ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปูติมังสชาดก
ชาดกที่ ๔๓๗ · นวกนิบาตชาดก

ปูติมังสชาดก

ว่าด้วยโทษของการมองในเวลาที่ไม่ควรมอง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๐๑ · บรรทัด ๕๓๙๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปูติมังสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภความไม่สำรวม จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น โข เม รุจฺจติ ดังนี้.

ความย่อมีว่า สมัยหนึ่ง ภิกษุจำนวนมากไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย พระศาสดาตรัสแก่พระอานนทเถระว่า ควรจะกล่าวสอนภิกษุเหล่านี้. รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์เป็นพิเศษ เสด็จไปในท่ามกลางประทับนั่งเหนือบัลลังก์อันประเสริฐที่จัดไว้ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าภิกษุไม่ควรถือนิมิตรในรูปเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตร เพราะถ้าตายลงในขณะนั้น จะบังเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น ฉะนั้น อย่าถือศุภนิมิตรในรูปเป็นต้นขึ้นชื่อว่าภิกษุไม่ควรยึดรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ เพราะผู้ที่ยึดรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ ย่อมถึงมหาพินาศในปัจจุบันทีเดียว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเพราะฉะนั้น จักขุนทรีย์ที่ถูกแทงด้วยซี่เหล็กแดงประเสริฐ ว่าการแลดูศุภนิมิตรในรูปไม่ประเสริฐเลย เวลาที่พวกเธอจะควรแลดูรูปมีอยู่บางคราว เวลาที่พวกเธอไม่ควรแลดูรูปมีอยู่บางคราว ในเวลาแลดูไม่ควรแลดูด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตร ควรแลดูด้วยสามารถแห่งอศุภนิมิตรเท่านั้น เมื่อทำได้อย่างนี้ ก็จักไม่เสื่อมจากอารมณ์ของตน ก็อะไรเล่าเป็นอารมณ์ของพวกเธอ คือ สติปัฏฐาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘โลกุตตรธรรม ๙ เมื่อพวกเธอโคจรอยู่ในอารมณ์เช่นนี้ มารก็จะไม่ได้โอกาสทำร้าย แต่ถ้าพวกเธอตกอยู่ในอำนาจกิเลส แลดูด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตร ก็จักเสื่อมจากอารมณ์ของตน เหมือนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะเสื่อมจากที่หาอาหารฉะนั้น แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในนครพาราณสี. มีแพะหลายร้อยอยู่ในถ้ำเชิงภูเขา ในแดนป่าหิมพานต์ ณ ที่ใกล้ ๆ กับที่อยู่ของแพะเหล่านั้น มีสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะกับภรรยาชื่อเวณี อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง วันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกเที่ยวไปกับภรรยา เห็นแพะเหล่านั้น คิดว่า เราควรจะกินเนื้อแพะเหล่านี้ด้วยอุบายอย่างหนึ่งแล้วได้ใช่อุบายฆ่าแพะวันละตัว สุนัขจิ้งจอกทั้งสองกินเนื้อแพะจนมีกำลังร่างกายอ้วนสมบูรณ์ แพะก็น้อยลงโดยลำดับ ในกลุ่มแพะเหล่านั้น มีแพะตัวเมียตัวหนึ่งชื่อเมณฑิกมาตา เป็นแพะฉลาดรู้เท่าทันอุบายสุนัขจิ้งจอกไม่อาจฆ่ามันได้ วันหนึ่ง จึงปรึกษากับภรรยาว่า ที่รักแพะทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว เราควรใช้อุบายกินแพะตัวเมียตัวนี้ และในเรื่องนี้มีอุบายดังนี้ คือตัวเจ้าผู้เดียว จงไปเป็นเพื่อนกับเขา ครั้นเมื่อนางแพะมีความคุ้นเคยกับเจ้า เราจักนอนทำเป็นตาย เจ้าจงเข้าไปหานางแพะแล้วพูดว่า แม่แพะเอ๋ย สามีของฉันตายเสียแล้ว และฉันก็ไม่มีที่พึ่ง นอกจากท่านแล้ว ญาติคนอื่นของฉันไม่มี ท่านจงมาเถิดพวกเราจักพากันร้องไห้คร่ำครวญเผาศพสามีของฉัน ดังนี้แล้ว จงพาเขามา แล้วฉันจักโดดขึ้นกัดคอฆ่าแพะนั้นเสีย. สุนัขจิ้งจอกตัวเมียรับคำว่า ดีแล้ว จึงไปคบมันเป็นเพื่อน เมื่อคุ้นเคยกันแล้ว ก็ได้กล่าวกะมันอย่างนั้น. มันจึงกล่าวว่า แน่ะสหายการที่เราจะไปนั้นไม่ควร สามีของท่านกินญาติของเราจนหมด เรากลัวไม่อาจไป สุนัขจิ้งจอกตัวเสียจึงกล่าวว่า แน่ะสหาย อย่ากลัวเลยผู้ที่ตายแล้วจะทำอะไรได้ แพะตัวเมียแม้กล่าวตอบอย่างนี้ว่า สามีของท่านมีฤทธิ์เดชมาก ฉันกลัวจริงดังนี้ ถูกสุนัขจิ้งจอกตัวเมียวิงวอนอยู่บ่อย ๆ คิดว่า สุนัขจิ้งจอกคงตายแน่ จึงรับคำแล้วไปกับสุนัขจิ้งจอกตัวเมีย และเมื่อไปมันคิดว่า ใครจะรู้ว่าจักมีเหตุอะไรเกิดขึ้น จึงให้สุนัขจิ้งจอกตัวเมียไปข้างหน้า มันตามไปพลาง คอยกำหนดสุนัขจิ้งจอกอยู่ด้วย เพราะความสงสัยในสุนัขจิ้งจอกนั้น.

