ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปทกุศลมาณวชาดก
ชาดกที่ ๔๓๒ · นวกนิบาตชาดก

ปทกุศลมาณวชาดก

ว่าด้วยภัยที่เกิดแต่ที่พึ่งอาศัย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๕๕ · บรรทัด ๕๒๔๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปทกุศลมาณวชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระโพธิสัตว์แสดงคาถานี้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าน้ำเป็นที่พึ่งของมหาชนฉันใด แม้พระราชาทั้งหลาย ก็เป็นที่พึ่งของมหาชนฉันนั้น เมื่อภัยเกิดแต่สำนักของพระราชาเหล่านั้นแล้ว ใครจักป้องกันภัยนั้นได้ ดังนี้แล้วกราบทูลอีกว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เรื่องโจรลักพระราชทรัพย์นี้เป็นเรื่องลับ แต่ข้าพระองค์กราบทูลอย่างที่บัณฑิตจะรู้ได้ ขอพระองค์จงทรงทราบเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระราชาตรัสว่านี่แน่ะเจ้า เราจะรู้เรื่องลี้ลับเห็นปานนี้ได้อย่างไร เจ้าจะจับโจรมาให้เราเถิด ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าถ้าเช่นนั้นพระองค์ทรงสดับเรื่องนี้แล้วจะทรงทราบ แล้วนำเรื่องมาเล่าถวายอีกเรื่องหนึ่ง ดังต่อไปนี้ :-

ข้าแต่พระองค์ ในกาลก่อนที่บ้านใกล้ประตูพระนครพาราณสีนี้มีช่างหม้อคนหนึ่ง เมื่อจะนำดินเหนียวมาเพื่อต้องการปั้นภาชนะ ได้ขุดเอาดินเหนียวในที่แห่งเดียวนั่นเอามาเป็นนิจ จนเป็นหลุมใหญ่ภายในเป็นเงื้อม อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อช่างหม้อนั้นกำลังขุดเอาดินเหนียวเมฆก้อนใหญ่ตั้งเค้าขึ้นในเวลาไม่ใช่ฤดูฝน ให้ฝนตกลงมาห่าใหญ่น้ำไหลท่วมหลุมพังทะลายลงไปทับศีรษะนายช่างหม้อนั้นแตก นายช่างหม้อร้องคร่ำครวญอยู่ กล่าวคาถาว่า :-

พืชทั้งหลายงอกงามขึ้นได้บนแผ่นดิน ใด สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้บนแผ่นดินใด แผ่นดินนั้นก็พังทับศีรษะของเราแตก ภัยเกิด ขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิปฺปีเฬติ ได้แก่พังทับคือ ทำลาย

พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระองค์ แผ่นดินใหญ่เป็นที่พึ่งอาศัย ของมหาชน ได้ทำลายศีรษะของนายช่างหม้อฉันใด เมื่อพระราชผู้เป็นจอมแห่งนรชน เป็นที่พึ่งอาศัยแห่งสัตวโลกทั้งหมดเสมอด้วยแผ่นดินใหญ่ มากระทำโจรกรรมอย่างนี้ ใครเล่าจักป้องกันได้ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์สามารถที่จะทรงทราบตัวโจรที่ข้าพระองค์กราบทูลปกปิดไว้ได้ด้วยอุปมาอย่างนี้. พระเจ้าพาราณสีตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เหตุที่เราจะปกปิดนั้นไม่มี เจ้าจงจับโจรให้แก่เราโดยชี้ว่าคนนี้แหละเป็นโจรดังนี้ พระโพธิสัตว์เมื่อจะรักษาพระเกียรติคุณพระราชา จึงมิได้กล่าวว่าพระองค์เป็นโจร ได้นำตัวอย่างมากราบทูลถวายอีกเรื่องหนึ่งว่า :-

ข้าแต่มหาราชเจ้า ในกาลก่อน เมื่อไฟไหม้บ้านของบุรุษคนหนึ่งในพระนครนี้แหละ เขาใช้คน ๆ หนึ่งว่า เจ้าจงเข้าไปข้างในขนสิ่งของออก เมื่อคนนั้นกำลังเข้าไปขนของอยู่ประตูเรือนปิด. เขาตามืดเพราะถูกควันหาทางออกไม่ได้เถิดทุกข์ขึ้นเพราะความร้อน ยืนคร่ำครวญอยู่ข้างใน กล่าวคาถาว่า :-

ชนทั้งหลายหุงอาหารด้วยไฟใด บรรเทา ความหนาวด้วยไฟใด ไฟนั้นก็มาไหม้ตัวเรา ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น ทำลายบทว่า โส มํ ฑหติ ความว่า ไฟนั้นไหม้เราอีกอย่างหนึ่งบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.

พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า มนุษย์คนหนึ่งเป็นที่พึ่งอาศัยของมหาชน ราวกะว่าไฟเป็นที่พึ่งอาศัยฉะนั้น ได้ลักสิ่งของคือรัตนะไป ขอพระองค์อย่าตรัสถามถึงโจรกะข้าพระองค์เลย พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เจ้าจงบอกโจรให้แก่เราเถิด พระโพธิสัตว์มิได้กราบทูลพระราชาว่า พระองค์เป็นโจร ได้นำตัวอย่างมาถวายอีกเรื่องหนึ่งว่า :-

ข้าแต่พระองค์ ในกาลก่อนบุรุษคนหนึ่งในพระนครนี้แหละบริโภคอาหารมากเกินไป ไม่อาจย่อยได้ ได้รับทุกขเวทนา คร่ำครวญอยู่ กล่าวคาถาว่า :-

พราหมณ์และกษัตริย์ทั้งหลาย เป็น จำนวนมากเลี้ยงชีพด้วยข้าวสุกใด ข้าวสุกนั้น เราบริโภคแล้ว ก็มาทำเราให้ถึงความพินาศ ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส มํ ภุตฺโต พฺยาปาทิ ความว่าข้าวสุกนั้นเราบริโภคแล้วก็มาทำเราให้ถึงความพินาศ คือให้ตาย.

พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า คนคนหนึ่งเป็นที่พึ่งอาศัยของมหาชน เหมือนข้าวสุกได้ลักสิ่งของไป เมื่อได้สิ่งของนั้นคืนมาแล้ว พระองค์จะถามถึงโจรทำไม พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เมื่อเจ้าสามารถก็จงนำโจรมาให้เรา พระโพธิสัตว์ได้นำตัวอย่างมากราบทูลอีกเรื่องหนึ่งว่า:-

ข้าแต่มหาราชเจ้า ในกาลก่อนลมได้ตั้งขึ้นพัดประหารร่างกายของคนคนหนึ่งในพระนครนี้แหละ คนคนนั้นคร่ำครวญอยู่ กล่าวคาถาว่า :-

บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมปรารถนาลมใน เดือนท้ายแห่งฤดูร้อน ลมนั้นมาพัดประหาร ร่างภายเรา ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.

พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยด้วยประการดังนี้ ขอพระองค์จงทราบเรื่องนี้เถิด. พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เจ้าจงจับโจรเถอะ. เพื่อที่จะให้พระราชาทรงทราบพระโพธิสัตว์ได้นำตัวอย่างมากราบทูลอีกเรื่องหนึ่งว่า.

