มหาสุวราชชาดก
ว่าด้วยสหายย่อมไม่ละทิ้งสหาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๒๖ · บรรทัด ๕๑๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทุโม ยถา โหติ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเรียนพระกรรมฐานในสำนักพระศาสดาแล้วไปอยู่ในป่าอาศัยบ้านชายแดนตำบลหนึ่ง ในแคว้นโกศลชนบทพวกมนุษย์ช่วยกันปลูกสร้างที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันเป็นต้น แล้วทำเสนาสนะในที่เดินไปมาถวายภิกษุนั้น บำรุงภิกษุนั้น โดยเคารพเมื่อภิกษุนั้นจำพรรษา เดือนแรกเกิดเพลิงไหม้บ้านนั้นขึ้น แม้สักว่าพืชของพวกมนุษย์ก็ไม่มีเหลือ เขาจึงไม่อาจถวายบิณฑบาตที่ประณีตแก่ภิกษุนั้นได้ เธอแม้จะอยู่ในเสนาสนะที่สบาย แต่ลำบากด้วยบิณฑบาตจึงไม่สามารถจะให้มรรคหรือผลเกิดขึ้นได้ ครั้นกาลล่วงไปได้สามเดือนเธอมาเฝ้าพระศาสดา พระองค์ทรงทำปฏิสันถาร แล้วตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุ เธอไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ ? เสนาสนะเป็นที่สบายดีหรือ ? ภิกษุรูปนั้นได้กราบทูลความนั้นให้ทรงทราบ พระศาสดาครั้นทรงทราบว่า เธอมีเสนาสนะเป็นที่สบาย จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุธรรมดาสมณะ เมื่อมีเสนาสนะเป็นที่สบายแล้ว ก็ควรละความโลภอาหารเสีย ยินดีฉันตามที่ได้มานั่นแหละ กระทำสมณธรรมไป โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน เคี้ยวผงแห้งในต้นไม้ที่ตนอยู่อาศัย ยังละความโลภอาหาร มีความสันโดษ ไม่ทำลายมิตรธรรมไปเสียที่อื่น เหตุไรเธอจึงมาคิดว่า บิณฑบาตน้อยไม่อร่อย แล้วละทิ้งเสนาสนะที่สบายเสีย ? ภิกษุนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล ที่ป่าไม้มะเดื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งคงคา ณหิมวันตประเทศ มีนกแขกเต้าอาศัยอยู่หลายแสน บรรดานกแขกเต้าเหล่านั้น พญานกแขกเต้าตัวหนึ่ง เมื่อผลของต้นไม้ที่ตนอาศัยอยู่หมดลง สิ่งใดที่ยังเหลืออยู่ จะเป็นหน่อ ใบ เปลือกหรือสะเก็ดก็ตาม ก็กินสิ่งนั้น แล้วดื่มน้ำในแม่น้ำคงคา มีความมักน้อยสันโดษเป็นอย่างยิ่งไม่ไปที่อื่นเลย ด้วยคุณ คือความมักน้อยสันโดษอย่างยิ่งของพญานกแขกเต้านั้น ได้บันดาลให้ภพของท้าวสักกเทวราชหวั่นไหว ท้าวสักกเทวราชทรงพิจารณาดูก็รู้เห็นเหตุนั้น เพื่อจะลองใจพญานกแขกเต้าจึงบันดาลให้ต้นไม้นั้นแห้งไป ด้วยอานุภาพของพระองค์ ต้นไม้นั้นเหลืออยู่แต่ตอแตกเป็นช่องน้อยช่องใหญ่ เมื่อถูกลมพัด ก็มีเสียงปรากฏเหมือนมีใครมาตีให้ดัง มีผงละเอียดไหลออกมาตามช่องต้นไม้นั้นพญานกแขกเต้าจิกผงเหล่านั้นกิน แล้วไปดื่มน้ำที่แม่น้ำคงคา ไม่ไปที่อื่น มาจับอยู่ที่ยอดตอไม้มะเดื่อ โดยไม่ย่อท้อต่อลมและแดด.
