เวฬุกชาดก
ว่าด้วยคนที่นอนตาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๓ · บรรทัด ๒๘๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้ว่ายากรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำว่า โย อตฺถกามสฺส เป็นต้น. มีเรื่องย่อ ๆ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุนั้นว่าดูก่อนภิกษุจริงหรือ ที่ว่าเธอเป็นผู้ว่ายาก เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่เธอเป็นคนว่ายาก แม้ในกาลก่อน เธอก็เป็นคนว่ายากเหมือนกันเพราะความที่เป็นคนว่ายากนั่นแหละ จึงไม่กระทำตามถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลาย แล้วถูกงูกัดตาย ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลที่มีสมบัติมาก ในแคว้นกาสีครั้นถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ก็เล็งเห็นโทษในกามคุณ และอานิสงส์ในการออกบวช จึงละกามทั้งหลายแล้วเข้าป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤาษีบำเพ็ญกสิณบริกรรม ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้เกิดแล้วยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ฌาน ในกาลต่อมา มีบริวารมากมีดาบส ๕๐๐ แวดล้อม เป็นศาสดาของหมู่อยู่แล้ว. ครั้งนั้นมีลูกอสรพิษตัวหนึ่ง เที่ยวเลื้อยไปตามธรรมดาของตน จนถึงอาศรมบทของดาบสรูปหนึ่ง. ดาบสเห็นแล้วเกิดความรักมันเหมือนบุตรจึงจับมันเลี้ยงไว้ ให้นอนในกระบอกไม้ไผ่ปล้องหนึ่ง. เพราะเหตุที่มันนอนในกระบอกไม้ไผ่ ดาบสทั้งหลายจึงให้ชื่อมันว่า "เวฬุกะ" . และเพราะเหตุที่ดาบสนั้นเลี้ยงดูมันด้วยความรักเหมือนมันเป็นบุตร ดาบสทั้งหลายจึงให้ชื่อว่า "เวฬุกบิดา". ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ได้ยินข่าวว่า ดาบสคนหนึ่งเลี้ยงอสรพิษจึงเรียกมาถามว่า ข่าวว่า คุณเลี้ยงอสรพิษจริงหรือ ? เมื่อดาบสนั้นตอบว่า "จริง" ก็กล่าวเตือนว่า ขึ้นชื่อว่าอสรพิษ วางใจไม่ได้เลย คุณอย่าเลี้ยงมันนะ. ดาบสตอบว่า ข้าแต่อาจารย์ มันเหมือนลูกของผม ผมไม่อาจพรากมันได้. พระโพธิสัตว์เตือนซ้ำว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจักต้องถึงตาย เพราะใกล้ชิดมันแน่นอน. ดาบสนั้นไม่เชื่อถือถ้อยคำของพระโพธิสัตว์ และไม่อาจปล่อยอสรพิษ ต่อจากนั้นล่วงมา ๒-๓ วันเท่านั้น ดาบสทั้งหมดพากันไปหาผลาผล ครั้นถึงที่แล้วก็เห็นว่า ผลาผลหาได้ง่าย เลยพักอยู่ในที่นั้นเอง ๒-๓ วัน. แม้ดาบสเวฬุกบิดา เมื่อไปกับหมู่ดาบสนั้น ก็ให้อสรพิษนอนในปล้องไม้ ปิดไว้แล้วจึงไป ล่วงไป ๒-๓ วัน จึงกลับมาพร้อมกับหมู่ดาบส คิดว่า เราจะให้อาหารแก่เวฬุกะ เปิดกระบอกไม้ไผ่แล้วพูดว่า มาเถิดลูก เจ้าหิวละซี พลางสอดมือเข้าไป. อสรพิษโกรธ เพราะอดอาหารมาตั้ง ๒-๓ วัน จึงฉกมือที่สอดเข้าไปทำให้ดาบสถึงสิ้นชีวิตอยู่ตรงนั้นเอง แล้วก็เลื้อยเข้าป่าไป. ดาบสทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็บอกแก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์สั่งให้ทำสรีรกิจของดาบสผู้เสียชีวิต แล้วนั่งท่ามกลางหมู่ฤาษี กล่าวคาถานี้สอนหมู่ฤาษี ความว่า :" บุคคลใดเมื่อท่านผู้หวังดี มีความเอ็นดูจะเกื้อกูลกล่าวสอนอยู่ มิได้กระทำตามที่สั่งสอนบุคคลผู้นั้น ย่อมถูกพิบัติกำจัดเสียนอนอยู่เหมือนบิดาของงูเวฬุกะ นอนตายอยู่ ฉะนั้น " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ โส นิหโต เสติ ความว่าก็บุคคลใดไม่เชื่อคำสอนของฤาษีทั้งหลาย บุคคลนั้นย่อมถึงความพินาศใหญ่หลวง ถูกพิบัติกำจัดนอนตาย เหมือนดาบสผู้นี้ ถูกกำจัดให้ถึงความเปื่อยเน่า นอนตายคาปากอสรพิษ ฉะนั้น. พระโพธิสัตว์กล่าวสอนหมู่ฤาษีอย่างนี้แล้ว อบรมพรหมวิหาร ๔ ให้เจริญแล้ว เมื่อสิ้นอายุ ก็ไปอุบัติในพรหมโลก. แม้พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เธอเป็นผู้ว่ายาก แม้ในกาลก่อนเธอก็เป็นผู้ว่ายากเหมือนกัน และเพราะความเป็นผู้ว่ายาก จึงต้องถึงความเน่าเปื่อย เพราะปากอสรพิษเป็นเหตุ ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า ดาบสเวฬุกบิดาในกาลนั้น เป็นภิกษุว่ายากในบัดนี้ บริษัทที่เหลือ คือพุทธบริษัท ศาสดาของคณะฤาษี คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาเวฬุกชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๒๒–๒๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๓ เวฬุกชาตกํ
