ทีปิชาดก
ว่าด้วยคนร้ายไม่ต้องการเหตุผล
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๙๙ · บรรทัด ๕๐๖๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภแม่แพะตัวหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ขมนียํ ยาปนียํ ดังนี้.
ความพิสดารว่า สมัยหนึ่งพระมหาโมคคัลลานเถระอยู่ที่เสนาสนะซอกเขา ใกล้ประตูภูเขาวงก์แห่งหนึ่ง. ที่จงกรมของท่าน ได้มีอยู่ที่ใกล้ ๆ ประตูภูเขานั้น. ครั้งนั้น พวกคนเลี้ยงแพะ. คิดว่า แพะจะเที่ยวอยู่ในที่นี่ จึงได้ต้อนแพะเข้าไปไว้ในซอกภูเขา แล้วพากันเที่ยวเล่นอยู่. เย็นวันหนึ่ง เมื่อพวกคนเลี้ยงแพะพากันต้อนฝูงแพะไปแม่แพะตัวหนึ่งไปเล่นไกลฝูง ไม่ทันเห็นฝูงแพะออกจากคอก จึงเดินล้าหลังอยู่. เสือเหลืองตัวหนึ่ง เห็นแม่แพะนั้นออกทีหลัง จึงคิดว่าเราจักกินแม่แพะนั้น แล้วจึงไปยืนขวางประตูซอกเขาอยู่. แม่แพะเหลียวดูทางโน้น ทางนี้ เห็นเสือเหลืองนั้น คิดว่า เสือนี้ยืนอยู่ถ้าเราจะกลับหนีไป ก็คงไม่รอดชีวิต เราควรจะทำความกล้าหาญในวันนี้ ดังนี้แล้ว จึงยกเขามุ่งหน้าเผชิญเสือเหลืองนั้นวิ่งไปโดยเร็วเสือเหลืองหลบ ด้วยคิดว่า จักจับเอาทางนี้ แต่ไม่ทัน แม่แพะได้โจนเข้าที่รกชัฏรีบหนีเข้ากลุ่มแพะไปได้.
พระโมคคัลลานเถระ ได้เห็นกิริยาของสัตว์ทั้งสองนั้น วันรุ่งขึ้นจึงไปกราบทูลพระตถาคตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม่แพะนั้น ได้ทำความบากบั่น ด้วยความที่ตนเป็นผู้มีอุบายฉลาด จึงรอดพ้นจากเสือเหลืองได้อย่างนี้ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า โมคคัลลานะ เสือเหลืองไม่อาจจับแม่แพะนั้นได้ในบัดนี้เท่านั้น แต่ในกาลก่อน เสือเหลืองได้ฆ่าแม่แพะนั้น ผู้กำลังคร่ำครวญอยู่กินแล้ว ดังนี้ พระมหาโมคคัลลานะได้กราบทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูลมีโภคะมาก ในบ้านตำบลหนึ่งในมคธรัฐ ครั้นเจริญวัยแล้ว ได้ละกามออกบวชเป็นฤาษีทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว อยู่ในหิมวันตประเทศเป็นเวลานานเมื่อต้องการจะเสพรสเค็ม รสเปรี้ยว จึงได้ไปพระนครราชคฤห์ สร้างบรรณศาลาอยู่ที่ซอกเขาแห่งหนึ่ง. ครั้งนั้น พวกคนเลี้ยงแพะ ปล่อยฝูงแพะเที่ยวอยู่โดยทำนองที่กล่าวแล้ว วันหนึ่งเสือเหลืองได้เห็นแม่แพะตัวหนึ่งออกทีหลัง จึงคิดว่า เราจักกินแม่แพะนั้น จึงยืนขวางประตูอยู่. แม่แพะเห็นดังนั้น คิดว่า วันนี้เราจักไม่รอดชีวิต เราจักปราศรัยด้วยวาจาอ่อนหวานกับเสือเหลืองนี้ ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง ทำหัวใจเสือเหลืองให้อ่อนโยน รักษาชีวิตไว้ คิดดังนี้แล้ว จึงกระทำปฏิสันถารกับเสือเหลืองนั้นมาแต่ไกล เมื่อมาถึง จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :-
คุณลุงครับ ท่านพออดทนได้หรือ พอจะ เยียวยาอัตภาพให้เป็นไปได้อยู่หรือ ท่านมี ความสุขดีหรือ มารดาของฉันได้ถามความสุข ของท่าน เราทั้งหลายปรารถนาความสุขแก่ท่าน เหมือนกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ เต อมฺม ความว่า มารดาของฉัน ได้พูดมากะฉันในวันนี้ว่า จะได้รับความสุขจากท่าน. บทว่า มยํ ความว่า ข้าแต่ท่านลุง แม้ตัวฉันก็ต้องการให้ลุงมีความสุขเหมือนกัน.
