จักกวากชาดก
ว่าด้วยความเป็นอยู่ของนกจักรพราก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๗๔ · บรรทัด ๕๒๙๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเหลาะแหละรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาสายวตฺเถ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้เหลาะแหละโลภปัจจัย ทิ้งอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตรเป็นต้นเสีย เข้าพระนครสาวัตถีแต่เช้าทีเดียว แม้ดื่มข้าวยาคูที่มีของเคี้ยวหลายอย่างเป็นบริวารแล้วฉันข้าวสาลี เนื้อและข้าวสุกที่มีรสเลิศต่างๆ ที่เรือนนางวิสาขา เท่านั้นก็ยังไม่อิ่ม ออกจากที่นั้นมุ่งหน้าไปยังนิเวศน์ของตนนั้น ๆ คือ จูลอนาถปิณฑิกเศรษฐี มหาอนาถปิณฑิกเศรษฐี และพระเจ้าโกศล.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภา ปรารภความเหลาะแหละของภิกษุนั้น พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้วตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้เหลาะแหละจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ดังนี้ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรเธอจึงเป็นผู้เหลาะแหละ แม้ในกาลก่อน เธอก็ไม่อิ่มด้วยซากศพช้างเป็นต้นในพระนครพาราณสี เพราะความเป็นผู้เหลาะแหละ ออกจากที่นั้นแล้วเที่ยวไปตามฝั่งแม่น้ำคงคาเข้าหิมวันตประเทศดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี มีกาเหลาะแหละตัวหนึ่งเที่ยวเคี้ยวกินซากศพช้างเป็นต้น ในพระนครพาราณสี ไม่อิ่มด้วยซากศพเหล่านั้น คิดว่า เราจักเคี้ยวกินปลาที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ไปหากินปลาตายที่ฝั่งแห่งแม่น้ำคงคานั้นอยู่ ๒, ๓ วันเข้าถิ่นหิมพานต์ เคี้ยวกินผลไม้น้อยใหญ่นานาชนิด ไปยังสระปทุมใหญ่ซึ่งมีปลาและเต่ามา เห็นนกจักรพราก ๒ ตัวมีสีดังทอง กำลังเคี้ยวกินสาหร่ายอยู่ในสระนั้น คิดว่า นกจักรพราก ๒ ตัวนี้มีสีสวยงามเลิศเหลือเกิน นกเหล่านี้คงจักมีโภชนาหารเป็นที่พอใจ เราจักถามถึงโภชนาหารของนกเหล่านี้ แล้วกินเช่นนั้นบ้างก็จักมีสีเหมือนทอง แล้วไปยังสำนักของนกเหล่านั้น กระทำปฏิสันถาร แล้วจับอยู่ที่ปลายกิ่งไม้แห่งหนึ่ง กล่าวคาถาที่ ๑ ซึ่งประกอบด้วยการสรรเสริญนกเหล่านั้นว่า :-
ข้าพเจ้าขอพูดกับนกทั้ง ๒ ที่เหมือน ดังคลุมด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด มีใจเพลิดเพลิน เที่ยวไปอยู่ นกทั้งหลายย่อมสรรเสริญชาติ ของนกอะไรในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ขอเชิญ ท่านทั้ง ๒ บอกนกนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาสายวตฺเถ คือ ที่มีสีดุจทองดังคลุมด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด. ของบทว่า ทุเว ทุเว แปลว่า ทั้ง ๒. บทว่า นนฺทมเน คือ มีใจยินดี. บทว่า กํ อณฺฑชํ อณฺฑชา มานุเสสุ ชาตึ ปสํสนฺติ ความว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นกทั้งหลายเมื่อสรรเจริญพวกท่าน ย่อมกล่าวสรรเสริญว่า นกอะไร คือ นกชื่ออะไร ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย อธิบายว่า นกทั้งหลายย่อมยกย่องท่านทั้งหลายในระหว่างมนุษย์ทั้งหลายระบุว่า ชื่อนกอะไร. บาลีว่า อณฺฑชํ อณฺฑชมานุเสสุ ดังนี้ก็มี บาลีนั้นมีอธิบายว่า นกทั้งหลายกล่าวสรรเสริญพวกท่าน ในหมู่นกทั้งหลายและในหมู่มนุษย์ทั้งหลายว่า นกชนิดไร.