ท้าวสักกเทวราชทรงทราบความที่พญานกแขกเต้านั้น มีความมักน้อยอย่างยิ่ง ทรงดำริว่า เราจักให้พญานกแขกเต้าแสดงคุณในมิตรธรรม แล้วจักให้พรแก่เธอ ทำต้นมะเดื่อให้มีผลอยู่เรื่อยไป แล้วจะกลับมา ครั้นทรงดำริดังนี้ แล้วจึงทรงแปลงพระองค์เป็นพญาหงส์ตัวหนึ่ง นำนางสุชาดาอสุรกัญญาให้เป็นนางหงส์อยู่เบื้องหน้า บินไปถึงป่าไม้มะเดื่อนั้น จับอยู่ที่กิ่งไม้มะเดื่อต้นหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน เมื่อจะเริ่มเจรจากัน พญานกแขกเต้านั้น ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
เมื่อใด ต้นไม้มีผลบริบูรณ์ เมื่อนั้น ฝูง วิหคทั้งหลาย ย่อมพากันมามั่วสุมบริโภคผลไม้ ต้นนั้น แต่โดยรู้ว่าต้นไม้สิ้นไปแล้ว ผลวาย แล้วฝูงวิหคทั้งหลายก็พากันจากต้นไม้นั้นบิน ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งคาถานั้นว่า ดูก่อนพระยานกแขกเต้า เมื่อใด ต้นไม้มีผลสมบูรณ์ เมื่อนั้น ฝูงวิหคทั้งหลายย่อมพากันมามั่วสุมบริโภคผลไม้ต้นนั้นจากกิ่งโน้นสู่กิ่งนี้ แต่โดยรู้ว่าต้นไม้นั้นสิ้นไปแล้ว ผลวายไปแล้ว ฝูงวิหคทั้งหลายก็พากันจากต้นไม้นั้นบินไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่.
ก็แหละ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เพื่อจะทรงยุพญานกแขกเต้าให้ไปจากที่นั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนนกแขกเต้าผู้มีจะงอยปากแดง ท่านจงไปยังที่ที่ควรไปเถิด อย่าได้มาตายเสีย เลย เหตุไรท่านจึงซบเซาอยู่ที่ต้นไม้แห้ง ดูก่อน นกแขกเต้า ผู้มีขนเขียวดุจไพรสณฑ์ในฤดูฝน เชิญเถิด ขอท่านจงบอกเรื่องนั้น เหตุไรท่าน จึงทิ้งต้นไม้แห้งไม่ได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายสิ ความว่า เหตุไรท่านจึงยืนซบเซา คืองมงายอยู่ที่ยอดตอไม้แห้ง. ศัพห์ว่า อิงฺฆ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเตือน.
บทว่า วสฺสนฺตสนฺนิภา ความว่า ในเวลาฤดูฝนไพรสณฑ์จะมีสีเขียวชะอุ่ม เหมือนดาดาษไปด้วยชั้นที่สวยงาม เพราะเหตุนั้นพญาหงส์จึงทักทายพญานกแขกเต้านั้นว่า ดูก่อนพญานกแขกเต้าผู้มีขนเขียวดุจไพรสณฑ์ในฤดูฝน ดังนี้. บทว่า น ริญฺจสิ เท่ากับ น ฉฑฺเฑสิ แปลว่า ทิ้งไม่ได้.
ลำดับนั้น พญานกแขกเต้ากล่าวกะพญาหงส์ว่า ข้าแต่พญาหงส์ เราละทิ้งต้นไม้นี้ไปไม่ได้ เพราะความที่เรามีกตัญญูกตเวทีแล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า.
