ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กัณหชาดก
ชาดกที่ ๔๔๐ · ทสกนิบาตชาดก

กัณหชาดก

ว่าด้วยขอพร

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๒๙ · บรรทัด ๕๔๘๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกัณหชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

บทว่า นิกติ วญฺจนานิ จ ความว่า การแสดงของปลอมเปลี่ยนเอาของของผู้อื่นไป ชื่อว่า การสับเปลี่ยน การสับเปลี่ยนนั้นพึงเห็นตัวอย่าง ในการให้ทองเก๊ว่าทองแท้ และกหาปณะปลอมว่ากหาปณะแท้ แล้วถือเอาสิ่งของของผู้อื่นไป ส่วนการถือเอาสิ่งของของผู้อื่นไป ด้วยสามารถแห่งปฏิภาณ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย ชื่อว่าการล่อลวง พึงทราบเรื่องราวของการล่อลวงนั้นอย่างนี้ว่า บุรุษชาวบ้านผู้มีความซื่อตรงคนหนึ่ง นำกระต่ายมาจากป่าวางไว้ที่ฝั่งแม่น้ำแล้วลงอาบน้ำ ลำดับนั้น นักเลงคน ๑ เอากระต่ายนั้นวางไว้บนศีรษะแล้วลงอาบน้ำ บุรุษชาวบ้านขึ้นมาแล้ว เมื่อไม่เห็นกระต่าย จึงมองหาข้างโน้นข้างนี้ นักเลงเห็นดังนั้นจึงถามบุรุษนั้นว่า มองหาอะไรท่านผู้เจริญ. บุรุษชาวบ้านนั้นตอบว่า ข้าพเจ้าวางกระต่ายไว้ตรงนี้ แต่ไม่เห็นกระต่ายนั้น. นักเลงจึงกล่าวว่า แน่ะอันธพาล ท่านไม่รู้ดอกหรือว่า ชื่อว่ากระต่ายทั้งหลาย ที่บุคคลวางไว้ที่ฝั่งแม่น้ำย่อมหนีไปได้ ท่านดูซิ ฉันยังต้องเอากระต่ายของตนวางไว้บนศีรษะอาบน้ำด้วยเลย. บุรุษชาวบ้านเข้าใจว่า จักเป็นอย่างนั้น เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่มีปฏิภาณ. จึงหลีกไป ในข้อนี้ พึงเล่าเรื่องที่เขารับเอาลูกเนื้อด้วยเงิน ๑ กหาปณะให้ลูกเนื้อนั้นอีก แล้วจึงรับเอาเนื้อ ซึ่งมีราคา ๒ กหาปณะ.

บทว่า ทิสฺสติ โลภธมฺเมสุ ความว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ บาปธรรมทั้งหลายมีโลภะเป็นต้นเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในสภาวะคือความโลภทั้งหลาย คือ ในสัตว์ทั้งหลายถูกความโลภครอบงำแล้ว เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่โลภแล้ว. ย่อมไม่กระทำกรรมเห็นปานนี้ ความโลภมีโทษมากมายอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจความโลภ.

บทว่า เสฺนหสงฺคนฺถิตา คนฺถา ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออภิชฌาทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายมีประการต่าง ๆถูกสิเนหาอันมีความติดอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายเป็นลักษณะร้อยรัดแล้วคือสืบต่อแล้วด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นบ่อย ๆ ดุจดอกไม้ทั้งหลายที่เขาร้อยไว้ด้วยด้าย ฉะนั้น.

บทว่า เสนฺติ มโนมยา ปุถู ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออภิชฌาทั้งหลาย อันเกิดขึ้นแล้วในอารมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องสำเร็จได้ด้วยใจ เพราะเป็นสภาพที่เกิดขึ้นทางใจ ดุจวัตถุทั้งหลายมีเครื่องประดับเป็นต้น อันเกิดแล้วจากรัตนะทั้งหลายมีทองเป็นต้นชื่อว่าอันสำเร็จแล้วด้วยรัตนะทั้งหลายมีทองเป็นอาทิ นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น.

บทว่า เต ภุสํ อุปตาเปนฺติ ความว่า กิเลสเหล่านั้น ถ้านอนเนื่องอยู่แล้วเป็นอันมาก คือมีกำลังรู้ชัดอยู่ มักทำบุคคลให้เดือดร้อน คือให้ลำบากโดยยิ่ง ก็ในการที่กิเลสเหล่านั้นมักทำให้บุคคลเดือดร้อนโดยยิ่ง พึงนำเรื่องของคาถาว่า สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ เป็นต้น และพระสูตรทั้งหลายมีความว่า ดูก่อนคฤหบดี ความเศร้าโศก ความร่ำไรความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้นทั้งหลายล้วนเกิดแต่ความรัก ล้วนมีความรักเป็นแดนเกิดทั้งนั้น ความโศกย่อมเกิดแต่สิ่งที่รักความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก. ดังนี้เป็นต้น มาเป็นอุทาหรณ์อีกอย่างหนึ่ง หัวใจของสุมังคลโพธิสัตว์แตกแล้ว เพราะความโศกอันมีกำลังเหตุให้เด็กทั้งหลายเป็นทาน โทมนัสเป็นอันมากก็ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระเวสสันดรโพธิสัตว์ ความรักย่อมทำให้พระมหาสัตว์ทั้งหลายผู้บำเพ็ญบารมีแล้วเดือดร้อนได้ด้วยประการฉะนี้ เพราะโทษนี้มีอยู่ในความสิเนหาฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจ แม้ซึ่งความสิเนหา.

ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับคำวิสัชนาปัญหาแล้ว จึงตรัสว่าข้าแต่ท่านกัณหบัณฑิต ปัญหานี้ท่านกล่าวดี เปรียบดังพุทธลีลา ข้าพเจ้ายินดีเหลือเกิน ฉะนั้น ขอท่านจงรับพรอย่างอื่นอีก แล้วตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า :-

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าวดี แล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้ พรแก่ท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาต่อไปว่า :ข้าแต่ท้าวสักกผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ขออาพาธทั้งหลายอันเป็นของร้ายแรง ซึ่งจะทำ อันตรายแก่ตบะกรรมได้ อย่าพึงเกิดขึ้นแก่ ข้าพระองค์ผู้อยู่ในป่า ซึ่งอยู่แต่ผู้เดียวเป็น นิตย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺตรายกรา ภุสา คือ อันจำทำอันตรายแก่ตบะกรรมของข้าพระองค์นี้.

ท้าวสักกะได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงดำริว่า กัณหบัณฑิตเมื่อจะรับพร ก็ไม่รับพรที่อาศัยอามิส รับแต่พรที่อาศัยตบะกรรมเท่านั้นท้าวเธอยิ่งทรงเลื่อมใสมากขึ้น เมื่อจะประทานพรอื่นอีก จึงตรัสพระคาถานอกนี้ว่า :-

ดูก่อนท่านพราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าว ดีแล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้ พรแก่ท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด.

แม้พระโพธิสัตว์ เมื่อจะแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะโดยอ้างการรับพร จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-

ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ขอใจ หรือร่างกายของข้าพระองค์ อย่าเข้าไปกระทบ กระทั่งใคร ๆ ในกาลไหน ๆ เลย ขอได้ทรง โปรดประทานพรนี้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มโน วา ได้แก่ มโนทวาร. บทว่า สรีรํ วา ได้แก่ กายทวาร. แม้วจีทวาร ก็พึงทราบว่า ท่านถือเอาแล้วด้วยการถือเอาทวารเหล่านั้นเหมือนกัน. บทว่า มงฺกุเต คือ เพราะเหตุแห่งข้าพระองค์. บทว่า อุปหญฺเถ ได้แก่ อย่าเข้าไปกระทบกระทั่ง คือ พึงเป็นทวารอันบริสุทธิ์แล้ว.

ข้อนี้มีอธิบายว่า ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ขออย่าให้กรรมที่เป็นไปในทวาร แม้ทั้ง ๓ นี้เข้าไปกระทบแก่ใคร ๆ คือแก่ท้าวสักกะในกาลไหน ๆ เพราะเหตุแห่งข้าพระองค์ คือเพราะอาศัยข้าพระองค์ ได้แก่เพราะความที่แห่งข้าพระองค์เป็นผู้ใคร่ต่อความพินาศ คือ ขอกรรมที่เป็นไปในทวารทั้ง ๓ นี้พึงเป็นธรรมชาติอันหลุดพ้นแล้ว คือ บริสุทธิ์แล้ว จากอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ มีปาณาติบาตเป็นต้นนั้นเทียว.

พระมหาสัตว์ เมื่อจะรับพรในฐานะทั้ง ๖ ได้รับเอาพรอันอาศัยเนกขัมมะเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้ จริงอยู่ พระโพธิสัตว์นั้น ย่อมทราบว่า ขึ้นชื่อว่าสรีระ ย่อมมีความเจ็บเป็นธรรมดา ท้าวสักกะไม่อาจเพื่อจะกระทำสรีระนั้นให้มีความไม่เจ็บเป็นธรรมดาได้ อนึ่ง ความที่แห่งสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีตนอันบริสุทธิ์แล้วในทวารทั้ง ๓ อันท้าวสักกะก็ไม่อาจทำให้เป็นนิสัยของตนได้เลย แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น พระมหาสัตว์ก็ได้รับพรเหล่านี้แล้ว เพื่อแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะนั้น แม้ท้าวสักกเทวราชก็ได้ทรงบันดาลต้นไม้นั้นให้มีผลหวานอร่อย นมัสการพระมหาสัตว์ประคองอัญชลีเหนือพระเศียร ตรัสว่า ขอท่านจงอยู่ที่นี้โดยปราศจากโรคเถิด. แล้วได้เสด็จไปยังพิมานของพระองค์ แม้พระโพธิสัตว์ก็มิได้เสื่อมจากฌาน ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนอานนท์ ที่นี้เป็นภูมิประเทศที่เราเคยอยู่มาแล้ว ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะในบัดนี้ส่วนกัณหบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถากัณหชาดกที่ ๒

