ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สังขชาดก
ชาดกที่ ๔๔๒ · ทสกนิบาตชาดก

สังขชาดก

ว่าด้วยอานิสงส์ถวายรองเท้า

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๕๗ · บรรทัด ๕๕๗๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสังขชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภถวายบริขารทั้งปวง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า พหุสฺสุโต ดังนี้.

ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสกคนหนึ่ง ฟังธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว มึจิตเลื่อมใสในพระศาสดา จึงเข้าไปนิมนต์เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น แล้วให้ทำมณฑปใกล้ประตูเรือนของตน ประดับตกแต่งเป็นอย่างดี วันรุ่งขึ้นให้คนไปกราบทูลภัตกาลต่อพระตถาคตพระศาสดามีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวาร เสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับนั่งบนบวรพุทธาอาสน์ที่อุบาสกปูลาดไว้ อุบาสกพร้อมด้วยบุตรภรรยาและบริวารชน ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้นิมนต์ฉันถวายมหาทานอย่างนี้ต่อไปถึง ๗ วัน ในเว้นที่ ๗ ได้ถวายเครื่องบริขารทุกอย่าง แลเมื่อจะถวายนั้น ใดจัดทำรองเท้าถวายเป็นพิเศษ คือคู่ที่ถวายแด่พระทศพล ราคาพันหนึ่ง ที่ถวายพระอัครสาวกทั้งสอง ราคาคู่ละ ๕๐๐ ที่ถวายพระภิกษุ ๕๐๐ นอกนั้น ราคาคู่ละร้อย. อุบาสกนั้นครั้นถวายเครื่องบริขารทุกอย่าง ดังนี้แล้ว ได้ไปนั่งอยู่ในสำนักพระผู้มีพระภาคกับบริษัทของตน.

ครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุโมทนาด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะแก่อุบาสกนั้น ได้ตรัสว่า นี่แน่ะอุบาสก การ ๆ ถวายเครื่องบริขารทุกอย่างของท่าน โอฬารยิ่ง ท่านจงชื่นชมเถิด ครั้งก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น ชนทั้งหลายถวายรองเท้าคู่หนึ่งแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าเรือไปแตกในมหาสมุทรซึ่งหาที่พึงมิได้ เขายังได้ที่พึ่งด้วยผลานิสงส์ที่ถวายรองเท้า ก็ตัวท่านได้ถวายเครื่องบริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ผลแห่งการถวายรองเท้าของท่านนั้น ทำไมจักไม่เป็นที่พึ่งเล่า ดังนี้ แล้วอุบาสกนั้น ทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล พระนครพาราณสีนี้ มีนามว่าโมลินี พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงโมลินี มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อสังขะเป็นผู้มั่งคั่ง มีโภคทรัพย์มาก มีเครื่องที่ทำให้ปลื้มใจ เช่น ทรัพย์ข้าวเปลือกและเงินทองมากมาย ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือประตูเมือง๔ ประตู ที่กลางเมือง และที่ประตูเรือน สละทรัพย์วันละ ๖ แสนให้ทานเป็นการใหญ่ แก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้นทุกวัน วันหนึ่งเขาคิดว่า เมื่อทรัพย์ในเรือนสิ้นแล้ว เราจักไม่อาจไห้ทานได้ เมื่อทรัพย์ยังไม่สิ้นไปนี้ เราจักลงเรือไปสุวรรณภูมิ นำทรัพย์มา คิดดังนี้แล้วจึงให้ต่อเรือบรรทุกสินค้าจนเต็ม แล้วเรียกบุตรภรรยามาสั่งว่า พวกท่านจงให้ทานของเราเป็นไปโดยไม่ขาดจนกว่าเราจะกลับมา แล้วก็แวดล้อมไปด้วยทาสและกรรมกร กั้นร่มสวมรองเท้าเดินตรงไปยังบ้านท่าเรือจอดในเวลาเที่ยง.

ในขณะนั้น ที่ภูเขาคันธมาทน์ มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งพิจารณาดูก็ได้เห็นพราหมณ์นั่นกำลังจะเดินทางเพื่อนำทรัพย์มา จึงพิจารณาดูว่า มหาบุรุษจักไปหาทรัพย์ จักมีอันตรายในสมุทรหรือไม่หนอ ถ็ทราบว่า จักมีอันตราย จึงคิดว่า มหาบุรุษนั้นเห็นเราแล้วจักถวายร่มและรองเท้าแก่เรา เมื่อเรือแตกกลางสมุทร เขาจักได้ที่พึ่งด้วยอานิสงส์ที่ถวายรองเท้า เราจักอนุเคราะห์แก่เขา แล้วก็เหาะมาลงณ ที่ใกล้สังขพราหมณ์ เดินเหยียบทรายร้อนเช่นกับถ่านเพลิง เพราะลมแรงแดดกล้า ตรงมายังสังขพราหมณ์.