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ในอดีตกาล ในหิมวันตประเทศ มีต้นไม้ใหญ่สมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ เป็นที่อยู่อาศัยของนกหลายพันตัวทั้งสองกิ่งของต้นไม้นั้นเสียดกันจนมีควันเกิดขึ้น แล้วเชื้อไฟหล่นลงนกนายฝูงเห็นดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า :-

นกทั้งหลายพากันอาศัยต้นไม้ใดที่งอก แต่แผ่นดิน ต้นไม้นั้นก็พ่นไฟออกมา นกทั้ง หลายเห็นดังนั้น ก็พากันหลบหนีไป ภัยเกิด ขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขคติรุหํ แปลว่า งอกแต่แผ่นดิน

พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระองค์ ต้นไม้เป็นที่พึ่งอาศัยของนกทั้งหลายฉันใด พระราชาก็เป็นที่พึ่งอาศัย ของมหาชนฉันนั้น เมื่อพระราชานั้นกระทำโจรกรรมใครเล่าจะป้องกันได้ ขอพระองค์จงทรงทราบเถิดพระพุทธเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เจ้าจงจับโจรให้แก่เราเถิด ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้นำตัวอย่างมากราบทูลพระราชาอีกเรื่องหนึ่งว่า :-

ข้าแต่มหาราชเจ้า ที่บ้านของชาวกาสีตำบลหนึ่ง มีแม่น้ำที่มีจระเข้อยู่ด้านหลังของตระกูล ๆ หนึ่ง และตระกูลนั้นมีบุตรคนเดียวเท่านั้น เมื่อบิดาของเขาตายเขาได้ปฏิบัติมารดา มารดาได้นำกุลธิดาคนหนึ่งมาให้เขาโดยที่เขาไม่ปรารถนาเลย ตอนแรก ๆ นางกุลธิดานั้นก็รักใคร่แม่ผัวดี ภายหลังเจริญด้วยบุตรและธิดา จึงอยากจะขับไล่แม่ผัวเสีย แม้มารดาของนางก็อยู่ในเรือนนั้นเหมือนกัน ครั้งนั้น นางกล่าวโทษแม่ผัวมีประการต่าง ๆ ต่อหน้าสามี แล้วกล่าวว่า ฉันไม่อาจที่จะเลี้ยงดูมารดาของพี่ได้ จงฆ่ามารดาของพี่เสีย เมื่อสามีกล่าวว่า การฆ่ามนุษย์เป็นกรรมหนักฉันจักฆ่าแม่ได้อย่างไร จึงกล่าวว่า ในเวลาที่แกหลับ เราช่วยกันพาแกไปทั้งเตียงทีเดียว โยนลงแม่น้ำที่มีจระเข้แล้วจระเข้ก็จักฮุบแกไปกิน สามีถามว่า มารดาของเธอนอนที่ไหนนางตอบว่า นอนอยู่ใกล้ ๆ กับมารดาพี่นั่นแหละ สามีกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงไปเอาเชือกผูกเตียงที่มารดาของฉันนอนทำเครื่องหมายไว้ครานั้นนางได้กระทำเช่นนั้นแล้วบอกว่า ฉันได้กระทำเครื่องหมายไว้แล้ว สามีกล่าวว่า รอสักหน่อยให้คนทั้งหลายหลับเสียก่อน ตนเองก็นอนทำเป็นหลับ แล้วไปแก้เชือกนั้นมาผูกที่เตียงของมารดาภรรยาปลุกภรรยาขึ้น แล้วทั้ง ๒ คนก็ไปช่วยกันยกขึ้นทั้งเตียงทีเดียว โยนลงไปในน้ำ จระเข้ทั้งหลายได้ยื้อแย่งกันเคี้ยวกินมารดาของหญิงนั้นในแม่น้ำนั้น.

วันรุ่งขึ้น นางรู้ว่ามารดาถูกเปลี่ยนตัวจึงกล่าวว่า พี่ มารดาของฉันถูกฆ่าแล้ว ต่อไปนี้พี่จงฆ่ามารดาของพี่ เมื่อสามีตอบว่า ถ้าเช่นนั้นตกลง จึงกล่าวว่า เราช่วยกันทำเชิงตะกอนในป่าช้า แล้วจับแกใส่เข้าไปในไฟให้ตาย ลำดับนั้น คนทั้ง ๒ ได้นำมารดาผู้กำลังหลับอยู่ไปวางไว้ที่ป่าช้า สามีกล่าวกะภรรยาที่ป่าช้านั้นว่า เธอนำไฟมาแล้วหรือ ? ภรรยาตอบว่า ไม่ได้นำมาเพราะลืม สามีกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเธอจงไปนำมา ภรรยากล่าวว่า ฉันไม่อาจไปคนเดียว แม้เมื่อพี่ไปฉันก็ไม่อาจอยู่คนเดียว เราไปกันทั้ง ๒ คนเถิด เมื่อผัวเมีย ๒ คนไปกันแล้วหญิงแก่ตื่นขึ้นเพราะลมหนาว รู้ว่าที่นั่นเป็นป่าช้าจึงใคร่ครวญดูว่า ผัวเมีย ๒ คนนี้คงจะประสงค์จะฆ่าเรา มันคงไปเพื่อเอาไฟมาเผาเป็นแน่คิดว่า มันไม่รู้กำลังของเราดังนี้ แล้วจึงได้เอาซากศพศพหนึ่งขึ้นนอนบนเตียง เอาผ้าเก่าคลุมข้างบน แล้วตนเองหนีเข้าถ้ำที่เร้นลับใกล้ป่าช้านั้นแหละ ผัวเมีย ๒ คนนำไฟมาแล้วเผาซากศพด้วยเข้าใจว่า เป็นหญิงแก่ แล้วหลีกไป.

ก็ครั้งนั้น ในถ้ำที่เร้นลับนั้น โจรคนหนึ่งเอาสิ่งของไปเก็บไว้ก่อน โจรนั้นคิดว่า เราจักไปเอาสิ่งของนั้น จึงได้มาเห็นหญิงแก่เข้าใจว่าเป็นยักษิณีตน ๑ สิ่งของของเราเกิดมีอมนุษย์หวงแหนเสียแล้วจึงได้ไปนำหมอผีมาคน ๑ ครั้นหมอผีเดินร่ายมนต์เข้าไปในถ้ำ หญิงแก่จึงกล่าวกะหมอผีนั้นว่า ฉันไม่ใช่ยักษิณีท่านจงมาเถิด เราทั้ง ๒ จะบริโภคทรัพย์นี้ หมอผีพูดว่า เราจะเชื่อได้อย่างไร ? หญิงแก่พูดว่า ท่านจงเอาลิ้นของท่านวางบนลิ้นของเรา หมอผีได้กระทำอย่างนั้น ทันใดนั้นหญิงแก่ได้กัดลิ้นของหมอผีขาดตกไป หมอผีมีโลหิตไหลจากลิ้นคิดว่า หญิงแก่นี้เป็นยักษิณีแน่จึงร้องวิ่งหนีไป ฝ่ายหญิงแก่นั้นครั้นวันรุ่งขึ้น ก็นุ่งผ้าเนื้อเลี่ยนถือเอาสิ่งของคือรัตนะต่าง ๆ ไปเรือน ลำดับนั้น หญิงลูกสะใภ้เห็นดังนั้นจึงถามว่า แม่จ๋า แม่ได้สิ่งของนี่ที่ไหน. หญิงแก่ตอบว่า ลูกคนที่ถูกเผาบนเชิงตะกอนไม้ในป่าช้านั้น ย่อมได้ทรัพย์สิ่งของเห็นปานนี้ หญิงลูกสะใภ้ถามว่า แม่จ๋า ถ้าเช่นนั้นอย่างฉันนี้อาจที่จะได้ไหม ? หญิงแก่ตอบว่า ถ้าจักเป็นอย่างเราก็จักได้ ครั้งนั้นด้วยความโลภในสิ่งของเครื่องประดับ นางได้บอกแก่สามีแล้วให้เผาตนในป่าช้านั้น. ครั้นในวันรุ่งขึ้นสามีไม่เห็นภรรยากลับมา จึงพูดกะมารดาว่า แม่ ก็แม่มาในเวลานี้ แต่ลูกสะใภ้ทำไมจึงไม่มา. หญิงแก่ได้ฟังดังนั้นจึงดุลูกชายว่า เฮ้ยไอ้คนเลว ! ขึ้นชื่อว่าคนที่ตายแล้วจะมาได้อย่างไรแล้วกล่าวคาถาว่า :-

เรานำหญิงใดผู้มีความโสมนัส ทัดระ เบียบดอกไม้ มีกายประพรมด้วยจันทน์เหลือง มา หญิงนั้นขับไล่เราออกจากเรือน ภัยเกิด แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสมนสฺสํ คือ ยังความโสมนัสให้เกิดขึ้น อีกอย่างหนึ่งบาลีว่า โสมนสฺสา ความว่า เป็นผู้ยินดีในความโสมนัส.

ข้อนี้อธิบายว่า เราเข้าใจว่าบุตรของเราจักเจริญด้วยบุตรและธิดาทั้งหลาย เพราะอาศัยหญิงนี้ เรานำหญิงใด ผู้มีความโสมนัสทัดระเบียบดอกไม้ มีกายประพรมด้วยจันทน์เหลืองมาประดับตกแต่งให้เป็นสะใภ้ด้วยหวังว่าจักเลี้ยงดูเราในเวลาแก่ หญิงนั้นขับไล่เราออกจากเรือนในวันนี้ ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้วดังนี้.

พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาเป็นที่พึ่งของมหาชน เหมือนหญิงสะใภ้เป็นที่พึ่งของแม่ผัว เมื่อภัยเกิดแต่พระราชานั้นแล้วใครอาจจะทำอะไรได้ ขอพระองค์จงทรงทราบเถิดพระเจ้าข้า พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เหตุการณ์ที่เจ้านำมาเล่านี้เราไม่รู้ เจ้าจงมอบโจรให้เถิด พระโพธิสัตว์คิดว่า เราจักรักษาเกียรติคุณพระราชา จึงได้นำเรื่องมากราบทูลอีกเรื่องหนึ่งว่า :-

ข้าแต่พระองค์ ในกาลก่อนบุรุษผู้หนึ่งในพระนครนี้แหละ ตั้งความปรารถนาแล้วก็ได้บุตร ในเวลาที่บุตรเกิดเขาเกิดปีติโสมนัสว่าเราได้บุตรแล้ว เลี้ยงดูบุตรนั้นเป็นอย่างดี เมื่อเจริญวัยแล้วได้หาภรรยาให้ ต่อมาภายหลังเขาแก่เฒ่าลง ไม่อาจทำงานให้สำเร็จได้ ครั้งนั้นบุตรได้กล่าวกะเขาว่า พ่อไม่อาจทำการงานได้จงออกไปจากบ้านนี้ แล้วก็ขับออกจากบ้าน เขาขอทานเลี้ยงชีพด้วยความยากแค้น คร่ำครวญอยู่กล่าวคาถาว่า :-

เราชื่นชมยินดีด้วยบุตรผู้เกิดแล้วคนใด เราปรารถนาความเจริญแก่บุตรคนใด บุตรคน นั้นก็มาขับไล่เราออกจากเรือน ภัยเกิดขึ้นแต่ ที่พึ่งอาศัยแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โสมํ เป็นต้น ความว่า บุตรคนนั้น ก็มาขับไล่เราออกจากเรือน เรานั้นเที่ยวขอทานเลี้ยงชีพอย่างลำบาก ภัยเกิดขึ้นแก่เราแต่ที่พึ่งอาศัยนั่นเอง.

พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขึ้นชื่อว่าบิดาผู้แก่ชรา บุตรผู้มีกำลังความสามารถศึกษาฉันใด ชนบททั้งหมดพระราชาควรรักษาฉันนั้น ก็แลภัยนี้เมื่อเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นแล้วจากสำนักของพระราชาผู้รักษาสัตว์ทั้งปวง ขอพระองค์จงทรงทราบว่า คนชื่อโน้นเป็นโจร ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เราไม่ทราบเหตุที่ควรและไม่ควร เจ้าจงชี้ตัวโจรให้เถิด หรือว่าตัวเจ้าเองเป็นโจร พระราชาทรงรบเร้ามาณพอยู่เนือง ๆด้วยประการดังว่ามานี้.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กราบทูลพระราชาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์จะให้ข้าพระองค์ชี้ตัวโจรอย่างเดียวเท่านั้นมิใช่หรือ ? พระราชาตรัสว่า ถูกแล้วเธอ พระโพธิสัตว์กราบทูลว่าถ้าเช่นนั้น ข้าพระองค์จักประกาศในท่ามกลางบริษัทว่า คนโน้นด้วยคนนี้ด้วยเป็นโจร พระราชาตรัสว่า จงทำอย่างนั้นเถิด เธอ พระโพธิสัตว์ได้สดับพระราชดำรัสดังนั้นแล้วคิดว่า พระราชานี้ไม่ให้เรารักษาพระองค์ไว้ ฉะนั้นเราจักจับโจรในบัดนี้ คิดดังนี้แล้วจึงป่าวประกาศเรียกประชุมชาวนิคมชนบท แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

ขอชาวชนบทและชาวนิคมผู้มาประชุม กันแล้ว จงฟังข้าพเจ้า น้ำมีในที่ใด ไฟก็มีใน ที่นั้น ความเกษมสำราญบังเกิดขึ้นแต่ที่ใด ภัยก็บังเกิดขึ้นแต่ที่นั้น พระราชากับพราหมณ์ ปุโรหิตพากันปล้นรัฐเสียเอง ท่านทั้งหลาย จงพากันรักษาตนของตนอยู่เถิด ภัยเกิดขึ้น แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโตทกํ ตทาทิตฺตํ ความว่า น้ำมีที่ไหน ไฟก็มีที่นั่น บทว่า ยโต เขมํ ความว่า ความเกษมสำราญพึงมีแต่พระราชาพระองค์ใด ภัยเกิดขึ้นแล้วแก่พระราชาพระองค์นั้น. บทว่า อตฺตคุตฺตา วิหรถ ความว่า บัดนี้ ท่านทั้งหลายไม่มีที่พึ่งแล้วขออย่าได้ยังตนให้พินาศเถิด ขอท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตนเองรักษาทรัพย์และข้าวเปลือกที่เป็นของของตนเถิด ธรรมดาว่าพระราชาเป็นที่พึ่งของมหาชน ภัยเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านทั้งหลายแต่พระราชาพระองค์นั่นเอง พระราชากับพราหมณ์ปุโรหิตเป็นโจรผู้หากินด้วยการปล้น ถ้าท่านทั้งหลายประสงค์จะจับโจร ก็จงจับพระราชากับพราหมณ์ปุโรหิตทั้งสองคนนี้ไปลงโทษเถิด.

ลำดับนั้น ประชาชนเหล่านั้น ได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้วพากันว่า พระราชาพระองค์นี้ควรจะมีหน้าที่ปกปักรักษา บัดนี้พระองค์กลับใส่โทษคนอื่น เอาสิ่งของของพระองค์ไปไว้ในสระโบกขรณีด้วยพระองค์เองแล้วค้นหาโจร บัดนี้พวกเราจะฆ่าพระราชาลามกนี้เสีย เพื่อไม่ให้กระทำโจรกรรมอีกต่อไป. ลำดับนั้น ประชาชนเหล่านั้นจึงได้พร้อมกัน ลุกขึ้นถือท่อนไม้บ้างตะบองบ้าง ทุบตีพระราชาและพราหมณ์ปุโรหิตให้ตาย แล้วอภิเษกพระมหาสัตว์ให้ครองราชสมบัติต่อไป.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงดังนี้ แล้วตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก การจำรอยเท้าบนแผ่นดินได้ไม่น่าอัศจรรย์ บัณฑิตครั้งก่อนจำรอยเท้าในอากาศได้ถึงอย่างนี้ แล้วทรงประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจธรรม อุบาสกและบุตรดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า บิดาในครั้งนั้นได้มาเป็นพระกัสสปในครั้งนี้ มาณพผู้ฉลาดในการสังเกตรอยเท้าได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาปทกุสลมาณวชาดกที่ ๖

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๖๖๑–๖๘๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

นวกนิบาตชาดก · ๕๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปทกุสลชาตกํ

พหุสฺสุตนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ ทารกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส กิร สาวตฺถิยํ กุฏุมฺพิกปุตฺโต สตฺตวสฺสกาเลเยว ปทกุสโล อโหสิ ฯ อถสฺส ปิตา อิมํ วีมํสิสฺสามีติ ตสฺส อชานนฺตสฺเสว มิตฺตฆรํ อคมาสิ ฯ โส ปิตุ คตฏฺฐานํ อปุจฺฉิตฺวาว ตสฺส ปทานุสาเรน คนฺตฺวา ปิตุ สนฺติเก อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ ปิตา เอกทิวสํว ปุจฺฉิ ตาต ตฺวํ มยิ ตํ อชานาเปตฺวา คเตปิ กถํ มม คตฏฺฐานํ ชานาสีติ ฯ ตาต ปทํ เต สญฺชานามิ ปทกุสโล อหนฺติ ฯ อถสฺส วีมํสนตฺถาย ปิตา ภุตฺตปาตราโส ฆรา นิกฺขมิตฺวา อนนฺตรํ ปฏิวิสฺสกฆรํ คนฺตฺวา ตโต ตติยํ ปวิสิตฺวา ตติยฆรานิ นิกฺขมิตฺวา ปุน อตฺตโน ฆรทฺวารํ อาคนฺตฺวา ตโต อุตฺตรทฺวารํ คนฺตฺวา ทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา นครํ วามํ กโรนฺโต เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ธมฺมํ สุณนฺโต นิสีทิ ฯ ทารโก กหํ เม ปิตาติ ปุจฺฉิตฺวา น ชานามาติ วุตฺเต ตสฺส ปทานุสาเรน อนนฺตรํ ปฏิวิสฺสกฆรํ อาทึ กตฺวา ปิตุ คตมคฺเคเนว เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปิตุ สนฺติเก อฏฺฐาสิ ฯ ปิตราปิ กถํ ตาต มม อิธาคตภาวํ อญฺญาสีติ ปุฏฺโฐ ปทํ สญฺชานิตฺวา ปทานุสาเรน อาคโตมฺหีติ อาห ฯ สตฺถา กึ กเถสิ อุปาสกาติ ปุจฺฉิตฺวา ภนฺเต อยํ ทารโก ปทกุสโล อหํ อิมํ วีมํสนฺโต อิมินา นาม อุปาเยน อาคโต อยมฺปิ มํ เคเห อทิสฺวา มม ปทานุสาเรเนว อาคโตติ วุตฺเต อนจฺฉริยํ อุปาสก ภูมิยํ ปทสญฺชานนํ โปราณกปณฺฑิตา อากาเส ปทํ สญฺชานึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ตสฺส อคฺคมเหสี อติจริตฺวา รญฺญา ปุจฺฉิตา สเจ อหํ ตุมฺเห อติจรามิ อสฺสมุขี ยกฺขินี โหมีติ สปถํ กตฺวา ตโต กาลํ กตฺวา เอกสฺมึ ปพฺพตปาเท อสฺสมุขี ยกฺขินี หุตฺวา เลณคุหายํ วสมานา มหาอฏวิยํ ปุพฺพนฺตโต อปรนฺตคมนมคฺเค อนุสญฺจรนฺเต มนุสฺเส คเหตฺวา ขาทติ ฯ สา กิร ตีณิ วสฺสานิ เวสฺสวณํ อุปฏฺฐหิตฺวา อายามโต ตึส โยชเน วิตฺถารโต ปญฺจ โยชเน ฐาเน มนุสฺเส ขาทิตุํ ลภิ ฯ อเถกทิวสํ เอโก อฑฺโฒ มหทฺธโน มหาโภโค อภิรูโป พฺราหฺมโณ พหูหิ มนุสฺเสหิ ปริวุโต ตํ มคฺคํ อภิรูหิ ฯ ตํ ทิสฺวา ยกฺขินี ตุสฺสิตฺวา ปกฺขนฺทิ ฯ ปริวารมนุสฺสา ปลายึสุ ฯ สา วาตเวเคน คนฺตฺวา พฺราหฺมณํ คณฺหิตฺวา ปิฏฺฐิยํ นิปชฺชาเปตฺวา คุหํ คจฺฉนฺตี ปุริสสมฺผสฺสํ ปฏิลภิตฺวา กิเลสวเสน ตสฺมึ สิเนหํ อุปฺปาเทตฺวา ตํ อขาทิตฺวา อตฺตโน สามิกํ อกาสิ ฯ เต อุโภปิ อญฺญมญฺญํ สมคฺคสํวาสํ วสึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ยกฺขินี มนุสฺเส คณฺหนฺตี วตฺถตณฺฑุลเตลาทีนิปิ คเหตฺวา ตสฺส นานคฺครสโภชนํ อุปเนตฺวา อตฺตโน มนุสฺสมํสํ ขาทติ ฯ คมนกาเล จ ตสฺส ปลายนภเยน มหติยา สิลาย คุหทฺวารํ ปิทหิตฺวา คจฺฉติ ฯ เอวํ เตสุ สมฺโมทมาเนสุ วสนฺเตสุ โพธิสตฺโต นิพฺพตฺตฏฺฐานา จวิตฺวา พฺราหฺมณํ ปฏิจฺจ ตสฺสา กุจฺฉิสฺมึ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ สา ทสมาสจฺจเยน ปุตฺตํ ชเนตฺวา ปุตฺเต จ พฺราหฺมเณ จ พลวสิเนหา หุตฺวา อุโภปิ โปเสสิ ฯ สา อปรภาเค ปุตฺเต วุฑฺฒิปฺปตฺเต ปุตฺตํ ปิตรา สทฺธึ อนฺโตคุหายํ ปเวเสตฺวา ทฺวารํ ปิทหติ ฯ อเถกทิวสํ โพธิสตฺโต ตสฺสา คตกาลํ ญตฺวา สิลํ อปเนตฺวา ปิตรํ พหิ อกาสิ ฯ สา อาคนฺตฺวา เกน สิลา อปนีตาติ วตฺวา อมฺม มยา อปนีตา อนฺธกาเร นิสีทิตุํ น สกฺโกมีติ วุตฺเต ปุตฺตสิเนเหน น กิญฺจิ อโวจ ฯ อเถกทิวสํ โพธิสตฺโต ปิตรํ ปุจฺฉิ ตาต มยฺหํ มาตุ มุขํ อญฺญาทิสํ ตุมฺหากํ อญฺญาทิสํ กึ นุ โข การณนฺติ ฯ ตาต ตว มาตา มนุสฺสมํสขาทิตุกา ยกฺขินี มยํ อุโภ มนุสฺสาติ ฯ ตาต ยทิ เอวํ อิธ กสฺมา วสาม เอหิ มนุสฺสปถํ คจฺฉามาติ ฯ ตาต สเจ มยํ ปลายิสฺสาม อุโภปิ อมฺเห ตว มาตา มาเรสฺสตีติ ฯ โพธิสตฺโต มา ภายิ ตาต ตว มนุสฺสปถสมฺปาทนํ มม ภาโรติ ปิตรํ สมสฺสาเสตฺวา ปุนทิวเส มาตริ คตาย ปิตรํ คเหตฺวา ปลายิ ฯ ยกฺขินี อาคนฺตฺวา เต อทิสฺวา วาตเวเคน ปกฺขนฺทิตฺวา เต คเหตฺวา พฺราหฺมณ กึ ปลายสิ กินฺเต อิธ นตฺถีติ วตฺวา ภทฺเท มา มํ กุชฺฌิ ปุตฺโตเต มํ คเหตฺวา ปลายตีติ วุตฺเต ปุตฺตสิเนเหน นํ กิญฺจิ อวตฺวา เต อสฺสาเสตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว เต คเหตฺวา คตา ฯ เอวํ ปุนปิ ตติยทิวเส ปลายนฺเต อาเนสิ ฯ โพธิ- สตฺโต จินฺเตสิ มยฺหํ มาตุ ปริจฺฉินฺเนน โอกาเสน ภวิตพฺพํ ยนฺนูนาหํ อิมิสฺสา อาณาปวตฺติฏฺฐานสีมํ ปุจฺเฉยฺยํ อถ นํ อติกฺกมิตฺวา ปลายิสฺสามาติ ฯ โส เอกทิวสํ มาตรํ คเหตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน อมฺม มาตุ สนฺตกํ นาม ปุตฺตานํ ปาปุณาติ อกฺขาหิ เม อตฺตโน สนฺตกาย ภูมิยา ปริจฺเฉทนฺติ อาห ฯ สา สพฺพทิสาสุ ปพฺพตาทิ- นิมิตฺตานิ กเถตฺวา อายามโต ตึสโยชนํ วิตฺถารโต ปญฺจโยชนํ ฐานํ ปุตฺตสฺส กเถตฺวา อิทํ เอตฺตกํ ฐานํ สลฺลกฺเขหิ ปุตฺตาติ อาห ฯ โส เทฺว ตโย ทิวเส อติกฺกมิตฺวา มาตุ อฏวึ คตกาเล ปิตรํ ขนฺเธ อาโรเปตฺวา มาตรา ทินฺนสญฺญาย วาตเวเคน ปกฺขนฺทิตฺวา ปริจฺเฉทนทีตีรํ สมฺปาปุณิ ฯ สาปิ อาคนฺตฺวา เต อปสฺสนฺตี อนุพนฺธิ ฯ โพธิสตฺโต ปิตรํ คเหตฺวา นทีมชฺฌํ อคมาสิ ฯ สา คนฺตฺวา นทีตีเร ฐตฺวา อตฺตโน ปริจฺเฉทํ อติกฺกนฺตภาวํ ญตฺวา ตตฺเถว ฐตฺวา ตาต ปิตรํ คเหตฺวา เอหิ มยฺหํ โก โทโส ตุมฺหากํ มํ นิสฺสาย กึ นาม น สมฺปชฺชติ นิวตฺเตถ สามีติ ปุตฺตญฺจ ปติญฺจ ยาจิ ฯ อถ พฺราหฺมโณ นทึ โอตริ ฯ สา ปุตฺตเมว ยาจนฺตี ตาต มา เอวํ กริ ปฏินิวตฺตาหีติ อาห ฯ อมฺม มยํ มนุสฺสา ตฺวํ ยกฺขินี น สกฺกา สพฺพกาลํ ตว สนฺติเก วสิตุนฺติ เนว นิวตฺติสฺสามาติ ฯ เนว นิวตฺติสฺสสิ ตาตาติ ฯ อาม อมฺมาติ ฯ ตาต ยทิ น นิวตฺติสฺสสิ โลเก ชีวิตํ นาม ทุกฺขํ สิปฺปํ อชานนฺตา ชีวิตุํ น สกฺโกนฺติ อหํ เอกํ จินฺตามณึ นาม วิชฺชํ ชานามิ ตสฺสานุภาเวน ทฺวาทสสํวจฺฉรมตฺถเก คตานมฺปิ ปทานุปทํ วิย สกฺกา คณฺหิตุํ อยํ เต ชีวิกา ภวิสฺสติ อุคฺคณฺห ตาต ตํ อนคฺฆํ มนฺตนฺติ ตถารูเปน ทุกฺเขน อภิภูตาปิ ปุตฺตสิเนเหน มนฺตํ อทาสิ ฯ โพธิสตฺโต นทิยา ฐิตโกว มาตรํ วนฺทิตฺวา หตฺถ- กจฺฉปุฏํ กตฺวา มนฺตํ คเหตฺวา มาตรํ วนฺทิตฺวา คจฺฉ อมฺมาติ อาห ฯ ตาต ตุมฺเหสุ อนิวตฺตนฺเตสุ มยฺหํ ชีวิตํ นตฺถีติ วตฺวา คาถมาห