นกจักรพรากได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ดูก่อนท่านผู้เบียดเบียนมนุษย์ ในหมู่ มนุษย์ นกทั้งหลายย่อมกล่าวถึงข้าพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งชื่อว่านกจักรพราก เนื่องโดยลำดับ มาว่า บรรดานกทั้งหลาย เขารู้กันทั่วไปว่า พวกข้าพเจ้าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ เป็นผู้มีรูป งาม เที่ยวไปใกล้ห้วงน้ำ พวกข้าพเจ้าไม่ทำ บาป แม้เพราะการกินเป็นเหตุ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสหึส ความว่า กาย่อมเบียดเบียน คือ รบกวนมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นนกจักรพรากจึงทักทายกานั้นอย่างนี้. บทว่า อนุพฺพเต หมายความว่า ไปตาม คือ บันเทิงอยู่ ได้แก่อยู่ด้วยความรักซึ่งกันและกัน บทว่า จกฺกวาเก ความว่านกทั้งหลายย่อมสรรเสริญ คือ ยกย่อง ได้แก่กล่าวขวัญถึงว่า ชาตินกนั้นชื่อว่าจักรพราก บทว่า ทิเชสุ ความว่า ขึ้นชื่อว่านกทั้งหลาย มีประมาณเท่าใด บรรดานกทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น เขารู้กันทั่วไปในหมู่มนุษย์ว่า พวกข้าพเจ้าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ.
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถวิกัปที่ ๒ ว่า ในหมู่มนุษย์ นกทั้งหลายย่อมกล่าวถึงข้าพเจ้าทั้งหลายว่านกจักรพราก แต่ในหมู่นกด้วยกัน นกทั้งหลายย่อมกล่าวถึงพวกข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ. บทว่า อณฺณเว ความว่า ในที่นี้นกจักรพรากเรียกสระว่าห้วงน้ำ อธิบายว่า พวกข้าพเจ้าสองตัวเท่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีรูปงามเพราะไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่าอื่น เที่ยวไปใกล้สระปทุมนี้.
ก็แล บทที่ ๔ ของคาถานี้ อาจารย์บางพวกพูดว่า น ฆาสเหตุํปิ กโรม ปาปํ ดังนี้. คำนั้น มีอธิบายว่า เพราะพวกข้าพเจ้าไม่ทำบาปเพราะเห็นแก่กิน เพราะเหตุนั้น เขาจึงยกย่องพวกข้าพเจ้าทั้งในหมู่มนุษย์และในหมู่นี้ว่าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ.
กาได้ยินดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ดูก่อนนกจักรพราก ท่านทั้งหลายกิน ผลไม้อะไร ที่ห้วงน้ำนี้ หรือว่าท่านทั้งหลาย กินเนื้อแต่ที่ไหน หรือว่าท่านทั้งหลายกิน โภชนาหารอะไร กำลังและสีของท่านทั้งหลาย จึงไม่เสื่อมทรามผิดรูป.
ศัพท์ว่า กึ ในคาถานั้น เป็นอาลปนะด้วยสามารถแห่งคำลามกมีอธิบายว่า ดูก่อนนกจักรพราก ท่านทั้งหลายกินโภชนาหารอะไร.
บทว่า อณฺณเว คือ ในสระนี้. บทว่า ภุญฺเช เท่ากับ ภุญฺชถ แปลว่า กิน อีกอย่างหนึ่ง เท่ากับ ภุญฺชิตฺถ แปลว่า กินแล้ว. หลายบทว่า มํสํ กุโต ขาทถ คือ ท่านทั้งหลายกินเนื้อของสัตว์จำพวกไหน ?
