กัณหชาดก
ว่าด้วยขอพร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๒๙ · บรรทัด ๕๔๘๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยพระนครกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ณ นิโครธาราม ทรงปรารภความยิ้มแย้ม จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กณฺโต วตายํ ปุริโส ดังนี้.
ได้ยินว่า คราวนั้น เวลาเย็นพระศาสดาแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จพุทธดำเนินไปตามบริเวณวิหารนิโครธาราม ได้ทรงยิ้มแย้มณ ประเทศแห่งหนึ่ง พระอานนทเถระจึงคิดว่า อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคทรงยิ้มแย้ม พระตถาคตทั้งหลายจะทรงยิ้มแย้มโดยไม่มีเหตุ หามิได้ เราจักทูลถามก่อน แล้วประคองอัญชลีทูลถามเหตุที่ทรงยิ้มแย้ม. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเหตุที่ทรงยิ้มแย้มแก่พระอานนทเถระว่า ดูก่อนอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว มีฤาษีตนหนึ่งชื่อว่า กัณหะ ท่านอยู่ในภูมิประเทศนี้ เป็นผู้ได้ฌาน และรื่นรมย์อยู่ในฌาน ด้วยเดชแห่งศีลของท่าน บันดาลให้ภพของท้าวสักกเทวราชหวั่นไหว ดังนี้ โดยที่เรื่องนั้นไม่มีปรากฏ พระเถระจึงทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว พระองค์ได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี. มีพราหมณ์คน ๑ มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ไม่มีบุตร ได้สมาทานศีล ปรารถนาบุตร พระโพธิสัตว์บังเกิดในครรภ์นางพราหมณีภรรยาของพราหมณ์นั้น ในวันตั้งชื่อพระโพธิสัตว์ ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อให้ว่า กัณหกุมาร เพราะมีผิวดำ กัณหกุมารนั้นเมื่อมีอายุได้ ๑๖ ปี มีรูปงดงามดังรูปที่ทำด้วยแก้วมณี บิดาส่งไปเรียนศิลปะในเมืองตักกศิลาครั้นเรียนสำเร็จแล้วก็กลับมา ครั้งนั้น บิดาให้เขาแต่งงานกับภรรยาที่สมควรกัน กาลต่อมา เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว เขาได้เป็นใหญ่ปกครองทรัพย์สมบัติทั้งหมด.
อยู่มาวันหนึ่ง กัณหกุมารได้ตรวจตราเรือนคลังรัตนะทั้งหลายแล้วขึ้นนั่งท่ามกลางบัลลังก์ ให้นำบัญชีที่เป็นแผ่นทองมา เห็นอักษรที่ญาติก่อน ๆ จดจารึกไว้ในแผ่นทองว่า ทรัพย์เท่านี้ ญาติคนโน้นให้เกิดขึ้น ทรัพย์เท่านี้ญาติคนโน้นให้เกิดขึ้น จึงคิดว่า ผู้ที่ทำทรัพย์นี้ให้เกิดขึ้นไม่ปรากฏตายไปหมดแล้ว ปรากฏอยู่แต่ทรัพย์อย่างเดียว ผู้ที่ถือเอาทรัพย์นี้ไปด้วย แม้คนหนึ่งก็มิได้มี ความจริงไม่มีใครอาจขึ้นเอาห่อทรัพย์ติดไปปรโลกได้เลย ทรัพย์เป็นของไม่มีสาระ เพราะจะต้องสาธารณะด้วยภัย ๕ ประการ คือ ราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัยอัปปิยทายาทภัย. การให้ทรัพย์เป็นทาน เป็นสาระ ร่างกายไม่เป็นสาระเพราะจะต้องสาธารณะด้วยโรคมากมาย คนทำความดีมีกราบไหว้ท่านผู้มีศีลเป็นต้น เป็นสาระ, ชีวิตไม่เป็นสาระ เพราะไม่เที่ยงแท้แน่นอนการประกอบความเพียรเจริญวิปัสสนาด้วยสามารถไตรลักษณ์ เป็นสาระเพราะฉะนั้น เราจักให้ทาน เพื่อถือเอาสาระจากโภคะที่ไม่เป็นสาระ. คิดดังนี้แล้ว จึงลุกออกจากอาสนะไปเฝ้าพระราชา แล้วถวายบังคมลาพระราชามาบำเพ็ญทานเป็นการใหญ่ เมื่อบำเพ็ญทานได้ ๗ วัน เขาเห็นทรัพย์มิได้หมดสิ้นไป จึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยทรัพย์สำหรับเรา ขณะที่ยังไม่ถูกชราครอบงำนี้ เราจักบวชทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิด แล้วจักมีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า คิดดังนี้แล้วก็ให้เปิดประเรือนทุกประตู ประกาศว่า สิ่งของทั้งหมดเราได้ให้แล้ว ผู้มีความต้องการจงนำไปเถิด เขาเกลียดชังสมบัติเหมือนของโสโครก ละวัตถุกามเสีย เมื่อมหาชนกำลังร้องไห้คร่ำครวญถึงอยู่ เขาได้ออกจากเมือง เข้าหิมวันตประเทศบวชเป็นฤาษี เที่ยวแลดูภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์เพื่อเป็นที่อยู่ของตน ได้มาถึงที่ที่ตถาคตยืนอยู่ตรงนี้ คิดว่า เราจักอยู่ในที่นี้. ดังนี้แล้วจึงอธิษฐานเอาต้นอินทวารุณพฤกษ์ต้นหนึ่งเป็นที่อยู่ที่กิน อยู่ณ โคนต้นไม้นั้น ได้ละเสนาสนะภายในบ้านเสีย ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรไม่สร้างบรรณศาลา ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตรบ้าง ถือการอยู่ที่แจ้งเป็นวัตรบ้าง ถือการไม่นอนเป็นวัตรบ้าง ถ้าจะนอนก็นอนบนพื้นดินเท่านั้น คือการใช้ฟันเป็นดังสาก ใช้ฟันเคี้ยวอย่างเดียว เคี้ยวกินแต่ของที่ไม่สุกด้วยไฟ ไม่เคี้ยวกินของอะไร ๆ ที่มีแกลบหุ้ม บริโภคอาหารวันละครั้งเท่านั้นยับยั้งอยู่เหนือแผ่นดิน ทำตนเสมอด้วย ดิน น้ำ ไฟลม สมาทานธุดงคคุณมีประมาณเท่านี้อยู่ ได้ยินว่า ในชาดกนี้ พระโพธิสัตว์เป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่ง ต่อมาไม่นานนักท่านก็ได้อภิญญาและสมาบัติ เล่นฌานเพลิดเพลินอยู่ ณ ที่นั้น แม้ต้องการผลาหารก็ไม่ไปที่อื่น เมื่อต้นไม้ผลิผลก็กินผล เมื่อผลิดอกก็กินดอก เมื่อมีใบก็กินใบเมื่อใบไม้ไม่มีก็กินเสก็ดไม้ ท่านเป็นผู้สันโดษอย่างยิ่งถึงเพียงนี้ อยู่ในสถานที่นี้นาน เวลาเช้าวันหนึ่งท่านเก็บผลไม้สุก เมื่อจะเก็บก็มิได้มีความโลภเที่ยวเก็บในที่อื่น คงนั่งอยู่ที่เดิมนั่นแหละ เหยียดมือไปเก็บผลไม้ที่พอมือถึง บรรดาผลไม้เหล่านั้น ท่านก็มิได้เลือกว่าชอบใจหรือไม่ชอบใจ แล้วแต่ถึงมือก็เก็บเอามา ด้วยเดชแห่งศีลของท่านซึ่งสันโดษอย่างยิ่งเพียงนี้ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราชได้แสดงอาการร้อนผิดปกติ.