สังขพราหมณ์พอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเท่านั้น ก็ยินดีว่าบุญเขตของเรามาถึงแล้ว วันนี้เราควรจะหว่านพืช คือทานลงในบุญเขตนี้ จึงรีบเข้าไปนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ขอท่านได้ลงจากทางสักหน่อย แล้วเข้าไปที่โคนต้นไม้นี้ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปโคนต้นไม้ ก็พูนทรายขึ้นแล้วเอาผ้าห่มปูลาดนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วล้างเท้าด้วยน้ำที่อบและกรองใสสะอาด ทาเท้าด้วยน้ำมันหอม ถอดรองเท้าที่ตนสวมออกเช็ด ทาด้วยน้ำมันหอม แล้วสวมเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า ถวายร่มและรองเท้าด้วยวาจาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงสวมรองเท้ากั้นร่มไปเถิด.

พระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อจะอนุเคราะห์สังขพราหมณ์ จึงรับร่มและรองเท้า และเพื่อจะให้ความเลื่อมใสเจริญยิ่งขึ้น จึงเหาะไปภูเขาคันธมาทน์ให้สังขพราหมณ์แลเห็น.

สังขพราหมณ์โพธิสัตว์ได้เห็นดังนั้นแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใสยิ่งขึ้นเดินไปสู่ท่าลงเรือ เมื่อสังขพราหมณ์กำลังเดินทางอยู่กลางมหาสมุทรพอถึงวันที่ ๗ เรือได้ทะลุ น้ำไหลเข้า ไม่มีใครสามารถจะวิดน้ำให้หมดได้. หาชนกลัวต่อมรณภัย ต่างก็พากันนมัสการเทวดาที่นับถือของตน ๆร้องกันเซ็งแซ่. พระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากคือคนใช้คน ๑ ทาสรีระด้วยน้ำมัน เคี้ยวจุรณน้ำตาลกรวดกับเนยใสพอแก่ความต้องการแล้วให้อุปัฏฐากกินบ้าง แล้วขึ้นบนยอดเสากระโดงกับอุปัฏฐาก กำหนดทิศว่า เมืองของเราอยู่ข้างทิศนี้ เมื่อจะเปลื้องตนจากอันตรายจากปลาและเต่า จึงโดดล่วงไปสิ้นที่ประมาณอุสภะ ๑ พร้อมกับอุปัฏฐากนั้น. มหาชนพากันพินาศสิ้น ส่วนพระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากพยายามว่ายข้ามมหาสมุทรไปได้ ๗ วัน วันนั้นเป็นวันอุโบสถ พระโพธิสัตว์ได้บ้วนปากด้วยน้ำเค็มแล้ว รักษาอุโบสถ.

ครั้งนั้น นางเทพธิดาชื่อมณิเมขลา ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ตั้งไว้ให้พิทักษ์รักษาสมุทร ด้วยคำสั่งว่า ถ้าเรือมาแตกลง มนุษย์ที่ถือไตรสรณคมน์ก็ดี มีศีลสมบูรณ์ก็ดี ปฏิบัติชอบในมารดาบิดาก็ดี มาตกทุกข์ในสมุทรนี้ ท่านพึงพิทักษ์รักษาเขาไว้. นางประมาทด้วยความเป็นใหญ่ของตนเสีย ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗ นางตรวจดูสมุทร ได้เห็นสังขพราหมณ์ประกอบด้วยศีลและอาจาระ เกิดสังเวชจิตคิดว่า พราหมณ์นี้ตกทะเลมาได้ ๗ วันแล้ว ถ้าพราหมณ์จักตายลง เราคงได้รับครหาเป็นอันมาก แล้วนางได้จัดถาดทองใบ ๑ ให้เต็มไปด้วยทิพยโภชนะอันมีรสเลิศต่าง ๆ เหาะไป ณ ที่นั้นโดยเร็ว ยืนอยู่บนอากาศตรงหน้าสังขพราหมณ์ กล่าวว่า ข้าแต่พราหมณ์ ท่านอดอาหารมา ๗ วันแล้วจงบริโภคโภชนะทิพย์นี้เถิด. สังขพราหมณ์แลดูนางเทพธิดา แล้วกล่าวว่า จงนำภัตของท่านหลีกไปเถิด เรารักษาอุโบสถ. ลำดับนั้น อุปัฏฐากอยู่ข้างหลังไม่เห็นเทวดาได้ฟังแต่เสียง จึงคิดว่า พราหมณ์นี้เป็นสุขุมาลชาติโดยปกติ มาถูกอดอาหารลำบากเข้า ๗ วัน ชรอยจะบ่นเพ้อเพราะกลัวตาย เราจักปลอบโยนเขา คิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านก็เป็น พหูสูต ได้ฟังธรรมมาแล้ว ทั้งสมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ท่านก็ได้เห็นมา เหตุไรท่านจึงแสดง คำพร่ำเพ้อในขณะอันไม่สมควร คนอันนอก จากข้าพเจ้า ใครเล่าที่จะมาเจรจากับท่านได้ ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตธมฺโมสิ ความว่า แม้ธรรมท่านก็ได้สดับมาแล้ว ในสำนักของสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมทั้งหลาย. บทว่า ทิฏฺา ความว่า ทั้งสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมทั้งหลาย อันท่านผู้ถวายปัจจัยแก่สมณพราหมณ์แล้วนั้น กระทำความขวนขวายอยู่ก็ได้เห็นมาแล้ว ท่านแม้เมื่อกระทำอยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ก็ยังไม่เห็นสมณพราหมณ์เหล่านั้นเลย. บทว่า อถกฺขเณ ตัดบทเป็นอถ อกฺขเณ คือในขณะที่มิใช่โอกาสพูด เพราะไม่มีใคร ๆ ที่เจรจาด้วย. บทว่า ทสฺสยเส ความว่า ท่านเมื่อกล่าวว่า เรารักษาอุโบสถชื่อว่าแสดงคำพร่ำเพ้อ. บทว่า ปฏิมนฺตโก ความว่า คนอื่นนอกจากข้าพเจ้า ใครเล่าที่จะมาเจรจา คือที่จะมาให้ถ้อยคำกับท่านได้ เพราะเหตุไร ท่านจึงพร่ำเพ้ออย่างนี้.