สุนัขจิ้งจอกตัวผู้ได้ยินเสียง/ีเท้าสัตว์ทั้งสอง คิดว่า แพะตัวเมียมาถึงหรือยัง จึงยกศีรษะขึ้นชำเลืองดู. แพะตัวเมียเห็นสุนัขจิ้งจอกทำดังนั้น คิดว่า สุนัขจิ้งจอกนี้เลวมาก ประสงค์จะลวงเรามาฆ่า นอนทำเป็นตาย จึงกลับไป สุนัขจิ้งจอกตัวเมียจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงหนีไปเสีย ? เมื่อจะกล่าวเหตุนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

แน่ะสหาย การจ้องดู ของสุนัขจิ้งจอก ชื่อปูติมังสะไม่เป็นที่ชอบใจเราเลย บุคคลพึง เว้นสหายเช่นนี้ ให้ห่างไกล.

บรรดาเหล่านั้น บทว่า อาฬิ เป็นอาลปนะ ความว่า ดูก่อนเพื่อน คือ ดูก่อนสหาย. บทว่า เอตาทิสา สขารสฺมา ความว่าบุคคลหลีกจากสหายเห็นปานนี้ แล้วพึงเว้นสหายนั้นให้ห่างไกล.

ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว แพะตัวเมียได้กลับไปที่อยู่ของตน. สุนัขจิ้งจอกตัวเมียเมื่อไม่อาจให้แพะตัวเมียกลับมาได้ก็โกรธแพะตัวเมียไปสำนักของสามีตน นั่งซบเซาอยู่. ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวผู้ เมื่อจะติเตียนสุนัขจิ้งจอกตัวเมีย จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