ได้ยินว่า อาสนะนั้น จะร้อนขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ท้าวสักกะสิ้นอายุ ๑ จะสิ้นบุญ ๑ มีสัตว์ผู้มีอานุภาพใหญ่อื่นปรารถนาที่นั้น ๑ ด้วยเดชศีลของสมณพราหมณ์ที่มีฤทธิ์มากตั้งอยู่ในธรรม๑.
ท้าวสักกเทวราชทรงรำพึงว่า ใครหนอที่ประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากที่ แล้วได้ทอดพระเนตรเห็นกัณหฤาษีกำลังเก็บผลไม้อยู่ในประเทศนี้ จึงทรงดำริว่า พระฤาษีนี้มีตบะกล้า ชนะอินทรีย์แล้วอย่างยิ่ง เราจักให้บันลือสีหนาทด้วยธรรมกถา ได้ฟังเหตุดีแล้วจักบำรุงให้อิ่มหนำด้วยพร ทำต้นไม้ให้มีผลเป็นนิจสำหรับพระฤาษีนี้แล้วจักมา. ครั้นทรงดำริดังนี้แล้ว ก็เสด็จลงมาโดยเร็วด้วยอานุภาพใหญ่ ประทับยืนอยู่ที่โคนต้นไม้ ข้างหลังพระฤาษี เมื่อจะทดลองดูว่า เมื่อเรากล่าวโทษขึ้นแล้ว ท่านจักโกรธหรือไม่ จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า :-
บุรุษนี้ดำจริงหนอ บริโภคโภชนะก็ดำ อยู่ในภูมิประเทศก็ดำ เราไม่ชอบใจเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กณฺหํ คือ มีสีดำ. บทว่า โภชนํ ได้แก่ โภชนะคือผลไม้.
กัณหฤาษีได้ฟังคำของท้าวสักกะแล้ว พิจารณาดูด้วยทิพยจักษุว่าใครหนอมาพูดกับเรา รู้ว่าเป็นท้าวสักกะ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ โดยไม่แลดูเลยว่า :-
คนประกอบด้วยตบะไม่ชื่อว่าคนดำ เพราะ คนที่มีแก่นในภายใน ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ บาป กรรมมีอยู่ในคนใด คนนั้นแหละชื่อว่าเป็นคน ดำ นะท้าวสุสชัมบดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตปสา คือ บุคคลไม่ชื่อว่า เป็นคนดำเพราะมีตบะ. บทว่า อนฺโตสาโร ความว่า เพราะว่าคนที่ประกอบด้วยแก่นคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะในภายในเห็นปานนี้ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะมีบาปอันลอยแล้ว. บทว่าส เว ความว่า ส่วนบาปกรรมมีอยู่ในคนใด คนนั้นถึงจะเกิดในตระกูลไหน ๆ ก็ตาม ถึงจะประกอบด้วยสีแห่งสรีระอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามก็ชื่อว่า เป็นคนดำทั้งนั้น.
ครั้นพระฤาษีกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงจำแนกประเภทบาปกรรมที่ทำให้สัตว์เหล่านี้เป็นคนดำโดยพิสดาร ติเตียนบาปเหล่านั้นแม้ทั้งหมดสรรเสริญคุณมีศีลเป็นต้น แสดงธรรมแก่ท้าวสักกะ ประดุจว่าให้ดวงจันทร์ตั้งขึ้นในอากาศ ท้าวสักกะทรงสดับธรรมกถาของกัณหฤาษีแล้วมีความเบิกบาน เกิดความโสมนัส เมื่อจะนิมนต์พระมหาสัตว์ด้วยพรได้ตรัสพระคาถาที่ ๓ ว่า :-
ข้าแต่พราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าวดีแล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้พรท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตสฺมึ เป็นต้น ความว่า คำนี้ใด อันท่านผู้เป็นราวกะว่าเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว คำนั้นอันท่านกล่าวดีแล้ว เป็นสุภาษิต ชื่อว่าสมควร เพราะเป็นคำที่สมควรแก่ท่าน ท่านปรารถนาพรอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยใจ คือ พรใดอันท่านอยากได้แล้วปรารถนาแล้ว ข้าพเจ้าจะให้พรนั้นทั้งหมดแก่ท่าน.
พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า ท้าวสักกะนี้เมื่อจะทดลองเราว่า เมื่อถูกกล่าวโทษของตนจักโกรธหรือไม่หนอ ? ได้แสร้งติเตียนฉวีวรรณ โภชนะ และที่อยู่ของเรา บัดนี้รู้ว่าเราไม่โกรธ จึงมีจิตเลื่อมใสแล้วให้พร เธอคงสำคัญเราว่าประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความเป็นใหญ่ชั้นท้าวสักกะชั้นพรหมเป็นแน่ เราจะตัดความสงสัยของท้าวสักกะในเรื่องนั้นเสีย ควรจะรับพร ๔ ประการเหล่านี้ คืออย่าให้ความโกรธต่อผู้อื่นเกิดขึ้นแก่เรา ๑ อย่าให้โทสะต่อผู้อื่นเกิดขึ้นแก่เรา ๑ อย่าให้ความโลภในสมบัติของผู้อื่นเกิดขึ้นแก่เรา ๑ อย่าให้สิเนหาในผู้อื่นเกิดขึ้น ๑ เราพึงเป็นกลางอยู่เท่านั้น ๑ คิดดังนี้แล้ว เมื่อจะรับพร ๔ ประการ เพื่อจะตัดความสงสัยของท้าวสักกะ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าจะโปรดประทานพระแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ปรารถนาให้ความประพฤติของตน อย่าให้ มีความโกรธ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้มีความ โลภ อย่าให้มีความสิเนหา ขอได้ทรงโปรด ประทานพร ๔ ประการนี้แก่ข้าพระองค์เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วรญฺจ เม อโท สกฺก ความว่าถ้าพระองค์จะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ไซร้. บทว่า สุนิกฺโกธํ คืออย่าให้มีความโกรธด้วยดี ด้วยสามารถแห่งการไม่โกรธตอบ. บทว่า สุนิทฺโทสํ คือ อย่าให้มีโทสะด้วยดี ด้วยสามารถแห่งการไม่ประทุษร้ายตอบ. บทว่า นิลฺโลภํ คือ อย่าให้มีความโลภในสมบัติผู้อื่น. บทว่า วุตฺติมตฺตโน ความว่า ข้าพระองค์ปรารถนาให้ความประพฤติของตนมีภาวะอย่างนี้. บทว่า นิเสฺนหํ ได้แก่ อย่าให้มีความสิเนหา คือ ให้ปราศจากความโลภ แม้ในของของตน คือ ในบุตรและธิดาทั้งหลายซึ่งมีวิญญาณ หรือในทรัพย์มีข้าวเปลือกเป็นต้น ซึ่งไม่มีวิญญาณ. บทว่า อภิกงฺขามิ ความว่า ข้าพระองค์ปรารถนาให้ความประพฤติของตนประกอบด้วยองค์ ๔ ประการเห็นปานนี้. ด้วยบทว่า เอเต เม จตุโรวเร นี้ พระมหาสัตว์กล่าวว่า ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพร ๔ประการ มีอย่าให้มีความโกรธเป็นต้นเหล่านั้น แก่ข้าพระองค์เถิด.
ถามว่า ก็พระมหาสัตว์ไม่ทราบหรือว่า ใคร ๆ ไม่อาจรับพรในสำนักของท้าวสักกะ แล้วขจัดความโกรธเป็นต้นได้ด้วยพร.
ตอบว่า ไม่ทราบหามิได้ แต่ที่รับพรเพราะคิดว่า เมื่อท้าวสักกะประทานพร การพูดว่า ข้าพเจ้าไม่รับไม่สมควร และเพื่อจะตัดความสงสัย ของท้าวสักกะนั้น จึงรับพร.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงดำริว่า กัณหบัณฑิตเมื่อจะรับพร ก็รับแต่พรที่หาโทษมิได้ทั้งนั้น เราจักถามถึงคุณและโทษในพรเหล่านี้กะพระฤาษีก่อน ครานั้น เมื่อพระองค์จะถามพระฤาษี จึงตรัสพระคาถาที่ ๕ ว่า :-
ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านเห็นโทษใน ความโกรธ ในโทสะ ในโลภะ และในสิเนหา เป็นอย่างไรหรือ ? ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด.
พึงทราบความแห่งเรื่องนั้นว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านเห็นโทษในความโกรธ ในโทสะ ในโลภะ หรือในสิเนหาอย่างไรหรือหนอ ? ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าก่อนเถิด เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทราบถึงโทษในอกุศลธรรมนั้น
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะท้าวสักกะว่า ถ้าเช่นนี้ ท่านจงฟัง. ดังนี้แล้วกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :-
ความโกรธเกิดแต่ความไม่อดทน ที่แรก เป็นของน้อย แต่ภายหลังเป็นของมาก ย่อม เจริญขึ้นโดยลำดับ ความโกรธมักทำความ เกี่ยวข้อง มีความคับแค้นมาก เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ชอบใจความโกรธ. วาจาของผู้ประกอบด้วยโทสะ เป็น วาจาหยาบคาย ถัดจากนั้นก็เกิดปรามาส ถูก ต้องกัน ต่อจากนั้นก็ชกต่อยกันด้วยมือ ต่อไป ก็จับท่อนไม้เข้าทุบตีกัน จนถึงจับศัสตราเข้า ฟันแทงกันเป็นที่สุด โทสะเกิดแต่ความโกรธ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ชอบใจโทสะ. ความโลภก่อให้เกิดอาการหยาบ เป็น เหตุให้เที่ยวปล้นขู่เอาสิ่งของเขา แสดงของ ปลอมเปลี่ยนเอาของคนอื่น ประกอบอุบาย ล่อลวง บาปธรรมทั้งหลายนี้มีอยู่ในโลภธรรม เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจโลภ. กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย เป็นเครื่อง สำเร็จได้ด้วยใจ ถูกสิเนหาผูกมัดเข้าอีกด้วย แล้ว ถ้านอนเนื่องอยู่เป็นอันมาก มักทำให้ บุคคลเดือดร้อนยิ่งนัก เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า จึงไม่ชอบใจสิเนหา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อขนฺติโช ความว่า ความโกรธนั้น เกิดแต่ความไม่อดทนแห่งบุคคลผู้มีชาติไม่อดกลั้น ทีแรกก็เป็นของน้อย แต่ภายหลังเป็นของมาก ย่อมเจริญขึ้นโดยลำดับ ข้อที่ความโกรธนั้นเจริญขึ้น พึงพรรณนาด้วยขันติวาทิชาดก และจุลลธรรม. ปาลชาดก. อนึ่ง ในข้อนี้ พึงเล่าเรื่องที่ติสสอำมาตย์ฆ่าชนทั้งหมดตั้งต้นแต่ภรรยาพร้อมด้วยบริวารชนแล้วฆ่าตัวตายในภายหลัง. บทว่า อาสงฺคิ ความว่า ความโกรธมักทำความเกี่ยวข้อง คือ เกิดขึ้นแก่ผู้ใดย่อมทำให้ผู้นั้นเกี่ยวข้องพัวพัน และไม่ให้สละเรื่องนั้นไปได้ ต้องให้กลับมาทำความชั่วร้ายมีการด่าเป็นต้น.