เสือเหลืองได้ฟังดังนั้น คิดว่า แม่แพะฉ้อโกงตัวนี้ ประสงค์จะล่อลวงเรา ด้วยคิดว่า ลุง ไม่รู้ว่าเป็นผู้ร้ายกาจ ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :-
แน่ะแม่แพะ เจ้ามารังแกเหยียบหาง ของเราได้ วันนี้เจ้าสำคัญว่า จะพึงพ้นความ ตาย ด้วยวาทะว่า ลุง หรือ ?
คาถานั้น มีความหมายว่า แน่ะแม่แพะ. เจ้ามาแกล้งรังแกเหยียบหางเรา วันนี้ เจ้าคงจะเข้าใจว่า จะพ้นจากความตาย ตัวเสแสร้งแกล้งกล่าวคำว่า ลุง เจ้าอย่าได้มั่นหมายอย่างนี้เลย.
แม่แพะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านลุง ขอท่านอย่าได้ทำอย่างนี้เลย แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :-
ท่านนั่งผินหน้าตรงทิศบูรพา ฉันก็ได้มา นั่งอยู่ตรงหน้าท่าน ไฉนฉันจะเข้าไปเหยียบ หางของท่าน ซึ่งอยู่เบื้องหลังได้เล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุขํ แปลว่า เฉพาะหน้า. บทว่า กถํ โขหํ ความว่า ไฉนฉันจะไปเหยียบหางของท่าน ซึ่งอยู่เบื้องหลังได้อย่างไรเล่า ?
ลำดับนั้น เสือเหลืองกล่าวกะแม่แพะว่า แน่ะแม่แพะ เจ้าพูดอะไร ที่ที่จะพ้นจากหางของเราไปไม่มี. ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๔ความว่า :-
ทวีปทั้ง ๔ ทั้งมหาสมุทร และภูเขา มีประมาณเท่าใด เราเอาหางของเราวงที่มีประมาณเท่านั้นไว้หมด เจ้าจะงดเว้นที่ที่เราเอาหาง วงไว้นั้นได้อย่างไร ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาวตา ความว่า เสือเหลืองกล่าวว่า เราเอาหางของเราวงที่เท่านั้น เข้าไว้ทั้งหมด.
แม่แพะได้ฟังดังนั้น คิดว่า เสือเหลืองนี้ลามก หาติดอยู่ในถ้อยคำที่ไพเราะไม่ กลับเป็นศัตรูกล่าวเสียดแทงเรา ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :-
ในกาลก่อน มารดาบิดาก็ดี พี่น้อง ทั้งหลายก็ดี ได้บอกความเรื่องนี้แก่ฉันแล้ว ว่าหางของท่านผู้ประทุษร้ายยาว ฉันจึงมาทาง อากาศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺขึสุ ความว่า เมื่อก่อนมารดาบิดาก็ดี ญาติพี่น้องทั้งหลายก็ดี ได้บอกความเรื่องนี้ไว้แก่เราแล้วบทว่า สมฺหิ ความว่า เรานั้นทราบความจากสำนักมารดาบิดา ญาติพี่น้องว่า หางของท่านผู้ประทุษร้ายยาว เพื่อรักษาหางของท่าน จึงมาทางอากาศ.