สังขพราหมณ์ได้ฟังคำของอุปัฏฐากแล้ว จึงคิดว่า ชรอยเทวดานั้น จะไม่ปรากฏแก่เขา จึงกล่าวว่า แน่ะสหาย เรามิได้กลัวมรณภัยผู้อื่นที่มาเจรจากับเรามีอยู่ แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

นางฟ้าหน้างาม รูปสวยเลิศ ประดับด้วย เครื่องประดับทอง ยกถาดทองเต็มด้วยอาหาร ทิพย์ มาร้องเชิญให้เราบริโภค นางเป็นผู้มี ศรัทธาและปลื้มจิต เราตอบกะนางว่า ไม่ บริโภค.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุพฺภา แปลว่า ผู้มีหน้างาม. บทว่า สุภา ได้แก่ ผู้มีรูปร่างงามเลิศ น่าเลื่อมใส. บทว่า สุปฺปฏิมุกฺกกมฺพู คือประดับด้วยเครื่องอลังการทอง. บทว่า ปคฺคยฺห คือถาดภัตตาหารยกขึ้น. บทว่า สทฺธา วิตฺตา ได้แก่ มีศรัทธาด้วยมีจิตยินดีด้วย. บาลีว่า สทฺธา วิตฺตํ ดังนี้ก็มี. ข้อนั้นมีความว่า บทว่า สทฺธา ได้แก่ ผู้เหลืออยู่. บทว่า วิตฺตํ ได้แก่ ผู้มีจิตยินดีแล้ว. บทว่า ตมหํ โน ความว่า เราเมื่อจะปฏิเสธ เพราะความที่ตนเป็นผู้รักษาอุโบสถ จึงตอบกะเทวดานั้นว่า ไม่บริโภค เราไม่เพ้อดอกสหาย.

ลำดับนั้น อุปัฏฐากได้กล่าวคาถาที่ ๓ แก่สังขพราหมณ์นั้นว่า :-

ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ วิสัยบุรุษผู้ยัง ปรารถนาความสุข ได้พบเห็นเทวดาเป็นนี้แล้ว ควรจะถามดูให้รู้แน่ ขอท่านจงลุกขึ้นประนม มือถามเทวดานั้นว่า นางเป็นเทวดาหรือมนุษย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขมาสึสมาโน ความว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิต ผู้ยังปรารถนาความสุขเพื่อตน ได้พบเห็นเทวดาเช่นนี้แล้ว ควรจะถามดูว่า ความสุขจักมีแก่เราหรือไม่ ? บทว่า อุฏฺเหิ ความว่า ท่านเมื่อแสดงอาการลุกขึ้นจากน้ำ ชื่อว่า จงลุกขึ้น. บทว่า ปญฺชลิกาภิปุจฺฉ คือจงเป็นผู้ประนมมือถาม. บทว่า อุท มานุสีความว่า หรือว่านางเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์มาก.

