ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โกสัมพิยชาดก
ชาดกที่ ๔๒๘ · นวกนิบาตชาดก

โกสัมพิยชาดก

ว่าด้วยอยู่คนเดียวดีกว่าร่วมกับคนพาล

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๑๖ · บรรทัด ๕๑๒๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโกสัมพิยชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยเมืองโกสัมพีประทับอยู่ ณ โฆสิตารามทรงปรารภเหล่าภิกษุที่ทะเลาะกันในเมืองโกสัมพี ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ปุถุสทฺโท ดังนี้. เนื้อเรื่องมีมาแล้วในโกสัมพิกขันธกะ สำหรับในที่นี้มีความย่อ ดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า คราวนั้นภิกษุสองรูป คือ พระวินัยธรหนึ่ง พระธรรมกถึกหนึ่ง อยู่ในอาวาสเดียวกัน ในสองรูปนั้น วันหนึ่งพระธรรมกถึกถ่ายอุจจาระ เหลือน้ำชำระไว้ในภาชนะในซุ้มน้ำออกไป พระวินัยธรเข้าไปในที่นั้นทีหลังเห็นน้ำนั้นเข้า ออกมาถามพระธรรมกถึกว่า อาวุโสท่านเหลือน้ำไว้หรือ ? พระธรรมกถึกตอบว่า ขอรับผมเหลือไว้ พระวินัยธรถามว่า ท่านไม่รู้ว่าเป็นอาบัติในข้อนี้หรือ ? พระธรรมกถึกตอบว่าขอรับผมไม่รู้ พระวินัยธรกล่าวว่า อาวุโส การที่ท่านเหลือน้ำไว้ในภาชนะนั้นเป็นอาบัติ พระธรรมกถึกกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นผมจักปลงอาบัติพระวินัยธรกล่าวว่า อาวุโส ถ้าท่านไม่แกล้งทำไปโดยไม่มีสติก็ไม่เป็นอาบัติ พระธรรมกถึกนั้นเข้าใจอาบัตินั้นว่าไม่เป็นอาบัติ พระวินัยธรได้บอกศิษย์ของตนว่า พระธรรมกถึกนี้แม้ต้องอาบัติก็ไม่รู้ พวกศิษย์ของพระวินัยธรเห็นพวกศิษย์ของพระธรรมกถึกเข้า กล่าวว่า อุปัชฌาย์ของพวกท่านต้องอาบัติแล้วยังไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ พวกศิษย์ของพระธรรมกถึกได้พากันไปบอกแก่อุปัชฌาย์ของตน พระธรรมกถึกกล่าวอย่างนี้ว่าพระวินัยธรนี้ทีแรกบอกว่าไม่เป็นอาบัติ บัดนี้ว่าเป็นอาบัติท่านนี้พูดเท็จพวกศิษย์พระธรรมกถึกพากันไปกล่าวว่า อุปัชฌาย์ของพวกท่านพูดเท็จแล้วได้ทะเลาะกันด้วยประการอย่างนี้ ต่อแต่นั้นพระวินัยธรได้ช่องจึงทำอุกเขปนียกรรม ยกโทษในการไม่เห็นอาบัตินั้น ตั้งแต่นั้นมา อุบาสกอุบาสิกาผู้ถวายปัจจัยแก่ภิกษุเหล่านั้นได้แบ่งเป็นสองพวก ภิกษุณีผู้รับโอวาทก็ดี อารักขเทวดาก็ดี อากาสัฏฐกเทวดาที่เคยเห็นเคยคบกับอารักขเทวดาก็ดี ตลอดถึงพรหมโลกบรรดาที่เป็นปุถุชน ได้แยกกันเป็นสองพวก ได้เกิดโกลาหลไปถึงภพชั้นอกนิษฐ์