โว อักษรในคำว่า ภุญฺชถ โว เป็นเพียงนิบาต. ศัพท์ว่า โวนั้น สัมพันธ์เข้ากับบทข้างหน้าว่า พลญฺจ โว วณฺโณ จ อนปฺปรูโป
ต่อจากนั้น นกจักรพรากกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :ดูก่อนกา ผลไม้ทั้งหลายจะมีที่ห้วงน้ำ ก็หามิได้ เนื้อที่นกจักรพรากจะกินก็มิได้มี แต่ที่ไหน ข้าพเจ้าทั้งหลายกินแต่สาหร่าย กับน้ำ จะได้ทำบาปเพราะการกินก็หามิได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺกวาเก เท่ากับ จกฺกวากสฺส. บทว่า อวากโภชนา ได้แก่ กินน้ำที่ปราศจากความผิดปกติ นกจักรพรากแสดงไว้ว่า พวกเรามีสาหร่ายกับน้ำเท่านั้นเป็นอาหาร. บทว่า นฆาสเหตุ ความว่า พวกเราจะได้ทำบาปเพราะเห็นแก่กินเหมือนอย่างพวกท่านก็หามิได้.
ต่อจากนั้น กาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :ดูก่อนนกจักรพราก อาหารของท่านนี้ เราไม่ชอบ อาหารที่ท่านกินในภพนี้อย่างไร ท่านก็เป็นผู้ละม้ายคล้ายกันกับอาหารนั้น ครั้ง ก่อนเราเคยเป็นอย่างนี้มาแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นอย่างอื่นไปด้วยเหตุนี้แหละ เราจึง เกิดความสงสัยในสีกายของท่าน. แม้เราได้กินเนื้อ ผลไม้ และอาหารที่ เคล้าด้วยเกลือเจือด้วยน้ำมัน เราได้กินอาหาร มีรสที่เขากินกันในหมู่มนุษย์ จึงได้กล้าหาญ เข้าต่อสู้สงครามได้ ดูก่อนนกจักรพราก แต่สี ของเราหาเหมือนกับของท่านไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ ความว่า อาหารที่ท่านกินเราไม่ชอบใจ. บทคาถาว่า อสฺมึ ภเว โภชนสนฺนิกาโส ความว่าอาหารที่ท่านกินในภพนี้อย่างไร ท่านก็เป็นผู้ละม้ายคล้ายกันกับอาหารนั้น คือ อาหารใดที่ท่านกินในภพที่เป็นนกจักรพรากนี้ ท่านก็เป็นผู้คล้ายกันกับอาหารนั้น คือ เป็นผู้เช่นกับด้วยอาหารนั้น ได้แก่ เป็นผู้สมควรแก่อาหารนั้น อธิบายว่า ท่านเป็นผู้มีสรีระกายสมบูรณ์อย่างยิ่ง. หลายบทว่า ตโต เม อญฺถา ความว่า เมื่อก่อนความเข้าใจดังนี้ได้มีแก่ข้าพเจ้าเพราะเป็นพวกท่านว่า นกจักรพรากเหล่านี้ เคี้ยวกินผลไม้นานาชนิด และเคี้ยวกินปลาและเนื้อในสระนี้ เพราะเหตุนั้น จึงมีรูปร่างด้วยเลิศอย่างนี้ แต่บัดนี้เรากลายเป็นอย่างอื่นจากนี้ไป. บทว่า อิจฺเจว เม ความว่า ด้วยเหตุนี้แหละ เราจึงเกิดความสงสัยในสีกายของท่านนี้ว่า เหตุไฉนหนอแลนกจักรพรากเหล่านี้ กินอาหารที่เศร้าหมองเห็นปานนี้ จึงมีสีดุจทอง. บทว่า อหํปิ เท่ากับ อหํ หิ, อีกอย่าง๑ บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ภุญฺเช เท่ากับ ภุญฺชามิ คือกิน. บทว่า อนฺนานิ จ เท่ากับ โภชนานิ จ คือโภชนาหาร. บทว่าโลณิยเตลิยานิ แปลว่า ที่เคล้าด้วยเกลือเจือด้วยน้ำมัน. บทว่า รสํ คือ มีรสประณีตที่มนุษย์เขากินกันในหมู่มนุษย์. บทว่า วิเชตฺวา ความว่า นักรบได้กินอาหารมีรสประณีตเหล่านั้น จึงกล้าหาญ มีความเพียร เข้าผจญต่อสู้สงครามได้ฉันใด เราก็ฉันนั้น ได้กินอาหารมีรสที่เขากินกันในหมู่มนุษย์ จึงได้กล้าหาญเข้าต่อสู้สงครามได้.
