ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. หลิททราคชาดก
ชาดกที่ ๔๓๕ · นวกนิบาตชาดก

หลิททราคชาดก

ว่าด้วยลักษณะของผู้ที่จะคบ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๘๓ · บรรทัด ๕๓๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากหลิททราคชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภความประเล้าประโลมของนางถูลกุมารี จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุตีติกฺขํ ดังนี้. เรื่องที่เป็นปัจจุบันจักมีแจ้งในจุลลนารทชาดก ในเตรสนิบาต.

ส่วนเรื่องที่เป็นอดีต มีความดังต่อไปนี้ :- นางกุมาริกานั้นทำลายศีลของดาบสหมู่นั้นแล้ว รู้ว่าดาบสหนุ่มตกอยู่ในอำนาจของตนคิดว่าเราจักลวงดาบสหนุ่มนี้นำไปในครรลองมนุษย์ คิดดังนี้แล้วพูดว่าขึ้นชื่อว่าศีลที่รักษาในป่าซึ่งเว้นจากกามคุณมีรูปเป็นต้น ย่อมจะมีผลใหญ่ไปไม่ได้ ศีลที่รักษาในครรลองมนุษย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งกามคุณมีรูปเป็นต้น ย่อมมีผลใหญ่ มาเถิดท่านจงไปรักษาศีลกับเราในครรลองมนุษย์นั้น ป่าจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ท่าน ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ความอดทนด้วยศีลอยู่ในป่าอันมีที่นอน และที่นั่งอันสงัดเงียบ จะมีผลดีอะไร ส่วน ชนเหล่าใดอดทนอยู่ในบ้าน ชนเหล่านั้นเป็น ผู้ประเสริฐกว่าท่าน.

ความอดกลั้นด้วยดี ชื่อว่า สุตีติกฺขํ ในคาถานั้น. บทว่า ตีติกฺขนฺติ คือ อดกลั้นภัยธรรมชาติทั้งหลายมีความเย็นเป็นต้น. ดาบสหนุ่มได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า บิดาของเราไปป่า เมื่อท่านมาแล้วเราจักลาท่านก่อนแล้วจึงไป.

นางกุมาริกานั้นคิดว่า ได้ยินว่า ดาบสหนุ่มนี้มีบิดาถ้าท่านเห็นเราก็จักโบยตีให้เราถึงความพินาศด้วยไม้คานเราควรไปก่อนเถิด ครั้นแล้วก็กล่าวกะพระดาบสหนุ่มว่า ถ้าเช่นนั้น ฉันจะทำเครื่องหมายในหนทางไปก่อนท่านจงตามมาภายหลัง. ดาบสหนุ่มนั้นครั้นนางกุมาริกาไปแล้วก็มิได้เก็บฟืน มิได้ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน ได้แต่นั่งซบเซาอยู่อย่างเดียวเท่านั้น แม้เวลาบิดามาก็มิได้ต้อนรับ ลำดับนั้น บิดารู้ว่าบุตรของเรานี้ตกอยู่ในอำนาจของหญิงเสียแล้ว จึงถามดาบสหนุ่มนั้นว่า แน่ะพ่อเหตุไรเจ้าจึงไม่เก็บฟืน ไม่ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน ได้แต่นั่งซบเซาอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ดาบสหนุ่มถามว่า ข้าแต่พ่อได้ยินว่า ศีลที่รักษาในป่าไม่มีผลมากศีลที่รักษาในครรลองมนุษย์มีผลมากกว่า ฉันจักไปรักษาศีลในครรลองมนุษย์ สหายของฉันสั่งว่าจงตามมาภายหลัง แล้วเขาไปล่วงหน้า ฉันจักไปกับสหายนั้น เมื่อฉันอยู่ในครรลองมนุษย์นั้น ควรคบคนเช่นไรดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ข้าแต่พ่อ ฉันออกจากป่าสู่บ้านแล้ว ควรคบคนที่มีศีลอย่างไร มีวัตรอย่างไร ฉัน ขอถามท่าน ขอท่านจงบอกฉันด้วย.