บทว่า พหุปายาโส ได้แก่ ประกอบด้วยความคับแค้น คือความลำบาก กล่าวคือความทุกข์ทางกายและทางใจเป็นอันมาก จริงอยู่เพราะอาศัยความโกรธเป็นเหตุ ชนทั้งหลายที่กระทำการล่วงเกินในพระอริยบุคคลเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งความโกรธ ย่อมเสวยทุกข์เป็นอันมาก มีความเดือดร้อนเพราะถูกฆ่าและถูกจองจำเป็นต้น และมีการถูกลงโทษด้วยเครื่องจองจำ ๕ อย่างเป็นอาทิ ทั้งในภพนี้และภพหน้าเพราะเหตุนั้น ความโกรธ จึงชื่อว่ามีความคับแค้นมาก. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะความโกรธนั้นมีโทษมากมายดังกล่าวมานี้ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจความโกรธ.
บทว่า ทุฏฺสฺส เป็นต้น ความว่า แรกทีเดียววาจาหยาบคายของบุคคลผู้โกรธ ด้วยโกธะอันมีความเดือดดาลเป็นลักษณะ แล้วต่อมาจะประทุษร้ายด้วยโทสะอันมีความคิดร้ายต่อผู้อื่นเป็นลักษณ์. ย่อมเปล่งออกมา ถัดจากวาจาก็เกิดปรามาสถูกต้องกันด้วยสามารถแห่งการฉุดกันมาฉุดกันไป ต่อจากนั้นก็ชกต่อยกันด้วยมือ ด้วยสามารถแห่งความพยายาม ต่อไปก็จับท่อนไม้เข้าที่ทุบตีกัน จนถึงจับศัสตราอันมีคมข้างเดียวหรือมีคมสองข้างเข้าฟันแทงกันเป็นที่สุด คือ ความสำเร็จแห่งการฟันแทงด้วยศัสตรา เป็นที่สุดแห่งกิจของโทสะทุกอย่าง จริงอยู่ ในกาลใด บุคคลใช้ศัสตราฆ่าผู้อื่น ภายหลังจึงใช้ศัสตรานั้นนั่นแหละฆ่าตัวเอง ในกาลนั้น โทสะย่อมถึงที่สุด.
บทว่า โทโส โกธสมุฏฺาโน ความว่า เปรียบเหมือนเปรียงหรือน้ำข้าวอันไม่เปรี้ยว แต่กลายเป็นของเปรี้ยวด้วยอำนาจแห่งความแปรไป สิ่งที่เปรี้ยวและไม่เปรี้ยวทั้งสองนั้น แม้จะมีกำเนิดอย่างเดียวกัน ท่านก็เรียกต่างกัน ว่าเปรี้ยว ไม่เปรี้ยว ฉันใด โทสะก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อก่อนเป็นความโกรธ ต่อเมื่อแปรไปแล้วจึงเป็นความคิดประทุษร้ายในภายหลัง สภาวธรรมทั้งสองนั้น แม้จะมีกำเนิดอย่างเดียวกัน โดยความเป็นอกุศลมูลด้วยกัน ท่านก็เรียกต่างกันว่า ความโกรธความคิดประทุษร้าย เปรียบเหมือน สิ่งที่มีรสเปรี้ยวเกิดจากสิ่งที่ไม่มีรสเปรี้ยว ฉันใด โทสะแม้นั้น ก็ตั้งขึ้นจากโกธะฉันนั้น เพราะเหตุนั้นโทสะจึงมีชื่อว่า โกธะเป็นสมุฏฐาน. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะโทสะมีโทษเป็นอเนกอย่างนี้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจโทสะเลย.
บทว่า อโลภสหสาการา ความว่า ชื่อว่าก่อให้เกิดอาการหยาบเพราะปล้นฆ่าชาวบ้านทุกวัน ๆ โดยการใช้อาวุธจ่อที่ตัวแล้วข่มขู่ว่า จงให้สิ่งชื่อนี้แก่เรา.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๗๔–๗๙๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๕๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
กณฺหชาตกํ
กณฺโห วตายํ ปุริโสติ อิทํ สตฺถา กปิลวตฺถุํ อุปนิสฺสาย นิโคฺรธาราเม วิหรนฺโต สิตปาตุกมฺมํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา กิร สตฺถา สายณฺหสมเย นิโคฺรธาราเม ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต ชงฺฆวิหารํ อนุจงฺกมนฺโต อญฺญตรสฺมึ ปเทเส สิตปาตุกมฺมํ อกาสิ ฯ อานนฺทตฺเถโร โก นุ โข เหตุ โก ปจฺจโย ภควโต สิตปาตุกมฺมาย น อเหตุ ตถาคตา สิตํ ปาตุกโรนฺติ ปุจฺฉิสฺสามีติ ตาวาติ อญฺชลึ ปคฺคยฺห สิตการณํ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส สตฺถา ภูตปุพฺพํ อานนฺท กณฺโห นาม อิสิ อโหสิ โส อิมสฺมึ ภูมิปฺปเทเส วิหาสิ ฌายี ฌานรโต ตสฺส สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปีติ สิตการณํ วตฺวา ตสฺส วตฺถุโน อปากฏตฺตา เถเรน ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต พาราณสิยํ เอเกน อสีติโกฏิวิภเวน อปุตฺตเกน พฺราหฺมเณน สีลํ สมาทยิตฺวา ปุตฺเต ปตฺถิเต