สุนัขจิ้งจอกตัวเมียชื่อว่า เวณีนี้เป็นบ้า ไปได้ พรรณนาถึงแพะตัวเมียผู้เป็นสหายให้ ผัวฟัง ครั้นแพะตัวเมียถอยหลังกลับไปไม่มk ก็นั่งซบเซาถึงแพะตัวเมียชื่อเมณฑิมาตา ผู้มา แล้วถอยหลังกลับไปเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวณิ เป็นชื่อของสุนักจิ้งจอกตัวเมียตัวนั้น. บทว่า วณฺเณติ ปติโน สขึ ความว่า แรกที่เดียวสุนัขจิ้งจอกตัวเมียชื่อว่าเวณีนี้ พรรณาถึงแพะตัวเมียผู้เป็นสหายของตนในสำนักของสามีว่า แม่แพะผู้มีความรักใคร่คุ้นเคยในเราจักมาสู่สำนักของสามี ขอให้ท่านจงทำเป็นตายบัดนี้ ครั้นมันถอยกลับไป ก็มานั่งซบเซาถึง คือ เศร้าโศกถึงแม่แพะชื่อว่าเมณฑิมาตานั้น ผู้มาแล้วแต่ไม่ถึงสำนักเรา.

แม่สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :แน่ะเพื่อน ท่านนั้นแหละเป็นบ้า มี ปัญญาทราม ขาดปัญญาเครื่องพิจารณา ท่าน นั้นทำอุบายล่อลวงว่าตาย แต่ชะเง้อดู โดย กาลอันไม่ควร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิจกฺขโณ คือ เว้นจากปัญญาเครื่องพิจารณา. บทว่า อกาเลน วิเปกฺขสิ ความว่า เมื่อแม่แพะยังไม่ทันมาถึงสำนักของตนเลย ชะเง้อมองในเวลาที่ไม่ควร.

ในที่นี้มีอภิสัมพุทธคาถาดังนี้ว่า :บัณฑิตไม่ควรชะเง้อมองในกาลอันไม่ควร ควรมองดูแต่ในกาลอันควร ผู้ใดชะเง้อมอง ในกาลอันไม่ควร ผู้นั้นย่อมซบเซา เหมือน สุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกาเล ได้แก่ ในกาลที่จิตตุปบาทเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตร เพราะปรารภกามคุณ กาลนี้แลชื่อว่ากาลอันไม่ควรที่ภิกษุจะพึงแลดูรูป. บทว่า กาเล ได้แก่ ในกาลที่กำหนดถือเอารูปด้วยสามารถแห่งอศุภนิมิตร ด้วยสามารถแห่งอนุสสติหรือด้วยสามารถแห่งกสิณ กาลนี้แลชื่อว่ากาลอันควรที่ภิกษุจะพึงแลดูรูป.

ในกาลทั้งสองนั้น ชนทั้งหลายที่แลดูรูปในกาลที่มีความกำหนัดย่อมถึงมหาพินาศ ดังนั้น. คำว่า ในกาลอันไม่ควรบัณฑิตพึงเปรียบเทียบด้วยชาดกทั้งหลายมีหริตจชาดกและโลมสกัสสปชาดกเป็นต้น ชนที่แลดูรูปด้วยสามารถแห่งอศุภนิมิตรย่อมดำรงอยู่ในพระอรหัตผล ดังนั้นคำว่า ในกาลอันควร บัณฑิตพึงเปรียบเทียบด้วยเรื่องพระติสสเถระผู้เจริญอสุภกรรมฐาน. บทว่า ปูติมํโสว ปชฺฌาติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะชะเง้อดูแม่แพะในกาลอันไม่ควรจึงเสื่อมจากเหยื่อของตน ซบเซาอยู่ฉันใด ภิกษุแลดูรูปด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตรในกาลอันไม่ควร จึงเสื่อมจากอารมณ์มีสติปัฏฐานเป็นต้นซบเซาอยู่ คือลำบากอยู่ทั้งในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพฉันนั้น.

แม่สุนัขจิ้งจอกชื่อเวณี ได้กล่าวปลอบโยนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะว่า ข้าแต่สามีท่านอย่าเสียใจเลย ฉันจะใช้อุบายนำนางแพะนั้นมาอีก เวลานางแพะมา ท่านอย่าประมาท จงจับไว้ให้ได้ แล้วไปสำนักนางแพะนั้น กล่าวว่า สหายเอ๋ย การที่ท่านกลับมาเสียนั่นแหละเกิดประโยชน์แก่เรา เพราะพอท่านมาแล้วเท่านั้นสามีก็กลับได้สติ บัดนี้ยังมีชีวิตอยู่ท่านจงมา ไปทำปฏิสันถารกับสามีของเราเถิด ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :-

ดูก่อนสหาย ขอความรักจงมีแก่เรา ท่านจงให้ความเอิบอิ่มแก่เรา สามีของเรากลับ ฟื้นขึ้นมาแล้ว ถ้าท่านมีความรักเรา ก็จงมา ไปกับเราเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺณปตฺตํ ททาหิ เม ความว่าขอท่านจงให้ความยินดีแก่เราผู้มาแล้วเพื่อชนที่รักทั้งหลาย. บทว่า ปติ สญฺชีวิโต ความว่า สามของเรากลับฟื้นขึ้นมาแล้ว คือลุกขึ้นมาแล้วเป็นผู้ไม่มีโรค. บทว่า เอยฺยาสิ ความว่า ขอท่านจงมาไปกับเราเถิด

แม่แพะคิดว่า แม่สุนัขจิ้งจอกเลวทรามนี้ ประสงค์จะลวงเราการกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ไม่สมควรเลย เราจักใช้ลวงนางสุนัขจิ้งจอกบ้าง ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-

แน่ะสหาย ขอความรักจงมีแต่ท่าน เรา จะให้ความเอิบอิ่มแก่ท่าน เราจักมาด้วยบริวาร เป็นอันมาก ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสฺสํ ความว่า เราจักมา แลเมื่อมา จักมาด้วยบริวารเป็นอันมาก สำหรับอารักขาตน.

ลำดับนั้น แม่สุนัขจิ้งจอกเมื่อจะถามถึงบริวารกะแม่แพะ ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-

บริวารของท่านเป็นเช่นไร เราจักจัดแจง โภชนาหารเพื่อบริวารเหล่าใด ก็บริวารเหล่านั้น ทั้งหมดมีชื่อว่าอย่างไร เราขอถาม ขอท่านจง บอกบริวารเหล่านั้นแก่เรา. เมื่อแม่แพะจะบอก ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :บริวารของเราเช่นนี้ คือ สุนัขชื่อมาลิยะ ๑ ชื่อจตุรักขะ ๑ ชื่อปิงคิยะ ๑ ชื่อชัมพุกะ ๑ ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เพื่อบริวาร เหล่านั้นเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต เม ความว่า ขอท่านจงบอกบริวารเหล่านั้นแก่เรา.

คำว่า มาลิโย เป็นต้น เป็นชื่อของสุนัข ๔ ตัว.

แม่แพะกล่าวดังนี้แล้วได้กล่าวต่อไปว่า บรรดาสุนัขเหล่านั้นตัวหนึ่ง ๆ มีบริวารตัวละห้าร้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักมีสุนัขสองพันตัวแวดล้อมมา ดังนี้ แล้วกล่าวว่า ถ้าสุนัขเหล่านั้นไม่ได้โภชนาหาร ก็จักฆ่าท่านทั้งสองกินเสีย. แม่สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นก็กลัว คิดว่า ไม่เป็นการสมควรที่แม่แพะนี้จะไปในสำนักของสามีเรา เราจักใช้อุบายทำให้แม่แพะนี้ไม่ไป ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-

เมื่อท่านออกจากเรือนไป สิ่งของของ ท่านไม่มีใครดูแล จักเสียหาย คำพูดของ สหายมิได้มีความรังเกียจ ท่านจงอยู่ที่นี้เถิด อย่าไปเลย.

