คิชฌชาดก
ว่าด้วยผู้ไม่ทำตามคำสอนย่อมพินาศ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๐๗ · บรรทัด ๕๑๐๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปริสงฺกุปโถ นามดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุว่ายากรูปนั้นเป็นลูกผู้ดีคนหนึ่ง แม้บวชในศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์ เมื่ออาจารย์อุปัชฌาย์และเพื่อนพรหมจารีผู้หวังดี กล่าวสอนว่า เธอพึงก้าวไปอย่างนี้ พึงถอยกลับอย่างนี้ มองไปข้างหน้าอย่างนี้ เหลียวซ้ายแลขวาอย่างนี้ คู้เข่าอย่างนี้ เหยียดออกอย่างนี้ นุ่งอย่างนี้ ห่มอย่างนี้ ถือบาตรอย่างนี้ พึงรับภัตแต่พอยังอัตภาพให้เป็นไป พิจารณาก่อนแล้วจึงฉัน พึงคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรเนือง ๆ พึงรู้ธรรมเนียมต้อนรับอาคันตุกะ พึงรู้ธรรมเนียมของผู้เดินทาง พึงประพฤติด้วยดีในขันธกวัตร ๑๔ และมหาวัตร ๘๐ พึงสมาทานธุดงคคุณ ๑๓ดังนี้ เป็นผู้ว่ายากไม่อดทนต่อโอวาท ไม่ยินดีรับคำสอน กล่าวตอบว่ากระผมไม่ได้ว่าพวกท่าน เหตุไรพวกท่านจึงว่ากระผม กระผมเท่านั้นจักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์สำหรับตน แล้วได้ทำตัวให้ใคร ๆ ว่ากล่าวไม่ได้.
ได้ยินว่า พวกภิกษุรู้ว่าภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ว่ายาก จึงได้ประชุมกันกล่าวโทษในธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันถึงเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้วตรัสถามว่าได้ยินว่าเธอเป็นผู้ว่ายากจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่าจริง จึงตรัสว่า เธอบวชในศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เหตุไรจึงไม่เชื่อคำของผู้ที่หวังดี แม้ในกาลก่อน เธอก็ไม่เชื่อคำ ต้องแหลกละเอียดในช่องลมเวรัมพวาตมาแล้วดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกแร้งที่เขาคิชฌกูฏ นกแร้งนั้นมีบุตรเป็นพญาแร้งชื่อสุปัต ซึ่งมีกำลังมาก มีนกแร้งหลายพันเป็นบริวาร พญาแร้งนั้นเลี้ยงดูมารดาบิดา แต่เพราะความที่ตนมีกำลังมาก จึงบินไปไกลเกินควร บิดาได้กล่าวสอนพญาแร้งนั้นว่า ลูกรัก เจ้าไม่ควรไปเกินที่ประมาณเท่านี้ พญาแร้งนั้นแม้รับคำว่า ดีแล้ว ก็จริง แต่วันหนึ่งเมื่อฝนตกใหม่ ๆ ได้บินไปกับนกแร้งทั้งหลาย ทิ้งนกแร้งทั้งหลายเสีย ตนเองบินสูงเกินภูมิของนกถึงช่องลมเวรัมพวาต ได้ถึงความเป็นผู้แหลกละเอียด.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น พระองค์เป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :-
ทางบนยอดเขาคิชฌกูฏ มีชื่อว่าปริสังกุปถะมาแต่ดึกดำบรรพ์ นกแร้งเลี้ยงดูมารดา บิดาผู้ชราอยู่ที่ทางนั้น. โดยมากไปเที่ยวหามันข้นงูเหลือมมาให้ มารดาบิดาเหล่านั้นกิน ฝ่ายบิดารู้ว่านกแร้ง สุปัตมีปีกแข็งแล้ว มีกำลังมาก มักร่อนขึ้น ไปสูง เที่ยวไปไกล ๆ จึงได้กล่าวสอนลูกว่า. แน่ะพ่อ เมื่อใดเจ้าเห็นแผ่นดินมีทะเล ล้อมรอบ ลมประหนึ่งว่ากงจักร ลอยลิบ ๆ อยู่ดุจใบบัวลอยอยู่ในน้ำ เจ้าจงรีบกลับเสีย จากที่นั้น อย่าบินต่อจากนั้นไปอีกเลย. นกแร้งสุปัตเป็นสัตว์ มีร่างกายสมบูรณ์ มีกำลังมาก มีปีกแข็ง บินขึ้นไปถึงอากาศ เบื้องบนโดยกำลังเร็ว เมื่อเหลียวกลับมาแลดู ภูเขาและป่าไม้ทั้งหลาย. ก็ได้เห็นแผ่นดินมีทะเลล้อมรอบ กลม ดุจกงจักรเหมือนคำของบิดาบอกไว้. นกแร้งสุปัตก็บินล่วงเลยที่นั้น ไปเบื้อง หน้าอีก ยอดลมแรงแข็งกล้า ได้ประหารนก แร้งสุปัต ผู้มีกำลังมากนั้นให้แหลกละเอียด. นกแร้งสุปัตบินเกินไป ไม่สมามารถจะ กลับจากที่นั้นได้อีก ตกอยู่ในอำนาจลมเวรัมพวาต ถึงความพินาศแล้ว. เมื่อนกแร้งสุปัตไม่ทำตามโอวาท ของ บิดา บุตรกรรยาและนกแร้งอัน ๆ ที่อาศัยเลี้ยง ชีพด้วย ก็พากันถึงความพินาศไปด้วยกันหมด. แม้ในศาสนานี้ก็เหมือนกัน ผู้ใดไม่ เชื่อถ้อยฟังคำของผู้ใหญ่ ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าล่วง ศาสนา ดังนกแร้งไปล่วงเขตแดน ต้องเดือดร้อนฉะนั้น ผู้ไม่ทำตามคำสอนของผู้ใหญ่ ย่อมถึงความพินาศทั้งหมด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริสงฺกุปโก คือมีชื่อว่า สังกุปถะมนุษย์ไปหาเงินทองต้องตอกหลักผูกเชือกขึ้นไปบนถิ่นนั้น เพราะเหตุนั้น ทางเดินเท้าบนคิชฌบรรพตนั้น ท่านจึงเรียกว่า สังกุปถะ.
ทางใหญ่บนยอดเขาคิชฌกูฏ ชื่อว่า คิชฺฌปโถ บทว่า สนนฺตโน แปลว่า มีมาแต่ดึกดำบรรพ์. บทว่า ตตฺราสิ ความว่า ใกล้ทางเดินเท้าชื่อสังกุปถะ บนยอดเขาคิชฌกูฏนั้น ได้มีนกแร้งตัวหนึ่งอาศัยอยู่ นกแร้งตัวนั้นเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชราแล้ว. สองบทว่า อชครํ เมทํ เท่ากับ อชครเมทํ แปลว่า มันข้นงูเหลือม. บทว่า อจฺจาหาสิ คือนำมาแล้วมากมาย. บทว่า พหุตฺตโต เท่ากับ พหุตฺตโส แปลว่าโดยมาก. บทว่า ชานํ อุจฺจํ ปปาตินํ ความว่า บิดาได้สดับว่าบุตรของท่านโลดแล่นขึ้นสู่ที่สูงเกินไป จึงรู้ว่านกแร้งสุปัตนี้มักร่อนขึ้นที่สูง. บทว่า เตชสึ ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยเดชของบุรุษ. บทว่า ทูรคามินํ คือ ไปไกลด้วยเดชนั่นเอง. บทว่า ปริปฺลวตฺตํ คือ ลอยลิบ ๆ อยู่ดุจใบบัวลอยอยู่ในน้ำ. บทว่า