โพธิสตฺโต ตสฺส พฺราหฺมณิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ กาฬวณฺณตฺตา ปนสฺส นามคฺคหณทิวเส กณฺหกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ โส โสฬสวสฺสกาเล มณิปฏิมา วิย โสภคฺคปฺปตฺโต หุตฺวา ปิตรา สิปฺปุคฺคหณตฺถาย เปสิโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคเหตฺวา ปจฺจาคจฺฉิ ฯ อถ นํ ปิตา อนุรูเปน ทาเรน สํโยเชสิ ฯ โส อปรภาเค มาตาปิตูนํ อจฺจเย สพฺพํ อิสฺสริยํ ปฏิปชฺชิ ฯ อเถกทิวสํ รตนโกฏฺฐาคารานิ วิโลเกตฺวา วรปลฺลงฺกมชฺฌคโต สุวณฺณปฏํ อาหราเปตฺวา เอตฺตกํ ธนํ อสุเกนาปิ อุปฺปาทิตํ เอตฺตกํ ธนํ อสุเกนาติ ปุพฺพญาตีหิ สุวณฺณปเฏ ลิกฺขิตานิ อกฺขรานิ ทิสฺวา จินฺเตสิ เยหิ อิมํ ธนํ อุปฺปาทิตํ เต น ปญฺญายนฺติ ธนเมว ปญฺญายติ เอโกปิ อิมํ ธนํ คเหตฺวา คโต นาม นาโหสิ น โข ปน สกฺกา ธนภณฺฑิกํ พนฺธิตฺวา ปรโลกํ เนตุํ ปญฺจ- สาธารณภาเวน หิ อสารกสฺส ธนสฺส ทานํ สาโร พหุโรคสาธารณ- ภาเวน อสารกสฺส กายสฺส สีลวนฺเตสุ อภิวาทนาทิกมฺมํ สาโร อนิจฺจตาภิภูตสฺส อสารกสฺส ชีวิตสฺส อนิจฺจาทิวเสน วิปสฺสนาโยโค สาโร ตสฺมา อสาเรหิ โภเคหิ สารคฺคหณตฺถํ ทานํ ทสฺสามีติ โส อาสนา วุฏฺฐาย รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตวา ราชานํ อาปุจฺฉิตฺวา มหาทานํ ปวตฺเตสิ ฯ ยาว สตฺตมา ทิวสา ธนํ อปริกฺขิยมานํ ทิสฺวา กึ เม ธเนน ยาว มํ ชรา นาภิภวติ ตาวเทว ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลก- ปรายโน ภวิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เคเห สพฺพทฺวารานิ วิวราเปตฺวา ทินฺนํ เม หรนฺตูติ อสุจึ วิย ชิคุจฺฉนฺโต วตฺถุกาเม ปหาย ตสฺส มหาชนสฺส โรทนฺตสฺส ปริเทวนฺตสฺเสว นครา นิกฺขมิตฺวา หิมวนฺตปฺ- ปเทสํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อตฺตโน วสนตฺถาย รมณียํ ภูมิภาคํ โอโลเกตฺวา อิมํ ฐานํ ปตฺวา อิธ วสิสฺสามีติ เอกํ อินฺทวารุณิรุกฺขํ โคจรคามํ กตฺวา อธิฏฺฐาย ตสฺเสว รุกฺขสฺส มูเล วิหาสิ คามนฺตเสนาสนํ ปหาย อารญฺญิโก อโหสิ ปณฺณสาลํ อกตฺวา รุกฺขมูลิโก อโหสิ อพฺโภกาสิโก เนสชฺชิโก สเจ นิปชฺชติ ภูมิยํเยว นิปชฺชติ ทนฺตมุสลิโก หุตฺวา อนคฺคิปกฺกเมว ขาทติ ถุสปริกฺขิตฺตํ กิญฺจิ น ขาทติ เอกทิวเส เอกวารเมว ขาทิตฺวา เอกาสนิโก อโหสิ ฉมายํ ปฐวีอาปเตชวายุสโม หุตฺวา เอเต เอตฺตเก ธุตงฺคคุเณ สมาทาย วสติ ฯ อิมสฺมึ กิร ชาตเก โพธิสตฺโต ปรมปฺปิจฺโฉ อโหสิ ฯ โส นจิรสฺเสว อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา ฌานกีฬํ กีฬนฺโต ตตฺเถว วสติ ฯ ผลาผลตฺถํปิ อญฺญตฺถ น คจฺฉติ ฯ รุกฺขสฺส ผลิตกาเล ผลํ ขาทติ ปุปฺผิตกาเล ปุปฺผํ ขาทติ สปตฺตกาเล ปตฺตํ ขาทติ นิปฺปตฺตกาเล ปปฏิกํ ขาทติ ฯ เอวํ ปรมสนฺตุฏฺโฐ หุตฺวา อิมสฺมึ ฐาเน จิรํ วสิ ฯ โส เอกทิวสํ ปุพฺพณฺหสมเย ตสฺส รุกฺขสฺส ปกฺกานิ ผลานิ คณฺหิ ฯ คณฺหนฺโต ปน โลลุปฺปจาเรน อุฏฺฐาย อญฺญสฺมึ ปเทเส น คณฺหติ ยถานิสินฺโนว หตฺถํ ปสาเรตฺวา หตฺถปาสฐาเน ฐิตานิ ผลานิ สํหรติ ฯ เตสุปิ มนาปามนาปํ อวิจินิตฺวา สมฺปตฺต- สมฺปตฺตเมว คณฺหติ ฯ เอวํ ปรมสนฺตุฏฺฐสฺส ตสฺส สีลเตเชน สกฺกสฺส ปณฺฑุกมฺพลสิลาสนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ ตํ กิร สกฺกสฺส อายุกฺขเยน วา อุณฺหํ โหติ ปุญฺญกฺขเยน วา อญฺญสฺมึ วา มหานุภาเว สตฺเต ตํ ฐานํ ปตฺเถนฺเต ธมฺมิกานํ วา มหิทฺธิกานํ สมณพฺราหฺมณานํ สีลเตเชน อุณฺหํ อโหสิ ฯ สกฺโก โก นุ โข มํ ฐานา จาเวตุกาโมติ อาวชฺชิตฺวา อิมสฺมึ ปเทเส วสนฺตํ กณฺหํ อิสึ รุกฺขผลานิ อุจฺจินนฺตํ ทิสวา จินฺเตสิ อยํ อิสิ โฆรตโป ปรมชิตินฺทฺริโย อิมํ ธมฺมกถาย สีหนาทํ นทาเปตฺวา สุการณํ สุตฺวา วเรน สนฺตปฺเปตฺวา อิมสฺส รุกฺขํ ธุวผลํ กตฺวา อาคมิสฺสามีติ โส มหนฺเตน อานุภาเวน สีฆํ โอตริตฺวา ตสฺมึ รุกฺขมูเล ตสฺส ปิฏฺฐิปสฺเส ฐตฺวา อตฺตโน อวณฺเณ กถิเต กุชฺฌิสฺสติ นุ โข โนติ วีมํสนฺโต ปฐมํ คาถมาห