ลำดับนั้น. เสือเหลืองกล่าวว่า เรารู้ว่าเจ้ามาทางอากาศ แต่เมื่อมา เจ้าได้มาทำภักษาหารของเราให้พินาศ ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า :-
แน่ะแม่แพะ ก็เพราะว่า ฝูงเนื้อเห็น เจ้ามาในอากาศ จึงพากันหนีไปเสีย ภักษาหาร ของเรา เจ้าทำให้พินาศหมดแล้ว.
แม่แพะได้ฟังดังนั้น ก็กลัวมรณภัย เมื่อไม่อาจหาอุบายอย่างอื่นมาแก้ไขได้ จึงร้องวิงวอนว่า ข้าแต่ลุง ท่านอย่าได้ทำกรรมหยาบช้าอย่างนั้นเลย จงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าเถิด. เสือเหลืองได้ตะครุบแม่แพะซึ่งกำลังร้องวิงวอนอยู่ ฆ่ากินแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถา ๒ คาถาม ว่า :เมื่อแม่แพะวิงวอนอยู่อย่างนี้ เสือเหลืองผู้มีเลือดเป็นภักษาหารก็ขม้ำคอ วาจา สุภาษิตมิได้มีในหมู่บุคคลผู้ประทุษร้าย. เหตุผล สภาพธรรม วาจาสุภาษิตมิได้ มีในบุคคลผู้ประทุษร้ายเลย บุคคลพึงพยายาม หลีกไปให้พ้นบุคคลผู้ประทุษร้าย ก็บุคคลผู้ ประทุษร้ายนั้น ย่อมไม่ยินดีคำสุภาษิต ของ สัตบุรุษทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุหํฆโส ได้แก่ เสือเหลืองผู้มีโลหิตเป็นภิกษา คือผู้ดื่มกินซึ่งโลหิต. บทว่า คลกํ อนฺธาวมทฺที ความว่า เสือเหลืองขม้ำคอ ฉีกเนื้อ ดื่มเลือดกิน. บทว่า สุภาสิตํ ได้แก่ ถ้อยคำที่กล่าวดีแล้ว. อธิบายว่า คำเป็นสุภาษิตทั้งหมดนั้นย่อมไม่มีในบุคคลผู้ประทุษร้าย. บทว่า นิกฺกมฺเม ทุฏฺเ ยุญฺเชถ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงทำความเพียรก้าวให้พ้นคนใจร้าย. บทว่า โส จ สพฺภิ น รชฺชติ ความว่า ก็เพราะบุคคลใจร้ายนั้น ย่อมไม่ยินดี คือไม่สนใจ คำสุภาษิตอันสุนทรของสัตบุรุษทั้งหลาย.
พระดาบสได้เห็นกิริยาของสัตว์ทั้งสองนั้นทุกอย่าง.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้วทรงประชุมชาดกว่า แม่แพะในครั้งนั้น ได้มาเป็นแม่แพะในบัดนี้เสือเหลืองในครั้งนั้น ได้มาเป็นเสือเหลืองในบัดนี้ ส่วนพระดาบสได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาทีปิชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กัจจานิชาดก ๒. อัฏฐสัททชาดก ๓. สุลสาชาดก๔. สุมังคลชาดก ๕. คังคมาลชาดก ๖. เจติยราชชาดก ๗. อินทริยชาดก๘. อาทิตตชาดก ๙. อัฏฐานชาดก ๑๐. ทีปิชาดก.