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๗๔–๗๙๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทสกนิบาตชาดก · ๕๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

กณฺหชาตกํ

กณฺโห วตายํ ปุริโสติ อิทํ สตฺถา กปิลวตฺถุํ อุปนิสฺสาย นิโคฺรธาราเม วิหรนฺโต สิตปาตุกมฺมํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตทา กิร สตฺถา สายณฺหสมเย นิโคฺรธาราเม ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต ชงฺฆวิหารํ อนุจงฺกมนฺโต อญฺญตรสฺมึ ปเทเส สิตปาตุกมฺมํ อกาสิ ฯ อานนฺทตฺเถโร โก นุ โข เหตุ โก ปจฺจโย ภควโต สิตปาตุกมฺมาย น อเหตุ ตถาคตา สิตํ ปาตุกโรนฺติ ปุจฺฉิสฺสามีติ ตาวาติ อญฺชลึ ปคฺคยฺห สิตการณํ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส สตฺถา ภูตปุพฺพํ อานนฺท กณฺโห นาม อิสิ อโหสิ โส อิมสฺมึ ภูมิปฺปเทเส วิหาสิ ฌายี ฌานรโต ตสฺส สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปีติ สิตการณํ วตฺวา ตสฺส วตฺถุโน อปากฏตฺตา เถเรน ยาจิโต อตีตํ อาหริ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต พาราณสิยํ เอเกน อสีติโกฏิวิภเวน อปุตฺตเกน พฺราหฺมเณน สีลํ สมาทยิตฺวา ปุตฺเต ปตฺถิเต โพธิสตฺโต ตสฺส พฺราหฺมณิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติ ฯ กาฬวณฺณตฺตา ปนสฺส นามคฺคหณทิวเส กณฺหกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ ฯ โส โสฬสวสฺสกาเล มณิปฏิมา วิย โสภคฺคปฺปตฺโต หุตฺวา ปิตรา สิปฺปุคฺคหณตฺถาย เปสิโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคเหตฺวา ปจฺจาคจฺฉิ ฯ อถ นํ ปิตา อนุรูเปน ทาเรน สํโยเชสิ ฯ โส อปรภาเค มาตาปิตูนํ อจฺจเย สพฺพํ อิสฺสริยํ ปฏิปชฺชิ ฯ อเถกทิวสํ รตนโกฏฺฐาคารานิ วิโลเกตฺวา วรปลฺลงฺกมชฺฌคโต สุวณฺณปฏํ อาหราเปตฺวา เอตฺตกํ ธนํ อสุเกนาปิ อุปฺปาทิตํ เอตฺตกํ ธนํ อสุเกนาติ ปุพฺพญาตีหิ สุวณฺณปเฏ ลิกฺขิตานิ อกฺขรานิ ทิสฺวา จินฺเตสิ เยหิ อิมํ ธนํ อุปฺปาทิตํ เต น ปญฺญายนฺติ ธนเมว ปญฺญายติ เอโกปิ อิมํ ธนํ คเหตฺวา คโต นาม นาโหสิ น โข ปน สกฺกา ธนภณฺฑิกํ พนฺธิตฺวา ปรโลกํ เนตุํ ปญฺจ- สาธารณภาเวน หิ อสารกสฺส ธนสฺส ทานํ สาโร พหุโรคสาธารณ- ภาเวน อสารกสฺส กายสฺส สีลวนฺเตสุ อภิวาทนาทิกมฺมํ สาโร อนิจฺจตาภิภูตสฺส อสารกสฺส ชีวิตสฺส อนิจฺจาทิวเสน วิปสฺสนาโยโค สาโร ตสฺมา อสาเรหิ โภเคหิ สารคฺคหณตฺถํ ทานํ ทสฺสามีติ โส อาสนา วุฏฺฐาย รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตวา ราชานํ อาปุจฺฉิตฺวา มหาทานํ ปวตฺเตสิ ฯ ยาว สตฺตมา ทิวสา ธนํ อปริกฺขิยมานํ ทิสฺวา กึ เม ธเนน ยาว มํ ชรา นาภิภวติ ตาวเทว ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลก- ปรายโน ภวิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เคเห สพฺพทฺวารานิ วิวราเปตฺวา ทินฺนํ เม หรนฺตูติ อสุจึ วิย ชิคุจฺฉนฺโต วตฺถุกาเม ปหาย ตสฺส มหาชนสฺส โรทนฺตสฺส ปริเทวนฺตสฺเสว นครา นิกฺขมิตฺวา หิมวนฺตปฺ- ปเทสํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อตฺตโน วสนตฺถาย รมณียํ ภูมิภาคํ โอโลเกตฺวา อิมํ ฐานํ ปตฺวา อิธ วสิสฺสามีติ เอกํ อินฺทวารุณิรุกฺขํ โคจรคามํ กตฺวา อธิฏฺฐาย ตสฺเสว รุกฺขสฺส มูเล วิหาสิ คามนฺตเสนาสนํ ปหาย อารญฺญิโก อโหสิ ปณฺณสาลํ อกตฺวา รุกฺขมูลิโก อโหสิ อพฺโภกาสิโก เนสชฺชิโก สเจ นิปชฺชติ ภูมิยํเยว นิปชฺชติ ทนฺตมุสลิโก หุตฺวา อนคฺคิปกฺกเมว ขาทติ ถุสปริกฺขิตฺตํ กิญฺจิ น ขาทติ เอกทิวเส เอกวารเมว ขาทิตฺวา เอกาสนิโก อโหสิ ฉมายํ ปฐวีอาปเตชวายุสโม หุตฺวา เอเต เอตฺตเก ธุตงฺคคุเณ สมาทาย วสติ ฯ อิมสฺมึ กิร ชาตเก โพธิสตฺโต ปรมปฺปิจฺโฉ อโหสิ ฯ โส นจิรสฺเสว อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา ฌานกีฬํ กีฬนฺโต ตตฺเถว วสติ ฯ ผลาผลตฺถํปิ อญฺญตฺถ น คจฺฉติ ฯ รุกฺขสฺส ผลิตกาเล ผลํ ขาทติ ปุปฺผิตกาเล ปุปฺผํ ขาทติ สปตฺตกาเล ปตฺตํ ขาทติ นิปฺปตฺตกาเล ปปฏิกํ ขาทติ ฯ เอวํ ปรมสนฺตุฏฺโฐ หุตฺวา อิมสฺมึ ฐาเน จิรํ วสิ ฯ โส เอกทิวสํ ปุพฺพณฺหสมเย ตสฺส รุกฺขสฺส ปกฺกานิ ผลานิ คณฺหิ ฯ คณฺหนฺโต ปน โลลุปฺปจาเรน อุฏฺฐาย อญฺญสฺมึ ปเทเส น คณฺหติ ยถานิสินฺโนว หตฺถํ ปสาเรตฺวา หตฺถปาสฐาเน ฐิตานิ ผลานิ สํหรติ ฯ เตสุปิ มนาปามนาปํ อวิจินิตฺวา สมฺปตฺต- สมฺปตฺตเมว คณฺหติ ฯ เอวํ ปรมสนฺตุฏฺฐสฺส ตสฺส สีลเตเชน สกฺกสฺส ปณฺฑุกมฺพลสิลาสนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ ตํ กิร สกฺกสฺส อายุกฺขเยน วา อุณฺหํ โหติ ปุญฺญกฺขเยน วา อญฺญสฺมึ วา มหานุภาเว สตฺเต ตํ ฐานํ ปตฺเถนฺเต ธมฺมิกานํ วา มหิทฺธิกานํ สมณพฺราหฺมณานํ สีลเตเชน อุณฺหํ อโหสิ ฯ สกฺโก โก นุ โข มํ ฐานา จาเวตุกาโมติ อาวชฺชิตฺวา อิมสฺมึ ปเทเส วสนฺตํ กณฺหํ อิสึ รุกฺขผลานิ อุจฺจินนฺตํ ทิสวา จินฺเตสิ อยํ อิสิ โฆรตโป ปรมชิตินฺทฺริโย อิมํ ธมฺมกถาย สีหนาทํ นทาเปตฺวา สุการณํ สุตฺวา วเรน สนฺตปฺเปตฺวา อิมสฺส รุกฺขํ ธุวผลํ กตฺวา อาคมิสฺสามีติ โส มหนฺเตน อานุภาเวน สีฆํ โอตริตฺวา ตสฺมึ รุกฺขมูเล ตสฺส ปิฏฺฐิปสฺเส ฐตฺวา อตฺตโน อวณฺเณ กถิเต กุชฺฌิสฺสติ นุ โข โนติ วีมํสนฺโต ปฐมํ คาถมาห