วิชานหิ เท่ากับ วิชานาสิ แปลว่า รู้. บทว่า จกฺกํว ปริมณฺฑลํ ความว่า บิดากล่าวสอนอย่างนี้ว่า เมื่อใดชมพูทวีปอันล้อมรอบด้วยทะเล ปรากฏแก่เจ้าผู้ดำรงอยู่ในถิ่นนั้น ประหนึ่งว่ากงจักร เจ้าจงรีบกลับเสียจากที่นั้น. บทว่า อุทฺธํ ปตฺโตสิ ความว่า นกแร้งสุปัตไม่กระทำตามโอวาทของบิดา วันหนึ่งได้บินไปกับนกแร้งทั้งหลายทั้งนกแร้งเหล่านั้นเสีย ได้บินขึ้นไปถึงที่ที่บิดาบอกแล้ว. บทว่า โอโลกยนฺโต คือ มือถึงทรงนั้นแล้วมองดูข้างล่าง. บทว่า วงฺกงฺโค เท่ากับ วงฺกคีโว แปลว่า เอี้ยวคอลงมา. บทว่า ยถสฺสาสิ ปิตุสฺสุตํ ความว่า ได้แลเห็นเหมือนกับคำที่ตนได้ฟังมาจากสำนักของนกแร้งผู้บิดาฉะนั้น บาลีว่า ยถาสฺสาสิ ดังนี้ก็มี. บทว่าปรเมว ปวตฺตถ ความว่า บินล่วงเลยจากที่ที่บิดาบอกแล้วขึ้นไปเบื้องหน้าอีก. บทว่า ตญฺจ วาตสิขา ติกฺขา ความว่า ยอดลมเวรัมพวาตอันแรงแข็งกล้าได้ประหาร คือได้ขจัดนกแร้งสุปัตผู้ไม่กระทำตามโอวาท ผู้แม้จะเป็นสัตว์ที่มีกำลังมากนั้นแล้ว ได้แก่ ได้กระทำให้แหลกละเอียดแล้ว. บทว่า นาสกฺขาติคโต ตัดบทเป็น นาสกฺขิ อติคโตแปลว่า ไม่สามารถจะกลับจากที่นั้นได้.
สัตว์ชื่อว่า โปโส. บทว่า อโนวาทกเร ความว่า เมื่อนกแร้งสุปัตนั้นไม่ทำตามโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นแม้ทั้งหมดก็พากันประสบทุกข์อันใหญ่หลวง. บทว่า อกตฺวา วุฑฺฒสาสนํ ผู้ไม่ทำตามคำสอนของผู้ใหญ่ผู้หวังประโยชน์ ย่อมถึงความพินาศ คือทุกข์ใหญ่ อย่างนั้นเหมือนกัน.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ฉะนั้น เธอจงอย่าเป็นเหมือนนกแร้ง จงเชื่อถ้อยคำของผู้ที่หวังดี ภิกษุนั้นเมื่อพระศาสดาตรัสสอนอย่างนี้แล้ว ได้เป็นผู้ว่าง่ายตั้งแต่นั้นมา.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า นกแร้งว่ายากในกาลนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายากในบัดนี้ ส่วนนกแร้งผู้เป็นบิดาในกาลนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาคิชฌชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๖๐๗–๖๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
นวกนิบาตชาดก ๓๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
นวกนิปาตชาตกฏฺฐกถา
คิชฺฌชาตกํ