ด้วยคำว่า ยถา ตว นี้ กาชี้แจงว่า สีของเราแม้ผู้บริโภคอาหารอันประณีตอย่างนี้ หาได้เหมือนกับของท่านไม่ เราจึงไม่เชื่อคำของท่าน.
ลำดับนั้น นกจักรพรากเมื่อจะกล่าวถึงเหตุที่ไม่เจริญแห่งวรรณสมบัติของกา และเหตุที่เจริญแห่งวรรณสมบัติของตน ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
ดูก่อนกา ท่านเป็นผู้กินอาหารไม่บริสุทธิ์ มักจะโฉบลงในขณะที่เขาพลั้งเผลอ จะได้กิน ข้าวและน้ำก็โดยยาก ลูกไม้ทั้งหลายท่านก็ไม่ ชอบใจกิน หรือเนื้อในกลางป่าช้า ท่านก็ไม่ ชอบใจกิน. ดูก่อนกา ผู้ใดอาศัยบริโภคโภคสมบัติ ด้วยธรรมอันสาหัส มักจะโฉบลงในขณะที่เขา พลั้งเผลอ ภายหลังสภาวธรรมตนเอง ก็ย่อม ติเตียนผู้นั้น ผู้นั้นถูกสภาวธรรมตนเองติเตียน แล้ว ก็ย่อมละทิ้งวรรณะ และกำลังเสีย. ถ้าผู้ใดบริโภคอาหาร แม้จะนิดหน่อย ซึ่งเป็นของเย็น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นถึงสาหัส ในกาลนั้น กำลังกายและวรรณะ ย่อมมีแก่ ผู้นั้น วรรณะทั้งปวงจะได้มีแก่ผู้นั้น ด้วยอาหาร มีประการต่าง ๆ เท่านั้นก็หาไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุทฺธภกฺโขสิ ความว่า ท่านชื่อว่าเป็นผู้กินอาหารไม่บริสุทธิ์ เพราะลักเขากินขโมยเขากิน. บทว่าขณานุปาตี คือ มักโฉบลงในขณะที่เขาเผลอ. สองบทว่า กิจฺเฉน เตความว่า ท่านนั้นจะได้กินข้าวและน้ำก็โดยยาก. บทว่า มํสานิ วาความว่า หรือเนื้อเหล่าใดที่มีอยู่ในท่ามกลางป่าช้า เนื้อเหล่านั้นท่านก็ไม่ยินดี. บทว่า ตโต เท่ากับ ปจฺฉา แปลว่า ภายหลัง. หลายบทว่า อุปกฺโกสติ นํ สภาโว คือ ตนนั่นแล ย่อมติเตียนบุคคลผู้นั้น. บทว่า อุปกฺกุฏฺโ ความว่า บุคคลผู้นั้นถูกตนเองบ้าง ถูกผู้อื่นบ้างติเตียนแล้วคือ ตำหนิแล้วย่อมละทิ้งวรรณะและกำลังเสีย เพราะเป็นผู้มีความเดือดร้อน. สองบทว่า นิพฺพุตึ ภุญฺชติ ยทิ ความว่า ก็ผิว่าผู้ใดบริโภคอาการแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งได้มาโดยธรรมชื่อว่าเป็นของเย็น ไม่เบียดเบียนผู้อื่น. สองบทว่า ตทสฺส โหติ ความว่า ในกาลนั้น กำลังกายและวรรณะในสรีระ ย่อมมีแก่ผู้นั้นผู้เป็นบัณฑิต. บทว่า อาหารมเยนคือ ด้วยอาหารมีประการต่าง ๆ เท่านั้น มีคำที่นกจักรพรากกล่าวไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนกา ขึ้นชื่อว่าวรรณะนั้นมีสมุฏฐาน ๔ ประการ คือ อาหารความอบอุ่น ความคิด และกิจการที่ทำ.