กณฺโห วตายํ ปุริโส กณฺหํ ภุญฺชติ โภชนํ

กณฺเห ภูมิปฺปเทสสฺมึ น มยฺหํ มนโส ปิโยติ ฯ

ตตฺถ กณฺหนฺติ กาฬวณฺณํ ฯ โภชนนฺติ รุกฺขผลโภชนํ ฯ

กณฺโห อิสิ สกฺกสฺส วจนํ สุตฺวา โก นุ โข มยา สทฺธึ กเถตีติ ทิพฺพจกฺขุนา อุปธาเรนฺโต สกฺโกติ ญตฺวา อนิวตฺติตฺวา อโนโลเกตฺวาว ทุติยํ คาถมาห

น กณฺโห ตปสา โหติ อนฺโตสาโร หิ พฺราหฺมโณ

ยสฺมึ ปาปานิ กมฺมานิ ส เว กณฺโห สุชมฺปตีติ ฯ

ตตฺถ ตปสาติ ตเปน กณฺโห นาม น โหตีติ อตฺโถ ฯ อนฺโต- สาโรติ อพฺภนฺตเร สีลสมาธิปญฺญาวิมุตฺติวิมุตฺติญาณทสฺสนสาเรหิ สมนฺนาคโต เอวรูโป หิ พาหิตปาปตฺตา พฺราหฺมโณ นาม โหติ ฯ ส เวติ ยสฺมึ ปน ปาปานิ กมฺมานิ อตฺถิ โส ยตฺถกตฺถจิ กุเล ชาโตปิ เยนเกนจิ สรีรวณฺเณน สมนฺนาคโตปิ กาฬโกเยว ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา อิเมสํ สตฺตานํ กณฺหภาวกรานิ ปาปกมฺมานิ เอกวิธาทิเภเทหิ วิตฺถาเรตฺวา สพฺพานิปิ ตานิ ครหิตฺวา สีลาทโย คุเณ ปสํสิตฺวา อากาเส จนฺทํ อุฏฺฐาเปนฺโต วิย สกฺกสฺส ธมฺมํ เทเสสิ ฯ สกฺโก ตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา ปมุทิโต โสมนสฺสชาโต มหาสตฺตํ วเรน นิมนฺเตนฺโต ตติยํ คาถมาห

เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต

วรํ พฺราหฺมณ เต ทมฺมิ ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสีติ ฯ

ตตฺถ เอตสฺมินฺติ ยํ อิทํ ตยา สพฺพญฺญูพุทฺเธน วิย สุลปิตํ ตสฺมึ สุลปิเต ตุมฺหากํ อนุจฺฉวิกตฺตา ปฏิรูเป สุภาสิเต ยํกิญฺจิ มนสา อิจฺฉสิ สพฺพํ เต ยํ วรํ อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตํ ทมฺมีติ อตฺโถ ฯ

ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต จินฺเตสิ อยํ กินฺนุ โข อตฺตโน อวณฺเณ กถิเต กุชฺฌิสฺสติ โนติ มํ วีมํสนฺโต มยฺหํ ฉวิวณฺณญฺจ โภชนญฺจ วสนฏฺฐานญฺจ ครหิตฺวา อิทานิ มยฺหํ อกุชฺฌนภาวํ ญตฺวา ปสนฺนจิตฺโต วรํ เทติ มํ โข ปเนส สกฺกิสฺสริยพฺรหฺมิสฺ- สริยานมตฺถาย พฺรหฺมจริยํ จรตีติ มญฺเญยฺย ตตฺรสฺส นิกฺกงฺขภาวตฺถํ มยฺหํ ปเรสุ โกโธ วา โทโส วา มา อุปฺปชฺชตุ ปรสมฺปตฺติยํ โลโภ วา ปเรสุ สิเนโห วา มา อุปฺปชฺชตุ มชฺฌตฺโตว ภเวยฺยนฺติ อิเม มยา จตฺตาโร วเร คเหตุํ วฏฏตีติ โส ตสฺส นิกฺกงฺขภาวตฺถาย จตฺตาโร วเร คณฺหนฺโต จตุตฺถํ คาถมาห

วรญฺจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร

สุนิกฺโกธํ สุนิทฺโทสํ นิลฺโลภํ วุตฺติมตฺตโน

นิเสฺนหมภิกงฺขามิ เอเต เม จตุโร วเรติ ฯ

ตตฺถ วรญฺจ เม อโท สกฺกาติ สเจ ตฺวํ มยฺหํ วรํ อทาสิ ฯ สุนิกฺโกธนฺติ อกุชฺฌนวเสน สุฏฺฐุ นิกฺโกธํ ฯ สุนิทฺโทสนฺติ อทุสฺสนวเสน สุฏฺฐุ นิทฺโทสํ ฯ นิลฺโลภนฺติ ปรสมฺปตฺตีสุ นิลฺโลภํ ฯ วุตฺติมตฺตโนติ เอวรูปํ อตฺตโน ปวุตฺตึ ฯ นิเสฺนหนฺติ ปุตฺตธีตาสุ วา สวิญฺญาณเกสุ ธนธญฺญาทีสุ วา อวิญฺญาณเกสุ อตฺตโน สนฺตเกสุปิ นิเสฺนหํ อปคตโลภํ ฯ อภิกงฺขามีติ เอวรูปํ อิเมหิ จตูหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ อตฺตโน วุตฺตึ อภิกงฺขามิ ฯ เอเต เม จตุโร วเรติ เอเต นิกฺโกธาทิเก จตุโร วเร มยฺหํ เทหีติ วทติ ฯ กึ ปเนส น ชานาติ ยถา น สกฺกา สกฺกสฺส สนฺติเก วรํ คเหตฺวา วเรน โกธาทโย หริตุนฺติ โน น ชานาติ สกฺเก โข ปน วรํ ททนฺเต น คณฺหามีติ วจนํ น ยุตฺตนฺติ จ ตสฺส จ นิกฺกงฺขภาวตฺถาย คณฺหีติ ฯ