ข้าแต่พญาหงส์ ชนเหล่าใดแลเป็น เพื่อนของพวกเพื่อน ในคราวร่วมสุขทุกข์จน ตลอดชีวิต ชนเหล่านั้นเป็นสัตบุรุษ ระลึกถึง ธรรมของสัตบุรุษอยู่ ย่อมละทิ้งเพื่อนผู้สิ้น ทรัพย์หรือยังไม่สิ้นทรัพย์ไปไม่ได้เลย. ข้าแต่พญาหงส์ เราก็เป็นผู้หนึ่งใน บรรดาสัตบุรุษ ต้นไม้นี้เป็นทั้งญาติเป็นทั้ง เพื่อนของเรา เราต้องการเพียงเพื่อเป็นอยู่ จึง ไม่อาจละทิ้งต้นไม้นั้นไปได้ ก็การที่จะละทิ้ง ไปเพราะได้ทราบว่า ต้นไม้นี้สิ้นผลแล้ว ดังนี้ นี้ไม่ยุติธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เว สขีนํ สขาโร ภวนฺติ เท่ากับ เย จ สหายานํ สหายา โหนฺติ แปลว่า ชนเหล่าใดเป็นเพื่อนของเพื่อนทั้งหลาย. บทว่า ขีณํ อขีณํ ความว่า ธรรมดาว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมละทิ้งเพื่อนผู้ชื่อว่าสิ้นทรัพย์ เพราะสิ้นสหายและโภคทรัพย์ของตนไปไม่ได้เลย. บทว่า สตํ ธมฺมมนุสฺสรนฺโต คือระลึกถึงประเพณีของบัณฑิตทั้งหลายอยู่. บทว่า าตี จ เม ความว่า ข้าแต่พญาหงส์ ต้นไม้นี้ ชื่อว่า เป็นทั้งญาติของเรา เพราะอรรถว่าเป็นที่รักสนิทสนม ชื่อว่า เป็นทั้งเพื่อนของเรา เพราะอยู่ร่วมป่ากับเรา. บทว่า ชีวิกตฺโถ ความว่า เราต้องการเพียงเพื่อเป็นอยู่ จึงไม่อาจจะทิ้งต้นไม้นั้นไปได้.
ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับถ้อยคำของพญานกแขกเต้านั้นแล้วทรงยินดีตรัสสรรเสริญ ประสงค์จะประทานพร จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า :-
ความเป็นเพื่อน ความไมตรี ความสนิท สนมกัน ท่านได้ทำไว้เป็นพยานดีแล้ว ถ้าท่าน ชอบใจธรรมนั้น ท่านก็เป็นผู้ควรที่วิญญูชน ทั้งหลายพึงสรรเสริญ. ดูก่อนพญานกแขกเต้า ผู้ชาติวิหคมีปีก เป็นยาน มีคอโค้งเป็นสง่า เรานั้นจะให้พรแก่ ท่าน ท่านจงเลือกเอาพร ตามที่ใจปรารถนา เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ ความว่า ท่านได้ทำไว้เป็นพยานดีแล้ว ด้วยความร่าเริง. บทว่า เมตฺติ สํสติ สนฺถโว ได้แก่ความเป็นเพื่อน ความไมตรี และความสนิทสนมในท่ามกลางบริษัทความไมตรีดังว่านี้ใด อันท่านได้ทำไว้ดีแล้ว คือทำไว้ดีนักแล้ว ได้แก่ทำไว้ประเสริฐแล้วเทียว. บทว่า สเจตํ ธมฺมํ ความว่า ถ้าท่านชอบใจธรรม คือความไมตรีนั้น. บทว่า วิชานตํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็เป็นผู้ควรที่วิญญูชนทั้งหลายพึงสรรเสริญ. บทว่า โส เต คือเรานั้นจะให้พรแก่ท่าน. บทว่า วรสฺสุ เท่ากับ อิจฺฉ แปลว่า จงปรารถนา. บทว่า มนสิจฺฉสิ ความว่า ท่านปรารถนาพรอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยใจ เราจะให้พรนั้นทั้งหมดแก่ท่าน.
พญานกแขกเต้า เมื่อจะเลือกรับพร ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :ข้าแต่พญาหงส์ ถ้าท่านจะให้พรแก่ ข้าพเจ้าไซร้ ก็ขอให้ต้นไม้นี้พึงได้มีอายุต่อไป ต้นไม้นั้นจงมีกิ่ง มีผลงอกงามดี มีผลมีรส หวานเหมือนน้ำผึ้ง ตั้งอยู่อย่างสง่างามเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาขวา คือจงสมบูรณ์ด้วยกิ่ง. บทว่า ผลิมา คือจงประกอบด้วยกิ่งที่มีผล. บทว่า สํวิรูฬฺโห คือจงมีใบงอกงามโดยชอบ ได้แก่ จงสมบูรณ์ด้วยใบอ่อน. บทว่า มธุตฺถิโก คือจงมีผลมีรสหวาน เหมือนน้ำหวานดุจน้ำผลในผลมะซาง ซึ่งมีอยู่โดยธรรมชาติ ฉะนั้น.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะประทานพรแก่พญานกแขกเต้านั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
ดูก่อนสหาย ท่านจงดูต้นไม้นั้น ซึ่งมี ผลมากมาย ขอให้ท่านจงอยู่ร่วมกับต้นมะเดื่อ ของท่าน ขอให้ต้นมะเดื่อนั้นจงมีกิ่งก้าน มีผล งอกงามดี มีผลมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง ตั้งอยู่ อย่างสง่างามเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหาว เต โหตุ อุทุมฺพเรน ความว่า การอยู่ร่วมโดยความเป็นอันเดียวกันด้วยต้นมะเดื่อ จงมีแก่ท่าน.