ในอดีตกาล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระตถาคต กราบทูลลัทธิของพวกภิกษุผู้ยกโทษว่า พระธรรมกถึกนี้ พวกเรายกโทษด้วยกรรมอันเป็นธรรมทีเดียว และลัทธิของพวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึกผู้ถูกยกโทษว่า อาจารย์ของพวกเราถูกยกโทษด้วยกรรมอันไม่เป็นธรรม และภาวะที่พวกภิกษุเหล่านั้น แม้พวกภิกษุผู้ยกโทษห้ามอยู่ก็ยังเที่ยวตามแวดล้อมพระธรรมกถึกนั้น ให้พระศาสดาทรงทราบ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงส่งภิกษุไปสองครั้งโดยมีพระพุทธดำรัสไปว่า ขอสงฆ์จงสามัคคีกันเถิด ทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านั้นไม่ปรารถนาจะสามัคคีกันพระเจ้าข้า ในครั้งที่ ๓ ทรงทราบว่า ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว จึงเสด็จไปยังสำนักของภิกษุเหล่านั้น ตรัสโทษในการยกโทษของพวกภิกษุผู้ยกโทษ และในการไม่เห็นอาบัติของพวกภิกษุนอกนี้แล้วเสด็จหลีกไป พระศาสดาทรงบัญญัติวัตรในโรงภัตว่า พึงนั่งในอาสนะที่มีอาสนะอื่นคั่นในระหว่าง แก่ภิกษุเหล่านั้นผู้ทำอุโบสถกรรมเป็นต้นในสีมาเดียวกัน ณ โฆสิตารามนั่นแหละ แล้วเกิดร้าวรานกันอีกในโรงภัตเป็นต้น ได้ทรงสดับว่า บัดนี้ภิกษุเหล่านั้นยังร้าวรานกันอยู่จึงเสด็จไปตรัสเตือนว่า อย่าเลยภิกษุทั้งหลาย อย่าร้าวรานกันเลย ดังนี้เป็นต้น เมื่อพระธรรมวาทีรูปหนึ่ง ซึ่งไม่ปรารถนาจะให้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงลำบากกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ผู้ธรรมสามีจงยับยั้ง มีความขวนขวายน้อยอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมเถิดพวกข้าพระองค์จักปรากฏด้วยการร้าวรานบาดหมางทะเลาะวิวาทกัน จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้วในเมืองพาราณสีได้มีพระราชาครองแคว้นกาสีมีพระนามว่า พรหมทัต ดังนี้ แล้วตรัสเรื่องที่พระเจ้าพรหมทัตชิงราชสมบัติของพระเจ้าทีฆีติโกศล จับพระเจ้าทีฆีติโกศลซึ่งปลอมพระองค์ซ่อนอยู่ ให้ปลงพระชนม์เสีย และเรื่องที่ทีฆาวุกุมารถวายชีวิตแก่พระเจ้าพรหมทัต แล้วสองกษัตริย์สามัคคีกันแต่นั้นมา ตรัสสอนว่า ภิกษุทั้งหลาย พระราชาผู้ทรงมีอาชญามีศัสตรา ยังมีขันติโสรัจจะถึงเพียงนี้ พวกเธอบวชในธรรมวินัยที่เราตถาคตกล่าวดีแล้วอย่างนี้ พึงมีขันติและโสรัจจะ ข้อนี้จะเป็นความงามในธรรมวินัยนี้แท้แล ตรัสห้ามถึงสองครั้งสามครั้งว่า อย่าเลยภิกษุทั้งหลาย อย่าร้าวรานกันเลย ทรงเห็นว่าไม่ลดละกันได้ จึงทรงดำริว่า พวกโมฆบุรุษเหล่านี้ ถูกกิเลสหุ้มห่อ ยากที่จะรู้สำนึก จึงเสด็จหลีกไป วันรุ่งขึ้นพระองค์เสด็จกลับจากบิณฑบาต ทรงพักในพระคันธกุฎีหน่อยหนึ่งทรงเก็บเสนาสนะ ทรงบาตรและจีวรของพระองค์ ประทับในอากาศท่ามกลางสงฆ์ ตรัสพระคาถาทั้งหลายนี้ว่า :-

