กโปตกชาดก
ว่าด้วยคนที่ต้องฉิบหาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๒ · บรรทัด ๒๘๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารปรารภภิกษุผู้มีนิสัยโลเลรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้น โย อตฺถกามสฺส ดังนี้. เรื่องความโลเลของภิกษุนั้น จักแสดงอย่างพิสดารในกากชาดก นวกนิบาต. ก็ในกาลนั้น ภิกษุทั้งหลาย นำภิกษุนั้นมากราบทูลพระศาสดาว่า พระเจ้าข้า ภิกษุนี้ มีนิสัยโลเล. ลำดับนั้น พระบรมศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือภิกษุ ที่เขาว่าเธอมีนิสัยโลเล. ภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า. พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุแม้ในครั้งก่อน เธอก็เป็นคนโลเล สิ้นชีวิตเพราะความโลเลของตน แม้บัณฑิตผู้อาศัยเธอ ก็ต้องพลัดพรากจากที่อยู่ไปด้วย แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกพิราบ. ในครั้งนั้น ชาวเมืองพาราณสี พากันแขวนกระเช้าหญ้า ไว้ในที่นั้น ๆ เพื่อให้ฝูงนกอาศัยอยู่อย่างสบาย เพราะความเป็นผู้ใคร่บุญใคร่กุศล. ในครั้งนั้น แม้พ่อครัวของท่านเศรษฐีกรุงพาราณสีก็แขวนกระเช้าหญ้าไว้ภายในโรงครัวกระเช้าหนึ่งเหมือนกัน. นกพิราบผู้โพธิสัตว์ ได้เข้าอยู่ในกระเช้านั้น. รุ่งเช้าก็บินออกเที่ยวหากิน ต่อเย็นจึงบินกลับมาหลับนอนในโรงครัวนั้นเป็นดังนี้ตลอดกาล. อยู่มาวันหนึ่ง กาตัวหนึ่งบินข้ามโรงครัวไป สูดกลิ่นตลบอบอวนของรสเปรี้ยว รสเดิมและปลาเนื้อ ก็เกิดความโลภขึ้นคิดว่า จักอาศัยใครหนอ จึงจักได้ปลาและเนื้อนี้ คิดแล้วก็จับอยู่ณ ที่ไม่ไกล คอยสอดส่ายหาลู่ทาง พอเย็นก็เห็นนกพระโพธิสัตว์บินมา แล้วเข้าไปสู่โรงครัว ก็เลยได้คิดว่า ต้องอาศัยนกพิราบนี้ถึงจักได้กินเนื้อ ครั้นรุ่งขึ้นก็บินมาแต่เช้า ในเวลาที่พระโพธิสัตว์บินออกไปหากิน ก็บินตามไปข้างหลัง ๆ. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะกาว่า สหาย เหตุไรท่านจึงเที่ยวบินตามเรา. กาตอบว่า นาย ข้าพเจ้าชอบใจกิริยาของท่าน ตั้งแต่บัดนี้ไป ข้าพเจ้าขอปรนนิบัติท่าน. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า พวกท่านมีอาหารอย่างหนึ่ง พวกเรามีอาหารอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน การปรนนิบัติของพวกท่าน ท่านกระทำได้ยาก กาตอบว่า " นาย เวลาท่านบินไปหากิน ข้าพเจ้าก็บินไปหากิน บินไปกับท่าน " พระโพธิสัตว์กล่าว ดีแล้ว ขอท่านพึงเป็นผู้ไม่ประมาทอย่างเดียว. พระโพธิสัตว์กล่าวสอนกาอย่างนี้แล้ว ก็เที่ยวแสวงหาอาหาร กินอาหารมีพืชพรรณติณชาติ เป็นต้น