ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. หริตจชาดก
ชาดกที่ ๔๓๑ · นวกนิบาตชาดก

หริตจชาดก

ว่าด้วยกิเลสที่มีกำลังกล้า

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๔๖ · บรรทัด ๕๒๑๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากหริตจชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุตเมตํ มหาพฺรหเม ดังนี้.

ความย่อมีว่า ภิกษุรูปนั้นเห็นมาตุคามคนหนึ่งแต่งตัวสวยงามเกิดความกระสัน ปล่อยผมเล็บและหนวดไว้จนยาวอยากจะสึก พระอุปัชฌาย์อาจารย์แนะนำก็ไม่พอใจ พระศาสดาตรัสถามว่า จริงหรือภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสัน ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้าข้าจึงตรัสถามว่า เหตุไรเธอจึงกระสัน เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า กระสันด้วยอำนาจกิเลส และได้เห็นมาตุคามแต่งตัวสวยงามพระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมดากิเลสย่อมไม่มีความชื่นบาน เพราะขจัดคุณความดี มีแต่จะให้ตกนรก และกิเลสนั้นทำไมจักไม่ทำให้เธอลำบากเล่า มีแรงพัดเขาสิเนรุ ทำไมจักไม่พัดใบไม้เก่า ๆ ให้กระจัดกระจายได้แม้พระมหาบุรุษผู้วิสุทธิชาติได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ดำเนินตามรอยพระโพธิญาณ เพราะอาศัยกิเลสชนิดนี้ จึงไม่อาจจะดำรงสติอยู่ได้ยังต้องเสื่อมไปจากฌาน. ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในนครพาราณสี. พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิในนิคมแห่งหนึ่ง มารดาบิดาได้ขนานนามให้พระองค์ว่า หาริตกุมารเพราะพระองค์มีผิวเหลืองดังทอง กุมารนั้นครั้นเจริญวัยแล้วสำเร็จการศึกษาที่เมืองตักกศิลา รวบรวมทรัพย์ไว้ ครั้นมารดาบิดาล่วงลับไปแล้วได้ตรวจตราดูทรัพย์สมบัติได้ความคิดขึ้นว่า ทรัพย์เท่านั้นที่ยังปรากฏอยู่ส่วนผู้ทำให้ทรัพย์เกิดขึ้นหาปรากฏอยู่ไม่ แม้เราก็จะต้องแหลกละเอียดไปในปากแห่งความตาย ดังนี้ กลัวต่อมรณภัย ได้ให้ทานเป็นการใหญ่แล้วเข้าไปยังหิมวันตประเทศบวชเป็นฤาษี ในวันที่ ๗ ได้อภิญญา ๕และสมาบัติ ๘ มีเผือกมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร ดำรงชีพอยู่ในที่นั้นเป็นเวลานาน ต้องการจะเสพอาหารที่มีรสเค็ม รสเปรี้ยว จึงลงจากบรรพตไปโดยลำดับ ถึงพระนครพาราณสี เข้าไปอยู่ในสวนหลวง วันรุ่งขึ้นเที่ยวภิกขาจารในพระนครพระราณสี บรรลุถึงพระลานหลวงพระราชาทอดพระเนตรเห็นดาบสนั้นมีพระทัยเลื่อมใส รับสั่งให้นิมนด์นั่งบนราชบัลลังก์ภายใต้เศวตฉัตร ให้ฉันโภชนะที่มีรสอันเลิศต่าง ๆเมื่อดาบสฉันแล้วอนุโมทนาจบลง พระองค์ยิ่งทรงเลื่อมใสมากขึ้น ตรัสถามว่า พระผู้เป็นเจ้าจะไป ณ ที่ไหน ? เมื่อดาบสถวายพระพรว่าอาตมภาพเที่ยวหาที่จำพรรษามหาบพิตร. จึงตรัสว่า ดีแล้วพระผู้เป็นเจ้า. ครั้นเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว ทรงพาดาบสไปพระราชอุทยาน รับสั่งให้สร้างที่เป็นที่พักกลางคืนและที่เป็นที่พักกลางวันเป็นต้นถวายพระดาบส ให้คนรักษาพระราชอุทยานเป็นผู้คอยปฏิบัติ ทรงอภิวาทแล้วเสด็จกลับ แต่นั้นมา พระมหาสัตว์ได้ฉันที่พระราชมณเฑียรเป็นนิตย์อยู่ตลอด ๑๒ ปี.