ก็แหละ ท้าวสักกเทวราช ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็กลายเพศหงส์กลับเป็นท้าวสักกเทวราชตามเดิม แสดงอานุภาพของพระองค์กับนางสุชาดา เอาพระหัตถ์วักน้ำจากแม่น้ำคงคามาประพรมตอไม้มะเดื่อทันใดนั้น ต้นมะเดื่อซึ่งสมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ มีผลอันอร่อย ก็ตั้งขึ้นยืนต้นอยู่อย่างงามสง่า เหมือนมุณฑมณีบรรพ ฉะนั้น พญานกแขกเต้าเห็นดังนั้นแล้ว เกิดโสมนัส เมื่อจะสรรเสริญท้าวสักกเทวราชได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอให้พระองค์ทรง พระเจริญสุข พร้อมกับพระญาติทั้งปวง เหมือน ข้าพระบาท มีความสุขเพราะรู้เห็นต้นไม้ ผลิตผลในวันนี้ ฉะนั้นเถิด.
ส่วนท้าวสักกเทวราช ครั้นประทานพรแก่พญานกแขกเต้านั้นแล้ว ทรงทำต้นมะเดื่อให้มีผลเรื่อยไป แล้วเสด็จกลับวิมานของพระองค์พร้อมกับนางสุชาดา
พระศาสดาได้ทรงวางอภิสัมพุทธคาถา ที่ให้แสดงถึงเนื้อความนั้นไว้ในตอนสุดท้ายว่า :-
ท้าวสักกเทวราชประทานพร แก่พญานกแขกเต้า ทำต้นไม้ให้มีผลแล้ว พาพระมเหสีเสด็จกลับเทพนันทนวัน.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วตรัสว่านี่แหละเธอ โบราณกบัณฑิตแม้เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานยังไม่โลภอาหารเธอบวชในศาสนาเห็นปานนี้ ไฉนจึงยังโลภอาหารอยู่ เธอจงไปอยู่ในที่นั่นแหละ ดังนี้ แล้วทรงสอนพระกรรมฐานแก่ภิกษุนั้น ครั้นเธอไปอยู่ที่นั้นแล้ว เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัต พระพุทธองค์ทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะในบัดนี้ พระยานกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามหาสุวราชชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๖๓๐–๖๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
นวกนิบาตชาดก ๕๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Mahāsuvarājajātakaṃ
dumo yadā hotīti idaṃ satthā jetavane viharanto aññataraṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.