คนพาลมีเสียงอื้ออึงเหมือนกันหมด แต่ สักคนหนึ่งก็ไม่รู้สึกตนว่าเป็นคนพาล เมื่อ สงฆ์แตกกันก็ไม่รู้เหตุอันโดยยิ่งว่า สงฆ์แตก กันเพราะเรา. เพราะเป็นคนมีสติหลงลืม แต่ยังพูดว่า ตนเป็นบัณฑิตมีวาจาเป็นอารมณ์ช่างพูด ย่อม ปรารถนาจะให้เสียงออกจากปากอยู่เพียงใด ก็ พูดไปเพียงนั้น เขาถูกการทะเลาะนำไปแล้ว ยังไม่รู้ว่าการทะเลาะนั้นเป็นโทษ. ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ ว่า คนโน้นได้ด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา คนโน้น ได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักของของเรา เวรของ ชนเหล่านั้น ย่อมไม่ระงับได้. ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกความโกรธ นั้นไว้ว่า คนโน้นได้ด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักของของเรา เวรของชนเหล่านั้น ย่อมระงับไปได้. แต่ไหนแต่ไรมา ในโลกนี้ เวรย่อมไม่ ระงับด้วยเวร แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่จอง เวร ธรรมนี้เป็นของเก่า. ก็ชนเหล่าอื่นย่อมไม่รู้สึกว่า พวกเราจะ พากันยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้ ส่วนชนเหล่า ใดในหมู่นั้นย่อมรู้สึกได้ ความหมายมั่นกัน ย่อมสงบระงับไป เพราะการทำไว้ในใจโดย แยบคายของชนเหล่านั้น. คนที่ปล้นแว่นแคว้นชิงทรัพย์สมบัติ กันจนถึงปลงชีวิตลิดกระดูกกันแล้ว ก็ยังกลับ สามัคคีกันได้ เหตุไรพวกเธอจึงไม่สามัคคี กันเล่า. ถ้าจะพึงได้สหายผู้มีปัญญาเป็นนักปราชญ์ ไปไหนไปด้วยกัน อยู่ด้วยช่วยทำประโยชน์ ให้สำเร็จ ควรชื่นชมมีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น จะครอบงำอันตรายทั้งปวงได้. ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา เป็นนัก ปราชญ์ ไปไหนไปด้วยกัน อยู่ด้วยช่วยทำ ประโยชน์ให้สำเร็จ พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เหมือนพระราชาทรงสละแว่นแคว้นเสด็จไป แต่พระองค์เดียวฉะนั้น หรือเหมือนช้างมาตังคะ เที่ยวไปในป่าแต่ผู้เดียวฉะนั้น. การเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐกว่า เพราะ คุณคือความเป็นสหาย ย่อมไม่มีในคนพาล ควรเที่ยวไปผู้เดียวแลไม่ควรทำบาป เหมือน ช้างมาตังคะมีความขวนขวายน้อย เที่ยวไปใน ป่าแต่ผู้เดียวแลไม่ทำบาป ฉะนั้น.

ในพระคาถานั้น คนพาลชื่อว่ามีเรื่องอื้ออึงเพราะวิเคราะห์ว่ามีเรื่องอึกทึกคือดังลั่น. บทว่า สมชฺโน คือเป็นคนที่เช่นเดียวกันหมดมีคำที่ท่านอธิบายไว้ว่า คนที่ทำการทะเลาะกันนี้ทั้งหมดเทียว มีทั้งเสียงอื้ออึงและเสมอเหมือนกัน เพราะเปล่งเสียงโดยรอบ