เอหิ ปุตฺต นิวตฺตสฺสุ มา อนาถํ กโรหิ เม

อชฺช ปุตฺตํ อปสฺสนฺตี ยกฺขินี มรณํ คตาติ ฯ ยกฺขินีปิ อุรํ ปหริ ฯ ตาวเทวสฺสา ปุตฺตโสเกน หทยํ ผลิ ฯ สา มริตฺวา ตตฺเถว ปติตา ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺสา มตภาวํ ญตฺวา ปิตรํ ปกฺโกสิตฺวา มาตุ สนฺติกํ คนฺตฺวา จิตฺตกํ กตฺวา ฌาเปตฺวา อาหฬนํ นิพฺพาเปตฺวา นานาวณฺเณหิ ปุปฺเผหิ ปูเชตฺวา โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา ปิตรํ อาทาย พาราณสิยํ คนฺตฺวา ราชทฺวาเร ฐตฺวา ปทกุสโล มาณโว ทฺวาเร ฐิโตติ รญฺโญ ปฏิเวเทตฺวา เตนหิ อาคจฺฉตูติ วุตฺเต ปวิสิตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา ตาต ตฺวํ กึ สิปฺปํ ชานาสีติ วุตฺเต เทว ทฺวาทสสํวจฺฉรมตฺถเก หตภณฺฑํ ปทานุปทํ คนฺตฺวา คณฺหิตุํ ชานามีติ อาห ฯ เตนหิ มํ อุปฏฺฐาหีติ ฯ เทวสิกํ สหสฺสํ ลภนฺโต อุปฏฺฐหิสฺสามีติ ฯ สาธุ ตาต อุปฏฺฐหีติ ฯ ราชา เทวสิกํ สหสฺสํ ทาเปสิ ฯ อเถกทิวสํ ปุโรหิโต ราชานํ อาห มหาราช มยํ ตสฺส มาณวสฺส สิปฺปานุภาเวน กสฺสจิ กมฺมสฺส อกตตฺตา ตํ สิปฺปํ อตฺถิ วา นตฺถิ วาติ น ชานาม วีมํสิสฺสาม ตาว นนฺติ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อุโภปิ ชนา รตนโคปกานํ สญฺญํ ทตฺวา รตนสารํ คเหตฺวา ปาสาทา โอรุยฺห ราชนิเวสนนฺตเร ติกฺขตฺตุํ อาวิชฺฌิตฺวา นิสฺเสณึ อตฺถริตฺวา ปาการมตฺถเกน พหิ โอตริตฺวา วินิจฺฉยสาลํ ปวิสิตฺวา ตตฺถ นิสีทิตฺวา ปุนาคนฺตฺวา นิสฺเสณึ อตฺถริตฺวา ปาการมตฺถเกน โอตริตฺวา อนฺเตปุเร โปกฺขรณิยา ตีรํ คนฺตฺวา โปกฺขรณึ ติกฺขตฺตุํ ปทกฺขิณํ กตฺวา โอตริตฺวา อนฺโตโปกฺขรณิยํ ภณฺฑํ ฐเปตฺวา คนฺตฺวา ปาสาทํ อภิรูหึสุ ฯ ปุนทิวเส ราชนิเวสนโต โจรา กิร รตนํ หรึสูติ เอกโกลาหลํ อโหสิ ฯ ราชา อชานนฺโต วิย หุตฺวา โพธิสตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต ราชนิเวสนโต พหุรตนภณฺฑํ หตํ หนฺท นํ อนุวิชฺฌิตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ มหาราช ทฺวาทสสํวจฺฉร- มตฺถเก หตภณฺฑํ โจรานํ ปทานุปทํ คนฺตฺวา อาหรณสมตฺถสฺส มม อนจฺฉริยํ อชฺช รตฺตึ หตํ ภณฺฑํ อาหริตุํ สกฺขิสฺสามิ ตํ มา จินฺตยิตฺถาติ ฯ เตนหิ ตาต อาหราติ ฯ โส สาธุ เทวาติ วตฺวา มาตรํ วนฺทิตฺวา มนฺตํ ปริวตฺเตตฺวา มหาตเล ฐิโตว มหาราช ทฺวินฺนํ โจรานํ ปทํ ปญฺญายตีติ วตฺวา รญฺโญ จ ปุโรหิตสฺส จ ปทานุสาเรน สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา ตโต นิกฺขมิตฺวา ปาสาทา โอรุยฺห ราชนิเวสนนฺตเร ติกฺขตฺตุํ ปริคนฺตฺวา ปาสาทานุสาเรเนว ปาการสมีปํ คนฺตฺวา ปากาเร ฐตฺวา มหาราช อิมสฺมึ ฐาเน ปาการโต มุญฺจิตฺวา อากาเส ปทํ ปญฺญายติ นิสฺเสณึ เทถาติ นิสฺเสณึ อตฺถราเปตฺวา ปาการมตฺถเกน โอตริตฺวา ปทานุสาเรเนว วินิจฺฉยสาลํ คนฺตฺวา ปุน ราชนิเวสนํ อาคนฺตฺวา นิสฺเสณึ อตฺถราเปตฺวา ปาการมตฺถเกน โอรุยฺห โปกฺขรณึ คนฺตฺวา ติกฺขตฺตุํ ปทกฺขิณํ กตฺวา มหาราช โจรา อิมํ โปกฺขรณึ โอติณฺณาติ วตฺวา อตฺตนา ฐปิตํ วิย ภณฺฑกํ นีหริตฺวา รญฺโญ ทตฺวา มหาราช อิเม เทฺว โจรา อภิญฺญาตมหาโจรา อิมินา มคฺเคน ราชนิเวสนํ อภิรูหึสูติ อาห ฯ มหาชโน ตุฏฺฐปหฏฺโฐ องฺคุลิโย ปปฺโผเฏสิ ฯ เจลุกฺเขปา ปวตฺตึสุ ฯ ราชา จินฺเตสิ อยํ มาณโว ปทานุสาเรน คนฺตฺวา โจเรหิ ฐปิตภณฺฑฐานเมว มญฺเญ ชานาติ โจเร ปน คเหตุํ น สกฺโกตีติ ฯ อถ นํ อาห โจเรหิ หตภณฺฑํ ตาว โน ตยา อาหตํ โจเร ปน โน คเหตฺวา ทาตุํ สกฺขิสฺสสีติ ฯ มหาราช อิเธว โจรา น ทูเรติ ฯ โก จ โจโร โก จ โจโรติ ฯ มหาราช โย อิจฺฉติ โสว โจโร โหติ ตุมฺหากํ ภณฺฑกสฺส ลทฺธกาลโต ปฏฺฐาย โจเรหิ โก อตฺโถ มา ปุจฺฉถาติ ฯ ตาต อหํ ตุยฺหํ เทวสิกํ สหสฺสํ ทมฺมิ โจเร เม คเหตฺวา เทหีติ ฯ มหาราช ธเน ลทฺเธ กึ โจเรหีติ ฯ ธนโตปิ โน ตาต โจเร ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ เตนหิ มหาราช อิเม นาม โจราติ ตุมฺหากํ น กเถสฺสามิ อตีเต ปวตฺติตการณํ ปน โว อาหริสฺสามิ สเจ ตุมฺเห ปญฺญวนฺโต ตํ การณํ ชานถาติ โส เอวํ วตฺวา อตีตํ อาหริ