อธิบายความแห่งคาถานั้นว่า แน่ะสหาย ในเรือนของท่านมีสิ่งของอยู่เป็นอันมาก เมื่อท่านออกจากเรือนไป สิ่งของนั้นก็จักไม่มีใครดูแล จักเสียหาย เรานี้แหละจักบอก คำกล่าวของท่านผู้เป็นสหาย คือเป็นเพื่อน มิได้มีความรังเกียจ ท่านจงอยู่ที่นี่แหละ อย่าไปเลย.

ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว แม่สุนัขจิ้งจอกมีความกลัวมรณภัยรีบไปสำนักของสามี พาสามีหนีไปที่อื่น ทั้งสองผัวเมียก็ไม่อาจมาที่นั้นอีก.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ในครั้งนั้น เราตถาคตเกิดเป็นเทวดาอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ในที่นั้น ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาปูติมังสชาดกที่ ๑๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๓๒–๗๔๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

นวกนิบาตชาดก · ๔๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ปูติมํสชาตกํ

น โข เม รุจฺจตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อินฺทฺริยอสํวรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอกสฺมึ หิ สมเย พหู ภิกฺขู อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารา อเหสุํ ฯ สตฺถา อิเม ภิกฺขู โอวทิตุํ วฏฺฏตีติ อานนฺทตฺเถรสฺส วตฺวา อนิยมวเสน ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อลงฺกตปลฺลงฺกวรมชฺฌคโต พหู ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา ภิกฺขเว ภิกฺขุนา นาม รูปาทีสุ สุภนิมิตฺต- วเสน นิมิตฺตํ คเหตุํ น วฏฺฏติ สเจ หิ ตสฺมึ สมเย กาลํ กโรติ นิรยาทีสุ นิพฺพตฺติ ตสฺมา รูปาทีสุ สุภนิมิตฺตํ มา คณฺหถ ภิกฺขุนา นาม รูปาทิโคจเรน น ภวิตพฺพํ รูปาทิโคจรา หิ ทิฏฺเฐเยว ธมฺเม มหาวินาสํ ปาปุณนฺติ ตสฺมา วรนฺติห ภิกฺขเว ตตฺตาย อโยสลากาย จกฺขุนฺทฺริยํ สมฺปลิมฏฺฐนฺติ วิตฺถาเรตฺวา ตุมฺหากํ รูปํ โอโลกนกาโลปิ อตฺถิ อโนโลกนกาโลปิ โอโลกนกาเล สุภวเสน อโนโลเกตฺวา อสุภวเสเนว โอโลเกยฺยาถ เอวํ อตฺตโน โคจรา น ปริหายิสฺสถ โก ปน ตุมฺหากํ โคจโร จตฺตาโร สติปฏฺฐานา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค นว โลกุตฺตรธมฺมา เอตสฺมึ หิ โว โคจเร โคจรตํ น ลจฺฉติ มาโร โอตารํ สเจ ปน กิเลสวสิกา หุตฺวา สุภนิมิตฺตวเสน โอโลกิสฺสถ ปูติมํสสิคาโล วิย อตฺตโน โคจรา ปริหายิสฺสถาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต หิมวนฺตปฺปเทเส อรญฺญายตเน ปพฺพตคุหายํ อเนกสตา เอฬกา วสนฺติ ฯ เตสํ วสนฏฺฐานโต อวิทูเร เอกิสฺสา คุหายํ ปูติมํโส นาม สิคาโล เวณิยา นาม ภริยาย สทฺธึ วสติ ฯ โส เอกทิวสํ ภริยาย สทฺธึ วิจรนฺโต เต เอฬเก ทิสฺวา เอเกนุปาเยน อิเมสํ มํสํ ขาทิตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา อุปาเยน เอเกกํ เอฬกํ มาเรสิ ฯ เต อุโภ เอฬกมํสํ ขาทนฺตา ถามสมฺปนฺนา ถูลสรีรา อเหสุํ ฯ อนุปุพฺเพน เอฬกา ปริกฺขยํ อคมํสุ ฯ เตสํ อนฺตเร เมณฺฑิกมาตา นาม เอกา เอฬิกา พฺยตฺตา อโหสิ อุปายกุสลา ฯ สิคาโล ตํ มาเรตุํ อสกฺโกนฺโต เอกทิวสํ ภริยาย สทฺธึ สมฺมนฺเตนฺโต ภทฺเท เอฬกา ขีณา อิมํ เอฬิกํ เอเกนุปาเยน ขาทิตุํ วฏฺฏติ อยํ ปเนตฺถ อุปาโย ตฺวํ เอกิกาว คนฺตฺวา เอตาย สทฺธึ สขี โหหิ อถ เต ตยา สทฺธึ วิสฺสาเส อุปฺปนฺเน อหํ มตาลยํ กริตฺวา นิปชฺชิสฺสามิ ตฺวํ เอตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอฬิเก สามิโย เม มโต อหญฺจ อนาถา ฐเปตฺวา ตํ เม อญฺโญ ญาตโก นตฺถิ เอหิ โรทิตฺวา กนฺทิตฺวา ตสฺส สรีรกิจฺจํ กริสฺสามาติ วตฺวา ตํ คณฺหิตฺวา อาคจฺเฉยฺยาสิ อถ นํ อหํ อุปฺปติตฺวา คีวายํ ฑํสิตฺวา มาเรสฺสามีติ ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตาย สทฺธึ สขีภาวํ กตฺวา วิสฺสาเส อุปฺปนฺเน เอฬิกํ ตถา อโวจ ฯ อาฬิ อลํ ตว สามิเกน สพฺเพ มม ญาตกา ขาทิตา ภายามิ น สกฺโกมิ คนฺตุนฺติ อาห ฯ อาฬิ มา ภายิ มตโก กึ กริสฺสตีติ ฯ ขรมนฺโต เต สามิโก ภายามิวาหนฺติ สา เอวํ วตฺวาปิ ตาย ปุนปฺปุนํ ยาจิยมานา อทฺธา มโต ภวิสฺสตีติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตาย สทฺธึ ปายาสิ ฯ คจฺฉนฺตี ปน โก ชานาติ กึ ภวิสฺสตีติ ตสฺมึ อาสงฺกาย สิคาลึ ปุรโต กตฺวา สิคาลํ ปริคฺคณฺหนฺตีเยว คจฺฉติ ฯ สิคาโล ตาสํ ปทสทฺทํ สุตฺวา อาคตา นุ โข เอฬิกาติ สีสํ อุกฺขิปิตฺวา อกฺขีนิ ปริวตฺเตตฺวา โอโลเกสิ ฯ เอฬิกา ตํ ตถา กโรนฺตํ ทิสฺวา อยํ ปาปธมฺโม มํ วญฺเจตฺวา มาเรตุกาโม มตาลยํ ทสฺเสตฺวา นิปนฺโนติ นิวตฺติตฺวา สิคาลิยา กสฺมา ปลายสีติ วุตฺเต การณํ กเถนฺตี ปฐมํ คาถมาห