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาจะเสด็จไปปราบประเทศชายแดนที่ก่อความไม่สงบขึ้น ทรงมอบหมายพระมหาสัตว์ไว้แก่พระราชเทวีว่า เธอจงอย่าลืมบุญเขตของเราเสีย. แล้วเสด็จไปตั้งแต่นั้น พระราชเทวีได้ทรงอังคาสพระมหาสัตว์ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ครั้นวันหนึ่ง พระนางทรงตกแต่งโภชนะไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อพระดาบสยังช้าอยู่ พระนางจึงสรงสนานด้วยน้ำหอม แล้วทรงนุ่งพระภูษาเลี่ยนเนื้อละเอียด รับสั่งให้เผยสีหบัญชรประทับบนเตียงน้อยให้ลมพัดต้องพระวรกายอยู่ พระมหาสัตว์นุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว ถือภาชนะสำหรับใส่ภิกษา เหาะมาถึงสีหบัณชร พระราชเทวีได้สดับเสียงผ้าคากรองของพระมหาสัตว์ ก็เสด็จลุกขึ้นโดยเร็ว พระภูษาเลื่อนหลุดหล่นลง วิสภาคารมณ์ได้กระทบจักษุพระมหาสัตว์ ทันใดนั้น กิเลสซึ่งหมักดองอยู่ภายในพระมหาสัตว์นั้นหลายแสนโกฏิปี มีอาการยังอสรพิษที่นอนขดอยู่ในข้อง ก็กำเริบขึ้นทำฌานให้อันตรธานไป พระมหาสัตว์ไม่สามารถจะดำรงสติไว้ได้ จึงเข้าไปจับพระหัตถ์พระราชเทวี แล้วทั้งสองก็รูดม่านลงกั้นในทันใดนั้นแล้วเสพโลกธรรมด้วยกัน ครั้นแล้วพระมหาสัตว์ก็ฉันภัตตาหารแล้วเดินไปพระราชอุทยาน ตั้งแต่นั้นมา ก็ได้ทำเช่นนั้นทุก ๆ วัน.

ข่าว ณ ที่พระมหาสัตว์เสพโลกธรรมกับพระราชเทวีได้แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร พวกอำมาตย์ได้ส่งหนังสือไปกราบทูลพระราชาว่า. หาริตดาบสได้ทำอย่างนี้. พระราชามิได้ทรงเชื่อ โดยทรงพระดำริว่าพวกอำมาตย์ประสงค์จะทำลายเรา จึงได้กล่าวอย่างนี้ ครั้นทรงปราบประเทศชายแดนให้สงบลงแล้ว ก็เสด็จกลับพระนครพาราณสี ทรงทำปทักษิณพระนครแล้ว เสด็จไปสำนักพระราชเทวี มีพระดำรัสถามว่าได้ข่าวว่าหาริตดาบสพระผู้เป็นเจ้าของเรา เสพโลกธรรมกับเธอเป็นความจริงหรือ ? พระราชเทวีกราบทูลว่า จริงเพคะ. พระราชายังไม่ทรงเชื่อแม้พระราชเทวีทรงดำริว่า จักถามพระดาบสนั่นเอง. จึงเสด็จไปพระราชอุทยาน นมัสการแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง เมื่อตรัสถามความนั้น ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-

ข้าแต่มหาพรหม โยมได้ยินเขาพูดกัน ว่า พระหาริตดาบสบริโภคกาม คำนี้ไม่เป็นจริง กระมัง ท่านยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่แลหรือ ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กจฺเจตํ เป็นต้น ความว่า คำที่โยมได้ยินว่า พระมหาริตดาบสบริโภคกาม ดังนี้นั้น เป็นคำเปล่า คือเป็นคำไม่จริงกระมัง ท่านยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่แลหรือ ?