ลำดับนั้น ดาบสผู้บิดาเมื่อจะบอกแก่ดาบสหนุ่ม จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-

แน่ะพ่อ ผู้ใดคุ้นเคยคับเจ้า อดทนต่อ ความคุ้นเคยของเจ้าได้ เป็นผู้ตั้งใจฟังคำพูด ของเจ้าและอดทนต่อคำพูดของเจ้าได้ เจ้าไป จากที่นี้แล้ว จงคบผู้นั้นเถิด. ผู้ใดไม่มีกรรมชั่วด้วยกายวาจาใจ เจ้า ไปจากที่นี้แล้ว จงตั้งตัวเหมือนบุตรที่เกิดแต่ อกผู้นั้น จงคบผู้นั้นเถิด. อนึ่ง ผู้ใดย่อมประพฤติโดยธรรม แม้ เมื่อประพฤติอยู่ก็ไม่ถือตัว เจ้าไปจากที่นี้แล้ว จงคบผู้นั้น ผู้กระทำกรรมอันบริสุทธิ์ มีปัญญา เถิด. แน่ะพ่อ เจ้าอย่าคบบุรุษที่มีจิตกลับกลอกดุจผ้าที่ย้อมด้วยนำขมิ้น รักง่ายหน่าย เร็ว ถึงแม้ว่าพื้นชมพูทวีปจะพึงไร้มนุษย์. เจ้าจงเว้นคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ละเว้นอสรพิษที่ดุร้าย เหมือน บุคคลผู้ละเว้นหนทางที่เปื้อนคูถ และเหมือน บุคคลผู้ไปด้วยยานละเว้นหนทางที่ขรุขระ ฉะนั้น. แน่ะพ่อ ความพินาศย่อมมีแต่ผู้ที่คบ คนพาล เจ้าอย่าสมาคมกับคนพาลเลย การอยู่ ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ เหมือนอยู่ ร่วมกับศัตรูฉะนั้น. แน่ะพ่อ เพราะเหตุนั้น พ่อจึงขอร้อง เจ้า ขอเจ้าจงกระทำตามคำของพ่อ เจ้าอย่า สมาคมกับคนพาลเลย เพราะการสมาคมกับ คนพาลเป็นทุกข์.

บรรดาบทเหล่านั้น หลายบทว่า โย เต วิสฺสาสเต เท่ากับโย ตว วิสฺสาเสยฺย แปลว่า ผู้ใดพึงคุ้นเคยกับเจ้า. สองบทว่า ขเมยฺย เต ความว่า ผู้ใดพึงอดทนต่อความคุ้นเคยที่เจ้ากระทำแล้วในตน. บทว่า สุสฺสูสี จ ตีติกฺขี จ ความว่า ผู้ใดพึงเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยการฟังด้วยดี ซึ่งถ้อยคำของเจ้าและด้วยการอดกลั้นต่อถ้อยคำของเจ้า. ด้วยบทว่า โอรสีว ปติฏฺาย เจ้าพึงตั้งตน คือพึงดำรงตนอยู่เหมือนบุตรผู้เกิดแต่อกของมารดา ฉะนั้น แล้วรู้สึกอยู่ว่า เหมือนมารดาของตนพึงคบผู้นั้น. บทว่า โย จ ธมฺเมน จรติ ความว่าผู้ใดประพฤติโดยสุจริตธรรมสามอย่างนั่นแล. บทว่า น มญฺติ ความว่า แม้เมื่อประพฤติอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ถือตัวว่าเราประพฤติธรรม. บทว่า วิสุทฺธการึ ได้แก่ผู้กระทำกุศลกรรมบถสิบประการอันบริสุทธิ์. บทว่า ราควิราคินํ ได้แก่ผู้รักง่ายและหน่ายเร็ว คือมีอันรักแล้วก็หน่ายในขณะนั้นเป็นสภาพ. บทว่า นิมฺมนุสฺสมฺปิ เจ สิยา ความว่าแม้ถ้าว่าพื้นชมพูทวีปจะไม่มีมนุษย์ไชร้ มีแต่มนุษย์ผู้นั้นประดิษฐานอยู่ผู้เดียว แม้ถึงกระนั้นเจ้าก็อย่าคบคนเช่นนั้น. บทว่า มหาปถํ คือดุจบุคคลละเว้นหนทางที่เปรอะเปื้อนด้วยคูถฉะนั้น. บทว่า ยานีวคือดุจบุคคลผู้ไปด้วยยาน. บทว่า วิสมํ คือที่ไม่เรียบราบเช่นเป็นที่ลุ่มที่ดอนมีตอและหินเป็นต้น. บทว่า พาลํ อจฺจูปเสวโต ได้แก่ผู้คบคนพาลคือคนไม่มีปัญญา. บทว่า สพฺพทา ความว่า แน่ะพ่อขึ้นชื่อว่าการอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ คือตลอดกาลเป็นนิจเหมือนอยู่ร่วมกับศัตรูฉะนั้น. สองบทว่า ตํ ตาหํ ความว่า เพราะเหตุนั้นพ่อจึงขอร้องเจ้า.