มหาราช อตีเต พาราณสิโต อวิทูเร นทีตีรคามเก ปาฏลี นาม เอโก นฏมาณโว วสติ ฯ โส เอกสฺมึ อุสฺสวทิวเส ภริยํ อาทาย พาราณสึ ปวิสิตฺวา นจฺจิตฺวา คายิตฺวา ธนํ ลภิตฺวา อุสฺสวปริโยสาเน พหุํ สุราภตฺตํ คาหาเปตฺวา อตฺตโน คามํ คจฺฉนฺโต นทีตีรํ ปตฺวา นโวทกํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา สุรํ ปิวนฺโต นิสีทิตฺวา มตฺโต อตฺตโน พลํ อชานนฺโต มหาวีณํ คีวาย พนฺธิตฺวา นทึ โอตริตฺวา คมิสฺสามีติ ภริยํ หตฺเถ คเหตฺวา นทึ โอตริ ฯ วีณาฉิทฺเทหิ อุทกํ ปาวิสิ ฯ อถ นํ สา วีณา อุทเก โอสีทาเปสิ ฯ ภริยา ปนสฺส โอสีทนภาวํ ญตฺวา ตํ วิสฺสชฺเชตฺวา อุตฺตริตฺวา ตีเร อฏฺฐาสิ ฯ นฏปาฏลี สกึ อุมฺมุชฺชติ สกึ นิมฺมุชฺชติ อุทกํ ปิวิตฺวา อุทฺธุมาโตทโร อโหสิ ฯ อถสฺส ภริยา จินฺเตสิ มยฺหํ สามิโก อิทานิ มริสฺสติ เอกํ คีตกํ ยาจิตฺวา ปริสมชฺเฌ ตํ คายนฺตี ชีวิตํ กปฺเปสฺสามีติ จินฺเตตฺวา สามิ ตฺวํ อุทเก นิมฺมุชฺชสิ เอกํ เม คีตกํ เทหิ เตน ชีวิตํ กปฺเปสฺสามีติ วตฺวา คาถมาห

พหุสฺสุตํ จิตฺตกถํ คงฺคา วหติ ปาฏลึ

วุยฺหมานก ภทฺทนฺเต เอกํ เม เทหิ คาถกนฺติ ฯ

ตตฺถ คาถกนฺติ ขุทฺทกคาถํ ฯ

อถ นํ นฏปาฏลี ภทฺเท กถํ เต คีตกํ ทสฺสามิ อิทานิ มหาชนสฺส ปฏิสรณภูตํ อุทกํ มาเรสฺสตีติ วตฺวา คาถมาห

เยน สิญฺจนฺติ ทุกฺขิตํ เยน สิญฺจนฺติ อาตุรํ

ตสฺส มชฺเฌ มริสฺสามิ ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ

โพธิสตฺโต อิมํ คาถํ ทสฺเสตฺวา มหาราช ยถา อุทกํ มหาชนสฺส ปฏิสรณํ ตถา ราชาโนปิ เตสํ สนฺติกา ภเย อุปฺปชฺช- มาเน ตํ ภยํ โก ปฏิพาหิสฺสตีติ วตฺวา มหาราช อิทํ การณํ ปฏิจฺฉนฺนํ มยา ปน ปณฺฑิตเวทนียํ กตฺวา กถิตํ ชานาหิ มหาราชาติ อาห ฯ ตาต อหํ เอวรูปํ ปฏิจฺฉนฺนํ กถํ ชานามิ โจเร เม คเหตฺวา เทหีติ อาห ฯ อถสฺส มหาสตฺโต เตนหิ มหาราช อิทํ สุตฺวา ชานาหีติ อปรมฺปิ การณํ อาหริ

เทว ปุพฺเพ อิมิสฺสา จ พาราณสิยา ทฺวารคาเม เอโก กุมฺภกาโร ภาชนตฺถาย มตฺติกํ อาหรนฺโต เอกสฺมิญฺเญว ฐาเน นิพทฺธํ คณฺหิตฺวา อนฺโตปพฺภารํ มหนฺตํ อาวาฏํ ขณิ ฯ อเถกทิวสํ ตสฺส มตฺติกํ คณฺหนฺตสฺส อกาลมหาเมโฆ อุฏฺฐหิตฺวา มหาวุฏฺฐึ ปาเตสิ ฯ อุทกํ อวตฺถรมานํ อาวาฏํ ปาเตสิ ฯ เตนสฺส มตฺถโก ภิชฺชิ ฯ โส ปริเทวนฺโต คาถมาห

ยตฺถ วีชานิ รูหนฺติ สตฺตา ยตฺถ ปติฏฺฐิตา

สา เม สีสํ นิปฺปีเฬติ ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ

ตตฺถ นิปฺปีเฬตีติ นิปติตฺวา ปีเฬติ ภินฺทติ ฯ

ยถา หิ เทว มหาชนสฺส ปฏิสรณภูตา มหาปฐวี กุมฺภการสฺส สีสํ ภินฺทิ เอวํ มหาปฐวีสเม สพฺพโลกสฺส ปฏิสรเณ นรินฺเท อุฏฺฐาย โจรกมฺมํ กโรนฺเต โก ปฏิพาหิสฺสติ สกฺขิสฺสสิ มหาราช เอวํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา กถิตํ โจรํ ชานิตุนฺติ ฯ ตาต มยฺหํ ปฏิจฺฉนฺน- การณํ นตฺถิ อยํ โจโรติ เอวํ เม โจรํ คเหตฺวา เทหีติ ฯ โส ราชานํ รกฺขนฺโต ตฺวํ โจโรติ อวตฺวา อปรมฺปิ อุทาหรณํ อาหริ

มหาราช ปุพฺเพ อิมสฺมึเยว นคเร เอกสฺส ปุริสสฺส เคเห อาทิตฺเต โส อนฺโต ปวิสิตฺวา ภณฺฑกํ นีหราติ อญฺญํ อาณาเปสิ ฯ ตสฺมึ ปวิสิตฺวา นีหรนฺเต เคหทฺวารํ ปิทหิ ฯ โส ธูมนฺโธ หุตฺวา นิกฺขมนมคฺคํ อลภนฺโต อุปฺปนฺนฑาหทุกฺโข หุตฺวา อนฺโต ฐิโต ปริเทวนฺโต คาถมาห

เยน ภตฺตานิ ปจฺจนฺติ สีตํ เยน วิหญฺญติ

โส มํ ฑหติ คตฺตานิ ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ

ตตฺถ โส มํ ฑหตีติ โส เม ฑาหติ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ

มหาราช อคฺคิ วิย มหาชนสฺส ปฏิสรณภูโต เอโก มนุสฺโส รตนภณฺฑิกํ หริ มา มํ โจรํ ปุจฺฉสีติ ฯ ตาต มยฺหํ โจรํ เทหิเยวาติ ฯ โส ราชานํ ตฺวํ โจโรติ อวตฺวา อปรมฺปิ อุทาหรณํ อาหริ