พระดาบสคิดว่า เมื่อเราทูลว่า เราไม่ได้บริโภคกาม พระราชานี้ก็จักทรงเชื่อเราเท่านั้น แต่ว่าในโลกนี้ ขึ้นชื่อว่าที่พึ่งที่เช่นกับความสัตย์ไม่มี เพราะว่าผู้ที่ทิ้งความสัตย์เสียแล้ว ย่อมไม่สามารถจะนั่งที่โพธิบัลลังก์บรรลุพระโพธิญาณได้ เราควรกล่าวแต่ความสัตย์เท่านั้น. จริงอยู่ปาณาติบาตก็ดี อทินนาทานก็ดี กาเมสุมิจฉาจารก็ดี สุราบานก็ดี ย่อมมีแก่พระโพธิสัตว์ได้บ้างในฐานะบางอย่าง แต่มุสาวาทที่มุ่งกล่าวให้คลาดเคลื่อนหักประโยชน์เสีย ย่อมไม่มีแก่พระโพธิสัตว์เลยฉะนั้น เมื่อพระดาบสจะกล่าวความสัตย์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระองค์ได้ ทรงสดับถ้อยคำมาแล้วอย่างใด ถ้อยคำนั้น เป็นจริงอย่างนั้น อาตมภาพเป็นผู้หมกมุ่นอยู่ ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง เดินทางผิด แล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โมหเนยฺเยสุ คือ ในกามคุณจริงอยู่ชาวโลกทั้งหลาย ย่อมลุ่มหลงกามคุณ เพราะเหตุนั้น กามคุณท่านจึงเรียกว่า โมหเนยยะ.

พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :ปัญญาที่ละเอียด คิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องบรรเทาราคะที่เกิดขึ้นแล้วของท่านมี ไว้เพื่อประโยชน์อะไร ท่านไม่อาจบรรเทา ความคิดที่แปลกได้. ศัพท์ว่า อทุ ในคาถานั้นเป็นนิบาต.

ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมดาเภสัชย่อมเป็นที่พึ่งของคนไข้ น้ำดื่มเป็นที่พึ่งของคนกระหายน้ำ ก็ปัญญาที่ละเอียดคิดสิ่งที่ดีคือที่เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องบันเทาราคะเกิดขึ้นแล้วของท่านมีไว้เพื่อประโยชน์อะไร ?

บทว่า กึมโน น วิโนทเย ความว่า เหตุไร ? ท่านจึงไม่อาจใช้ปัญญานั้นบันเทาความคิดที่แปลกได้.

ลำดับนั้น หาริตดาบสเมื่อจะแสดงกำลังของกิเลสแก่พระราชาได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-

ข้าแต่มหาบพิตร กิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มทะ เป็นของมี กำลังกล้า หยาบคายในโลก เมื่อกิเลสเหล่า ใดรึงรัดแล้ว ปัญญาก็หยั่งไม่ถึง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยตฺถ เป็นต้น ความว่า เมื่อกิเลสเหล่าใดถึงการรึงรัดแล้ว ปัญญาก็ย่อมไม่ได้การหยั่งถึง คือการตั้งอยู่เหมือนคนตกลงไปในห้วงน้ำใหญ่ ฉะนั้น.

พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๕ ว่า :โยมได้ยกย่องท่านแล้วอย่างนี้ว่า หาริตดาบสเป็นพระอรหันต์ สมบูรณ์ด้วยศีล ประพฤติบริสุทธิ์ เป็นบัณฑิต มีปัญญาแท้.

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า อิติ โน สมฺมโต ความว่าโยมได้ยกย่อง คือได้สรรเสริญท่านแล้วอย่างนี้.