บทพระคาถาว่า น พาโล โกจิ มญฺถ ความว่า บรรดาคนพาลเหล่านั้นใคร ๆ แม้สักคนหนึ่ง ก็ไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนพาลทั้งหมดล้วนสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตทั้งนั้น. อธิบายว่า คนผู้ทำการทะเลาะกันนี้ทั้งหมดนั่นแหละ ย่อมไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนพาล. บทว่า นาญฺํ ภิยฺโย อมญฺรุํ ความว่า ใคร ๆ แม้สักคนหนึ่ง ก็ไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนพาล แลเมื่อสงฆ์แตกกันผู้อื่นแม้สักคนหนึ่ง ก็ไม่รู้เหตุนี้โดยยิ่งว่าสงฆ์แตกกันเพราะเหตุแห่งเรา. บทว่า ปริมุฏฺา คือ เป็นคนมีสติหลงลืม. บทว่า ปณฺฑิตาภาสา ความว่า ชื่อว่าเป็นเช่นกับด้วยบัณฑิตเพราะสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ท่านอาเทศราอักษรให้เป็นรัสสะ ว่าวาจาโคจร ภาณิโน ดังนี้ อธิบายว่า มีวาจาเป็นอารมณ์ ไม่มีอริยธรรมมีสติปัฏฐานเป็นต้นเป็นอารมณ์ และเป็นคนช่างพูด คือช่างเจรจาถ้อยคำ. บทว่า ยาวิจฺฉนฺติ มุขายามํ ความว่า ย่อมปรารถนาจะให้เสียงออกจากปากอยู่เพียงใด ก็ยืนเขย่งเท้าพูดตะโกนออกไปเพียงนั้นอธิบายว่า แม้สักคนหนึ่งก็ไม่กระทำการหุบปากเพราะเคารพในสงฆ์บทว่า เยน นีตา ความว่า เขาถูกการทะเลาะใด นำไปแล้วสู่ความเป็นผู้ไม่มีความละอายนี้. บทว่า น ตํ วิทู ความว่า เขายังไม่รู้การทะเลาะนั้นว่า การทะเลาะนี้มีโทษอย่างนี้. บทว่า เย จตํ อุปนยฺหนฺติ ความว่าชนเหล่าใดเข้าไปผูกความโกรธนั้น คือที่มีอาการว่าคนโน้นได้ด่าเราดังนี้เป็นต้น. บทว่า สนนฺตโน แปลว่า เป็นของเก่า. บทว่า ปเร เป็นต้นความว่า คนที่ทำการทะเลาะกันนอกจากพวกบัณฑิต คือพวกอื่น ๆ นอกจากพวกบัณฑิตนั้น ชื่อว่า ปเร. ปเรชนเหล่านั้นก่อความวุ่นวายขึ้นในท่ามกลางสงฆ์นี้ ย่อมไม่รู้สึกว่าพวกเราจะพากันยุบยับ จะพากันย่อยยับคือพวกเราจะพากันฉิบหาย ได้แก่พวกเราจะพากันไปสู่ที่ใกล้คือสู่สำนักแห่งมัจจุราชเนือง ๆ. บทว่า เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ความว่า ส่วนชนเหล่าใดในหมู่นั้นผู้เป็นบัณฑิต ย่อมรู้สึกได้ว่าพวกเราจะพากันไปสู่ที่ใกล้แห่งมัจจุราช. บทว่า ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชนเหล่านั้นเมื่อรู้อย่างนี้ ยังการทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคายให้เกิดขึ้นแล้ว. ย่อมปฏิบัติเพื่อความเข้าไปสงบแห่งความหมายมั่นแห่งการทะเลาะกันได้. บทว่า อฏฺิจฺฉินฺนา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสพระคาถานี้ ทรงหมายถึงพระเจ้าพรหมทัตและทีฆาวุกุมาร แม้ทั้งของพระองค์นั้นก็ยังกลับสามัคคีกันได้ เหตุไรพวกเธอไม่ได้ตัดกระดูกของมารดาบิดา ไม่ได้ปลงชีวิตกัน ไม่ได้ชิงทรัพย์สมบัติกัน จึงไม่สามัคคีกันเล่า.