จบ กัจจานิวรรค จบ อัฏฐกนิบาต นวกนิบาตชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๕๙๘–๖๐๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อัฏฐกนิบาตชาดก ๓๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Dīpījātakaṃ
khamanīyaṃ yāpanīyanti idaṃ satthā veḷuvane viharanto ekaṃ eḷikaṃ ārabbha kathesi.
Ekasmiṃ hi samaye mahāmoggallānatthero giriparikkhitte ekadvāre giribbajasenāsane vihāsi. Dvārasamīpeyevassa caṅkamo ahosi. Tadā eḷakapālakā eḷakā ettha carantīti giribbajaṃ pavesetvā kīḷantā viharanti. Tesu ekadivasaṃ sāyaṃ āgantvā Eḷake gahetvā gacchantesu ekā eḷikā dūreva kīḷamānā eḷake nikkhamante adisvā ohiyi. Taṃ pacchā nikkhamantaṃ eko dīpiko disvā khādissāmi nanti giribbajadvāre aṭṭhāsi. Sāpi itocito ca olokentī taṃ disvā esa maṃ māretvā khāditukāmatāya ṭhito sace nivattitvā palāyissāmi jīvitaṃ me natthi ajja mayā purisākāraṃ kātuṃ vaṭṭatīti cintetvā siṅgāni ukkhipitvā tassābhimukhī vegena pakkhanditvā dīpikassa ito gaṇhissāmīti vipphanditova gahaṇaṃ anupagantvā vegena palāyitvā eḷakānaṃ antaraṃ pāvisi. Thero tesaṃ taṃ kiriyaṃ disvā punadivase gantvā tathāgatassa ārocetvā evaṃ bhante sā eḷikā attano upāyakusalatāya parakkamaṃ katvā dīpikato muñcīti āha. Satthā moggallāna idāni tāva dīpiko taṃ gahetuṃ nāsakkhi pubbe pana naṃ viravantiṃ māretvā khādīti vatvā tena yācito atītaṃ āhari
atīte magadharaṭṭhe bodhisatto ekasmiṃ gāme mahābhogakule nibbattitvā vayappatto kāme pahāya isipabbajjaṃ pabbajitvā jhānābhiññaṃ nibbattetvā ciraṃ himavante vasitvā loṇambilasevanatthāya rājagahaṃ gantvā ekasmiṃyeva giribbaje paṇṇasālaṃ māpetvā vāsaṃ kappesi. Tadā imināva niyāmeneva eḷakapālakesu eḷake carantesu ekadivasaṃ ekaṃ eḷakiṃ pacchā nikkhamantiṃ disvā eko dīpiko khādissāmi nanti dvāre aṭṭhāsi. Sāpi taṃ disvā ajja mayhaṃ jīvitaṃ natthi ekenupāyena iminā saddhiṃ madhurapaṭisanthāraṃ katvā Hadayamaddavassa janetvā jīvitaṃ rakkhissāmīti cintetvā dūratova tena saddhiṃ paṭisanthāraṃ karontī āgacchamānā paṭhamaṃ gāthamāha
khamanīyaṃ yāpanīyaṃ kacci mātula te sukhaṃ
sukhaṃ te ammā avaca sukhakāmā hi te mayanti.
Tattha sukhaṃ te ammāti mayhaṃ mātāpi tumhākaṃ sukhaṃ iccheyyāsīti ajja maṃ avacāti attho. Mayanti mātula mayaṃpi tumhākaṃ sukhameva icchāmāti.
Taṃ sutvā dīpiko ayaṃ dhuttikā maṃ mātulavādena vañcetukāmā na me kakkhalabhāvaṃ jānātīti cintetvā dutiyaṃ gāthamāha
naṅguṭṭhaṃ me apakkamma heṭhayitvāna eḷiki
sājja mātulavādena muñcitabbā nu maññasīti.
Tassattho tvaṃ mama naṅguṭṭhamaṇḍalaṃ akkamitvā heṭhayitvā āgacchasi sā tvaṃ ajja mātulavādena muñcitabbāhamasmīti maññasi nu evaṃ maññasi.