หาริตดาบสได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๖ ต่อจากนั้นว่า :ข้าแต่มหาบพิตร วิตกอันลามก เป็น ไปด้วยการยึดถือนิมิตรว่างาม ประกอบด้วย ความกำหนัด ย่อมเบียดเบียนแม้ผู้มีปัญญา ผู้ยินดี แล้วในคุณธรรมของฤาษี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภา คือ เป็นไปแล้วด้วยการยึดถือนิมิตรว่างาม.

ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะให้หาริตดาบสเกิดอุตสาหะในการละกิเลส จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า :-

ความกำหนัดนี้เกิดในกาย เกิดขึ้นมา แล้วเป็นของทำลายวรรณะของท่าน ท่านจง ละความกำหนัดนั้นเสีย ความเจริญย่อมมีแก่ ท่าน ท่านเป็นผู้อันชนหมู่มากยกย่องแล้วว่า เป็นคนมีปัญญา.

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า วณฺณวิทูสโน ตว คือ เป็นของทำลายสีกายและคุณความดีของท่าน. บทว่า พหุนาสิ ความว่าท่านเป็นผู้อันชนหมู่มากยกย่องแล้วว่าเป็นคนมีปัญญา.

คราวนี้ พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้วกลับได้สติ กำหนดโทษในกามทั้งหลายแล้ว กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-

กามเหล่านั้นทำแต่ความมืดให้ มีทุกข์ มาก มีพิษใหญ่หลวง อาตมภาพจักค้นหามูล รากแห่งกามเหล่านั้น จะตัดความกำหนัด พร้อมเครื่องผูกเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺธกรเณ คือ ชื่อว่าทำแต่ความมืดให้ เพราะทำปัญญาจักขุให้พินาศ. ในบทว่า พหุทุกฺเข นี้ บัญฑิตพึงนำสูตรว่า กามทั้งหลายมีความแช่มชื่นน้อย ดังนี้เป็นต้น มาแสดงถึงความที่กามเหล่านั้นมีทุกข์มาก. บทว่า มหาวิเส คือ ชื่อว่ามีพิษใหญ่หลวง เพราะพิษคือสัมปยุตตกิเลสและพิษคือวิบากเป็นของยิ่งใหญ่.

สองบทว่า เตสํ มูลํ ความว่า อาตมภาพจักค้นหา คือจักแสวงหามูลรากแห่งกามเหล่านั้น เพื่อละกามซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้นเสีย.

ถามว่า ก็อะไรเป็นมูลรากแห่งกามเหล่านั้น ? ตอบว่า อโยนิโสมนสิการ.

บทว่า เฉชฺชํ ราคํ สพนฺธนํ ความว่า ข้าแต่มหาบพิตรบัดนี้ อาตมภาพจักตัดความกำหนัดที่ชื่อว่าเครื่องผูกพัน เพราะเครื่องผูกพันคือศุภนิมิตร โดยประการเสียด้วยดาบคือปัญญา.

ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้วได้ขอพระราชทานโอกาสว่า ข้าแต่มหาบพิตร ขอพระองค์จงประทานโอกาสแก่อาตมาภาพก่อน. แล้วเข้าไปยังบรรณศาลา พิจารณาดวงกสิณ ยังฌานที่เสื่อมแล้วให้เกิดขึ้นอีกออกจากบรรณศาลา นั่งคู้บัลลังก์ในอากาศถวายธรรมเทศนาแด่พระราชา แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร อาตมภาพถูกติเตียนในท่ามกลางมหาชน เพราะเหตุที่มาอยู่ในที่ไม่สมควร ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาท บัดนี้ อาตมภาพจักกลับไปสู่ไพรสณฑ์ให้พ้นจากกลิ่นสตรี. เมื่อพระราชาทรงกรรแสดงปริเทวนาอยู่ ได้ไปสู่หิมวันตประเทศ ไม่เสื่อมจากฌานแล้ว เข้าถึงพรหมโลก.

พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้วทรงทราบเรื่องนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

ครั้นพระหาริตฤาษีกล่าวคำนี้แล้ว มี ความบากบั่นอย่างแท้จริง คลายกามราคะได้ แล้ว ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันได้ดำรงอยู่ในพระอรหัตผลแล้วพระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในบัดนี้ หาริตดาบสในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคตฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาหริตจชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๖๔๙–๖๕๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

นวกนิบาตชาดก · ๔๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Haritacajātakaṃ

sutametaṃ mahābrahmeti idaṃ satthā jetavane viharanto ukkaṇṭhita- bhikkhuṃ ārabbha kathesi.

Taṃ hi bhikkhuṃ ekaṃ alaṅkataṃ mātugāmaṃ disvā ukkaṇṭhitaṃ dīghakesanakhalomaṃ vibbhamitukāmaṃ ācariyupajjhāyehi aruciyā ānitaṃ satthā saccaṃ kira bhikkhu ukkaṇṭhitosīti pucchitvā saccaṃ Bhanteti kiṃkāraṇāti alaṅkataṃ mātugāmaṃ disvā kilesavasena bhanteti vutte bhikkhu kileso nāma guṇaviddhaṃsanato nirassādo niraye nibbattāpeti esa pana kileso kiṃkāraṇā taṃ na kilamessati na hi sineruṃ paharitvā paharaṇavāto purāṇapaṇṇassa lujjati imaṃ hi kilesaṃ nissāya bodhiñāṇassānupadaṃ caramānā pañcābhiññāaṭṭhasamāpattilābhino visuddhamahāpurisāpi satiṃ upaṭṭhapetuṃ asakkontā jhānaṃ antaradhāpesunti vatvā atītaṃ āhari

atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto ekasmiṃ nigame asītikoṭivibhave brāhmaṇakule nibbatti. Kāñcana- chavitāya tassa haritacakumārotissa nāmaṃ kariṃsu. So vayappatto takkasilāyaṃ uggahitasippo kuṭumbaṃ saṇṭhapetvā mātāpitūnaṃ accayena dhanavilokanaṃ katvā dhanameva paññāyati dhanassa uppādakā na paññāyanti mayāpi maraṇamukhe cuṇṇavicuṇṇena bhavitabbanti maraṇabhayabhīto mahādānaṃ datvā himavantaṃ pavisitvā isipabbajjaṃ pabbajitvā sattame divase pañca abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā tattha ciraṃ vanamūlaphalāhāro yāpetvā loṇambilasevanatthaṃ pabbatā otaritvā anupubbena bārāṇasiṃ patvā rājuyyāne vasitvā punadivase bārāṇasiyaṃ bhikkhāya caranto rājaṅgaṇaṃ sampāpuṇi. Rājā taṃ disvā pasannacitto pakkosāpetvā samussitasetachatte rājapallaṅke nisīdā- petvā nānaggarasabhojanaṃ bhojetvā anumodanāvasāne atirekataraṃ pasīditvā kahaṃ bhante gacchathāti pucchitvā vassāvāsaṭṭhānaṃ Upadhāremi mahārājāti vutte sādhu bhanteti bhuttapātarāso taṃ ādāya uyyānaṃ gantvā tassa rattiṭṭhānadivāṭṭhānādīni kārāpetvā uyyānapālaṃ paricārikaṃ katvā datvā vanditvā nikkhami. Mahāsatto tato paṭṭhāya nibaddhaṃ rañño gehe bhuñjanto dvādasa vassāni vasi. Athekadivasaṃ rājā paccantaṃ kupitaṃ vūpasametuṃ gacchanto amhākaṃ puññakkhettaṃ mā pamajjīti mahāsattaṃ deviyā niyyādetvā agamāsi. Tato paṭṭhāya sā mahāsattaṃ sahatthā parivīsati. Athekadivasaṃ sā bhojanaṃ sampādetvā tasmiṃ cirāyamāne gandhodakena nahātvā saṇhamaṭṭhasāṭakaṃ nivāsetvā sīhapañjaraṃ vivarāpetvā sarīre vātaṃ paharāpentī khuddakamañcake nipajji. Mahāsattopi sunivattho supāruto bhikkhābhājanaṃ ādāya ākāsenāgantvā sīhapañjaraṃ sampāpuṇi. Deviyā tassa vākacīrasaddaṃ sutvā vegena uṭṭhahantiyā maṭṭhasāṭako bhassi. Mahāsattassa visabhāgārammaṇe cakkhuṃ paṭihaññi. Athassa anekavassakoṭisatasahassakālaṃ abbhantare nivuṭṭha- kileso karaṇḍake sayitaāsīviso viya uṭṭhahitvā jhānaṃ antaradhāpesi. So satiṃ upaṭṭhapetuṃ asakkonto gantvā deviṃ hatthe gaṇhi. Tāvadeva sāṇiṃ parikkhipiṃsu. So tāya saddhiṃ lokadhammaṃ sevitvā bhuñjitvā uyyānaṃ gantvā tato paṭṭhāya devasikaṃ tatheva akāsi. Tassa tāya saddhiṃ lokadhammapaṭisevanaṃ sakalanagare pākaṭaṃ jātaṃ. Amaccā haritacatāpaso evamakāsīti rañño paṇṇaṃ pahiṇiṃsu. Rājā maṃ bhinditukāmā evaṃ vadantīti asaddahitvā Paccantaṃ vūpasametvā bārāṇasiṃ paccāgantvā nagaraṃ padakkhiṇaṃ katvā deviyā santikaṃ gantvā saccaṃ kira mama ayyo haritacatāpaso tayā saddhiṃ lokadhammaṃ paṭisevīti pucchi. Saccaṃ devāti. So tassāpi asaddahitvā tameva pucchissāmīti uyyānaṃ gantvā vanditvā ekamantaṃ nisīditvā taṃ pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha

sutametaṃ mahābrahme kāme bhuñjati hārito

kaccetaṃ vacanaṃ tucchaṃ kacci suddho irīyasīti.

Tattha kaccetanti kacci etaṃ hārito kāme bhuñjatīti amhehi sutaṃ vacanaṃ tucchaṃ abhūtaṃ kacci tvaṃ suddho iriyasi viharasīti.

So cintesi ayaṃ rājā nāhaṃ paribhuñjāmīti vuttepi mama saddahissateva imasmiṃ pana loke saccasadisī patiṭṭhā nāma natthi ujjhitasaccā hi bodhimūle nisīditvā bodhiṃ pāpuṇituṃ na sakkonti mayā saccameva kathetuṃ vaṭṭatīti. Bodhisattassa hi ekaccesu ṭhānesu pāṇātipātopi adinnādānaṃpi micchācāropi surāpānampi hotiyeva atthabhañjanakaṃ visaṃvādanaṃ purakkhitvā musāvādo nāma na hoti tasmā so saccameva kathento dutiyaṃ gāthamāha

evametaṃ mahārāja yathā te vacanaṃ sutaṃ

kumaggaṃ paṭipannosmi mohaneyyesu mucchitoti.

Tattha mohaneyyesūti kāmaguṇesu. Kāmaguṇe hi lokā muyhanti tasmā mohaneyyāti vuccanti.

Taṃ sutvā rājā tatiyaṃ gāthamāha

adu paññā kimatthiyā nipuṇā sādhucintinī

yāya uppatitaṃ rāgaṃ kiṃmano na vinodayeti.

Tattha adūti nipāto. Idaṃ vuttaṃ hoti bhante gilānassa nāma bhesajjaṃ paṭisaraṇaṃ pipāsitassa pānīyaṃ paṭisaraṇaṃ tumhākaṃ panesā nipuṇā sādhūnaṃ atthānaṃ cintinī paññā kimatthiyā yāya uppatitaṃ rāgaṃ kiṃmano na vinodayeti kiṃcittaṃ vinodetuṃ nāsakkhīti.