น โข รุจฺจติ เม อาฬิ ปูติมํสสฺส เปกฺขนา

เอตาทิสา สขารสฺมา อารกา ปริวชฺชเยติ ฯ

ตตฺถ อาฬีติ อาลปนํ ฯ สเข สหายิเกติ อตฺโถ ฯ เอตาทิสา

สขารสฺมาติ เอวรูปา สหายกา อปกฺกมิตฺวา ตํ สหายกํ อารกา

ปริวชฺเชถาติ อตฺโถ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา สา นิวตฺติตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว

คตา ฯ สิคาลีปิ ตํ นิวตฺเตตุํ อสกฺโกนฺตี ตสฺสา กุชฺฌิตฺวา อตฺตโน

สามิกสฺเสว สนฺติกํ คนฺตฺวา ปชฺฌายมานา นิสีทิ ฯ อถ นํ สิคาโล

ครหนฺโต ทุติยํ คาถมาห

อุมฺมตฺติกา อยํ เวณิ วณฺเณติ ปติโน สขึ

ปชฺฌายติ ปฏิคจฺฉติ อาคตํ เมณฺฑิมาตรนฺติ ฯ

ตตฺถ เวณีติ ตสฺสา นามํ ฯ วณฺเณติ ปติโน สขินฺติ ปฐมเมว อตฺตโน สขึ เอฬิกํ มยิ สิเนหาวิสฺสาสิกา อาคจฺฉิสฺสติ ปติโน สนฺติกํ มตาลยํ กโรหีติ ปติโน สนฺติเก วณฺเณติ อถ นํ อิทานิ อาคตํ มม สนฺติกํ อนาคนฺตฺวาว ปฏิคจฺฉติ เมณฺฑิมาตรํ ปชฺฌายติ อนุโสจตีติ ฯ

ตํ สุตฺวา สิคาลี ตติยํ คาถมาห

ตฺวํ โขสิ สมฺม อุมฺมตฺโต ทุมฺเมโธ อวิจกฺขโณ

โส ตฺวํ มตาลยํ กตฺวา อกาเลน วิเปกฺขสีติ ฯ

ตตฺถ อวิจกฺขโณติ วิจารณปญฺญารหิโต ฯ อกาเลน วิเปกฺขสีติ เอฬิกาย อตฺตโน สนฺติกํ อนาคตํเยว โอโลเกสีติ อตฺโถ ฯ

อยํ อภิสมฺพุทฺธคาถา อโหสิ

น อกาเล วิเปกฺเขยฺย กาเล เปกฺเขยฺย ปณฺฑิโต

ปูติมํโสว ปชฺฌาติ โย อกาเล วิเปกฺขตีติ ฯ

ตตฺถ อกาเลติ กามคุเณ อารพฺภ สุภวเสน จิตฺตุปฺปาทกาเล ฯ อยํ หิ ภิกฺขุโน รูปํ โอโลเกตุํ อกาโล นาม ฯ กาเลติ อสุภวเสน อนุสฺสติวเสน วา กสิณวเสน วา รูปคฺคหณกาเล ฯ อยํ หิ ภิกฺขุโน รูปํ โอโลเกตุํ กาโล นาม ฯ ตตฺถ อกาเลติ สารตฺตกาเล รูปํ โอโลเกนฺตา มหาวินาสํ ปาปุณนฺตีติ หริตจชาตกโลมสกสฺสปชาตกาทีหิ ทีเปตพฺพํ ฯ กาเลติ อสุภวเสน โอโลเกนฺโต อรหตฺเต ปติฏฺฐหตีติ อสุภกมฺมิกติสฺสตฺเถรวตฺถุนา กเถตพฺพํ ฯ ปูติมํโสว ปชฺฌาตีติ ภิกฺขเว ยถา ปูติมํสสิคาโล อกาเล เอฬิกํ โอโลเกนฺโต อตฺตโน โคจรา ปริหีโน ปชฺฌายติ เอวํ ภิกฺขุ อกาเล สุภวเสน รูปํ โอโลเกตฺวา สติปฏฺฐานาทิโคจรา ปริหีโน ทิฏฺฐธมฺเมปิ สมฺปราเยปิ ปชฺฌายติ กิลมติ ฯ

เวณีปิ โข สิคาลี ปูติมํสํ อสฺสาเสตฺวา สามิ มา จินฺเตสิ อหํ ตํ ปุนปิ อุปาเยน อาเนสฺสามิ ตฺวํ อาคตกาเล อปฺปมตฺโต คณฺเหยฺยาสีติ วตฺวา ตสฺสา สนฺติกํ คนฺตฺวา อาฬิ ตว อาคตภาโวเยว โน อตฺถาย ชาโต ตว อาคตกาลสฺมึเยว หิ สามิโก สตึ ปฏิลภิ อิทานิ ชีวติ เอหิ เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กโรหีติ วตฺวา ปญฺจมํ คาถมาห