เทว ปุพฺเพ อิมสฺมึเยว นคเร เอโก ปุริโส อติพหุํ ภุญฺชิตฺวา ชีราเปตุํ อสกฺโกนฺโต เวทนาปตฺโต หุตฺวา ปริเทวนฺโต คาถมาห

เยน ภตฺเตน ยาเปนฺติ ปุถู พฺราหฺมณขตฺติยา

โส มํ ภุตฺโต พฺยาปาทิ ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ

ตตฺถ โส มํ ภุตฺโต พฺยาปาทีติ โส โอทโน ภุตฺโต มํ พฺยาปาเทติ มาเรติ ฯ

มหาราช ภตฺตํ วิย มหาชนสฺส ปฏิสรณภูโต เอโก ภณฺฑกํ หริ ตสฺมึ ลทฺเธ กึ โจรํ ปุจฺฉสีติ ฯ ตาต สกฺโกนฺโต โจรํ เม เทหีติ ฯ โส อปรมฺปิ อุทาหรณํ อาหริ

มหาราช ปุพฺเพ อิมสฺมึเยว นคเร เอกสฺส วาโต อุฏฺฐหิตฺวา คตฺตานิ ภญฺชิ ฯ โส ปริเทวนฺโต คาถมาห

คิมฺหานํ ปจฺฉิเม มาเส วาตมิจฺฉนฺติ ปณฺฑิตา

โส เม ภญฺชติ คตฺตานิ ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ

อิติ มหาราช สรณโต ภยํ อุปฺปนฺนํ ชาเนตํ การณนฺติ ฯ ตาต โจรเมว เทหีติ ฯ โส ตสฺส สญฺญาปนตฺถํ อปรมฺปิ อุทาหรณํ อาหริ

มหาราช อตีเต หิมวนฺตปฺปเทเส สาขาวิฏปสมฺปนฺโน มหารุกฺโข อโหสิ อเนกสหสฺสานํ สกุณานํ นิวาโส ฯ ตสฺส เทฺว สาขา อญฺญมญฺญํ ฆฏฺเฏสุํ ฯ ตโต ธูโม อุปฺปชฺชิ อคฺคิจุณฺณานิ ปตึสุ ฯ ตํ ทิสฺวา สกุณเชฏฺฐโก คาถมาห

ยํ นิสฺสิตา ชคติรุหํ (วิหงฺคมา) โสยํ อคฺคึ ปมุญฺจติ

ทิสฺวา ภชถ วงฺกงฺคา ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ

ตตฺถ ชคติรุหนฺติ มหิรุหํ ฯ

ยถา หิ เทว รุกฺโข ปกฺขีนํ ปฏิสรณํ เอวํ ราชา มหาชนสฺส ตสฺมึ โจริกํ กโรนฺเต โก ปฏิพาหิสฺสติ สลฺลกฺเขหิ เทวาติ ฯ ตาต มยฺหํ โจรเมว เทหีติ ฯ อถสฺส โส อปรมฺปิ อุทาหรณํ อาหริ

มหาราช เอกสฺมึ กาสิกคาเม อญฺญตรสฺส กุลสฺส ปจฺฉิมภาเค กกฺขลสุํสุมารนที อตฺถิ ฯ ตสฺส จ กุลสฺส เอโกว ปุตฺโต ตสฺส ปิตริ กาลกเต มาตรํ ปฏิชคฺคิ ฯ ตสฺส มาตา อนิจฺฉมานสฺเสเวกํ กุลธีตรํ อาเนสิ ฯ อถ สา ปุพฺพภาเค สสฺสุํ สมฺปิยายิตฺวา ปจฺฉา ปุตฺตธีตาหิ วฑฺฒมานา ตํ นีหริตุกามา อโหสิ ฯ ตสฺสาปิ มาตา ตสฺมึเยว ฆเร วสติ ฯ อถ สา สามิกสฺส สนฺติเก สสฺสุยา นานปฺปการํ โทสํ วตฺวา ปริภินฺทิตฺวา อหํ เต มาตรํ โปเสตุํ น สกฺโกมิ มาเรหิ นนฺติ วตฺวา มนุสฺสมรณํ นาม ภาริยํ กถํ นํ มาเรมีติ วุตฺเต นิทฺโทกฺกมนกาเล นํ มญฺจเกเนว คเหตฺวา สุํสุมารนทิยํ ขิปิสฺสาม อถ นํ สุํสุมารา ขาทิสฺสนฺตีติ อาห ฯ ตุยฺหํ ปน มาตา กุหินฺติ ฯ ตสฺสาเยว สนฺติเก สยตีติ ฯ เตนหิ คจฺฉ ตสฺสา นิปนฺนมญฺจเก รชฺชุํ พนฺธิตฺวา สญฺญํ กโรหีติ ฯ อถ สา ตถา กตฺวา กตา เม สญฺญาติ อาห ฯ อิตโร โถกํ อธิวาเสหิ มนุสฺสา ตาว สยนฺตูติ นิทฺทายนฺโต วิย นิปชฺชิตฺวา คนฺตฺวา ตํ รชฺชุํ ภริยาย มาตุ มญฺจเก พนฺธิตฺวา ภริยํ ปโพเธ วา อุโภปิ คนฺตฺวา มญฺจเกเนว สทฺธึ อุกฺขิปิตฺวา นทิยํ ปกฺขิปึสุ ฯ ตตฺถ นํ นิทฺทายมานํ สุํสุมารา วิทฺธํเสตฺวา ขาทึสุ ฯ ปุนทิวเส มาตุ ปริวตฺติตภาวํ ญตฺวา สามิ มม มาตา มาริตา อิทานิ ตว มาตรํ มาเรหีติ วตฺวา เตนหิ สาธูติ วุตฺเต สุสาเน จิตฺตกํ กตฺวา อคฺคิมฺหิ นํ ปกฺขิปิตฺวา มาเรสฺสามาติ อาห ฯ อถ นํ นิทฺทายมานํ อุโภปิ สุสานํ เนตฺวา ฐปยึสุ ฯ ตตฺถ สามิโก ภริยํ อาห อคฺคิ เต อาภโตติ ปมฺมุฏฺฐา น อาภโต สามีติ ฯ เตนหิ คนฺตฺวา อาเนหีติ ฯ น สกฺขิสฺสามิ สามิ ตยิ คเตปิ ฐาตุํ น สกฺขิสฺสามิ อุโภปิ คจฺฉิสฺสามาติ ฯ เตสุ คเตสุ มหลฺลิกา สีตวาเตน ปโพธิตา สุสานภาวํ ญตฺวา อิเม มํ มาเรตุกามา อคฺคิอตฺถาย คตาติ จ อุปธาเรตฺวา น เม พลํ ชานนฺตีติ เอกํ มตกเลวรํ คเหตฺวา มญฺจเก นิปชฺชาเปตฺวา อุปริ ปิโลติกาย ปฏิจฺฉาเทตฺวา สยํ ปลายิตฺวา ตตฺเถว เลณคุหํ ปาวิสิ ฯ อิตเร อคฺคึ อาหริตฺวา มหลฺลิกาติ สญฺญาย กเลวรํ ฌาเปตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ อถ เอเกน จ โจเรน ตสฺมึ คุหเลเณ ปุพฺเพ ภณฺฑิกา ฐปิตา โส ตํ คฺณฺหิสฺสามีติ อาคนฺตฺวา มหลฺลิกํ ทิสฺวา เอกา ยกฺขินี ภวิสฺสติ ภณฺฑิกา เม อมนุสฺสปริคฺคหิตา ชาตาติ เอกํ ภูตเวชฺชํ อาเนสิ ฯ อถ เวชฺโช มนฺตํ กโรนฺโต คุหํ ปาวิสิ ฯ อถ นํ สา อาห นาหํ ยกฺขินี เอหิ อุโภปิ อิมํ ธนํ ขาทิสฺสามาติ ฯ กถํ สทฺทหิตพฺพนฺติ ฯ ตว ชิวฺหํ มม ชิวฺหาย ฐเปหีติ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ อถสฺส สา ชิวฺหํ ฑํสิตฺวา ฉินฺทิตฺวา ปาเตสิ ฯ ภูตเวชฺโช อทฺธา เอสา ยกฺขินีติ ชิวฺหาย โลหิตํ ปคฺฆรนฺโต วิรวมาโน ปลายิ ฯ อถ มหลฺลิกาปิ ปุนทิวเส มฏฺฐสาฏกํ นิวาเสตฺวา นานารตนภณฺฑิกํ คเหตฺวา ฆรํ อคมาสิ ฯ อถ สุณิสา ตํ ทิสฺวา กหํ เต อมฺม อิทํ ลทฺธนฺติ ปุจฺฉิ ฯ อมฺม เอตสฺมึ สุสาเน ทารุจิตฺตกาย ฌาปิตา เอวรูปํ ลภนฺตีติ ฯ เตนหิ อมฺม มยาปิ สกฺกา ลทฺธุนฺติ ฯ มาทิสี หุตฺวา ลภิสฺสสีติ ฯ อถ สา ปิลนฺธนภณฺฑิกโลเภน สามิกสฺส กเถตฺวา ตตฺถ อตฺตานํ ฌาเปสิ ฯ อถ นํ ปุนทิวเส สามิโก ตํ อปสฺสนฺโต อมฺม อิมาย จ เวลาย ตฺวํ อาคตา สุณิสา ปน นาคจฺฉตีติ ฯ ตํ สุตฺวา สา ตํ อเร ปาปปุริส กึ มตา นาม อาคจฺฉนฺตีติ ตชฺเชตฺวา คาถมาห