So kira satthu santike kammaṭṭhānaṃ gahetvā kosalajanapade aññataraṃ paccantagāmaṃ upanissāya araññe vihāsi. Manussā tassa rattiṭṭhānadivāṭṭhānādīni sampādetvā gamanāgamanasampannaṭṭhāne senāsanaṃ katvā sakkaccaṃ upaṭṭhahiṃsu. Tassa vassūpagatassa paṭhamamāseyeva so gāmo jhāyi. Manussānaṃ bījamattampī avasiṭṭhaṃ nāhosi. Te tassa paṇītapiṇḍapātaṃ dātuṃ nāsakkhiṃsu. So sappāyasenāsanepi piṇḍapātena kilamanto maggaṃ vā phalaṃ vā nibbattetuṃ nāsakkhi. Atha naṃ temāsaccayena satthāraṃ vandituṃ āgataṃ satthā paṭisanthāraṃ katvā kacci bhikkhu pīṇḍapātena na kilantosi senāsanaṃ sappāyaṃ ahosīti pucchi. So tamatthaṃ ārocesi. Satthā tassa taṃ senāsanaṃ sappāyanti ñatvā bhikkhu samaṇena nāma senāsanasappāye sati loluppacāraṃ pahāya kiñcideva yathāladdhaṃ paribhuñjitvā santuṭṭhena samaṇadhammaṃ kātuṃ vaṭṭati porāṇakapaṇḍitā tiracchānayoniyaṃ nibbattetvā attano nivāsanarukkhe sukkhacuṇṇaṃ khādantāpi loluppacāraṃ pahāya santuṭṭhā mittadhammaṃ abhinditvā aññattha na agamiṃsu tvaṃ kasmā pīṇḍapāto paritto lūkhoti sappāyasenāsanaṃ pariccajīti Vatvā tena yācito atītaṃ āhari
atīte kira himavante gaṅgātīre ekasmiṃ udumbaravane anekasata- sahassā suvakā vasiṃsu. Tattheko suvarājā attano nivāsanarukkhassa phalesu khīṇesu yadeva avasiṭṭhaṃ hoti aṅkuro vā patto vā taco vā papaṭikā vā taṃ khāditvā gaṅgāya pānīyaṃ pivitvā paramappiccho santuṭṭho hutvā aññattha na gacchati. Tassa paramappicchasantuṭṭha- bhāvaguṇena sakkassa bhavanaṃ kampi. Sakko āvajjamāno taṃ disvā tassa vīmaṃsanatthaṃ attano ānubhāvena taṃ rukkhaṃ sukkhāpesi. Rukkho khāṇukamatto hutvā chiddāvachiddo vātena paharanto ākoṭiya- māno viya aṭṭhāsi. Tassa chiddehi cuṇṇāni nikkhamanti. Suvarājā tāni cuṇṇāni khāditvā gaṅgāyaṃ pānīyaṃ pivitvā aññattha agantvā vātātapaṃ agaṇetvā udumbarakhāṇukamatthake nisīdati. Sakko tassa paramappicchabhāvaṃ ñatvā mittadhamme guṇaṃ kathāpetvā varamassa datvā udumbaraṃ amataphalaṃ karitvā āgamissāmīti eko haṃsarājā hutvā sujaṃ asurakaññaṃ purato katvā taṃ udumbaravanaṃ gantvā avidūre ekassa rukkhassa sākhāya nisīditvā tena saddhiṃ kathaṃ samuṭṭhāpento paṭhamaṃ gāthamāha
dumo yadā hoti phalūpapanno
bhuñjanti naṃ vihaṅgamā sampatantā
khīṇanti ñatvāna dumaṃ phalaccayena
disodisaṃ yanti tato vihaṅgamāti.
Tassattho suvarāja rukkho nāma yadā phalasampanno hoti tadā taṃ sākhato sākhaṃ sampatantā vihaṅgamā bhuñjanti taṃ pana khīṇaṃ ñatvā phalānaṃ accayena tato rukkhato disodisaṃ vihaṅgamā gacchantīti.
Evañca pana vatvā tato uyyojetuṃ dutiyaṃ gāthamāha
cara cārikaṃ lohitatuṇḍa mā mari
kiṃ tvaṃ suva sukkhadumamhi jhāyasi
tadiṅgha brūhi vassantasannibha
kasmā suva sukkhadumaṃ na riñcasīti.
Tattha jhāyasīti kiṃkāraṇā sukkhakhāṇumatthake jhāyanto pajjhāyanto tiṭṭhasi. Iṅghāti codanatthe nipāto. Vassantasannibhāti vassantakāle vanasaṇḍo subhaguṇasamākiṇṇo viya nīlobhāso hoti tena taṃ vassantasannibhāti ālapati. Na riñcasīti na chaḍḍesi.
Atha naṃ suvarājā ahaṃ haṃsa attano kataññūkataveditāya imaṃ na jahāmīti vatvā dve gāthā abhāsi
ye ve sakhīnaṃ sakhāro bhavanti
pāṇāccaye sukkharukkhesu haṃsa
khīṇaṃ akhīṇanti na taṃ jahanti
santo sataṃ dhammamanussaranto.
Sohaṃ sataṃ aññatarosmi haṃsa
ñātī ca me hoti sakhā ca rukkho
Taṃ nussahe jīvikattho pahātuṃ
khīṇanti ñatvāna na hesa dhammoti.
