโทษพระมหาสัตว์ไปพระนคร กราบทูลเรื่องนั้นแก่พระราชา แล้วทูลขอชีวิตของตนไว้.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้จบลงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่า มาตุคามมักอกตัญญู ประทุษร้ายมิตรอย่างนี้ดังนี้แล้ว ทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะภิกษุผู้กระสัน ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พระทศพลทรงประชุมชาดกว่าพระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนพระดาบส ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาอัฏฐานชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๕๘๗–๕๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อัฏฐกนิบาตชาดก · ๓๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อฏฺฐานชาตกํ

คงฺคา กุมุทินีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อุกฺกณฺฐิต- ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตํ ภิกฺขุํ สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ กึการณาติ กิเลสวเสนาติ ภิกฺขุ มาตุคาโม นาม อกตญฺญู มิตฺตทุพฺภี อวิสฺสาสนิโย อตีเต ปณฺฑิตา เทวสิกํ สหสฺสํ เทนฺตาปิ มาตุคามํ โตเสตุํ นาสกฺขึสุ สา เอก- ทิวสมตฺตํ สหสฺสํ อลภิตฺวาว เต คีวายํ คาหาเปตฺวา นีหราเปสิ เอวํ อกตญฺญู มาตุคาโม มา ตสฺส การณากิเลสวสํ คจฺฉาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ตสฺส จ ปุตฺโต พฺรหฺมทตฺตกุมาโร พาราณสีเสฏฺฐิโน จ ปุตฺโต มหาธนกุมาโร นาม เต สหปํสุกีฬิกสหายา อเหสุํ เอกาจริยกุเลเยว สิปฺปํ อุคฺคณฺหึสุ ฯ กุมาโร ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฐาสิ ฯ เสฏฺฐิปุตฺโต ตสฺส สนฺติเกเยว อโหสิ ฯ พาราณสิยญฺจ เอกา นครโสภินี วณฺณทาสี อภิรูปา อโหสิ โสภคฺคปฺปตฺตา ฯ เสฏฺฐิปุตฺโต เทวสิกํ สหสฺสํ ทตฺวา นิจฺจกาเล ตาเยว สทฺธึ อภิรมนฺโต ปิตุ อจฺจเยน เสฏฺฐิฏฺฐานํ ลภิตฺวาปิ ตํ น วิชหติ ตเถว เทวสิกํ สหสฺสํ ทตฺวา อภิรมิ ฯ เสฏฺฐิปุตฺโต ทิวสสฺส ตโย วาเร ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉติ ฯ อถสฺส เอกทิวสํ สายํ ราชุปฏฺฐานํ คตสฺส รญฺญา สทฺธึ สลฺลปนฺตสฺเสว สุริโย อฏฺฐงฺคมิโต อนฺธการํ ชาตํ ฯ โส ราชกุลา นิกฺขมิตฺวา อิทานิ เคหํ คนฺตฺวา อาคมนเวลา นตฺถิ นครโสภินิยาเยว เคหํ คมิสฺสามีติ อุปฏฺฐาเก อุยฺโยเชตฺวา เอกโกว ตสฺสา เคหํ ปาวิสิ ฯ อถ นํ สา ทิสฺวาว อยฺยปุตฺต สหสฺสํ อาภตนฺติ อาห ฯ ภทฺเท อหํ อชฺช อติวิกาโล