ข้อนี้มีพระบรมพุทธาธิบายว่า ภิกษุทั้งหลาย พระราชาผู้ทรงถืออาชญาสิทธิ์ยังสามัคคีกัน สมาคมกัน ทำสัมพันธไมตรีกันด้วยอาวาหและวิวาหมงคล แล้วทรงดื่มและทรงเสวยร่วมกันได้ถึงเพียงนี้ พวกเธอบวชในศาสนาเห็นปานนี้ ย่อมไม่อาจเพื่อสลัดแม้สักว่าเวรของตนออกได้ อะไรเป็นภาวะแห่งภิกษุของพวกเธอเล่า.

พระคาถาว่า สเจ ลเภถ ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อทรงแสดงถึงคุณของสหายผู้เป็นบัณฑิต และโทษของสหายผู้เป็นคนพาล. บทว่า อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ ความว่า ควรชื่นชมมีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น จะครอบงำอันตรายที่ปรากฏและอันตรายที่ปิดบังทั้งปวงได้. บทว่า ราชาว รฏฺํ วิชิตํ ความว่า พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนพระราชามหาชนกและอรินทมราชา ทรงสละแว่นแคว้นของพระองค์เสด็จไปแต่พระองค์เดียวฉะนั้น. บทว่า มาตงฺครญฺเว นาโค ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกช้างว่ามาตังคะคำว่า นาคะนั้นเป็นชื่อแห่งช้างใหญ่ ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ควรเที่ยวไปผู้เดียวและไม่ควรทำบาป เหมือนช้างมาตังคะผู้เลี้ยงดูมารดา เหมือนช้างสีลวหัตถี และเหมือนช้างปาริไลยกะ เที่ยวไปในป่าผู้เดียวและไม่ทำบาปฉะนั้น.

พระศาสดาแม้ตรัสอย่างนี้แล้ว เมื่อยังไม่อาจให้ภิกษุเหล่านั้นปรองดองกันได้ จึงเสด็จไปยังพาลกโลณการามคาม ทรงแสดงอานิสงส์ในความเป็นผู้อยู่ผู้เดียวแก่พระภัคคุเถระ จากที่นั้นเสด็จไปถึงที่อยู่ของกุลบุตรสามคน ทรงแสดงอานิสงส์ในสามัคคีรสแก่กุลบุตรเหล่านั้น ต่อจากนั้นเสด็จไปถึงปาริไลยกไพรสณฑ์ ประทับอยู่ ณ ที่นั้นตลอดสามเดือน ไม่เสด็จมาเมืองโกสัมพีอีก เสด็จไปเมืองสาวัตถีเลย.

พวกอุบาสกชาวเมืองโกสัมพีปรึกษากันว่า พระผู้เป็นเจ้าเหล่าภิกษุชาวโกสัมพีนี้ ทำความเสียหายให้แก่พวกเรามาก พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงระอาภิกษุเหล่านี้ จึงหลีกไปเสีย พวกเราจักไม่กระทำสามีจิกรรมมีการกราบเป็นต้น แก่ภิกษุเหล่านี้เลย จักไม่ถวายบิณฑบาตแก่ท่านที่เข้ามาบิณฑบาต เมื่อทำเช่นนี้ภิกษุเหล่านี้จักหลีกไปบ้าง จักให้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เลื่อมใสบ้าง ดังนี้แล้วก็ทำตามที่ปรึกษากันนั้น ภิกษุเหล่านั้นถูก พวกอุบาสกลงทัณฑกรรมเช่นนั้น จึงพากันไปเมืองสาวัตถีกราบทูลขอขมาโทษต่อ พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระราชบิดาในครั้น ได้มาเป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราชในบัดนี้ พระราชมารดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระมหามายาในบัดนี้ทีฆาวุกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาโกสัมพิยชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๖๑๖–๖๒๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

นวกนิบาตชาดก · ๓๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Kosambiyajātakaṃ

puthusaddoti idaṃ satthā kosambiṃ nissāya ghositārāme viharanto kosambiyaṃ bhaṇḍanakārake ārabbha kathesi. Vatthuṃ kosambikkhandhake āgatameva. Ayaṃ panettha saṅkhepo.