Tattha ye ve sakhīnaṃ sakhāro bhavantīti ye ca sahāyānaṃ sahāyā honti. Khīṇaṃ akhīṇanti paṇḍitā nāma attano sahāyabhogaparikkhayena khīṇampi na jahanti. Sataṃ dhammamanussarantoti paṇḍitānaṃ paveṇiṃ anussaramāno. Ñātī ca meti haṃsarāja ayaṃ rukkho sampiyāyanaṭṭhena mayhaṃ ñāti ca sahavaṇṇacaraṇatāya sakhā ca. Jīvikatthoti tamahaṃ jīvikāya atthiko hutvā pahātuṃ na sakkomi.
Sakko tassa kathaṃ sutvā tuṭṭho pasaṃsitvā varaṃ dātukāmo dve gāthā abhāsi
sādhu sakkhi kataṃ hoti metti saṃsati santhavo
sacetaṃ dhammaṃ rocesi pāsaṃsosi vijānataṃ.
So te suva varaṃ dammi pattayāna vihaṅgama
varaṃ varassu vaṅkaṅga yaṃkiñci manasicchasīti.
Tattha sādhūti sampahaṃsanena sādhu sakkhi kataṃ hoti. Metti saṃsati santhavoti sakhībhāvo ca metti ca parisamajjha santhavo cāti yaṃ metti kataṃ sādhu hoti laddhakaṃ bhaddakameva. Sacetaṃ dhammanti sace etaṃ mettidhammaṃ. Vijānatanti evaṃ sante viññūnaṃ pasaṃsi- tabbayuttakosīti attho. So teti so ahaṃ tuyhaṃ. Varassūti iccha. Manasicchasīti yaṃkiñci manasā icchasi sabbaṃ taṃ dadāmi teti. Suvarājā varaṃ varanto sattamaṃ gāthamāha
varañca me haṃsa bhavaṃ dadeyya
ayaṃ hi rukkho punavāyu labbhe
so sākhavā phalimā saṃvirūḷho
madhutthiko tiṭṭhatu sobhamānoti.
Tattha sākhavāti sākhāsampanno. Phalimāti phalinīhi sākhāhi upeto. Saṃvirūḷhoti samantato virūḷhapatto taruṇapattasampanno hutvā. Madhutthikoti saṃvijjamānamadhukaphalesu makkhikamadhu viya madhuraphalo hutvāti attho.
Athassa sakko varaṃ dadamāno aṭṭhamaṃ gāthamāha
taṃ passa samma phalimaṃ uḷāraṃ
sahāva te hotu udumbarena
so sākhavā phalimā saṃvirūḷho
madhutthiko tiṭṭhatu sobhamānoti.
Tattha sahāva te hotu udumbarenāti tava udumbarena saddhiṃ saha ekatova vāso hotu.
Evañca pana vatvā attabhāvaṃ vijahitvā attano ca sujāya ca ānubhāvaṃ dassetvā gaṅgāto hatthena udakaṃ gahetvā udumbarakhāṇukaṃ pahari. Tāvadeva sākhāviṭapasampanno madhuraphalo rukkho uṭṭhahitvā muṇḍamaṇipabbato viya vilāsanto aṭṭhāsi. Suvarājā taṃ disvā somanassappatto sakkassa thutiṃ karonto navamaṃ gāthamāha
Evaṃ sakka sukhī hohi saha sabbehi ñātibhi
yathāhamajja sukhito disvāna phalitaṃ dumanti.
Sakkopi tassa varaṃ datvā udumbaraṃ amataphalaṃ katvā saddhiṃ sujātāya attano ṭhānameva gato.
Tamatthaṃ dīpayamānā osāne abhisambuddhagāthā ṭhapitā
suvassa varaṃ datvāna katvāna saphalaṃ dumaṃ
pakkāmi saha bhariyāya devānaṃ nandanaṃ vananti.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā evaṃ bhikkhu porāṇakapaṇḍitā tiracchānayoniyaṃ nibbattetvāpi nilloluppacārā ahesuṃ tvaṃ kasmā evarūpe sāsane pabbajitvā loluppacāraṃ carasi gaccha tattheva vasāhīti kammaṭṭhānamassa kathetvā jātakaṃ samodhānesi. So bhikkhu tattha gantvā vipassanaṃ vaḍḍhento arahattaṃ pāpuṇi. Tadā sakko anuruddho ahosi suvarājā ahamevāti.
Mahāsuvarājajātakaṃ tatiyaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