พระโพธิสัตว์คิดว่า อุปัฏฐากพูดถูก เมื่อจะถามนางเทพธิดานั้นได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-

เพราะเหตุที่ท่านมาแลดูข้าพเจ้าด้วยสายตาอันแสดงความรู้ ร้องเชิญให้ข้าพเจ้าบริโภค อาหาร ดูก่อนนางผู้มีอานุภาพใหญ่ ข้าพเจ้า ขอถามท่านว่า ท่านเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ตฺวํ ความว่า เพราะเหตุใดท่านจึงมาแลดูข้าพเจ้าด้วยสายตาอันแสดงความรัก. บทว่า อภิสเมกฺขเส คือแลดูด้วยจักษุ อันแสดงความรัก. บทว่า ปุจฺฉามิ ตํ ความว่าเพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงขอถามท่าน.

ลำดับนั้น นางเทพธิดา ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็น เทวดาผู้มีอานุภาพมาก มาในกลางน้ำสาครนี้ ก็ เพราะเป็นผู้มีความเอ็นดู จะได้มีจิตประทุษร้าย หาไม่ ข้าพเจ้ามาในที่นี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่ ท่านนั่นเอง. ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ในสมุทรนี้มี ข้าว น้ำ ที่นอน ที่นั่ง และยานพาหนะมากอย่าง ใจของท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าพเจ้าจะให้สิ่งนั้น สำเร็จแก่ท่านทุกอย่าง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ คือในสมุทรนี้ . บทว่า นานาวิวิธานิ คือมียานพาหนะ คือช้างและยานพาหนะ มีม้าเป็นต้น ทั้งมากมาย ทั้งหลายอย่าง. บทว่า สพฺพสฺส ตฺยาหํ ความว่า ข้าพเจ้าจะให้ข้าวและน้ำเป็นต้นนั้น สำเร็จแก่ท่าน คือจะให้ท่านเป็นเจ้าของข้าวและน้ำเป็นต้นนั้น ทุกอย่าง. บทว่า ยงฺกิญฺจิ ความว่า ใจของท่านอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง. แม้อย่างอื่น ข้าพเจ้าจะให้สิ่งนั้นทุกอย่างแก่ท่าน.

พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า เทวดานี้กล่าวว่าจะให้อย่างนั้นอย่างนี้แก่เราในท้องน้ำ เธอปรารถนาจะให้ด้วยบุญกรรมที่เราทำไว้ หรือจะให้ด้วยพลานุภาพของตน เราจักถามดูก่อน เมื่อจะถามได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :-

ข้าแต่เทพธิดาผู้มีร่างงาม มีตะโพกผึ่งผาย มีคิ้วงาม ผู้เอวบางร่างน้อย ทานซึ่งเป็นส่วน บูชา และการเซ่นสรวงของข้าพเจ้า อย่างใด อย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่ ท่านเป็นผู้สามารถรู้วิบาก แห่งกรรมของข้าพเจ้าทุกอย่าง การที่ข้าพเจ้า ได้ที่พึ่งในสมุทรนี้ เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยิฏฺํ คือบูชาแล้ว ด้วยสามารถแห่งทาน. บทว่า หุตํ คือให้แล้ว ด้วยสามารถแห่งของคำนับและของต้อนรับ. บทว่า สพฺพสฺส โน อิสฺสรา ตฺวํ ความว่า ท่านเป็นอิสระคือเป็นผู้สามารถรู้วิบากแห่งบุญกรรมของข้าพเจ้านั้นทุกอย่างว่า นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนี้ นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนี้. บทว่า สุสฺโสณิ คือผู้มีลักษณะแห่งโคนขางาม. บทว่า สุพฺภา แปลว่า ผู้มีคิ้วงาม บทว่า สุวิลากมชฺเฌ คือผู้มีกลางตัวอันอรชรอ้อนแอ่น. บทว่า กิสฺส เมความว่า บรรดากรรมที่ข้าพเจ้าทำแล้ว การที่ข้าพเจ้าได้ที่พึ่งในมหาสมุทรอันหาที่พึ่งมิได้นี้ เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร.

นางเทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงคิดว่า พราหมณ์นี้ชรอยจะถามด้วยสำคัญว่า เรารู้กุศลกรรมที่เขาทำไว้ บัดนี้ เราจักกล่าวทานของเขาเมื่อจะกล่าว ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-

ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านได้ถวาย รองเท้ากะพระภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เดินกระโหย่งเท้า สะดุ้ง ลำบากอยู่ในหนทางอันร้อน ทักษิณา นั้นอำนวยผลสิ่งน่าปรารถนาแก่ท่านในวันนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกภิกฺขุํ นางเทพธิดากล่าวหมายเอาพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้น. บทว่า อุคฺฆฏฺฏปาทํ คือผู้เดินกระโหย่งเท้า เพราะทรายร้อน. บทว่า ตสิตํ คือผู้กระหายแล้ว. บทว่า ปฏิปาทยิ ความว่า ได้ถวายแล้ว คือได้ประกอบแล้ว. บทว่ากามทุหา คือให้สิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง.

พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว มีจิตยินดีว่า การถวายรองเท้าที่เราได้ถวายแล้ว มาให้ผลที่น่าปรารถนาแก่เราทุกอย่างในมหาสมุทรอันหาที่พึ่งมิได้ แม้เห็นปานนี้ โอ ! การที่เราถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นการถวายที่ดีแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-

ขอจงมีเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดาน น่า ไม่รั่ว มีใบสำหรับพาเรือให้แล่นไป เพราะใน สมุทรนี้ พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอย่างอื่นมิได้ มี ขอท่านได้ส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินี ใน วันนี้เถิด. พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า

ดูก่อนนางเทพธิดา เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอท่านจงเนรมิตเรือลำ ๑ แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด แต่ขอจงเนรมิตเรือเล็ก ๆ ลำ ๑ ประมาณเท่าเรือโกลน อนึ่ง เรือที่ท่านจักเนรมิตขอให้เป็นเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดานหลาย ๆ แผ่น ที่ตรึงดีแล้ว ที่ชื่อว่า น้ำไม่รั่ว เพราะไม่มีช่องที่จะให้น้ำไหลเข้าไปได้ ประกอบด้วยใบที่จะพาแล่นไปได้อย่างสะดวกเพราะในสมุทรนี้ พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอื่น เว้นเรือทิพย์มิได้มี ขอท่านได้ฟังข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินีด้วยเรือลำนั้น ในวันนี้เถิด.

นางเทพธิดาได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว มีจิตยินดีเนรมิตเรือขึ้นลำ ๑ ซึ่งแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ เรือลำนั้นยาว๘ อุสภะ กว้าง ๔ อุสภะ ลึก ๒ วา มีเสากระโดง ๓ เสา แล้วไปด้วยแก้วอินทนิล มีสายระโยงระยาง แล้วไปด้วยทอง มีรอกกว้านแล้วไป ด้วยเงิน มีหางเสือ แล้วไปด้วยทอง เทวดาเอารัตนะ ๗ ประการมาบรรทุกเต็มเรือ แล้วอุ้มพราหมณ์ขึ้นบนเรือที่ประดับแล้ว แต่มิได้เหลียวแลบุรุษอุปัฏฐากของพระโพธิสัตว์เลย พราหมณ์ได้ให้ส่วนบุญที่ตนได้การทำไว้แก่อุปัฏฐาก อุปัฏฐากก็รับอนุโมทนา ทันใดนั้น เทวดาก็อุ้มอุปัฏฐากนั้นขึ้นเรือด้วย ลำดับนั้น เทวดาก็นำเรือไปสู่โมลินีนครขนทรัพย์ขึ้นเรือนพราหมณ์ แล้วจึงไปยังที่อยู่ของตน.

พระศาสดา ผู้ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้เป็นที่สุดว่า:นางเทพธิดานั้น มีจิตชื่นชมโสมนัส ปราโมทย์ เนรมิตเรืออันงามวิจิตร แล้วพา สังขพราหมณ์กับบุรุษคนใช้มาส่งถึงเมือง อัน เป็นที่สำราญรื่นรมย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนางเทพธิดานั้น ได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้น ในท่ามกลางสมุทรนั้นแล้ว ประกอบด้วยปีติ กล่าวคือมีจิตชื่นชม. บทว่า สุมนา เป็นต้นคือเป็นผู้มีใจงาม เป็นผู้มีจิตร่าเริงแล้วด้วยปราโมทย์ เนรมิตเรืออันวิจิตร นำพราหมณ์กับคนใช้ไปแล้ว. บทว่า สาธุรมฺมํ คือนำเข้ามาส่งถึงเมืองอันเป็นที่รื่นรมย์ยิ่ง.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๘๐๒–๘๑๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทสกนิบาตชาดก · ๖๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Saṅkhabrāhmaṇajātakaṃ

bahussutoti idaṃ satthā jetavane viharanto sabbaparikkhāradānaṃ ārabbha kathesi.