Tadā kira dve bhikkhū ekasmiṃ āvāse vasiṃsu vinayadharo ca suttantiko ca. Tesu suttantiko ekadivasaṃ sarīravalañjaṃ katvā udakakoṭṭhake ācamanaudakāvasesaṃ bhājane ṭhapetvā nikkhami. Pacchā vinayadharo tattha paviṭṭho taṃ udakaṃ disvā nikkhamitvā itaraṃ pucchi āvuso tayā udakaṃ ṭhapitanti. Āma āvusoti. Kiṃ panettha āpattibhāvaṃ na jānāsīti. Āma na jānāmīti. Āvuso etthāpattīti. Tenahi paṭikarissāmi nanti. Sace pana te āvuso asañcicca asatiyā kataṃ natthi āpattīti. So tassā āpattiyā anāpattidiṭṭhi ahosi. Vinayadharopi attano nissittakānaṃ ayaṃ suttantiko āpattiṃ āpajjamānopi na jānātīti ārocesi. Te Tassa nissittake disvā tumhākaṃ upajjhāyo āpattiṃ āpajjitvā āpattibhāvaṃ na jānātīti āhaṃsu. Te gantvā attano upajjhāyassa ārocesuṃ. So evamāha ayaṃ vinayadharo pubbe anāpattīti vatvā idāni āpattīti vadati musāvādī esoti. Te gantvā tumhākaṃ upajjhāyo musāvādīti evampi aññamaññaṃ kalahaṃ kariṃsu. Tato vinayadharo okāsaṃ labhitvā tassā āpattiyā adassane ukkhepanīyakammaṃ akāsi. Tato paṭṭhāya tesaṃ paccayadāyakā upāsikāpi dve koṭṭhāsā ahesuṃ ovādapaṭiggāhakā bhikkhuniyopi ārakkhadevatāpi tāsaṃ sandiṭṭhasambhattā ākāsaṭṭhakadevatāpi yāva brahmalokā sabbe puthujjanā dve pakkhā ahesuṃ yāva akaniṭṭhabhavanā pana idaṃ kolāhalaṃ agamāsi. Atheko bhikkhu tathāgataṃ upasaṅkamitvā ukkhepakānaṃ dhammikeneva kammenāyaṃ ukkhittoti ukkhittānuvattakānaṃ adhammikena kammena ukkhittoti laddhiṃ ukkhepakehi vāriyamānānampī tesaṃ taṃ anuparivāretvā vicaraṇabhāvaṃ ca satthu ārocesi. Bhagavā samaggo kira hotūti dve vāre pesetvā na icchanti bhante samaggā bhavitunti sutvā tatiyavāre bhinno bhikkhusaṅgho bhinno bhikkhusaṅghoti tesaṃ santikaṃ gantvā ukkhepakānaṃ ukkhepane itaresañca āpattiyā adassane ādīnavaṃ vatvā pakkāmi. Puna tesaṃ tattheva ekasīmāyaṃ uposathādīni karitvā bhattaggādīsu bhaṇḍanajātānaṃ āsanantarikāya nisīditabbanti bhattagge vattaṃ paññāpetvā idāni bhaṇḍanajātā viharantīti sutvā satthā gantvā alaṃ bhikkhave mā bhaṇḍananti ādīni Vatvā aññatarena bhikkhunā adhammavādinā bhagavato vihesaṃ anicchantena āgametu bhante bhagavā dhammasāmi appossukko bhante bhagavā diṭṭhadhammasukhavihāraṃ anuyutto viharatu mayametena bhaṇḍanena kalahena viggahena vivādena paññāyissāmāti vutte bhūtapubbaṃ bhikkhave bārāṇasiyaṃ brahmadatto nāma kāsikarājā ahosīti brahmadattena dīghītissa kosalarañño rajjaṃ acchinditvā aññātakavesena vasantassa māritabhāvañceva dīghāvukumārena attano jīvite dinne tato paṭṭhāya tesaṃ samaggabhāvañca kathetvā tesaṃ hi nāma bhikkhave rājūnaṃ ādinnadaṇḍānaṃ ādinnasatthānaṃ evarūpaṃ khantisoraccaṃ bhavissati idha kho taṃ bhikkhave sobhetha yaṃ tumhe evaṃ svākkhāte dhammavinaye pabbajitā samānā khamā ca bhaveyyātha soratā cāti ovaditvā dutiyampi tatiyampi alaṃ bhikkhave mā bhaṇḍananti vāretvā anoramantepi disvā pariyādinnarūpā kho imete moghapurisā nayime sukarā saññāpetunti pakkamitvā punadivase piṇḍapāta- paṭikkanto gandhakuṭiyā thokaṃ visamitvā senāsanaṃ saṃsāmetvā attano pattacīvaramādāya saṅghamajjhe ākāse ṭhatvā imā gāthā abhāsi