นกจักรพรากติเตียนกาโดยปริยายไม่น้อยอย่างนี้ กาเกิดความเกลียดชังนกจักรพราก คิดว่าเราไม่ต้องการสีของท่าน แล้วร้องขึ้นว่ากา กา บินหนีไป.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุเหลาะแหละดำรงอยู่ในอนาคามิผลพระทศพลทรงประชุมชาดกว่า กาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุเหลาะแหละในบัดนี้ นางนกจักรพรากในครั้งนั้น ได้มาเป็นมารดาพระราหุลในบัดนี้ ส่วนนกจักรพราก ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๐๐–๗๐๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
นวกนิบาตชาดก ๕๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
จกฺกวากชาตกํ
กาสายวตฺเถติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ โลลภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร โลโล อโหสิ ปจฺจยลุทฺโธ อาจริยุปชฺฌายวตฺตาทีนิ ฉฑฺเฑตฺวา ปาโตว สาวตฺถิยํ ปวิสิตฺวา วิสาขาย เคเห อเนกขาทนีย- ปริวารํ ยาคุํ ปิวิตฺวา นานคฺครสสาลิมํโสทนํ ภุญฺชิตฺวาปิ เตนาติตฺโต ตโต จุลฺลอนาถปิณฺฑิกสฺส มหาอนาถปิณฺฑิกสฺส โกสลรญฺโญติ เตสํ เตสํ นิเวสนานิ สนฺธาย วิจรติ ฯ อเถกทิวสํ ตสฺส โลลภาวํ อารพฺภ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต ตํ ภิกฺขุํ ปกฺโกสาเปตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ โลโลสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขุ กสฺมา โลโลสิ ปุพฺเพปิ ตฺวํ โลลภาเวน พาราณสิยํ หตฺถิกุณปาทีหิ อติตฺโต ตโต นิกฺขมิตฺวา คงฺคากุลฺเล วิจรนฺโต หิมวนฺตํ ปวิฏฺโฐติ วตฺวา อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต เอโก โลลกาโก พาราณสิยํ หตฺถิกุณปาทีนิ ขาทิตฺวา วิจรนฺโต เตหิ อติตฺโต คงฺคากุลฺเล มจฺฉํ ขาทิสฺสามีติ คนฺตฺวา ตตฺถ มตมจฺเฉ ขาทนฺโต กติปาหํ วสิตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา นานาวิธานิ ผลาผลานิ ขาทนฺโต พหุมจฺฉกจฺฉปํ มหนฺตํ ปทุมสรํ คนฺตฺวา ตตฺถ สุวณฺณวณฺเณ เทฺว จกฺกวาเก เสวาเล ขาทิตฺวา วสนฺเต ทิสฺวา อิเม อติวิย วณฺณสมฺปนฺนา โสภคฺคปฺปตฺตา อิเมสํ โภชนํ มนาปํ ภวิสฺสติ อิเมสํ โภชนํ ปุจฺฉิตฺวา อหมฺปิ ตเทว ภุญฺชิตฺวา สุวณฺณวณฺโณ ภวิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เตสํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา เอกสฺมึ สาขา- ปริยนฺเต นิสีทิตฺวา เตสํ ปสํสนปฏิสํยุตฺตํ ปฐมํ คาถมาห
กาสายวตฺเถ สกุเณ วทามิ
ทุเว ทุเว นนฺทมเน จรนฺเต
กํ อณฺฑชํ อณฺฑชา มานุเสสุ
ชาตึ ปสํสนฺติ ตทิงฺฆ พฺรูถาติ ฯ
ตตฺถ กาสายวตฺเถติ สุวณฺณวณฺเณ กาสายวตฺเถ วิย ฯ ทุเว ทฺเวติ เทฺว เทฺว หุตฺวา ฯ นนฺทมเนติ ตุฏฺฐจิตฺเต ฯ กํ อณฺฑชํ อณฺฑชา มานุเสสุ ชาตึ ปสํสนฺตีติ อมฺโภ อณฺฑชา ตุมฺเห มานุเสสุ ปสํสนฺตา กํ อณฺฑชํ กตรํ นาม อณฺฑชนฺติ วตฺวา ปสํสนฺติ กํ สกุณา นามาติ วตฺวา ตุมฺเห มนุสฺสานํ อนฺตเร วณฺณนฺตีติ อตฺโถ ฯ กํ อณฺฑชํ อณฺฑชมานุเสสูติปิ ปาโฐ ฯ ตสฺสตฺโถ ตุมฺเห อณฺฑเชสุ จ มนุสฺเสสุ จ กตรํ อณฺฑชนฺติ วตฺวา ปสํสนฺตีติ ฯ
ตํ สุตฺวา จกฺกวาโก ทุติยํ คาถมาห
อมฺเห มนุสฺเสสุ มนุสฺสหึส
อนุพฺพเต จกฺกวาเก วทนฺติ
กลฺยาณภาวมฺเห ทิเชสุ สมฺมตา
อภีตรูปา วิจราม อณฺณเว
น ฆาสเหตุปิ กโรม ปาปนฺติ ฯ
ตตฺถ มนุสฺสหึสาติ กาโก มนุสฺเส หึสติ วิเหเฐติ เตน ตํ เอวํ อาลปติ ฯ อนุพฺพเตติ อญฺญมญฺญํ อนุคเต สมฺโมทมาเน ปิยสํวาเส ฯ จกฺกวาเกติ จกฺกวากา นาม สา อณฺฑชชาตีติ ปสํสนฺติ วณฺเณนฺติ กเถนฺติ ฯ ทิเชสูติ ยตฺตกา ปกฺขิโน นาม เตสุ มยํ กลฺยาณภาวาติปิ มนุสฺเสสุ สมฺมตา ฯ ทุติเย อตฺถวิกปฺเป มนุสฺเสสุ อมฺเห จกฺกวากาติ วทนฺติ ทิเชสุ ปน มยํ กลฺยาณภาวาติ โน ทิชา วทนฺติ ฯ อณฺณเวติ อิมสฺมึ ฐาเน สโร อณฺณโวติ วุตฺโต อิมสฺมึ ปทุมสเร มยเมว เทฺว ชนา ปเรสํ อหึสนโต อภีตรูปา วิจรามาติ อตฺโถ ฯ อิมิสฺสา จ ปน คาถาย จตุตฺถปทํ น ฆาสเหตุํปิ กโรม ปาปนฺติ ปฐนฺติ ฯ ตสฺสตฺโถ ยสฺมา มยํ ฆาสเหตุ ปาปํ น กโรม ตสฺมา กลฺยาณภาวาติ อมฺเห มนุสฺเสสุ จ ทิเชสุ จ สมฺมตาติ ฯ