ดาบสหนุ่มนั้นได้ฟังคำสอนของบิดาอย่างนี้แล้ว กล่าวว่า ข้าแต่พ่อฉันไปสู่ครรลองมนุษย์ จักไม่ได้บัณฑิตเช่นพ่อฉันกลัวการไปในครรลองมนุษย์นั้น ฉันจักอยู่ในสำนักของพ่อนี้แหละ ลำดับนั้น ดาบสผู้เป็นบิดาได้ให้โอวาทแก่ดาบสหนุ่มยิ่งขึ้นไปอีก แล้วสอนให้บริกรรมในกสิณ ต่อมาไม่นานนักดาบสหนุ่มก็ได้อภิญญาและสมาบัติ เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้ากับดาบสผู้เป็นบิดา.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ได้ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระดาบสหนุ่มในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้กระสันในบัดนี้ นางกุมาริกาในครั้นนั้น ได้มาเป็นนางถูลกุมาริกาในบัดนี้ ส่วนพระดาบสผู้เป็นบิดา คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาหลิททราคชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๑๒–๗๑๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

นวกนิบาตชาดก · ๒๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Haliddarāgajātakaṃ

sutītikkhanti idaṃ satthā jetavane viharanto thūlakumāripalobhanaṃ ārabbha kathesi. Vatthu terasanipāte cullanāradajātake āvībhavissati.

Atītavatthumhi pana sā kumārikā tassa tāpasakumārassa sīlaṃ bhinditvā attano vase ṭhitabhāvaṃ ñatvā imaṃ vañcetvā manussapathaṃ nessāmīti cintetvā rūpādikāmaguṇavirahite araññe rakkhitasīlaṃ nāma na mahapphalaṃ hoti manussapathe rūpādīnaṃ paccupaṭṭhāne mahapphalaṃ hoti ehi mayā saddhiṃ tattha gantvā sīlaṃ rakkhāhi kinte araññenāti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha

sutītikkhaṃ araññamhi pantamhi sayanāsane

ye ca gāme tītikkhanti te uḷāratarā tayāti.

Tattha sutītikkhanti suṭṭhu adhivāsanaṃ. Tītikkhantīti sītādīni adhivāsenti.

Taṃ sutvā tāpasakumāro pitā me araññaṃ gato tasmiṃ āgate taṃ āpucchitvā gamissāmīti āha. Sā cintesi pitā kirassa atthi sace maṃ so passissati kājakoṭiyāva pothetvā vināsaṃ pāpessati mayā paṭhamameva gantabbanti. Atha naṃ āha tenahi ahaṃ maggasaññaṃ kurumānā paṭhamataraṃ gacchāmi tvaṃ pacchā āgacchāhīti. So tassā gatakāle neva dārūni āhari na pānīyaṃ na paribhojanīyaṃ upaṭṭhāpesi kevalaṃ pajjhāyantova nisīdi. Pitu Āgamanakālepi paccuggamanaṃ nākāsi. Atha naṃ pitā itthīnaṃ vasaṅgato esoti ñatvāpi kasmā tāta neva dārūni āhari na pānīyaṃ na paribhojanīyaṃ upaṭṭhāpesi pajjhāyantoyeva pana nisinnosīti āha. Tāpasakumāro tāta araññe kira rakkhitasīlaṃ na mahapphalaṃ hoti manussapathe mahapphalaṃ hoti ahaṃ tattha gantvā sīlaṃ rakkhissāmi sahāyo me pacchā āgaccheyyāsīti vatvā purato gato ahaṃ teneva saddhiṃ gamissāmi tattha pana vasantena mayā kathaṃrūpo puriso sevitabboti pucchanto dutiyaṃ gāthamāha

araññā gāmamāgamma kiṃsīlaṃ kiṃvataṃ ahaṃ

purisaṃ tāta seveyyaṃ taṃ me akkhāhi pucchitoti.