Sāvatthiyaṃ kireko upāsako tathāgatassa dhammadesanaṃ sutvā satthari pasannacitto svātanāya nimantetvā attano gharadvāre maṇḍapaṃ kāretvā alaṅkaritvā punadivase tathāgatassa kālaṃ ārocāpesi. Satthā pana pañcasatabhikkhuparivāro tattha gantvā paññattapavarāsane nisīdi. Upāsako saputtadāraparijano buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassa mahādānaṃ datvā puna svātanāyāti evaṃ sattāhaṃ nimantetvā mahādānaṃ pavattetvā sattame divase sabbaparikkhāradānaṃ adāsi. Taṃ pana dadamāno upāhanadānaṃ ussannaṃ katvā adāsi. Dasabalassa dinno upāhanasaṅghāṭo sahassagghaniko ahosi. Dvinnaṃ aggasāvakānaṃ pañcasatagghanikā. Sesānaṃ pañcannaṃ bhikkhusatānaṃ satagghanikā. Iti so sabbaparikkhāradānaṃ datvā attano parisāya saddhiṃ bhagavato santike nisīdi. Athassa satthā madhurena sarena anumodanaṃ karonto upāsaka oḷāraṃ te sabbaparikkhāradānaṃ attamano hohi pubbe anuppanne buddhe paccekabuddhassa ekaṃ upāhanasaṅghāṭaṃ datvā nāvāya bhinnāya appatiṭṭhe mahāsamuddepi upāhanadānassa nissandena patiṭṭhaṃ labhiṃsu tvaṃ pana buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassa sabbaparikkhāradānaṃ adāsi tassa te upāhanadānassa phalaṃ kasmā na patiṭṭhā bhavissatīti vatvā tena yācito atītaṃ āhari

atīte ayaṃ bārāṇasī molinī nāma ahosi. Molinīnagare brahmadatte rajjaṃ kārente saṅkho nāma brāhmaṇo addho mahaddhano mahābhogo pahūtavittūpakaraṇo pahūtadhanadhaññasuvaṇṇarajato catūsu nagaradvāresu nagaramajjhe nivesanadvāre cāti chasu ṭhānesu dānasālāyo kāretvā devasikaṃ chasatasahassāni vissajjento kapaṇaddhikādīnaṃ mahādānaṃ pavattesi. So ekadivasaṃ cintesi ahaṃ gehe dhane khīṇe dānaṃ dātuṃ na sakkhissāmi aparikkhīṇeyeva dhane nāvāya suvaṇṇabhūmiṃ gantvā dhanaṃ āharissāmīti. So nāvaṃ bandhāpetvā bhaṇḍassa pūrāpetvā puttadāraṃ āmantetvā yāva ahaṃ āgacchāmi tāva me dānaṃ anupacchinditvā pavatteyyāthāti Vatvā dāsakammakaraparivuto chattaṃ ādāya upāhanaṃ āruyha majjhantika- samaye paṭanagāmābhimukho pāyāsi. Tasmiṃ khaṇe gandhamādane eko paccekabuddho āvajjetvā taṃ dhanāharaṇatthāya gacchantaṃ disvā mahāpuriso dhanaṃ āharituṃ gacchati bhavissati nu kho assa samudde antarāyo noti āvajjetvā bhavissatīti ñatvā esa maṃ disvā chattañca upāhanañca mayhaṃ datvā upāhanadānassa nissandena samudde bhinnāya nāvāya patiṭṭhaṃ labhissati karissāmissa anuggahanti ākāsenāgantvā tassa avidūre otaritvā caṇḍavātātapena aṅgārasadisaṃ uṇhaṃ vālukaṃ maddanto tassa abhimukho āgami. So taṃ disvāva puññakkhettaṃ me āgataṃ ajja mayā ettha dānabījaṃ ropetuṃ vaṭṭatīti tuṭṭhacitto vegena upasaṅkamitvā taṃ vanditvā bhante mayhaṃ anuggahaṇatthāya thokaṃ maggā okkamma imaṃ rukkhamūlaṃ upagacchathāti vatvā tasmiṃ rukkhamūle upasaṅkamante rukkhamūle vālukaṃ ussāpetvā uttarāsaṅgaṃ paññapetvā paccekabuddhaṃ vanditvā vāsitaparisāvitena udakena pāde dhovitvā gandhatelena makkhetvā attano upāhanā omuñcitvā puñjetvā gandhatelena makkhetvā tassa pādesu paṭimuñcitvā bhante imā upāhanā āruyha chattaṃ matthake katvā gacchathāti chattaupāhanaṃ adāsi. So tassa anuggahaṇatthāya taṃ gahetvā pasādasaṃvaḍḍhanatthaṃ passantasseva vehāsaṃ uppatitvā gandhamādanameva agamāsi. Bodhisattopi taṃ disvā atipasannacitto paṭanaṃ gantvā nāvaṃ abhirūhi. Athassa Mahāsamuddaṃ paṭipannassa sattame divase nāvā vivaramadāsi. Udakaṃ ussiñcituṃ nāsakkhiṃsu. Mahājano maraṇabhayabhīto attano attano devatāyo namassitvā mahāviravaṃ viravi. Mahāsatto ekaṃ upaṭṭhākaṃ gahetvā sakalasarīraṃ telena makkhetvā sappinā saddhiṃ sakkharacuṇṇaṃ yāvadatthaṃ khāditvā tampi khādāpetvā tena saddhiṃ kūpakassa yaṭṭhimatthakaṃ āruyha imāya disāya amhākaṃ nagaranti disaṃ vavaṭṭhapetvā macchakacchapaparipanthato attānaṃ mocento tena saddhiṃ usabhamattaṃ atikkamitvā pati. Mahājano mahāvināsaṃ pāpuṇi. Mahāsatto pana upaṭṭhākena saddhiṃ samuddaṃ tarituṃ ārabhi. Tassa tarantasseva satta divasā gatā. So tasmimpi kāle loṇodakena mukhaṃ vikkhāletvā uposathiko ahosiyeva. Tadā pana catūhi lokapālehi maṇimekhalā nāma devadhītā sace nāvāya bhinnāya tisaraṇagatā vā sīlasampannā vā mātāpitupatidevatā vā manussā dukkhappattā honti te rakkheyyāsīti samudde ārakkhanatthāya ṭhapitā hoti. Sā attano issariyena sattāhaṃ pamajjitvā sattame divase samuddaṃ olokentī sīlācārasaṃyuttaṃ saṅkhabrāhmaṇaṃ disvā imassa sattamo divaso samudde patitassa sace so marissati ativiya gārayhaṃ me bhavissatīti saṃviggamānahadayā hutvā ekaṃ suvaṇṇapāṭiṃ nānaggarasa- dibbabhojanassa pūretvā vātavegena tattha gantvā tassa purato ākāse ṭhatvā brāhmaṇa tvaṃ sattāhaṃ nirāhāro imaṃ Dibbabhojanaṃ bhuñjāti āha. So taṃ oloketvā apanehi tava bhattaṃ ahaṃ uposathikoti āha. Athassa upaṭṭhāko pacchato āgacchanto devataṃ adisvā saddameva sutvā ayaṃ brāhmaṇo pakatisukhumālo sattāhaṃ nirāhāratāya dukkhito maraṇabhayena vippalapati maññe assāsessāmi nanti cintetvā paṭhamaṃ gāthamāha