puthusaddo samajano na bālo koci maññatha

saṅghasmiṃ bhijjamānasmiṃ nāññaṃ bhiyyo amaññaruṃ.

Parimuṭṭhā paṇḍitābhāsā vācāgocara bhāṇino

yāvicchanti mukhāyāmaṃ yena nītā na taṃ vidū.

Akkocchi maṃ avadhi maṃ ajini maṃ ahāsi me

ye ca taṃ upanayhanti veraṃ tesaṃ na sammati.

Akkocchi maṃ avadhi maṃ ajini maṃ ahāsi me

ye ca taṃ nūpanayhanti veraṃ tesūpasammati.

Na hi verena verāni sammantīdha kudācanaṃ

averena ca sammanti esa dhammo sanantano.

Pare ca na vijānanti mayamettha yamāmase

ye ca tattha vijānanti tato sammanti medhagā.

Aṭṭhicchinnā pāṇaharā gavāssadhanahārino

raṭṭhaṃ vilumpamānānaṃ tesampi hoti saṅgati

kasmā tumhāka no siyā.

Sace labhetha nipakaṃ sahāyaṃ

saddhiñcaraṃ sādhuvihāri dhīraṃ

abhibhuyya sabbāni parissayāni

careyya tenattamano satīmā.

No ce labhetha nipakaṃ sahāyaṃ

saddhiñcaraṃ sādhuvihāri dhīraṃ

rājāva raṭṭhaṃ vijitaṃ pahāya

eko care mātaṅgaraññeva nāgo.

Ekassa caritaṃ seyyo natthi bāle sahāyatā

Eko care na ca pāpāni kayirā

appossukko mātaṅgaraññeva nāgoti.