กณฺโห วตายํ ปุริโส กณฺหํ ภุญฺชติ โภชนํ
กณฺเห ภูมิปฺปเทสสฺมึ น มยฺหํ มนโส ปิโยติ ฯ
ตตฺถ กณฺหนฺติ กาฬวณฺณํ ฯ โภชนนฺติ รุกฺขผลโภชนํ ฯ
กณฺโห อิสิ สกฺกสฺส วจนํ สุตฺวา โก นุ โข มยา สทฺธึ กเถตีติ ทิพฺพจกฺขุนา อุปธาเรนฺโต สกฺโกติ ญตฺวา อนิวตฺติตฺวา อโนโลเกตฺวาว ทุติยํ คาถมาห
น กณฺโห ตปสา โหติ อนฺโตสาโร หิ พฺราหฺมโณ
ยสฺมึ ปาปานิ กมฺมานิ ส เว กณฺโห สุชมฺปตีติ ฯ
ตตฺถ ตปสาติ ตเปน กณฺโห นาม น โหตีติ อตฺโถ ฯ อนฺโต- สาโรติ อพฺภนฺตเร สีลสมาธิปญฺญาวิมุตฺติวิมุตฺติญาณทสฺสนสาเรหิ สมนฺนาคโต เอวรูโป หิ พาหิตปาปตฺตา พฺราหฺมโณ นาม โหติ ฯ ส เวติ ยสฺมึ ปน ปาปานิ กมฺมานิ อตฺถิ โส ยตฺถกตฺถจิ กุเล ชาโตปิ เยนเกนจิ สรีรวณฺเณน สมนฺนาคโตปิ กาฬโกเยว ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา อิเมสํ สตฺตานํ กณฺหภาวกรานิ ปาปกมฺมานิ เอกวิธาทิเภเทหิ วิตฺถาเรตฺวา สพฺพานิปิ ตานิ ครหิตฺวา สีลาทโย คุเณ ปสํสิตฺวา อากาเส จนฺทํ อุฏฺฐาเปนฺโต วิย สกฺกสฺส ธมฺมํ เทเสสิ ฯ สกฺโก ตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ปมุทิโต โสมนสฺสชาโต มหาสตฺตํ วเรน นิมนฺเตนฺโต ตติยํ คาถมาห
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต
วรํ พฺราหฺมณ เต ทมฺมิ ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสีติ ฯ
ตตฺถ เอตสฺมินฺติ ยํ อิทํ ตยา สพฺพญฺญูพุทฺเธน วิย สุลปิตํ ตสฺมึ สุลปิเต ตุมฺหากํ อนุจฺฉวิกตฺตา ปฏิรูเป สุภาสิเต ยํกิญฺจิ มนสา อิจฺฉสิ สพฺพํ เต ยํ วรํ อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตํ ทมฺมีติ อตฺโถ ฯ
ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต จินฺเตสิ อยํ กินฺนุ โข อตฺตโน อวณฺเณ กถิเต กุชฺฌิสฺสติ โนติ มํ วีมํสนฺโต มยฺหํ ฉวิวณฺณญฺจ โภชนญฺจ วสนฏฺฐานญฺจ ครหิตฺวา อิทานิ มยฺหํ อกุชฺฌนภาวํ ญตฺวา ปสนฺนจิตฺโต วรํ เทติ มํ โข ปเนส สกฺกิสฺสริยพฺรหฺมิสฺ- สริยานมตฺถาย พฺรหฺมจริยํ จรตีติ มญฺเญยฺย ตตฺรสฺส นิกฺกงฺขภาวตฺถํ มยฺหํ ปเรสุ โกโธ วา โทโส วา มา อุปฺปชฺชตุ ปรสมฺปตฺติยํ โลโภ วา ปเรสุ สิเนโห วา มา อุปฺปชฺชตุ มชฺฌตฺโตว ภเวยฺยนฺติ อิเม มยา จตฺตาโร วเร คเหตุํ วฏฏตีติ โส ตสฺส นิกฺกงฺขภาวตฺถาย จตฺตาโร วเร คณฺหนฺโต จตุตฺถํ คาถมาห
วรญฺจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
สุนิกฺโกธํ สุนิทฺโทสํ นิลฺโลภํ วุตฺติมตฺตโน
นิเสฺนหมภิกงฺขามิ เอเต เม จตุโร วเรติ ฯ
ตตฺถ วรญฺจ เม อโท สกฺกาติ สเจ ตฺวํ มยฺหํ วรํ อทาสิ ฯ สุนิกฺโกธนฺติ อกุชฺฌนวเสน สุฏฺฐุ นิกฺโกธํ ฯ สุนิทฺโทสนฺติ อทุสฺสนวเสน สุฏฺฐุ นิทฺโทสํ ฯ นิลฺโลภนฺติ ปรสมฺปตฺตีสุ นิลฺโลภํ ฯ วุตฺติมตฺตโนติ เอวรูปํ อตฺตโน ปวุตฺตึ ฯ นิเสฺนหนฺติ ปุตฺตธีตาสุ วา สวิญฺญาณเกสุ ธนธญฺญาทีสุ วา อวิญฺญาณเกสุ อตฺตโน สนฺตเกสุปิ นิเสฺนหํ อปคตโลภํ ฯ อภิกงฺขามีติ เอวรูปํ อิเมหิ จตูหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ อตฺตโน วุตฺตึ อภิกงฺขามิ ฯ เอเต เม จตุโร วเรติ เอเต นิกฺโกธาทิเก จตุโร วเร มยฺหํ เทหีติ วทติ ฯ กึ ปเนส น ชานาติ ยถา น สกฺกา สกฺกสฺส สนฺติเก วรํ คเหตฺวา วเรน โกธาทโย หริตุนฺติ โน น ชานาติ สกฺเก โข ปน วรํ ททนฺเต น คณฺหามีติ วจนํ น ยุตฺตนฺติ จ ตสฺส จ นิกฺกงฺขภาวตฺถาย คณฺหีติ ฯ
ตโต สกฺโก จินฺเตสิ กณฺหปณฺฑิโต วรํ คณฺหนฺโต อติวิย อนวชฺเช วเร คณฺหิ เอเตสุ วเรสุ คุณโทสํ เอตเมว ปุจฺฉิสฺสามีติ ฯ อถ นํ ปุจฺฉนฺโต ปญฺจมํ คาถมาห
กึ นุ โข โกเธ วา โทเส วา โลเภ เสฺนเหว พฺราหฺมณ
อาทีนวํ สมฺปสฺสสิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ
ตสฺสตฺโถ พฺราหฺมณ กินฺนุ โข ตฺวํ โกเธ วา โทเส วา โลเภ วา เสฺนเห วา อาทีนวํ สมฺปสฺสสิ ตฺวํ ตาว เม ปุจฺฉิโต อกฺขาหิ น หิ มยํ เอตฺถ อาทีนวํ ชานามาติ ฯ
อถ นํ มหาสตฺโต เตนหิ สุณาหีติ วตฺวา จตสฺโส คาถา อภาสิ
อปฺโป หุตฺวา พหุ โหติ วฑฺฒเต โส อขนฺติโช
อาสงฺคิ พหุปายาโส ตสฺมา โกธํ น โรจเย ฯ
ทุฏฺฐสฺส ผรุสา วาจา ปรามาโส อนนฺตรา
ตโต ปาณิ ตโต ทณฺโฑ สตฺถสฺส ปรมา คติ
โทโส โกธสมุฏฺฐาโน ตสฺมา โทสํ น โรจเย ฯ
อโลภสหสาการา นิกติ วญฺจนานิ จ
ทิสฺสนฺติ โลภธมฺเมสุ ตสฺมา โลภํ น โรจเย ฯ
เสฺนหสงฺคนฺถิตา คนฺถา เสนฺติ มโนมยา ปุถู
เต ภุสํ อุปตาเปนฺติ ตสฺมา เสฺนหํ น โรจเยติ ฯ
ตตฺถ อขนฺติโชติ โส อนธิวาสกชาติกสฺส อขนฺติโต ชาโต โกโธ ปฐมํ ปริตฺโต หุตฺวา ปจฺฉา พหุ โหติ อปราปรํ วฑฺฒติ ฯ ตสฺส วฑฺฒนภาโว ขนฺติวาทิชาตเกน เจว จุลฺลธมฺมปาลชาตเกน จ วณฺเณตพฺโพ ฯ อปิจ ติสฺสามจฺจสฺส เจตฺถ ภริยํ อาทึ กตฺวา สพฺพํ ชนํ สปริชนํ มาเรตฺวา ปจฺฉา อตฺตโน มาริตวตฺถุํ กเถตพฺพํ ฯ อาสงฺคีติ อาสงฺคกรโณ ยสฺส อุปฺปชฺชติ ตํ อาสตฺตํ ลคฺคิตํ กโรติ ตญฺจ วตฺถุํ วิสฺสชฺเชตฺวา คนฺตุํ น เทติ นิวตฺเตตฺวา อกฺโกสนาทีนิ กาเรติ ฯ พหุปายาโสติ พหุนา กายิกเจตสิกทุกฺขสงฺขาเตน อุปายาเสน กิลมเถน สมนฺนาคโต ฯ โกธํ นิสฺสาย หิ โกธวเสน อริยาทีสุ กตวีติกฺกมา ทิฏฺฐธมฺเม เจว สมฺปราเย จ วธพนฺธนวิปฺปฏิสาราทีนิ เจว ปญฺจวิธพนฺธนกมฺมกรณาทีนิ จ พหูนิ ทุกฺขานิ อนุภวนฺตีติ โกโธ พหุปายาโส นาม ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา เอส เอวํ อเนกาทีนโว ตสฺมา โกธํ น โรเจมิ ฯ ทุฏฺฐสฺสาติ กุชฺฌนลกฺขเณน โกเธน กุชฺฌิตฺวา อปรภาเค ทุสฺสนลกฺขเณน โทเสน ทุฏฺฐสฺส ปฐมํ ตาว ผรุสวาจา นิจฺฉาเรติ ฯ วาจาย อนนฺตรา อากฑฺฒนวิกฑฺฒนวเสน หตฺถปรามาโส ฯ ตโต อนนฺตรา อุปกฺกมนวเสน ปาณิ ปวตฺตติ ฯ ตโต ทณฺฑปฺปหาโร ฯ อติกฺกมิตฺวา ปน เอกโตธารอุภโตธารสฺส สตฺถสฺส ปรมา คติ สพฺพปริยนฺตา สตฺถนิปฺผตฺติ โหติ ฯ ยทา หิ สตฺเถน ปรมฺปิ ชีวิตา โวโรเปตฺวา ปจฺฉา เตเนว สตฺเถน อตฺตานํ ชีวิตา โวโรเปติ ตทา โทโส มตฺถกํ ปตฺโต โหติ ฯ โทโส โกธสมุฏฺฐาโนติ ยถา อนมฺพิลํ ตกฺกํ วา กญฺชิกํ วา ปริณามวเสน ปริวตฺติตฺวา อมฺพิลํ โหติ ตํ เอกชาติกมฺปิ สมานํ อมฺพิลํ อนมฺพิลนฺติ นานา วุจฺจติ ตถา ปุพฺพกาเล โกโธ ปริณาเมตฺวา อปรภาเค โทโส โหติ โส อกุสลมูลตฺเตน เอกชาติโกปิ สมาโน โกโธ โทโสติ นานา วุจฺจติ ฯ ยถา จ อนมฺพิลโต อมฺพิลํ เอวํ โสปิ โกธโต สมุฏฺฐาตีติ โกธสมุฏฺฐาโน ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา เอวํ อเนกาทีนโว โทโส ตสฺมา โทสมฺปิ น โรเจมิ ฯ อโลภสหสาการาติ ทิวาทิวเสน คามํ ปหริตฺวา วิลุมฺปนานิ จ อาวุธํ สรีเร ฐเปตฺวา อิทํ นาม เม เทหีติ สหสาการา จ ฯ นิกติ วญฺจนานิ จาติ ปฏิรูปกํ ทสฺเสตฺวา ปรสฺส หรณํ นิกติ นาม ฯ สา อสุวณฺณเมว สุวณฺณนฺติ กูฏกหาปณญฺจ กหาปโณติ ทตฺวา ปรสนฺตกคฺคหเณ ทฏฺฐพฺพา ฯ ปฏิภาณวเสน ปน อุปายกุสลตาย ปรสนฺตกคฺคหณํ วญฺจนํ นาม ฯ ตสฺเสวํ ปวตฺติ ทฏฺฐพฺพา เอโก กิร อุชุชาติโก คามิกปุริโส อรญฺญโต สสกํ อาเนตฺวา นทีตีเร ฐเปตฺวา นหายิตุํ โอตริ ฯ อเถโก ธุตฺโต ตํ สสกํ สีเส กตฺวา นหายิตุํ โอติณฺโณ ฯ อิตโร อุตฺตริตฺวา สสกํ อปสฺสนฺโต อิโตจีโต จ โอโลเกสิ ฯ ตเมนํ ธุตฺโต กึ โภ โอโลเกสีติ วตฺวา อิมสฺมึ เม ฐาเน สสโก ฐปิโต ตํ น ปสฺสามีติ วุตฺเต อนฺธพาล ตฺวํ น ชานาสิ สสกา นาม นทีตีเร ฐปิตา ปลายนฺตีติ ปสฺส อหํ อตฺตโน สสกํ สีเส ฐเปตฺวาว นหายามีติ ฯ โส อปฺปฏิภาณตาย เอวํ ภวิสฺสตีติ ปกฺกามิ ฯ เอก- กหาปเณน มิคโปตกํ คเหตฺวา ปุน ตํ ทตฺวา ทฺวิกหาปณคฺฆนกสฺส มิคสฺส คหิตวตฺถุมฺเปตฺถ กเถตพฺพํ ฯ ทิสฺสติ โลภธมฺเมสูติ สกฺก อิเม โลภาทโย ปาปธมฺมา โลภสภาเวสุ โลภาภิภูเตสุ สตฺเตสุ ทิสฺสนฺติ น หิ อลุทฺธา เอวรูปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ เอวํ โลโภ อเนกาทีนโว ตสฺมา โลภมฺปิ น โรเจมิ ฯ เสฺนหสงฺคนฺถิตา คนฺถาติ อารมฺมเณสุ อลฺลียนลกฺขเณน เสฺนเหน สงฺคนฺถิตา ปุนปฺปุนํ อุปฺปาทนวเสน ฆฏิตา สุตฺเตน ปุปฺผานิ วิย คนฺถานิ นานปฺปกาเรสุ อารมฺมเณสุ ปวตฺตมานา อภิชฺฌากายคนฺถา ฯ เสนฺติ มโนมยา ปุถูติ เตสุ อารมฺมเณสุ อุปฺปนฺนา สุวณฺณาทีหิ นิพฺพตฺตานิ สุวณฺณาทิมยานิ อาภรณาทีนิ วิย มเนน นิพฺพตฺตตฺตา มโนมยา อภิชฺฌากายคนฺถา เตสุ อารมฺมเณสุ เสนฺติ ฯ เต ภุสํ อุปตาเปนฺตีติ เต ภุสํ อนุสฺสยิตา พลวนฺตา สญฺชานนฺตา ภุสํ อุปตาเปนฺติ อติกิลเมนฺติ ฯ เตสํ ปน ภุสํ อุปตาปเน สลฺลวิทฺโธว รุปฺปตีติ คาถาย วตฺถุ ปิยชาติกา โข คหปติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา ปิยปฺปภูติกา ปิยโต ชายเต โสโก เปมโต ชายเต โสโกติ อาทีนิ สุตฺตานิ จ อาหริตพฺพานิ ฯ อปิจ สุมงฺคลโพธิสตฺตสฺส ทารเก ทตฺวา พลวโสเกน หทยํ ผลิ ฯ เวสฺสนฺตรโพธิสตฺตสฺส มหนฺตํ โทมนสฺสํ อุทปาทิ ฯ เอวํ ปูริตปารมีนํ มหาสตฺตานํ เปมํ อุปตาปนํ กโรติเยว อยํ เสฺนเห อาทีนโว ยสฺมา โหติ ตสฺมา เสฺนหํปิ น โรเจมีติ ฯ
สกฺโก ปญฺหาวิสชฺชนํ สุตฺวา กณฺหปณฺฑิต ตยา อิเม ปญฺหา พุทฺธลีลาย วิย สาธุกํ กถิตา อติวิย ตุฏฺโฐสฺมิ เตน อปรมฺปิ วรํ คณฺหาหีติ วตฺวา ทสมํ คาถมาห
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต
วรํ พฺราหฺมณ เต ทมฺมิ ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสีติ ฯ
ตโต โพธิสตฺโต อนนฺตรํ คาถมาห
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
อรญฺเญ เม วิหรโต นิจฺจํ เอกวิหาริโน
อาพาธา มา อุปฺปชฺเชยฺยุํ อนฺตรายกรา ภุสาติ ฯ
ตตฺถ อนฺตรายกรา ภุสาติ อิมสฺส เม ตโปกมฺมสฺส อนฺตรายกรา ฯ
ตํ สุตฺวา สกฺโก กณฺหปณฺฑิโต วรํ คณฺหนฺโต น อามิสสนฺนิสฺสิตํ วรํ คณฺหติ ตโปกมฺมนิสฺสิตเมว คณฺหตีติ จินฺเตตฺวา ภิยฺโยโสมตฺตาย ปสนฺโน อปรํปิ วรํ ททมาโน อิตรํ คาถมาห
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต
วรํ พฺราหฺมณ เต ทมฺมิ ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสีติ ฯ
โพธิสตฺโตปิ วรํคหณาปเทเสน ตสฺส ธมฺมํ เทเสนฺโต โอสานคาถมาห
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
น มโน วา สรีรํ วา มงฺกุเต สกฺก กสฺสจิ
กทาจิ อุปหญฺเญถ เอตํ สกฺก วรํ เทหีติ ฯ
ตตฺถ มโน วาติ มโนทฺวารํ วา ฯ สรีรํ วาติ กายทฺวารํ วา ฯ วจีทฺวารมฺปิ เอเตสํ คหเณน คหิตเมวาติ เวทิตพฺพํ ฯ มงฺกุเตติ มม การณา ฯ อุปหญฺเญถาติ อุปฆาเตยฺย ปริสุทฺธํ อสฺส ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ สกฺก เทวราช มม การณา มํ นิสฺสาย มม อนตฺถกามตาย กสฺสจิ สกฺกสฺส กิสฺมิญฺจิ กาเล อิทํ ติวิธมฺปิ กมฺมทฺวารํ น อุปหญฺเญถ ปาณาติปาตาทีหิ ทสหิ อกุสลกมฺมปเถหิ วิมุตฺตํ ปริสุทฺธเมว ภเวยฺยาติ ฯ
อิติ มหาสตฺโต ฉสุปิ ฐาเนสุ วรํ คณฺหนฺโต เนกฺขมฺมนิสฺสิตเมว คณฺหิ ฯ ชานาติ เจส สรีรํ นาม พฺยาธิธมฺมํ น ตํ สกฺกา สกฺเกน อพฺยาธิธมฺมํ กาตุํ สตฺตานญฺจ ตีสุ ทฺวาเรสุ ปริสุทฺธตฺต- ภาโว น สกฺกา สกฺเกน อตฺตายตฺโตว เอวํ สนฺเตปิ ตสฺส ธมฺมเทสนตฺถํ อิเม วเร คณฺหิ ฯ สกฺโกปิ ตํ รุกฺขํ มธุรํว ผลํ กตฺวา มหาสตฺตํ วนฺทิตฺวา สิรสิ อญฺชลึ ปติฏฺฐเปตฺวา อโรคา อิเธว วสถาติ วตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ โพธิสตฺโตปิ อปริหีนชฺฌาโน พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อานนฺท ปุพฺเพ มยา นิวุฏฺฐภูมิปฺปเทโสติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สกฺโก อนุรุทฺโธ อโหสิ กณฺหปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ
กณฺหชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