bahussuto sutadhammosi saṅkha

diṭṭhā tayā samaṇabrāhmaṇā ca

athakkhaṇe dassayase vilāpaṃ

añño nu ko te paṭimantako mayāti.

Tattha sutadhammosīti dhammopi tayā dhammikasamaṇabrāhmaṇānaṃ santike suto. Diṭṭhāti tesaṃ paccaye dadantena veyyāvaccaṃ karontena dhammikasamaṇabrāhmaṇā ca tayā diṭṭhā evaṃ karontopi passantopi te na passasiyeva. Athakkhaṇeti atha akkhaṇe sallapentassa kassaci abhāvena vacanassa anokāse. Dassayaseti ahaṃ uposathikoti vadanto vilāpaṃ dassesi. Paṭimantakoti mayā añño ko tava paṭimantako vacanadāyako kiṃkāraṇā evaṃ vilapasīti.

So tassa vacanaṃ sutvā imassa sā devatā na paññāyati maññeti cintetvā samma nāhaṃ maraṇabhayassa bhāyāmi atthi pana me añño paṭimantakoti vatvā dutiyaṃ gāthamāha

subbhā subhā suppaṭimukkakambū

paggayha sovaṇṇamayāya pāṭiyā

Bhuñjassu bhattaṃ iti maṃ vadeti

saddhā vittā tamahaṃ noti brūmīti.

Tattha subbhāti subhamukhā. Subhāti pāsādikā uttamarūpadharā. Suppaṭimukkakambūti mukkasuvaṇṇālaṅkārā. Paggayhāti suvaṇṇapāṭiyā bhattaṃ gahetvā ukkhipitvā. Saddhā vittāti saddhā ceva tuṭṭhacittā ca. Saddhā vittantipi pāṭho. Tassattho saddhāti saddahantaṃ. Vittanti tuṭṭhacittaṃ. Tamahaṃ noti taṃ ahaṃ devataṃ uposathikattā paṭikkhipanto noti brūmi na vilapāmi sammāti.

Athassa so tatiyaṃ gāthamāha

etādisaṃ brāhmaṇa disvāna yakkhaṃ

pucchayye poso sukhamāsiṃsamāno

uṭṭhehi naṃ pañjalikābhipuccha

devī nusi tvaṃ uda mānusīti.

Tattha sukhamāsiṃsamānoti etādisaṃ yakkhaṃ disvā attano sukhaṃ āsiṃsanto paṇḍito puriso amhākaṃ sukhaṃ bhavissati na bhavissatīti puccheyya. Uṭṭhehīti udakato uṭṭhahantākāraṃ dassento uṭṭhehi. Pañjalikābhipucchāti pañjaliko hutvā abhipuccha. Uda mānusīti udāhu mahiddhikā mānusī tvanti.

Bodhisatto yuttaṃ kathetīti taṃ pucchanto catutthaṃ gāthamāha

yaṃ tvaṃ sukhenābhisamekkhase maṃ

bhuñjassu bhattaṃ iti maṃ vadesi

Pucchāmi taṃ nāri mahānubhāve

devī nusi tvaṃ uda mānusīti.