ยมานยึ โสมนสฺสํ มาลินึ จนฺทนุสฺสทํ

สา มํ ฆรา นีหรติ ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ

ตตฺถ โสมนสฺสนฺติ โสมนสฺสํ อุปฺปาเทตฺวา โสมนสฺสาติ วา ปาโฐ ฯ โสมนสฺสรติ หุตฺวาติ อตฺโถ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยมหํ อิมํ เม นิสฺสาย ปุตฺโต ปุตฺตธีตาหิ วฑฺฒิสฺสตีติ มญฺญามิ มหลฺลิกกาเล โปเสสฺสตีติ มาลินึ จนฺทนุสฺสทํ กตฺวา อลงฺกริตฺวา โสมนสฺสํ อาเนสึ สา มํ อชฺช ฆรา นีหรติ สรณโต ภยํ อุปฺปนฺนนฺติ ฯ

อิติ มหาราช สุณิสา วิย สสฺสุยา มหาชนสฺส ราชา ปฏิสรณํ ตโต ภเย อุปฺปนฺเน กึ สกฺกา กาตุํ สลฺลกฺเขหิ เทวาติ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา ตาต นาหํ ตยา อาหตํ การณํ ชานามิ โจรเมว เทหีติ ฯ โส ราชานํ รกฺขิสฺสามีติ ปุน อปรมฺปิ การณํ อาหริ

เทว ปุพฺเพ อิมสฺมิญฺเญว นคเร เอโก ปุริโส ปตฺถนํ กตฺวา ปุตฺตํ ลภิ ฯ โส ตสฺส ชาตกาเล ปุตฺโต เม ลทฺโธติ ปีติโสมนสฺส- ชาโต ตํ โปเสตฺวา วยปฺปตฺตกาเล ทาเรน สํโยเชตฺวา อปรภาเค ชรํ ปตฺวา กมฺมนฺตํ อธิฏฺฐาตุํ นาสกฺขิ ฯ อถ นํ ปุตฺโต ตฺวํ กมฺมํ กาตุํ น สกฺโกสิ อิโต นิกฺขมาติ เคหโต นีหริ ฯ โส กิจฺเฉน กสิเรน ภิกฺขาย ชีวิตํ กปฺเปนฺโต ปริเทวมาโน คาถมาห

เยน ชาเตน นนฺทิสฺสํ ยสฺส วิภวมิจฺฉิสํ

โส มํ ฆรา นิจฺฉุภติ ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ

ตตฺถ โส มนฺติ โส ปุตฺโต มํ ฆรโต นีหรติ สฺวาหํ ภิกฺขํ จริตฺวา ทุกฺขํ ชีวามิ สรณโตเยว เม ภยํ ชาตนฺติ ฯ

มหาราช ยถา ปิตา นาม มหลฺลโก ปฏิพเลน ปุตฺเตน รกฺขิตพฺโพ เอวํ สพฺโพปิ ชนปโท รญฺญา รกฺขิตพฺโพ อิทญฺจ ภยํ อุปฺปชฺชมานํ สพฺพสตฺเต รกฺขนฺตสฺส รญฺโญ สนฺติกา อุปฺปนฺนํ อิมินา การเณน อสุโก นาม โจโรติ ชาน เทวาติ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา ตาต นาหํ การณํ วา อการณํ วา ชานามิ โจรเมว เทหิ ตฺวญฺเญว วา โจโร โหหีติ เอวํ ราชา ปุนปฺปุนํ มาณวํ อนุยุญฺชิ ฯ อถ นํ โส เอวมาห กึ ปน มหาราช เอกํเสเนว โจรคฺคหณํ อาโรเจถาติ ฯ อาม ตาตาติ ฯ เตนหิ อสุโก จ อสุโก จ โจโรติ ปริสมชฺเฌ ปกาเสสฺสามีติ ฯ เอวํ กโรหิ ตาตาติ ฯ โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา อยํ ราชา อตฺตานํ รกฺขิตุํ น เทตีติ คณฺหิสฺสามิ อิทานิ โจรนฺติ สนฺนิปติเต ชานปเท อามนฺเตตฺวา อิมา เทฺว คาถา อาห

สุณนฺตุ เม ชานปทา เนคมา จ สมาคตา

ยโตทกํ ตทาทิตฺตํ ยโต เขมํ ตโต ภยํ

ราชา วิลุมฺปเต รฏฺฐํ พฺราหฺมโณ จ ปุโรหิโต

อตฺตคุตฺตา วิหรถ ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ

ตตฺถ ยโตทกํ ตทาทิตฺตนฺติ ยํ อุทกํ ตเทว อาทิตฺตํ ฯ ยโต เขมนฺติ ยโต ราชโต เขเมน ภวิตพฺพํ ตโตว ภยํ อุปฺปนฺนํ ฯ อตฺตคุตฺตา วิหรถาติ ตุมฺเหทานิ อนาถา ชาตา อตฺตานํ มา วินาเสถ อตฺตนาว คุตฺตา หุตฺวา อตฺตโน สนฺตกํ ธนธญฺญํ รกฺขถ ราชา นาม มหาชนสฺส ปฏิสรณภูโต ตโตว ตุมฺหากํ ภยํ อุปฺปนฺนํ ราชา จ ปุโรหิโต จ วิโลปขาทกโจรา สเจ โจเร คเหตุกามตฺถ อิเม เทฺว คณฺหิตฺวา กมฺมกรณํ กโรถาติ ฯ

อถ เต ตสฺส กถํ สุตฺวา จินฺตยึสุ อยํ ราชา รกฺขณารโหปิ สมาโน อิทานิ อญฺญสฺสุปริ โทสํ อาโรเปตฺวา อตฺตโน ภณฺฑกํ สยเมว โปกฺขรณิยํ ฐเปตฺวา โจรํ ปริเยสาเปติ อิโต ทานิ ปฏฺฐาย ปุน โจรกมฺมสฺส อกรณตฺถาย มาเรม นํ ปาปราชานนฺติ ฯ อถ เต ทณฺฑมุคฺคราทิหตฺถา อุฏฺฐาย ตตฺเถว ราชานญฺจ ปุโรหิตญฺจ โปเถตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา มหาสตฺตํ อภิสิญฺจิตฺวา รชฺเช ปติฏฺฐาเปสุํ ฯ

อิติ สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนจฺฉริยํ อุปาสก ปฐวิยํ ปทสญฺชานนํ โปราณกปณฺฑิตา เอวํ อากาเส ปทํ ชานึสูติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุปาสโก จ ปุตฺโต จ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐิตา ฯ ตทา ปิตา กสฺสโป อโหสิ ปทกุสโล มาณโว อหเมวาติ ฯ

ปทกุสลชาตกํ ฉฏฺฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๓๑. หริตจชาดกชาดกถัดไป๔๓๓. โลมสกัสสปชาดก