Athassa pitā kathento sesagāthā abhāsi

yo te vissāsate tāta vissāsañca khameyya te

sussūsī ca tītikkhī ca taṃ bhajehi ito gato.

Yassa kāyena vācāya manasā natthi dukkaṭaṃ

orasīva patiṭṭhāya taṃ bhajehi ito gato.

Yo ca dhammena carati carantopi na maññati

visuddhakāriṃ sappaññaṃ taṃ bhajehi ito gato.

Haliddarāgaṃ kapicittaṃ purisaṃ rāgavirāginaṃ

tādisaṃ tāta mā sevi nimmanussampi ce siyā.

Āsīvisaṃva kupitaṃ mīḷhalittaṃ mahāpathaṃ

ārakā parivajjehi yānīva visamaṃ pathaṃ.

Anatthā tāta vaḍḍhanti bālaṃ accūpasevato

māssu bālena saṅgacchi amitteneva sabbadā.

Taṃ tāhaṃ tāta yācāmi karassu vacanaṃ mama

māssu bālena saṅgacchi dukkho bālehi saṅgamoti.

Tattha yo te vissāsateti yo tava vissāseyya. Khameyya teti yo ca attani tayā kataṃ vissāsaṃ khameyya. Sussūsī ca tītikkhī cāti tava vacanaṃ sussūsāya ceva vacanādhivāsanena ca samannāgato yo bhaveyyāti attho. Orasīva patiṭṭhāyāti yathā mātu oraso putto patiṭṭhāti evaṃ patiṭṭhāya patiṭṭhahitvā attano mātaraṃ viya maññamāno taṃ bhajeyyāsīti vadati. Yo ca dhammena caratīti yo tividhasucaritadhammeneva iriyati. Na maññatīti tathā carantopi ca ahaṃ dhammaṃ carāmīti mānaṃ na karoti. Visuddhakārinti visuddhānaṃ dasannaṃ kusalakammapathānaṃ kārakaṃ. Rāgavirāginanti rāginañca virāginañca rajjitvā taṃkhaṇameva virajjanasabhāvaṃ. Nimmanussampi ce siyāti sacepi sakalajambudīpatalaṃ nimmanussaṃ hoti soyeveko manusso tiṭṭhati tathāpi tādisaṃ mā sevi. Mahāpathanti gūthamakkhitaṃ maggaṃ viya. Yānīvāti yānena gacchanto viya. Visamanti ninnauṇṇatakhāṇupāsāṇādi- visamaṃ. Bālaṃ accūpasevatoti bālaṃ apaññaṃ atisevantassa. Sabbadāti tāta bālena saddhiṃ saṃvāso nāma amittasaṃvāso viya sabbadā niccakālameva dukkho. Taṃ tāhanti tena kāraṇena taṃ ahaṃ.

So evaṃ pitarā ovadito tāta ahaṃ manussapathaṃ gantvā Tumhādise paṇḍite na labhissāmi tattha gantuṃ bhāyāmi idheva tumhākaṃ santike vasissāmīti āha. Athassa pitā bhiyyopi ovādaṃ datvā kasiṇaparikammaṃ ācikkhi. So na cirasseva abhiññā ca samāpattiyo ca uppādetvā saddhiṃ pitarā brahmalokaparāyano ahosi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā tāpasakumāro ukkaṇṭhitabhikkhu ahosi kumārikā thūlakumārikāva pitā pana ahamevāti.

Haliddarāgajātakaṃ navamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๓๔. จักกวากชาดกชาดกถัดไป๔๓๖. สมุคคชาดก