Athassa kilesabalaṃ dassento hārito catutthaṃ gāthamāha

cattārome mahārāja loke atibalā bhusā

rāgo doso mado moho yattha paññā na gādhatīti.

Tattha yatthāti yesu pariyuṭṭhānaṃ pattesu mahoghe patito viya paññā gādhaṃ patiṭṭhaṃ na labhati.

Taṃ sutvā rājā pañcamaṃ gāthamāha

arahā sīlasampanno suddho carati hārito

medhāvī paṇḍito ceva iti no sammato bhavanti.

Tattha iti no sammatoti evaṃ amhākaṃ sammato sambhāvito bhāvaṃ.

Taṃ sutvā tato hārito chaṭṭhaṃ gāthamāha

medhāvinampi hiṃsanti isidhammaguṇe rataṃ

vitakkā pāpakā rāja subhā rāgūpasañhitāti.

Tattha subhāti subhanimittaggahaṇena pavattā. Atha naṃ kilesappahāne ussāhento rājā sattamaṃ gāthamāha

uppannāyaṃ sarīrajo

rāgo vaṇṇavidūsano tava

taṃ pajaha bhaddante

bahunāsi medhāvi sammatoti.

Tattha vaṇṇavidūsano tavāti tava sarīravaṇṇassa ca guṇa- vaṇṇassa ca dūsano. Bahunāsīti bahūnaṃ āsi tvaṃ medhāvīti sammato.

Taṃ sutvā tato mahāsatto satiṃ paṭilabhitvā kāmesu ādīnavaṃ sallakkhetvā aṭṭhamaṃ gāthamāha

te andhakaraṇe kāme bahudukkhe mahāvise

tesaṃ mūlaṃ gavesissaṃ chejjaṃ rāgaṃ sabandhananti.

Tattha andhakaraṇeti paññācakkhuvināsanato andhabhāvakare. Bahudukkheti ettha appassādā kāmāti ādīni suttāni āharitvā tesaṃ bahudukkhatā dassetabbā. Mahāviseti sampayuttakilesavisassa ceva vipākavisassa ca mahantatāya mahāvise. Tesaṃ mūlanti te vuttappakāre kāme pahātuṃ tesaṃ mūlaṃ gavesissaṃ pariyesissāmi. Kiṃ pana tesaṃ mūlanti. Ayonisomanasikāro. Chejjaṃ rāgaṃ sabandhananti mahārāja idāni paññākhaggena paharitvā subhanimitta- bandhanena sabandhanaṃ rāgaṃ chindissāmīti.

Idañca pana vatvā mahārāja okāsantāva me karohīti okāsaṃ kāretvā paṇṇalālaṃ pavisitvā kasiṇamaṇḍalaṃ oloketvā Puna naṭṭhaṃ jhānaṃ uppādetvā paṇṇasālato nikkhamitvā ākāse pallaṅkena nisīditvā rañño dhammaṃ desetvā mahārāja ahaṃ aṭṭhāne vuṭṭhakāraṇā mahājanamajjhe garahappatto appamatto hohi puna dāni ahaṃ anitthigandhavanasaṇḍameva gamissāmīti rañño rodantassa paridevantassa himavantameva gantvā aparihīnajjhāno brahmalokūpago ahosi.

Satthā taṃ kāraṇaṃ ñatvā

idaṃ vatvāna hārito isi saccaparakkamo

kāmarāgaṃ virājetvā brahmalokūpago ahūti abhisambuddho hutvā imaṃ gāthaṃ vatvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu arahatte patiṭṭhahi. Tadā rājā ānando ahosi haritacatāpaso pana ahamevāti.

Haritacajātakaṃ pañcamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๓๐. จุลลสุวกราชชาดกชาดกถัดไป๔๓๒. ปทกุศลมาณวชาดก