ตํ สุตฺวา กาโก ตติยํ คาถมาห
กึ อณฺณเว กานิ ผลานิ ภุญฺเช
มํสํ กุโต ขาทถ จกฺกวากา
กึ โภชนํ ภุญฺชถ โว อโนมา
พลญฺจ วณฺโณ จ อนปฺปรูโปติ ฯ
ตตฺถ กินฺติ ปุจฺฉาวเสน อาลปนํ ฯ กึ โภชนํ จกฺกวากาติ วุตฺตํ โหติ ฯ อณฺณเวติ อิมสฺมึ สเร ฯ ภุญฺเชติ ภุญฺชถ ภุญฺชิตฺถาติ วา อตฺโถ ฯ มํสํ กุโต ขาทถาติ กตรปาณินํ มํสํ ขาทถ ฯ ภุญฺชถ โวติ โวกาโร นิปาตมตฺตํ ปรปเทน ตสฺส สมฺพนฺโธ พลญฺจ โว วณฺโณ จ อนปฺปรูโปติ ฯ
ตโต จกฺกวาโก จตุตฺถํ คาถมาห
น อณฺณเว สนฺติ ผลานิ ธงฺก
มํสํ กุโต ขาทิตุํ จกฺกวาเก
เสวาลภกฺขมฺห อวากโภชนา
น ฆาสเหตุปิ กโรม ปาปนฺติ ฯ
ตตฺถ จกฺกวาเกติ จกฺกวากสฺส ฯ อวากโภชนาติ วิกลรหิต- อุทกโภชนา ฯ อมฺหากมฺหิ เสวาโล เจว อุทกญฺจ โภชนนฺติ ทสฺเสติ ฯ น ฆาสเหตูติ ตุมฺหาทิสา วิย มยํ ฆาสเหตุ ปาปํ น กโรม ฯ
ตโต กาโก เทฺว คาถา อภาสิ
น เม อิทํ รุจฺจติ จกฺกวาเก
อสฺมึ ภเว โภชนสนฺนิกาโส
อโหสิ เม ปุพฺเพ ตโต เม อญฺญถา
อิจฺเจว เม วิมติ เอตฺถ ชาตา ฯ
อหมฺปิ มํสานิ ผลานิ ภุญฺเช
อนฺนานิ จ โลณิยเตลิยานิ
รสํ มนุสฺเสสุ ลภามิ โภตฺตุํ
สูโรว สงฺคามมุขํ วิเชตฺวา
น จ เม ตาทิโส วณฺโณ จกฺกวาก ยถา ตวาติ ฯ
ตตฺถ อิทนฺติ ตุมฺหากํ ภุญฺชนโภชนํ มยฺหํ น รุจฺจติ ฯ อสฺมึ ภเว โภชนสนฺนิกาโสติ อิมสฺมึ ภเวสุ โภชนสนฺนิกาโส ยํ อสฺมึ จกฺกวากภเว โภชนํ ตฺวํ เตน สนฺนิกาโส ตํสทิโส ตทนุรูโป อโหสิ อติวิย ปสนฺนสรีโรสีติ อตฺโถ ฯ ตโต เม อญฺญถาติ อยํ มยฺหํ ปุพฺเพ ตุมฺเห ทิสฺวา เอเต เอตฺถ นานาวิธานิ ผลานิ เจว มจฺฉมํสญฺจ ขาทนฺติ เตน เอวํ โสภคฺคปฺปตฺตาติ อโหสิ อิทานิ เม อิโต อญฺญถา โหตีติ อตฺโถ ฯ อิจฺเจว เมติ เอเตเนว เม การเณน เอตฺถ ตุมฺหากํ สรีรวณฺเณ วิมติ ชาตา กถํ นุ โข เอเต เอวรูปํ ลูขโภชนํ ภุญฺชนฺตา สุวณฺณวณฺณา ชาตาติ ฯ อหํปีติ อหํ หิ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ภุญฺเชติ ภุญฺชามิ ฯ อนฺนานิ จาติ โภชนานิ จ ฯ โลณิยเตลิยานีติ โลณเตลยุตฺตานิ ฯ รสนฺติ มนุสฺเสสุ มนุสฺสปริโภคํ ปณีตรสํ ฯ วิเชตฺวาติ ยถา สูโร วิริโย เต สงฺคามมุขํ วิเชตฺวา วิลุมฺปิตฺวา ปริภุญฺชติ ตถา วิลุมฺปิตฺวา ปริภุญฺชามีติ อตฺโถ ฯ ยถา ตวาติ เอวํ ปณีตโภชนํ ภุญฺชนฺตสฺสาปิ มม ตาทิโส วณฺโณ นตฺถิ ยาทิโส ตว ตว วจนํ น สทฺทหามีติ ทีเปติ ฯ