ตโต สกฺโก จินฺเตสิ กณฺหปณฺฑิโต วรํ คณฺหนฺโต อติวิย อนวชฺเช วเร คณฺหิ เอเตสุ วเรสุ คุณโทสํ เอตเมว ปุจฺฉิสฺสามีติ ฯ อถ นํ ปุจฺฉนฺโต ปญฺจมํ คาถมาห

กึ นุ โข โกเธ วา โทเส วา โลเภ เสฺนเหว พฺราหฺมณ

อาทีนวํ สมฺปสฺสสิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ

ตสฺสตฺโถ พฺราหฺมณ กินฺนุ โข ตฺวํ โกเธ วา โทเส วา โลเภ วา เสฺนเห วา อาทีนวํ สมฺปสฺสสิ ตฺวํ ตาว เม ปุจฺฉิโต อกฺขาหิ น หิ มยํ เอตฺถ อาทีนวํ ชานามาติ ฯ

อถ นํ มหาสตฺโต เตนหิ สุณาหีติ วตฺวา จตสฺโส คาถา อภาสิ

อปฺโป หุตฺวา พหุ โหติ วฑฺฒเต โส อขนฺติโช

อาสงฺคิ พหุปายาโส ตสฺมา โกธํ น โรจเย ฯ

ทุฏฺฐสฺส ผรุสา วาจา ปรามาโส อนนฺตรา

ตโต ปาณิ ตโต ทณฺโฑ สตฺถสฺส ปรมา คติ

โทโส โกธสมุฏฺฐาโน ตสฺมา โทสํ น โรจเย ฯ

อโลภสหสาการา นิกติ วญฺจนานิ จ

ทิสฺสนฺติ โลภธมฺเมสุ ตสฺมา โลภํ น โรจเย ฯ

เสฺนหสงฺคนฺถิตา คนฺถา เสนฺติ มโนมยา ปุถู

เต ภุสํ อุปตาเปนฺติ ตสฺมา เสฺนหํ น โรจเยติ ฯ

ตตฺถ อขนฺติโชติ โส อนธิวาสกชาติกสฺส อขนฺติโต ชาโต โกโธ ปฐมํ ปริตฺโต หุตฺวา ปจฺฉา พหุ โหติ อปราปรํ วฑฺฒติ ฯ ตสฺส วฑฺฒนภาโว ขนฺติวาทิชาตเกน เจว จุลฺลธมฺมปาลชาตเกน จ วณฺเณตพฺโพ ฯ อปิจ ติสฺสามจฺจสฺส เจตฺถ ภริยํ อาทึ กตฺวา สพฺพํ ชนํ สปริชนํ มาเรตฺวา ปจฺฉา อตฺตโน มาริตวตฺถุํ กเถตพฺพํ ฯ อาสงฺคีติ อาสงฺคกรโณ ยสฺส อุปฺปชฺชติ ตํ อาสตฺตํ ลคฺคิตํ กโรติ ตญฺจ วตฺถุํ วิสฺสชฺเชตฺวา คนฺตุํ น เทติ นิวตฺเตตฺวา อกฺโกสนาทีนิ กาเรติ ฯ พหุปายาโสติ พหุนา กายิกเจตสิกทุกฺขสงฺขาเตน อุปายาเสน กิลมเถน สมนฺนาคโต ฯ โกธํ นิสฺสาย หิ โกธวเสน อริยาทีสุ กตวีติกฺกมา ทิฏฺฐธมฺเม เจว สมฺปราเย จ วธพนฺธนวิปฺปฏิสาราทีนิ เจว ปญฺจวิธพนฺธนกมฺมกรณาทีนิ จ พหูนิ ทุกฺขานิ อนุภวนฺตีติ โกโธ พหุปายาโส นาม ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา เอส เอวํ อเนกาทีนโว ตสฺมา โกธํ น โรเจมิ ฯ ทุฏฺฐสฺสาติ กุชฺฌนลกฺขเณน โกเธน กุชฺฌิตฺวา อปรภาเค ทุสฺสนลกฺขเณน โทเสน ทุฏฺฐสฺส ปฐมํ ตาว ผรุสวาจา นิจฺฉาเรติ ฯ วาจาย อนนฺตรา อากฑฺฒนวิกฑฺฒนวเสน หตฺถปรามาโส ฯ ตโต อนนฺตรา อุปกฺกมนวเสน ปาณิ ปวตฺตติ ฯ ตโต ทณฺฑปฺปหาโร ฯ อติกฺกมิตฺวา ปน เอกโตธารอุภโตธารสฺส สตฺถสฺส ปรมา คติ สพฺพปริยนฺตา สตฺถนิปฺผตฺติ โหติ ฯ ยทา หิ สตฺเถน ปรมฺปิ ชีวิตา โวโรเปตฺวา ปจฺฉา เตเนว สตฺเถน อตฺตานํ ชีวิตา โวโรเปติ ตทา โทโส มตฺถกํ ปตฺโต โหติ ฯ โทโส โกธสมุฏฺฐาโนติ ยถา อนมฺพิลํ ตกฺกํ วา กญฺชิกํ วา ปริณามวเสน ปริวตฺติตฺวา อมฺพิลํ โหติ ตํ เอกชาติกมฺปิ สมานํ อมฺพิลํ อนมฺพิลนฺติ นานา วุจฺจติ ตถา