ก็ในเวลาที่พระโพธิสัตว์กำลังหากิน กาก็บินไปพบกองขี้วัวจึงคุ้ย แล้วจิกกินตัวหนอน พอเต็มกระเพาะก็มาสู่สำนักพระโพธิสัตว์ พลางกล่าวว่า "นาย ท่านเที่ยวเกินเวลา การทำตนให้ได้นามว่า เป็นผู้ตะกละตะกลามหาควรไม่" ดังนี้แล้วเข้าไปสู่โรงครัว พร้อมกับพระโพธิสัตว์ ผู้หาอาหารกินแล้วก็บินมาในเวลาเย็น. พ่อครัวกล่าวว่า นกพิราบของเราพาตัวอื่นมา ดังนี้แล้วก็แขวนกระเช้าให้กาบ้าง ตั้งแต่นั้นก็อยู่ด้วยกัน เป็นสองตัว. อยู่มาวันหนึ่ง คนทั้งหลายนำปลาและเนื้อ มาให้ท่านเศรษฐีเป็นจำนวนมาก. พ่อครัวก็รับมาแขวนไว้ในโรงครัวกาเห็นแล้ว ก็เกิดความโลภ คิดในใจว่า พรุ่งนี้เราไม่หากินละจะกินปลาและเนื้อนี้แหละ แล้วก็นอนแซ่วอยู่ตลอดทั้งคืน. รุ่งเช้าพระโพธิสัตว์จะไปหากิน ก็เรียกว่า มาเถิดกาผู้เป็นสหาย. กาตอบว่า "นาย ท่านไปเถิด ข้าพเจ้ากำลังปวดท้อง" พระโพธิสัตว์กล่าวว่า สหายเอ๋ย ธรรมดาโรคปวดท้องไม่เคยเป็นแก่พวกกาเลย แต่ไหนแต่ไรมา ในยามทั้ง ๓ ตลอดราตรี กาย่อมหิวทุก ๆยาม ถึงจะกลืนกินไส้ประทีปเข้าไป กาก็จะอิ่มอยู่ชั่วครู่หนึ่งชะรอยท่านจักอยากกินปลาและเนื้อนี้ มาเถิดขึ้นชื่อว่าของกินของมนุษย์เป็นของที่พวกท่านไม่ควรกิน อย่าทำเช่นนี้เลย ไปหากินด้วยกันกับเราเถิด. กาตอบว่า นาย ข้าพเจ้าไม่สามารถจะไปได้. พระโพธิสัตว์จึงเตือนว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจักต้องรับสนองกรรมของตน ท่านอย่าลุอำนาจความโลภ จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดังนี้แล้วก็บินไปหากิน. พ่อครัวก็ปรุงอาหารต่าง ๆ ชนิดด้วยปลาและเนื้อ มีประการต่าง ๆ เสร็จแล้วก็เปิดภาชนะไว้หน่อยหนึ่ง เพื่อให้ไอระเหยไปให้หมด วางกระชอนไว้บนภาชนะอีกทีหนึ่ง แล้วก็ออกไปข้างนอก ยืนเช็ดเหงื่ออยู่. ขณะนั้นกาก็โผล่ศีรษะขึ้นมาจากกระเช้า มองดูโรงครัวทั่วไป รู้ว่าพ่อครัวออกไปข้างนอก จึงคิดว่า บัดนี้ความปรารถนาของเรา สมประสงค์แล้ว เราอยากจะกินเนื้อ จะกินเนื้อชิ้นใหญ่ หรือเนื้อชิ้นเล็กดีหนอ. ครั้นแล้วก็เล็งเห็นว่า ธรรมดาเนื้อชิ้นเล็ก ๆ เราไม่อาจกินให้เต็มกระเพาะได้รวดเร็ว เราจะต้องคว้าก้อนใหญ่ ๆมาทิ้งไว้ในกระเช้า นอนขยอกจึงจะดี. แล้วก็โผออกจากกระเช้าลงไปแอบอยู่ใกล้กระชอน. เสียงกระชอนดังกริ๊ก ๆ. พ่อครัวฟังเสียงนั้นแล้วนึกว่า นั่นเสียงอะไรหนอ ? กลับเข้าไปดู เห็นกาแล้วก็ดำริว่า การะยำตัวนี้มุ่งจะกินเนื้อทอดของมหาเศรษฐี ก็ตัวเราต้องอาศัยท่านเศรษฐีเลี้ยงชีวิต มิใช่อาศัยกาพาลตัวนี้ จะเอามันไว้ใย ? แล้วปิดประตู ต้อนจับกาได้ ถอนขนเสียหมดตัวเอาขิงสดโขลกเคล้ากับเกลือป่น คลุกกับเนยเปรี้ยวทาจนทั่วตัวกานั้น แล้วเหวี่ยงลงไปในกระเช้าของมัน. กาเจ็บแสบแสนสาหัสนอนหายใจแขม่วอยู่. ครั้นเวลาเย็นพระโพธิสัตว์บินกลับมา เห็นกาประสบความฉิบหาย จึงพูดว่า ดูก่อนเจ้ากาโลเล เจ้าไม่เชื่อฟังคำของเรา อาศัยความโลภของเจ้าเป็นเหตุ จึงต้องประสบทุกข์อย่างใหญ่หลวง ดังนี้.แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :บุคคลใด เมื่อท่านผู้หวังดีมีความเอ็นดูจะเกื้อกูล กล่าวสอนอยู่ มิได้กระทำตามคำสอนบุคคลนั้นจะต้องนอนระทมเหมือนกาไม่กระทำตามถ้อยคำของนกพิราบ ตกไปในเงื้อมมือของอมิตร นอนหายใจระทวยอยู่ ฉะนั้น. ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กโปตกสฺส วจนํ อกตฺวา ความว่า ไม่เชื่อฟังคำสอนที่มุ่งประโยชน์ของนกพิราบ. บทว่า อมิตฺตหตฺถตถคโตว เสติ ความว่า บุคคลนั้นจึงถึงความวอดวายใหญ่หลวง นอนระทมอยู่ เหมือนกาตัวนี้ตกไปสู่เงื้อมมือของอมิตร คือบุคคลผู้จะกระทำความฉิบหายให้ และก่อให้เกิดทุกข์. พระโพธิสัตว์กล่าวคาถานี้แล้ว คิดว่า บัดนี้เราก็ไม่อาจอยู่ในที่นี้ได้ จึงบินไปอยู่ที่อื่น แม้กาก็สิ้นชีวิตอยู่ในกระเช้านั้นเอง พ่อครัว จึงเอามันไปทั้งกระเช้า ทิ้งเสียที่กองขยะ. แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุ มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เธอเป็นคนโลเล แม้ในปางก่อนก็เป็นผู้โลเลเหมือนกัน ก็และถึงแม้บัณฑิตทั้งหลาย อาศัยความโลเลของเธอนั้น ก็ต้องพลอยออกจากที่อยู่ของตนไปด้วย ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศอริยสัจ. ในเวลาจบการประกาศอริยสัจ ภิกษุนั้น บรรลุอนาคามิผล. พระบรมศาสดา ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า กาในครั้งนั้น เป็นภิกษุผู้โลเลในครั้งนี้นกพิราบในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากโปตกชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๑๖–๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ กโปตชาตกํ
โย อตฺถกามสฺสาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ โลลภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺส โลลภาโว นวนิปาเต กากชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ ตทา ปน ตํ ภิกฺขุํ อยํ ภนฺเต ภิกฺขุ โลโลติ สตฺถุ อาโรเจสุํ ฯ อถ นํ สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ โลโลติ ปุจฺฉิ ฯ อาม ภนฺเตติ ฯ สตฺถา ปุพฺเพปิ ตฺวํ ภิกฺขุ โลโล โลลการณา ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต ปณฺฑิตาปิ ตํ นิสฺสาย อตฺตโน วสนฏฺฐานา ปริหีนาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ปาราวตโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ ตทา พาราณสีวาสิโน ปุญฺญกามตาย ตสฺมึ ตสฺมึ ฐาเน สกุณานํ สุขวสนตฺถาย ถุสปจฺฉิโย โอลมฺพนฺติ ฯ ตทา พาราณสีเสฏฺฐิโนปิ ภตฺตการโก อนฺโตมหานเส เอวํ ถุสปจฺฉึ โอลมฺเพตฺวา ฐเปสิ ฯ โพธิสตฺโต ตตฺถ วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส ปาโตว นิกฺขมิตฺวา โคจเร จริตฺวา สายํ อาคนฺตฺวา ตตฺถ วสนฺโต กาลํ เขเปสิ ฯ อเถกทิวสํ เอโก กาโก มหานสมตฺถเกน คจฺฉนฺโต อมฺพิลานมฺพิลมจฺฉมํสานํ ธูปนวาสํ ฆายิตฺวา โลภํ อุปฺปาเทตฺวา กึ นุ โข นิสฺสาย อิมํ มจฺฉมํสํ ลภิสฺสามีติ อวิทูเร นิสีทิตฺวา ปริคฺคณฺหนฺโต สายํ โพธิสตฺตํ อาคนฺตฺวา มหานสํ ปวิสนฺตํ ทิสฺวา อิมํ ปาราวตํ นิสฺสาย มํสํ ลภิสฺสามีติ ปุนทิวเส ปาโตว อาคนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส นิกฺขมิตฺวา โคจรคหณตฺถาย คมนกาเล ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อคมาสิ ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต กสฺมา ตฺวํ สมฺม อมฺเหหิ สทฺธึ จรสีติ อาห ฯ สามิ ตุมฺหากํ กิริยา มยฺหํ รุจฺจติ อิโต ปฏฺฐาย ตุมฺเห อุปฏฺฐหิสฺสามีติ ฯ สมฺม ตุมฺเห อญฺญโคจรา มยํ อญฺญโคจรา ตุมฺเหหิ ตุมฺหากํ อุปฏฺฐานํ ทุกฺกรนฺติ ฯ สามิ ตุมฺหากํ โคจรํ คตกาเล อหมฺปิ โคจรํ คเหตฺวา ตุมฺเหหิ สทฺธึเยว คมิสฺสามีติ ฯ สาธุ เกวลํ เต อปฺปมตฺตเกน ภวิตพฺพนฺติ เอวํ โพธิสตฺโต กากํ โอวทิตฺวา โคจเร จรนฺโต ติณพีชาทีนิ ขาทติ ฯ โพธิสตฺตสฺส ปน โคจรคหณกาเล กาโก คนฺตฺวา โคมยปิณฺฑํ อปเนตฺวา ปาณเก ขาทิตฺวา อุทรํ ปูเรตฺวา โพธิสสฺตสฺส สนฺติกํ อาคนฺตฺวา สามิ ตุมฺเห อติเวลํ จรถ อติพหุภกฺเขน นาม ภวิตุํ น วฏฺฏตีติ วตฺวา โพธิสตฺเตน โคจรํ คเหตฺวา สายํ อาคจฺฉนฺเตน สทฺธึเยว มหานสํ ปาวิสิ ฯ ภตฺตการโก อมฺหากํ กโปโต อญฺญํปิ คเหตฺวา อาคโตติ วตฺวา กากสฺสาปิ ปจฺฉึ ฐเปสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เทฺว ชนา วสนฺติ ฯ
อเถกทิวสํ เสฏฺฐิสฺส พหุํ มจฺฉมํสํ อาหรึสุ ฯ ตํ อาทาย ภตฺตการโก มหานเส ตตฺถ ตตฺถ โอลคฺเคสิ ฯ กาโก ตํ ทิสฺวา โลภํ อุปฺปาเทตฺวา เสฺว โคจรภูมึ อคนฺตฺวา มยา อิทเมว ขาทิตพฺพนฺติ รตฺตึ นิฏฐุนนฺโต นิปชฺชิ ฯ ปุนทิวเส โพธิสตฺโต โคจราย คจฺฉนฺโต เอหิ สมฺม กากาติ อาห ฯ สามิ ตุมฺเห คจฺฉถ มยฺหํ กุจฺฉิโรโค อตฺถีติ ฯ สมฺม กากานํ กุจฺฉิโรโค นาม น กทาจิ ภูตปุพฺโพ รตฺตึ ตีสุ ยาเมสุ เอเกกสฺมึ ยาเม มุจฺฉิตา โหนฺติ ทีปวฏฺฏิคิลิตกาเล ปน เตสํ มุหุตฺตํ ติตฺติ โหติ ตฺวํ อิมํ มจฺฉมํสํ ขาทิตุกาโม ภวิสฺสสิ เอหิ มนุสฺสปริโภโค นาม ตุมฺหากํ อปริภุญฺชิโย มา เอวรูปํ อกาสิ มยา สทฺธึเยว โคจราย คจฺฉาหีติ ฯ น สกฺโกมิ สามีติ ฯ เตนหิ ปญฺญายิสฺสสิ สเกน กมฺเมน โลภวสํ อคนฺตฺวา อปฺปมตฺโต โหหีติ ตํ โอวทิตฺวา โพธิสตฺโต โคจราย คโต ฯ ภตฺตการโก นานปฺปการํ มจฺฉมํสวิกตึ สมฺปาเทตฺวา อุสุมํ นิพฺพาปนตฺถํ ภาชนานิ โถกํ วิวริตฺวา รสปริสฺสาวนกโรฏึ ภาชนมตฺถเก ฐเปตฺวา พหิ นิกฺขมิตฺวา เสทํ ปุญฺฉมาโน อฏฺฐาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ กาโก ปจฺฉิโต สีสํ อุกฺขิปิตฺวา ภตฺตเคหํ โอโลเกนฺโต ตสฺส นิกฺขนฺตภาวํ ญตฺวา อยนฺทานิ มยฺหํ มโนรถํ ปูเรตฺวา มํสํ ขาทิตุกาโม กินฺนุ โข มหามํสํ ขาทามิ อุทาหุ จุณฺณิกํ มํสนฺติ จินฺเตตฺวา จุณฺณิกมํเสน นาม ขิปฺปํ กุจฺฉึ ปูเรตุํ น สกฺกา มหนฺตํ มํสขณฺฑํ อาหริตฺวา ปจฺฉิยํ นิกฺขิปิตฺวา ขาทมาโน นิปชฺชิสามีติ ปจฺฉิโต อุปฺปติตฺวา รสกโรฏิยํ นิลียิ ฯ โส กิรีติ สทฺทมกาสิ ฯ ภตฺตการโก ตํ สทฺทํ สุตฺวา กินฺนุ โข เอตนฺติ ปวิฏฺโฐ กากํ ทิสฺวา อยํ ทุฏฺฐกาโก มหาเสฏฺฐิโน ปกฺกมํสํ ขาทิตุกาโม อหํ โข ปน เสฏฺฐึ นิสฺสาย ชีวามิ น อิมํ พาลํ กึ เม อิมินาติ ทฺวารํ ปิธาย กากํ คเหตฺวา สกลสรีเร ปตฺตานิ ลุญฺจิตฺวา อลฺลสิงฺคิเวรํ โลณชีรกาย โกฏฺเฏตฺวา อมฺพิลตกฺเกน อาโลเฬตฺวา เตนสฺส สกลสรีรํ มกฺเขตฺวา ตํ กากํ ปจฺฉิยํ ขิปิ ฯ โส อธิมตฺตาย เวทนายาภิภูโต นิฏฺฐุนนฺโต นิปชฺชิ ฯ โพธิสตฺโต สายํ อาคนฺตฺวา ตํ พฺยสนปฺปตฺตํ ทิสฺวา โลลกาก มม วจนํ อกตฺวา ตว โลภํ นิสฺสาย มหาทุกฺขํ ปตฺโตสีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
โย อตฺถกามสฺส หิตานุกมฺปิโน
โอวชฺชมาโน น กโรติ สาสนํ
กโปตกสฺส วจนํ อกตฺวา
อมิตฺตหตฺถตฺถคโตว เสตีติ ฯ
ตตฺถ กโปตกสฺส วจนํ อกตฺวาติ ปาราวตสฺส หิตานุสาสนึ วจนํ อกตฺวา ฯ อมิตฺตหตฺถตฺถคโตว เสตีติ อมิตฺตานํ อนตฺถการกานํ ทุกฺขุปฺปาทกปุคฺคลานํ หตฺถปถํ คโต อยํ กาโก วิย โส ปุคฺคโล มหนฺตํ พฺยสนํ ปตฺวา อนุโสจมาโน เสตีติ ฯ
โพธิสตฺโต อิมํ คาถํ วตฺวา อิทานิ มยาปิ อิมสฺมึ ฐาเน น สกฺกา วสิตุนฺติ อญฺญตฺถ คโต ฯ กาโกปิ ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต ฯ อถ นํ ภตฺตการโก สทฺธึ ปจฺฉิยา คเหตฺวา สงฺการฏฺฐาเน ฉฑฺเฑสิ ฯ
สตฺถาปิ น ตฺวํ ภิกฺขุ อิทาเนว โลโล ปุพฺเพปิ โลโลเยว ตญฺจ ปน เต โลลํ นิสฺสาย ปณฺฑิตาปิ สกมฺหา อาวาสา ปริหีนาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ อนาคามิผลํ ปตฺโต ฯ สตฺถา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กาโก โลลภิกฺขุ อโหสิ ปาราวโต อหเมวาติ ฯ
กโปตชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