อถสฺส วณฺณสมฺปตฺติยา อภาวการณํ อตฺตโน จ ภาวการณํ กเถนฺโต จกฺกวาโก เสสคาถา อภาสิ
อสุทฺธภกฺโขสิ ขณานุปาตี
กิจฺเฉน เต ลพฺภติ อนฺนปานํ
น ตุสฺสสิ รุกฺขผเลหิ ธงฺก
มํสานิ วา ยานิ สุสานมชฺเฌ ฯ
โย สาหเสน อธิคมฺม ภาเค
ปริภุญฺชติ ธงฺก ขณานุปาตี
ตโต อุปกฺโกสติ นํ สภาโว
อุปกฺกุฏฺโฐ วณฺณพลํ ชหาติ ฯ
อปฺปมฺปิ เจ นิพฺพุตึ ภุญฺชตี ยทิ
อสาหเสน อปรูปฆาตนา
พลญฺจ วณฺโณ จ ตทสฺส โหติ
น หิ สพฺโพ อาหารมเยน วณฺโณติ ฯ
ตตฺถ อสุทฺธภกฺโขสีติ ตฺวํ เถเนตฺวา วญฺเจตฺวา ภกฺขนโต อสุทฺธภกฺโข ฯ ขณานุปาตีติ ปมาทกฺขเณ อนุปตนสีโล ฯ กิจฺเฉน เตติ ตสฺส ตว ทุกฺเขน อนฺนปานํ ลพฺภติ ฯ มํสานิ วาติ ยานิ วา สุสานมชฺเฌ มํสานิ เตหิ น ตุสฺสสิ ฯ ตโตติ ปจฺฉา ฯ อุปกฺโกสติ นํ สภาโวติ อตฺตาว ตํ ปุคฺคลํ ครหติ ฯ อุปกฺกุฏฺโฐติ อตฺตนาปิ อปเรหิปิ อกฺกุฏฺโฐ ครหิโต วิปฺปฏิสาริตาย วณฺณญฺจ พลญฺจ ชหาติ ฯ นิพฺพุตึ ภุญฺชติ ยทีติ ยทิ ปน ปรํ อวิเหเฐตฺวา อปฺปกมฺปิ ธมฺมลทฺธํ นิพฺพุตึ โภชนํ ภุญฺชติ ฯ ตทสฺส โหตีติ ตทา อสฺส ปณฺฑิตสฺส สรีเร พลญฺจ วณฺณญฺจ โหติ ฯ อาหารมเยนาติ นานปฺปกาเรน อาหาเรเนว ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ โภ กาก วณฺโณ นาเมส จตุสมุฏฺฐาโน โส น อาหารมตฺเตเนว โหติ อุตุจิตฺตกมฺเมหิปิ โหติเยวาติ ฯ
เอวํ จกฺกวาโก อเนกปริยาเยน กากํ ครหิ ฯ กาโก หรายิตฺวา น มยฺหํ ตว วณฺเณน อตฺโถติ กา กาติ วสฺสนฺโต ปลายิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โลลภิกฺขุ อนาคามิผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา กาโก โลลภิกฺขุ อโหสิ จกฺกวากี ราหุลมาตา จกฺกวาโก ปน อหเมวาติ ฯ
จกฺกวากชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