โย อตฺถกามสฺสาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ ทุพฺพจํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตํ หิ ภควา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ ทุพฺพโจติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต น ตฺวํ ภิกฺขุ อิทาเนว ทุพฺพโจ ปุพฺเพปิ ทุพฺพโจเยว ทุพฺพจตาเยว จ ปณฺฑิตานํ วจนํ อกตฺวา สปฺปมุเข ชีวิตกฺขยํ ปตฺโตสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสีรฏฺเฐ มหาโภคกุเล นิพฺพตฺโต วิญฺญุตํ ปตฺวา กาเมสุ อาทีนวํ เนกฺขมฺเม จ อานิสํสํ ทิสฺวา กาเม ปหาย หิมฺวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา กสิณปริกมฺมํ กตฺวา ปญฺจาภิญฺญาอฏฺฐสมาปตฺติโย อุปฺปาเทตฺวา ฌานสุเขน วีตินาเมตฺวา อปรภาเค มหาปริวาโร ปญฺจหิ ตาปสสเตหิ ปริวุโต คณสตฺถา หุตฺวา วิหาสิ ฯ อเถโก อาสีวิสโปตโก อตฺตโน ธมฺมตาย จรนฺโต อญฺญตรสฺส ตาปสสฺส อสฺสมปทํ ปตฺโต ฯ ตาปโส ตสฺมึ ปุตฺตสิเนหํ อุปฺปาเทตฺวา ตํ เอกสฺมึ เวฬุปพฺเพ สยาเปตฺวา ปฏิชคฺคติ ฯ ตสฺส เวฬุปพฺเพ สยนโต เวฬุโกเตฺวว นามํ อกํสุ ฯ ตํ ปุตฺตสิเนเหน ปฏิชคฺคนโต ตาปสสฺส เวฬุกปิตาเตฺวว นามํ อกํสุ ฯ ตทา โพธิสตฺโต เอโก กิร ตาปโส อาสีวิสํ ปฏิชคฺคตีติ สุตฺวา ปกฺโกสิตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ อาสีวิสํ ปฏิชคฺคสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจนฺติ วุตฺเต อาสีวิเสน สทฺธึ วิสฺสาโส นาม นตฺถิ มา เอตํ ปฏิชคฺคสีติ อาห ฯ ตาปโส อาห โส เม อาจริย ปุตฺโตนาหํ เตน วินา วตฺติตุํ สกฺขิสฺสามีติ ฯ เตนหิ เอตสฺเสว สนฺติกา ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิสฺสสีติ ฯ ตาปโส โพธิสตฺตสฺส วจนํ น คณฺหิ อาสีวิสํปิ ฉฑฺฑิตุํ นาสกฺขิ ฯ ตโต กติปาหจฺจเยเนว สพฺเพ ตาปสา ผลาผลตฺถาย คนฺตฺวา คตฏฺฐาเน ผลาผลสฺส สุลภภาวํ ทิสฺวา เทฺว ตโย ทิวเส ตตฺเถว วสึสุ ฯ เวฬุกปิตาปิ เตหิ สทฺธึ คจฺฉนฺโต อาสีวิสํ เวฬุปพฺเพเยว สยาเปตฺวา ปิทหิตฺวา คโต ฯ โส ปุน ตาปเสหิ สทฺธึ ทฺวีหตีหจฺจเยน อาคนฺตฺวา เวฬุกสฺส โคจรํ ทสฺสามีติ เวฬุปพฺพํ อุคฺฆาเตตฺวา เอหิ ปุตฺตก ฉาตโกสีติ หตฺถํ ปสาเรสิ ฯ อาสีวิโส ทฺวีหํ ตีหํ นิราหารตาย กุชฺฌิตฺวา ปสาริตหตฺถํ ฑํสิตฺวา ตาปสํ ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา อรญฺญํ ปาวิสิ ฯ ตาปสา ตํ ทิสฺวา โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสุํ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส สรีรกิจฺจํ กาเรตฺวา อิสิคณสฺส มชฺเฌ นิสีทิตฺวา อิสีนํ โอวาทวเสน อิมํ คาถมาห
โย อตฺถกามสฺส หิตานุกมฺปิโน
โอวชฺชมาโน น กโรติ สาสนํ
เอวํ โส นิหโต เสติ เวฬุกสฺส ยถา ปิตาติ ฯ
ตตฺถ เอวํ โส นิหโต เสตีติ โย หิ อิสีนํ โอวาทํ น คณฺหาติ โส ยถา เอส ตาปโส อาสีวิสมุเข ปูติภาวํ ปตฺวา นิหโต สยติ เอวํ มหาวินาสํ ปตฺวา นิหโต เสตีติ อตฺโถ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต อิสิคณํ โอวทิตฺวา จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา อายุหปริโยสาเน พฺรหฺมโลเก อุปฺปชฺชิ ฯ
สตฺถาปิ น ตฺวํ ภิกฺขุ อิทาเนว ทุพฺพโจ ปุพฺเพปิ ทุพฺพโจ ทุพฺพจภาเวน จ อาสีวิสมุเข ปูติภาวํ ปตฺโตสีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา เวฬุกปิตา ทุพฺพจภิกฺขุ อโหสิ เสสปริสา พุทฺธปริสา คณสตฺถา ปน อหเมวาติ ฯ
เวฬุกชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