ปุพฺพกาเล โกโธ ปริณาเมตฺวา อปรภาเค โทโส โหติ โส อกุสลมูลตฺเตน เอกชาติโกปิ สมาโน โกโธ โทโสติ นานา วุจฺจติ ฯ ยถา จ อนมฺพิลโต อมฺพิลํ เอวํ โสปิ โกธโต สมุฏฺฐาตีติ โกธสมุฏฺฐาโน ฯ ตสฺมาติ ยสฺมา เอวํ อเนกาทีนโว โทโส ตสฺมา โทสมฺปิ น โรเจมิ ฯ อโลภสหสาการาติ ทิวาทิวเสน คามํ ปหริตฺวา วิลุมฺปนานิ จ อาวุธํ สรีเร ฐเปตฺวา อิทํ นาม เม เทหีติ สหสาการา จ ฯ นิกติ วญฺจนานิ จาติ ปฏิรูปกํ ทสฺเสตฺวา ปรสฺส หรณํ นิกติ นาม ฯ สา อสุวณฺณเมว สุวณฺณนฺติ กูฏกหาปณญฺจ กหาปโณติ ทตฺวา ปรสนฺตกคฺคหเณ ทฏฺฐพฺพา ฯ ปฏิภาณวเสน ปน อุปายกุสลตาย ปรสนฺตกคฺคหณํ วญฺจนํ นาม ฯ ตสฺเสวํ ปวตฺติ ทฏฺฐพฺพา เอโก กิร อุชุชาติโก คามิกปุริโส อรญฺญโต สสกํ อาเนตฺวา นทีตีเร ฐเปตฺวา นหายิตุํ โอตริ ฯ อเถโก ธุตฺโต ตํ สสกํ สีเส กตฺวา นหายิตุํ โอติณฺโณ ฯ อิตโร อุตฺตริตฺวา สสกํ อปสฺสนฺโต อิโตจีโต จ โอโลเกสิ ฯ ตเมนํ ธุตฺโต กึ โภ โอโลเกสีติ วตฺวา อิมสฺมึ เม ฐาเน สสโก ฐปิโต ตํ น ปสฺสามีติ วุตฺเต อนฺธพาล ตฺวํ น ชานาสิ สสกา นาม นทีตีเร ฐปิตา ปลายนฺตีติ ปสฺส อหํ อตฺตโน สสกํ สีเส ฐเปตฺวาว นหายามีติ ฯ โส อปฺปฏิภาณตาย เอวํ ภวิสฺสตีติ ปกฺกามิ ฯ เอก- กหาปเณน มิคโปตกํ คเหตฺวา ปุน ตํ ทตฺวา ทฺวิกหาปณคฺฆนกสฺส มิคสฺส คหิตวตฺถุมฺเปตฺถ กเถตพฺพํ ฯ ทิสฺสติ โลภธมฺเมสูติ สกฺก อิเม โลภาทโย ปาปธมฺมา โลภสภาเวสุ โลภาภิภูเตสุ สตฺเตสุ ทิสฺสนฺติ น หิ อลุทฺธา เอวรูปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ เอวํ โลโภ อเนกาทีนโว ตสฺมา โลภมฺปิ น โรเจมิ ฯ เสฺนหสงฺคนฺถิตา คนฺถาติ อารมฺมเณสุ อลฺลียนลกฺขเณน เสฺนเหน สงฺคนฺถิตา ปุนปฺปุนํ อุปฺปาทนวเสน ฆฏิตา สุตฺเตน ปุปฺผานิ วิย คนฺถานิ นานปฺปกาเรสุ อารมฺมเณสุ ปวตฺตมานา อภิชฺฌากายคนฺถา ฯ เสนฺติ มโนมยา ปุถูติ เตสุ อารมฺมเณสุ อุปฺปนฺนา สุวณฺณาทีหิ นิพฺพตฺตานิ สุวณฺณาทิมยานิ อาภรณาทีนิ วิย มเนน นิพฺพตฺตตฺตา มโนมยา อภิชฺฌากายคนฺถา เตสุ อารมฺมเณสุ เสนฺติ ฯ เต ภุสํ อุปตาเปนฺตีติ เต ภุสํ อนุสฺสยิตา พลวนฺตา สญฺชานนฺตา ภุสํ อุปตาเปนฺติ อติกิลเมนฺติ ฯ เตสํ ปน ภุสํ อุปตาปเน สลฺลวิทฺโธว รุปฺปตีติ คาถาย วตฺถุ ปิยชาติกา โข คหปติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา ปิยปฺปภูติกา ปิยโต ชายเต โสโก เปมโต ชายเต โสโกติ อาทีนิ สุตฺตานิ จ อาหริตพฺพานิ ฯ อปิจ สุมงฺคลโพธิสตฺตสฺส ทารเก ทตฺวา พลวโสเกน หทยํ ผลิ ฯ เวสฺสนฺตรโพธิสตฺตสฺส มหนฺตํ โทมนสฺสํ อุทปาทิ ฯ เอวํ ปูริตปารมีนํ มหาสตฺตานํ เปมํ อุปตาปนํ กโรติเยว อยํ เสฺนเห อาทีนโว ยสฺมา โหติ ตสฺมา เสฺนหํปิ น โรเจมีติ ฯ