Tattha puthu mahā saddo assāti puthusaddo. Samajanoti samāno ekasadiso jano sabbovāyaṃ bhaṇḍanakārakajano samantato saddanicchāraṇena puthusaddo ceva sadiso cāti vuttaṃ hoti. Na bālo koci maññathāti tattha koci ekopi ahaṃ bāloti na maññetha sabbe paṇḍitamānino sabbovāyaṃ bhaṇḍanakārako janoyeva. Nāññaṃ bhiyyo amaññarunti koci ekopi ahaṃ bāloti na maññittha bhiyyo ca saṅghasmiṃ bhijjamāne aññopi eko mayhaṃ kāraṇena saṅgho bhijjatīti idaṃ kāraṇaṃ na maññitthāti attho. Parimuṭṭhāti muṭṭhassatino. Paṇḍitābhāsāti attano paṇḍitamānena paṇḍitasadisā vācāgocara bhāṇinoti rākārassa rassādeso kato vācā- gocarā na satipaṭṭhānādiariyadhammagocarā bhāṇino ca kathabhāṇino. Yāvicchanti mukhāyāmanti yāva mukhaṃ āyāmituṃ icchanti tāva pasāretvā aggapādehi ṭhatvā bhāṇino. Ekopi saṅghagāravena mukhasaṅkopanaṃ na karotīti attho. Yena nītāti yena bhaṇḍanena imaṃ nillajjībhāvaṃ nītā. Na taṃ vidūti evaṃ ādīnavaṃ idanti na taṃ jānanti. Ye ca taṃ upanayhantīti taṃ akkocchi manti ādikaṃ ākāraṃ ye upanayhanti. Sanantanoti porāṇo. Pareti paṇḍite ṭhapetvā tato aññe bhaṇḍanakārakā pare nāma te ettha saṅghamajjhe kolāhalaṃ karontā mayaṃ yamāmase uparamāma mayaṃ nassāma Mayaṃ satataṃ samīpaṃ maccusantikaṃ gacchāmāti na jānanti. Ye ca tattha vijānantīti ye tattha paṇḍitā mayaṃ maccusamīpaṃ gacchāmāti vijānanti. Tato sammanti medhagāti bhikkhave evaṃ hi te jānantā yonisomanasikāraṃ uppādetvā medhagānaṃ kalahānaṃ vūpasamāya paṭipajjanti. Aṭṭhicchinnāti ayaṃ gāthā brahmadattañca dīghāvukumārañca sandhāya vuttā. Tesampi hoti saṅgati kasmā tumhākaṃ na hoti yesaṃ vo neva mātāpitūnaṃ aṭṭhīni chinnāni na pāṇā hatā na gavāssadhanāni gahitāni. Idaṃ vuttaṃ hoti bhikkhave tesaṃ hi nāma ādinnadaṇḍānaṃ rājūnaṃ evarūpā saṅgati samāgamo āvāha- vivāhasambandhaṃ katvā ekato pānabhojanaṃ hoti tumhe evarūpe sāsane pabbajitvā attano veramattampi nissajjituṃ na sakkotha ko tumhākaṃ bhikkhubhāvoti. Sace labhethāti ādigāthāyo paṇḍita- sahāyassa ca bālasahāyassa ca vaṇṇāvaṇṇadīpanatthaṃ vuttā. Abhibhuyya sabbāni parissayānīti sabbe pākaṭaparissaye ca paṭicchanna- parissaye ca abhibhavitvā tena saddhiṃ attamano satimā careyya. Rājāva raṭṭhaṃ vijitanti yathā attano vijitaṃ raṭṭhaṃ mahājanakarājā ca arindamarājā ca pahāya ekakova cariṃsu evañcareyyāti attho. Mātaṅgaraññeva nāgoti mātaṅgoti hatthī vuccati nāgoti mahantādhi- vacanametaṃ. Yathā hi mātuposako mātaṅganāgo araññe ekako cari na ca pāpāni akāsi yathā ca sīlavahatthī nāgo yathā ca pārileyyako evaṃ eko care na ca pāpāni kayirāti vuttaṃ hoti.

Satthā evaṃ kathetvāpi te bhikkhū samagge kātuṃ asakkonto bālakaloṇakārāmagāmaṃ gantvā bhagguttherassa ekībhāve ānisaṃsaṃ kathetvā tato tiṇṇaṃ kulaputtānaṃ vasanaṭṭhānaṃ gantvā tesaṃ sāmaggirase ānisaṃsaṃ kathetvā tato pārileyyakavanasaṇaḍaṃ gantvā tattha temāsaṃ vasitvā puna kosambiyaṃ anāgantvā sāvatthiyameva agamāsi. Kosambivāsinopi upāsakā ime kho ayyā kosambikā bhikkhū bahuno amhākaṃ anatthassa kārakā imehi ubbāḷho bhagavā pakkanto mayaṃ imesaṃ neva abhivādanādīni karissāma na upagatānaṃ pīṇḍapātaṃ dassāma evaṃ ime pakkamissanti vā vibbhamissanti vā bhagavantaṃ vā pasādessantīti samantayitvā tathā akaṃsu. Te tena daṇḍakammena pīḷitā sāvatthiṃ gantvā bhagavantaṃ khamāpesuṃ.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi pitā suddhodanamahārājā ahosi mātāva mahāmāyā dīghāvukumāro ahamevāti.

Kosambiyajātakaṃ dutiyaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๒๗. คิชฌชาดกชาดกถัดไป๔๒๙. มหาสุวราชชาดก