ปิยํ โข อาฬิ เม โหตุ ปุณฺณปตฺตํ ททาหิ เม

ปติ สญฺชีวิโต มยฺหํ เอยฺยาสิ ปิยปุจฺฉิตาติ ฯ

ตตฺถ ปุณฺณปตฺตํ ททาหิ เมติ ปิยกานํ อาคตสฺส มยฺหํ ตุฏฺฐิทานํ เทหิ ฯ ปติ สญฺชีวิโตติ มยฺหํ สามิโก สญฺชีวิโต อุฏฺฐิโต อโรโคติ อตฺโถ ฯ เอยฺยาสีติ มยา สทฺธิญฺเญว อาคจฺฉ ฯ

เอฬิกา อยํ ปาปธมฺมา มํ วญฺเจตุกามา อยุตฺตํ โข ปฏิ- ปกฺขกรณํ อุปาเยเนว นํ วญฺเจสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ฉฏฺฐมํ คาถมาห

ปิยํ โข อาฬิ เต โหตุ ปุณฺณปตฺตํ ททามิ เต

มหตา ปริวาเรน เอสฺสํ กยิราถ โภชนนฺติ ฯ

ตตฺถ เอสฺสนฺติ อาคมิสฺสามิ อาคจฺฉมานา จ อตฺตโน รกฺขํ กตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน อาคจฺฉิสฺสามีติ ฯ

อถ นํ สิคาลี ปริวารํ ปุจฺฉนฺตี สตฺตมํ คาถมาห

กีทิโส ตุยฺหํ ปริวาโร เยสํ กาหามิ โภชนํ

กึนามกา จ เต สพฺเพ เต เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิตาติ ฯ

สา อาจิกฺขนฺตี อฏฺฐมํ คาถมาห

มาลิโย จตุรกฺขา จ ปิงฺคโล อถ ชมฺพุโก

เอทิโส มยฺหํ ปริวาโร เตสํ กยิราสิ โภชนนฺติ ฯ

ตตฺถ เต เมติ เต ปริวาเร มยฺหํ อาจิกฺขิ ฯ มาลิโยติ อาทีนิ จตุนฺนํ สุนขานํ นามานิ ฯ

ตตฺถ เอเกกํ ปญฺจ ปญฺจ สุนขสตาน ปริวาเรนฺติ ฯ เอวํ ทฺวีหิ สุนขสหสฺเสหิ ปริวาริตา อาคมิสฺสามีติ วตฺวา สเจ เต โภชนํ น ลภิสฺสนฺติ ตุมฺเห เทฺวปิ ชเน มาเรตฺวา ขาทิสฺสนฺตีติ อาห ฯ ตํ สุตฺวา สิคาลี ภีตา อลํ อิมิสฺสา ตตฺถ คมเนน อุปาเยนสฺสา อนาคมนเมว กริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา นวมํ คาถมาห

นิกฺขนฺตาย อคารสฺมา (นิรารกฺขํ) ภณฺฑกมฺปิ วินสฺสติ

อาโรคฺยํ อาฬิโน วชฺชํ ตฺวํ อิเธว วส มา คมาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อาฬิ ตว เคเห พหุภณฺฑกํ อตฺถิ ตํ เต นิกฺขนฺตาย อคารสฺมา นิรารกฺขํ ภณฺฑกํ วินสฺสติ อหเมว เต อาฬิโน สหายกสฺส อาโรคฺยํ วชฺชํ วทิสฺสามิ ตฺวํ อิเธว วส มา คมาติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา มรณภยภีตา เวเคน สามิกสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ คเหตฺวา ปลายิ ฯ เต ปน ตํ ฐานํ อาคนฺตุํ นาสกฺขึสุ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อหํ ตสฺมึ ฐาเน วนเชฏฺฐรุกฺเข นิพฺพตฺตเทวตา อโหสินฺติ ฯ

ปูติมํสชาตกํ เอกาทสมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๓๖. สมุคคชาดกชาดกถัดไป๔๓๘. ทัททรชาดก