Taṃ sutvā itarā mātula mā evaṃ karīti vatvā tatiyaṃ gāthamāha
puratthābhimukho nisinnosi ahaṃ taṃ mukhamāgatā
pacchato tuyhaṃ naṅguṭṭhaṃ kathaṃ khohaṃ apakkamīti.
Tattha mukhanti abhimukhaṃ. Kathaṃ khohanti tava pacchato ṭhitaṃ ahaṃ kathaṃ apakkamīti attho.
Atha naṃ so kiṃ kathesi eḷike mama naṅguṭṭharahitaṭṭhānaṃ nāma natthīti vatvā catutthaṃ gāthamāha
Yāvatā caturo dīpā sasamuddā sapabbatā
tāvatā mayhaṃ naṅguṭṭhaṃ kathaṃ kho taṃ vivajjayīti.
Tattha tāvatāti ettakaṃ ṭhānaṃ mama naṅguṭṭhaṃ parikkhipitvā gatanti vadati.
Taṃ sutvā eḷikā ayaṃ pāpo madhurakathāya na allīyati paṭisattu hutvā sallaṃ kathessāmīti pañcamaṃ gāthamāha
pubbeva metaṃ akkhiṃsu mātā pitā ca bhātaro
dīghaṃ duṭṭhassa naṅguṭṭhaṃ samhi vehāyasāgatāti.
Tattha akkhiṃsūti pubbeva me etaṃ mātā ca pitā ca bhātaro ca ācikkhiṃsu. Samhīti sā ahaṃ ñātakānaṃ santikā tava naṅguṭṭhassa dīghabhāvaṃ sutvā tava naṅguṭṭhaṃ pariharantī vehāyasā ākāsena āgatāti.
Atha naṃ so jānāmi te ahaṃ ākāsenāgatabhāvaṃ āgacchantī pana mayhaṃ bhakkhe nāsetvā āgatāsīti vatvā chaṭṭhaṃ gāthamāha
tañca disvāna āyantiṃ antalikkhasmiṃ hi eḷaki
migasaṅgho palāyittha bhakkho me nāsito tayāti.
Taṃ sutvā itarā maraṇabhayabhītā aññaṃ kāraṇaṃ āharituṃ asakkontī mātula mā evarūpaṃ kakkhalakammaṃ kari jīvitaṃ me dehīti vilapī. Itaropi taṃ vilapantiṃyeva khandhe gahetvā māretvā khādi. Imā dve abhisambuddhagāthā abhāsi
Iccevaṃ vilapantiyā eḷakiyā ruhaṃghaso
galakaṃ andhāvamaddi natthi duṭṭhe subhāsitaṃ.
Neva duṭṭhe nayo atthi na dhammo na subhāsitaṃ
nikkamme duṭṭhe yuñjetha so ca sabbhi na rajjatīti.
Tattha ruhaṃghasoti ruhirabhakkho lohitapāyito dīpiko. Galakaṃ andhāvamaddīti gīvaṃ maddi ḍaṃsitvā phāletīti attho. Nayoti kāraṇaṃ. Dhammoti sabhāvo. Subhāsitanti sukathitavacanaṃ. Sabbametaṃ duṭṭhe natthīti attho. Nikkamme duṭṭhe yuñjethāti bhikkhave duṭṭhe puggale parakkameva yuñjeyya. So ca sabbhi na rajjatīti so pana puggalo sabbhi sundaraṃ subhāsitaṃ na rajjati na sampiyāyatīti attho.
Tāpaso taṃ tesaṃ kiriyaṃ sabbaṃ addasa.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā eḷakī etarahi eḷakī dīpiko ca etarahi dīpiko tāpaso pana ahamevāti.
Dīpijātakaṃ dasamaṃ.
Kaccānivaggo.
Aṭṭhakanipātavaṇṇanā niṭṭhitā.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