ชาโต ตสฺมา เคหํ อคนฺตฺวา มนุสฺเส อุยฺโยเชตฺวา เอกโกว ปวิฏฺโฐสฺมิ เสฺว ปน เต เทฺว สหสฺเส ทสฺสามีติ ฯ สา จินฺเตสิ สจาหํ อชฺช โอกาสํ กริสฺสามิ อญฺเญสุปิ ทิวเสสุ ตุจฺฉหตฺโถ อาคมิสฺสติ เอวํ เม ธนํ ปริหายิสฺสติ น ทานิสฺส โอกาสํ กริสฺสามีติ ฯ อถ นํ เอวมาห สามิ มยํ วณฺณทาสิโย นาม อมฺหากํ สหเกฬิ นาม นตฺถิ อาหร สหสฺสนฺติ ฯ ภทฺเท เสฺว ทิคุณํ อาหริสฺสามีติ ปุนปฺปุนํ ยาจิ ฯ นครโสภินี ทาสิโย อาณาเปสิ เอตสฺส อิธ ฐตฺวา โอโลเกตุํ มา อทตฺถ คีวายํ นํ คเหตฺวา นีหริตฺวา ทุวารํ ปีทหถาติ ฯ ตา ตถา อกํสุ ฯ โส จินฺเตสิ อหํ อิมาย สทฺธึ อสีติโกฏิธนํ ขาทึ สา มํ เอกทิวสํ ตุจฺฉหตฺถํ ทิสฺวา คีวายํ คเหตฺวา นีหราเปสิ อโห มาตุคาโม นาม ปาโป นิลฺลชฺโช อกตญฺญู มิตฺตทุพฺภีติ โส มาตุคามสฺส อคุณํ อนุสฺสรนฺโตว วิรชฺชิ ปฏิกูลสญฺญํ ปฏิลภิ ฆราวาเสปี อุกฺกณฺฐิโต กึ เม ฆราวาเสน อชฺเชว นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ ปุน เคหํ อคนฺตฺวา ราชานมฺปี อทิสฺวาว นครา นิกฺขมิตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา คงฺคาตีเร อสฺสมํ มาเปตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ฌานาภิญฺญํ อุปฺปาเทตฺวา วนมูลผลาหาโร ตตฺถ วาสํ กปฺเปสิ ฯ ราชา ตํ อปสฺสนฺโต กหํ เม สหาโยติ ปุจฺฉิ ฯ นครโสภินิยาปี กตกมฺมํ สกลนคเร ปากฏํ ชาตํ ฯ อถสฺส ตมตฺถํ อาจิกฺขิตฺวา อิติ เต เทว สหาโย ลชฺชาย ฆรมฺปี อคนฺตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ปพฺพชิโตติ กถยึสุ ฯ ราชา นครโสภินึ ปกฺโกสา- เปตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ เอกทิวสํ สหสฺสํ อลภิตฺวา มม สหายํ คีวายํ คาหาเปตฺวา นีหราเปสีติ ปุจฺฉิ ฯ สจฺจํ เทวาติ ฯ ปาเป ชมฺมิ สีฆํ มม สหายสฺส คตฏฺฐานํ คนฺตฺวา ตํ อาเนหิ โน เจ อาเนสิ ชีวิตํ เต นตฺถีติ ฯ สา รญฺโญ วจนํ สุตฺวา ภีตา รถํ อารุยฺห มหนฺเตน ปริวาเรน นครา นิกฺขมิตฺวา ตสฺส คตฏฺฐานํ ปริเยสนฺตี สุตวเสน สุตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อยฺย มยา อนฺธพาลภาวเวน กตํ โทสํ ขมถ อหํปิ น ปุเนวํ กริสฺสามีติ ยาจิตฺวา สาธุ ขมามิ นตฺถิ เม ตยิ อาฆาโตติ วุตฺเต สเจ เม ขมถ มยา สทฺธึ รถํ อภิรูหถ นครํ คมิสฺสาม นครํ คตกาเล ยํ มม ฆเร อตฺถิ สพฺพํ ทสฺสามีติ อาห ฯ โส ตสฺสา วจนํ สุตฺวา ภทฺเท อิทานิ ตยา สทฺธึ คนฺตุํ น สกฺกา ยถา ปน อิมสฺมึ โลเก เยน น ภวิตพฺพํ ตํ ภวิสฺสติ อปี นาม ตทา คจฺเฉยฺยนฺติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห

คงฺคา กุมุทินี สนฺตา สงฺขวณฺณา จ โกกิลา

ชมฺพุ ตาลผลํ ทชฺชา อถ นูน ตทา สิยาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ภทฺเท ยถา หิ กุมุทสรา กุมุเทหิ สญฺฉนฺนา ติฏฺฐนฺติ ตเถว สเจ สกลาปี มหาคงฺคา กุมุทินี สีฆโสตภาวํ ปหาย สนฺตา อุปสนฺตา สิยา สพฺเพ โกกิลา จ สงฺขวณฺณา ภเวยฺยุํ สพฺโพปิจ ชมฺพุรุกฺโข ตาลผลํ ทเทยฺย ฯ อถ นูน ตทา สียาติ อถ ตาทิเส กาเล อมฺหากมฺปี สมาคโม นูน สิยา ภเวยฺย นามาติ วุตฺตํ โหติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา ปุนปี ตาย เอหิ อยฺย คจฺฉาเมวาติ วุตฺเต คจฺฉิสฺสามาติ วตฺวา กิสฺมึ กาเลติ อสุกสฺมิญฺจ อสุกสฺมิญฺจาติ วตฺวา เสสคาถา อภาสิ

ยทา กจฺฉปโลมานํ ปาวาโร ติวิโธ สิยา

เหมนฺติกํ ปาวุรณํ อถ นูน ตทา สิยา ฯ

ยทา มกสปาทานํ อทฺธาโล สุกโต สิยา

สุทฬฺโห จ อกมฺปี จ อถ นูน ตทา สิยา ฯ

ยทา สสวิสาณานํ นิสฺเสณิ สุกตา สิยา

สคฺคสฺสาโรหณตฺถาย อถ นูน ตทา สิยา ฯ

ยทา นิสฺเสณิมารุยฺห จนฺทํ ขาเทยฺยุํ มูสิกา

ราหุญฺจ ปริปาเตยฺยุํ อถ นูน ตทา สิยา ฯ

ยทา สุราฆฏํ ปีตฺวา มกฺขิกา คณจารินี

องฺคาเร วาสํ กปฺเปยฺยุํ อถ นูน ตทา สิยา ฯ

ยทา พิมฺโพฏฺฐสมฺปนฺโน คทฺรโภ สุมุโข สิยา

กุสโล นจฺจคีตสฺส อถ นูน ตทา สิยา ฯ

ยทา กากา จ อุลูกา มนฺตยึสุ รโหคตา

อญฺญมญฺญํ ปีหเยยฺยุํ อถ นูน ตทา สิยา ฯ

ยทา มูลสปตฺตานํ ฉตฺตํ ถิรตํ สิยา

วสฺสสฺส ปฏิฆาตาย อถ นูน ตทา สิยา ฯ

ยทา กุลุโก สกุโณ ปพฺพตํ คนฺธมาทนํ

ตุณฺเฑนาทาย คจฺเฉยฺย อถ นูน ตทา สิยา ฯ

ยทา สามุทฺทิกํ นาวํ สยนฺตํ สวฏากรํ

เจโต อาทาย คจฺเฉยฺย อถ นูน ตทา สิยาติ ฯ

ตตฺถ ติวิโธติ เอโก กจฺฉปโลมมเยน ปุปฺเผน เอโก ตูเลน เอโก อุภเยนาติ เอวํ ติปฺปกาโร ฯ เหมนฺติกํ ปาวุรณนฺติ หิมปาตสมเย ปาวุรณา ภวิตุํ สมตฺโถ ฯ อถ นูน ตทา สิยาติ อถ ตสฺมึ กาเล มม ตยา สทฺธึ เอกํเสเนว สํสคฺโค สิยา ฯ เอวํ สพฺพตฺถ ปจฺฉิมปทํ โยเชตพฺพํ ฯ อทฺธาโล สุกโตติ อภิรูหิตฺวา ยุชฺฌนฺตํ ปุริสสตํ ธาเรตุํ ยทา สกฺโกติ เอวํ สุกโต ฯ ปริปาเตยฺยุนฺติ ปลาเปยฺยุํ ฯ องฺคาเรติ วีตจฺฉิตงฺคารสณฺฐาเร ฯ วาสํ กปฺเปยฺยุนฺติ เอเกกํ สุราฆฏํ ปิวิตฺวา มตฺตา วเสยฺยุํ ฯ พิมฺโพฏฺฐ- สมฺปนฺโนติ พิมฺพผลสทิเสหิ โอฏฺเฐหิ สมนฺนาคโต ฯ สุมุโขติ สุวณฺณาทาสสทิสมุโข ฯ ปีหเยยฺยุนฺติ อญฺญมญฺญสฺส สมฺปตฺตึ อิจฺฉนฺตา ปีหเยยฺยุํ ปตฺถเยยฺยุํ ฯ มูลสปตฺตานนฺติ สณฺหานํ มูลสคจฺฉปตฺตานํ ฯ กุลุโกติ เอโก ขุทฺทกสกุโณ ฯ สามุทฺทิกนฺติ สมุทฺเท ปกฺขนฺทิกํ มหานาวํ ฯ สยนฺตํ สวฏากรนฺติ ยนฺเตน เจว วฏฺฏกาเรน จ สทฺธึ สพฺพํ สมฺภารยุตฺตํ ฯ เจโต อาทายาติ ยทา จ เอวรูปํ นาวํ ขุทฺทโก คามทารโก หตฺเถน คเหตฺวา คจฺเฉยฺยาติ อตฺโถ ฯ

อิติ มหาสตฺโต อิมินา อฏฺฐานปริกปฺเปน เอกาทส คาถา อภาสิ ฯ ตํ สุตฺวา นครโสภินี มหาสตฺตํ ขมาเปตฺวา นครํ คนฺตฺวา รญฺโญ ตํ การณํ อาโรเจตฺวา อตฺตโน ชีวิตํ ยาจิตฺวา คณฺหิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขุ มาตุคาโม นาม อกตญฺญู มิตฺตทุพฺภีติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

อฏฺฐานชาตกํ นวมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๒๔. อาทิตตชาดกชาดกถัดไป๔๒๖. ทีปิชาดก