ปริสงฺกุปโถ นามาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ ทุพฺพจํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร เอโก กุลปุตฺโต นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวาปิ อตฺถกาเมหิ อาจริยุปชฺฌาเยหิ เจว สพฺรหฺมจารีหิ จ เอวนฺเต อภิกฺกมิตพฺพํ เอวํ ปฏิกฺกมิตพฺพํ เอวํ อาโลเกตพฺพํ เอวํ วิโลเกตพฺพํ เอวํ สมฺมิญฺชิตพฺพํ เอวํ ปสาเรตพฺพํ เอวํ นิวาเสตพฺพํ เอวํ ปารุปิตพฺพํ เอวํ ปตฺโต คเหตพฺโพ ยาปนมตฺตํ ภตฺตํ คเหตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวาว ปริภุญฺชิตพฺพํ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาเรน โภชเน มตฺตญฺญุนา ชาคริยมนุยุตฺเตน ภวิตพฺพํ อิทํ อาคนฺตุกวตฺตํ นาม ชานิตพฺพํ อิทํ คมิกวตฺตํ นาม อิมานิ จุทฺทส ขนฺธกวตฺตานิ อสีติ มหาวตฺตานิ ตตฺถ เต สมฺมา วตฺติตพฺพํ อิเม เตรส ธุตงฺคคุณา นาม เอเต สมาทาย วตฺติตพฺพนฺติ โอวทิยมาโน ทุพฺพโจ อโหสิ อกฺขโม อปฺปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนึ อหํ ตุมฺเห น วทามิ ตุมฺเห มํ กสฺมา วเทถ อหเมว อตฺตโน อตฺถํ วา อนตฺถํ วา กริสฺสามีติ อตฺตานํ อวจนียํ อกาสิ ฯ อถสฺส ทุพฺพจภาวํ ญตฺวา ภิกฺขู ธมฺมสภายํ อคุณกถํ กเถนฺตา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต ตํ ภิกฺขุํ ปกฺโกสาเปตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ ทุพฺพโจสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจนฺติ วุตฺเต กสฺมา ภิกฺขุ เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา อตฺถกามานํ วจนํ น กโรสิ ปุพฺเพปิ ตฺวํ วจนํ อกตฺวา เวรพฺภวาตมุเข จุณฺณวิจุณฺโณ ชาโตติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต โพธิสตฺโต คิชฺฌโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ ปุตฺโต ปนสฺส สุปตฺโต นาม คิชฺฌราชา อเนกสหสฺสคิชฺฌปริวาโร ถามสมฺปนฺโน อโหสิ ฯ โส มาตาปิตโร โปเสสิ ฯ ถาม สมฺปนฺนตฺตา ปน อติทูรํปิ อุปฺปติ ฯ อถ นํ ปิตา ตาต เอตฺตกํ นาม ฐานํ อติกฺกมิตฺวา น คนฺตพฺพนฺติ โอวทติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวาปิ เอกทิวสํ นววุฏฺเฐ เทเว คิชฺเฌหิ สทฺธึ อุปฺปติตฺวา เสเส โอหาย อติภูมึ คนฺตฺวา เวรพฺภวาตมุขํ ปตฺวา จุณฺณวิจุณฺณภาวํ ปาปุณิ ฯ
สตฺถา ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมา คาถา อภาสิ
ปริสงฺกุปโถ นาม คิชฺฌปโถ สนนฺตโน
ตตฺราสิ มาตาปิตโร คิชฺโฌ โปเสสิ ชิณฺณเก ฯ
เตสํ อชครํ เมทํ อจฺจาหาสิ พหุตฺตโต
ปิตา ปุตฺตํ อวจาสิ ชานํ อุจฺจํ ปปาตินํ
สุปตฺตํ ปกฺขสมฺปนฺนํ เตชสึ ทูรคามินํ ฯ
ปริปฺลวตฺตํ ปฐวึ ยทา ตาต วิชานหิ
สาคเรน ปริกฺขิตฺตํ จกฺกํว ปริมณฺฑลํ
ตโต ตาต นิวตฺตสฺสุ มาสฺสุ เอโต ปรํ คมิ ฯ
อุทฺธํ ปตฺโตสิ เวเคน พลี ปกฺขี ทิชุตฺตโม
โอโลกยนฺโต วงฺกงฺโค ปพฺพตานิ วนานิ จ ฯ
อทฺทส ปฐวึ คิชฺโฌ ยถสฺสาสิ ปิตุสฺสุตํ
สาคเรน ปริกฺขิตฺตํ จกฺกํว ปริมณฺฑลํ ฯ
ตญฺจ โส สมติกฺกมฺม ปรเมว ปวตฺตถ
ตญฺจ วาตสิขา ติกฺขา อจฺจาหาสิ พลึ ทิชํ ฯ
นาสกฺขาติคโต โปโส ปุนเรว นิวตฺติตุํ
ทิโช พฺยสนมาปาทิ เวรพฺภานํ วสํ คโต ฯ
ตสฺส ปุตฺตา จ ทารา จ เย จญฺเญ อนุชีวิโน
สพฺเพ พฺยสนมาปาทุํ อโนวาทกเร ทิเช ฯ
เอวมฺปิ อิธ วุฑฺฒานํ โย วากฺยํ นาวพุชฺฌติ
อติสีมจโร ทิตฺโต คิชฺโฌ วาตีตสาสโน
สพฺเพ พฺยสนํ ปปฺโปนฺติ อกตฺวา วุฑฺฒสาสนนฺติ ฯ
ตตฺถ ปริสงฺกุปโถติ สงฺกุปโถ ฯ มนุสฺสา หิรญฺญสุวณฺณตฺถาย คจฺฉนฺตา ตสฺมึ ปเทเส ขาณุเก โกเฏตฺวา เตสุ รชฺชุโย พนฺธิตฺวา คจฺฉนฺติ เตน โส คิชฺฌปพฺพเต ชงฺฆมคฺโค สงฺกุปโถติ วุจฺจติ ฯ คิชฺฌปโถติ คิชฺฌปพฺพตมตฺถเก มหามคฺโค ฯ สนนฺตโนติ โปราโณ ฯ ตตฺราสีติ ตสฺมึ คิชฺฌปพฺพตมตฺถเก สงฺกุปเถ เอโก คิชฺโฌ อโหสิ โส ชิณฺณเก มาตาปิตโร โปเสสิ ฯ อชครํ เมทนฺติ อชครเมทํ ฯ อจฺจาหาสีติ อติวิย อาหริ ฯ พหุตฺตโตติ พหุตฺตโส ฯ ชานํ อุจฺจํ ปปาตินนฺติ ปุตฺโต เต อติอุจฺจํ ฐานํ ลงฺฆตีติ สุตฺวา อุจฺจํ ปปาติ อยนฺติ ชานนฺโต ฯ เตชสินฺติ ปุริสเตชสมฺปนฺนํ ฯ ทูรคามินนฺติ เตเนว เตเชน ทูรคามึ ฯ ปริปฺลวตฺตนฺติ อุปฺปลินิปตฺตํ วิย อุทเก อุปฺปลวมานํ ฯ วิชานหีติ วิชานาสิ ฯ จกฺกํว ปริมณฺฑลนฺติ ตสฺมึ เต ปเทเส ฐิตสฺส สมุทฺเทน ปริจฺฉินฺโน ชมฺพุทีโป จกฺกํว ปญฺญายติ ตโต ฐานา นิวตฺตาหีติ โอวทนฺโต เอวมาห ฯ อุทฺธํ ปตฺโตสีติ ปิตุ โอวาทํ อกตฺวา เอกทิวสํ คิชฺเฌหิ สทฺธึ อุปฺปติโต เต โอหาย ปิตรา กถิตฐานํ อคมาสิ ฯ โอโลกยนฺโตติ ตํ ฐานํ ปตฺวา เหฏฺฐา โอโลเกนฺโต ฯ วงฺกงฺโคติ วงฺกคีโว ฯ ยถสฺสาสิ ปิตุสฺสุตนฺติ ยถาสฺส ปิตุ สนฺติกา สุตํ อาสิ ตเถว อทฺทส ฯ ยถาสฺสาสีติปิ ปาโฐ ฯ ปรเมว ปวตฺตถาติ ปิตรา อกฺขาตฐานโต ปรํ อติวตฺตนฺโตว ฯ ตญฺจ วาตสิขา ติกฺขาติ นํ อโนวาทกํ พลิมฺปิ สมานํ ทิชํ ติขิณเวรพฺภวาตสิขา อจฺจาหาสิ อติหริ จุณฺณวิจุณฺณํ อกาสิ ฯ นาสกฺขาติคโตติ นาสกฺขิ อติคโต ฯ โปโสติ สตฺโต ฯ อโนวาทกเรติ ตสฺมึ ทิเช ปณฺฑิตานํ โอวาทํ อกโรนฺเต สพฺเพปิ เต มหาทุกฺขํ ปาปุณึสุ ฯ อกตฺวา วุฑฺฒสาสนนฺติ วุฑฺฒานํ หิตกามานํ วจนํ อกตฺวา เอวเมว พฺยสนํ มหาทุกฺขํ ปาปุณาติ ฯ
ตสฺมา ตฺวํ ภิกฺขุ มา คิชฺฌสทิโส ภว อตฺถกามานํ วจนํ กโรหีติ ฯ โส สตฺถารา เอวํ โอวทิโต ตโต ปฏฺฐาย สุพฺพโจ อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ทุพฺพจคิชฺโฌ เอตรหิ ทุพฺพจภิกฺขุ อโหสิ คิชฺฌปิตา ปน อหเมวาติ ฯ
คิชฺฌชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