สกฺโก ปญฺหาวิสชฺชนํ สุตฺวา กณฺหปณฺฑิต ตยา อิเม ปญฺหา พุทฺธลีลาย วิย สาธุกํ กถิตา อติวิย ตุฏฺโฐสฺมิ เตน อปรมฺปิ วรํ คณฺหาหีติ วตฺวา ทสมํ คาถมาห

เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต

วรํ พฺราหฺมณ เต ทมฺมิ ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสีติ ฯ

ตโต โพธิสตฺโต อนนฺตรํ คาถมาห

วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร

อรญฺเญ เม วิหรโต นิจฺจํ เอกวิหาริโน

อาพาธา มา อุปฺปชฺเชยฺยุํ อนฺตรายกรา ภุสาติ ฯ

ตตฺถ อนฺตรายกรา ภุสาติ อิมสฺส เม ตโปกมฺมสฺส อนฺตรายกรา ฯ

ตํ สุตฺวา สกฺโก กณฺหปณฺฑิโต วรํ คณฺหนฺโต น อามิสสนฺนิสฺสิตํ วรํ คณฺหติ ตโปกมฺมนิสฺสิตเมว คณฺหตีติ จินฺเตตฺวา ภิยฺโยโสมตฺตาย ปสนฺโน อปรํปิ วรํ ททมาโน อิตรํ คาถมาห

เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต

วรํ พฺราหฺมณ เต ทมฺมิ ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสีติ ฯ

โพธิสตฺโตปิ วรํคหณาปเทเสน ตสฺส ธมฺมํ เทเสนฺโต โอสานคาถมาห

วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร

น มโน วา สรีรํ วา มงฺกุเต สกฺก กสฺสจิ

กทาจิ อุปหญฺเญถ เอตํ สกฺก วรํ เทหีติ ฯ

ตตฺถ มโน วาติ มโนทฺวารํ วา ฯ สรีรํ วาติ กายทฺวารํ วา ฯ วจีทฺวารมฺปิ เอเตสํ คหเณน คหิตเมวาติ เวทิตพฺพํ ฯ มงฺกุเตติ มม การณา ฯ อุปหญฺเญถาติ อุปฆาเตยฺย ปริสุทฺธํ อสฺส ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ สกฺก เทวราช มม การณา มํ นิสฺสาย มม อนตฺถกามตาย กสฺสจิ สกฺกสฺส กิสฺมิญฺจิ กาเล อิทํ ติวิธมฺปิ กมฺมทฺวารํ น อุปหญฺเญถ ปาณาติปาตาทีหิ ทสหิ อกุสลกมฺมปเถหิ วิมุตฺตํ ปริสุทฺธเมว ภเวยฺยาติ ฯ

อิติ มหาสตฺโต ฉสุปิ ฐาเนสุ วรํ คณฺหนฺโต เนกฺขมฺมนิสฺสิตเมว คณฺหิ ฯ ชานาติ เจส สรีรํ นาม พฺยาธิธมฺมํ น ตํ สกฺกา สกฺเกน อพฺยาธิธมฺมํ กาตุํ สตฺตานญฺจ ตีสุ ทฺวาเรสุ ปริสุทฺธตฺต- ภาโว น สกฺกา สกฺเกน อตฺตายตฺโตว เอวํ สนฺเตปิ ตสฺส ธมฺมเทสนตฺถํ อิเม วเร คณฺหิ ฯ สกฺโกปิ ตํ รุกฺขํ มธุรํว ผลํ กตฺวา มหาสตฺตํ วนฺทิตฺวา สิรสิ อญฺชลึ ปติฏฺฐเปตฺวา อโรคา อิเธว วสถาติ วตฺวา สกฏฺฐานเมว คโต ฯ โพธิสตฺโตปิ อปริหีนชฺฌาโน พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อานนฺท ปุพฺเพ มยา นิวุฏฺฐภูมิปฺปเทโสติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สกฺโก อนุรุทฺโธ อโหสิ กณฺหปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ

กณฺหชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๓๙. จตุทวารชาดกชาดกถัดไป๔๔๑. จตุโปสถชาดก