Tattha yaṃ tvanti yasmā tvaṃ sukhena maṃ. Abhisamekkhaseti piyacakkhunā olokesi. Pucchāmi tanti tena kāraṇena taṃ pucchāmi.

Tato devatā dve gāthā abhāsi

devī ahaṃ saṅkha mahānubhāvā

idhāgatā sāgaravārimajjhe

anukampikā no ca paduṭṭhacittā

taveva atthāya idhāgatāsmi.

Idhannapānaṃ sayanāsanañca

yānāni nānāvividhāni saṅkha

sabbassa tyāhaṃ paṭipādayāmi

yaṃkiñci tumhaṃ manasābhipatthitanti.

Tattha idhāti imasmiṃ samudde. Nānāvividhānīti bahūni ca anekappakārāni ca hatthiyānaassayānādīni atthi. Sabbassa tyāhanti tassa annapānādino sabbassa sāmikaṃ katvā tante annapānādiṃ paṭipādayāmi dadāmi. Yaṃkiñcīti aññampi yaṃkiñci tava manasā icchitaṃ taṃ sabbaṃ te dammīti.

Taṃ sutvā mahāsatto ayaṃ devatā samuddapiṭṭhe mayhaṃ idañcidañca dammīti vadati kiṃ nu kho esā mayā katena puññakammena dātukāmā udāhu attano balena pucchissāmi tāva Nanti cintetvā pucchanto sattamaṃ gāthamāha

yaṃkiñci yiṭṭhañca hutañca mayhaṃ

sabbassa no issarā tvaṃ sugatte

sussoṇi subbhā suvilākamajjhe

kissa me kammassa ayaṃ vipākoti.

Tattha yiṭṭhanti dānavasena yajitaṃ. Hutanti āhunanapāhunavasena dinnaṃ. Sabbassa no issarā tvanti tassa amhākaṃ puññakammassa sabbassa tvaṃ issarā imassa ayaṃ vipāko imassa ayanti jānituṃ samatthāti attho. Sussoṇīti sundaraūrulakkhaṇe. Subbhāti sundarabhamuke. Suvilākamajjheti suṭṭhuvilaggitatanumajjhe. Kissa meti mayā katakammesu kissa kammassa ayaṃ vipāko yenāhaṃ appatiṭṭhe mahāsamudde patiṭṭhaṃ labhāmīti.

Taṃ sutvā devadhītā ayaṃ brāhmaṇo yantena kusalakammaṃ kataṃ tamahaṃ jānāmīti saññāya pucchati maññe kathessāmi dānissāti kathentī aṭṭhamaṃ gāthamāha

ghamme pathe brāhmaṇa ekabhikkhuṃ

ugghaṭṭapādaṃ tasitaṃ kilantaṃ

paṭipādayi saṅkha upāhanāni

sā dakkhiṇā kāmaduhā tavajjāti.

Tattha ekabhikkhunti taṃ paccekabuddhaṃ sandhāyāha. Ugghaṭṭapādanti uṇhavālukāya ghaṭṭitapādaṃ. Tasitanti pipāsitaṃ. Paṭipādayīti Paṭipādayīti paṭipādesi yojesīti attho. Kāmaduhāti sabbakāmadāyikā.

Taṃ sutvā mahāsatto evarūpepi nāma appatiṭṭhe mahāsamudde mayā dinnaṃ upāhanadānaṃ mama sabbakāmadadaṃ jātaṃ aho sudinnaṃ me paccekabuddhassa dānanti tuṭṭhacitto navamaṃ gāthamāha

sā hotu nāvā phalakūpapannā

anavassutā erakavātayuttā

aññassa yānassa na hettha bhūmi

ajjeva maṃ moliniṃ pāpayassūti.

Tassattho devate evaṃ sante mayhaṃ ekaṃ nāvaṃ māpehi khuddakaṃ pana ekaṃ doṇippamāṇaṃ nāvaṃ māpehi yaṃ pana māpessasi sā hotu nāvā bahūhi susibbitehi phalakehi upapannā udakappavesanā- bhāvena anavassutā erakena sammā gahetvā gacchantena vātena payuttā ṭhapetvā dibbanāvaṃ aññassa yānassa ettha bhūmi natthi tāya pana nāvāya ajjeva maṃ molinīnagaraṃ pāhesīti.

Devatā tassa vacanaṃ sutvā tuṭṭhacittā sattaratanamayaṃ nāvaṃ māpesi. Sā dīghato aṭṭhausabhā ahosi vitthārato catuusabhā gambhīrato vīsatiyaṭṭhikā tassā indanīlamaṇimayā tayo kūpakā. Sovaṇṇamayāni yottāni rajatamayāni sittatāni sovaṇṇamayāneva phiyārittāni ahesuṃ. Devatā taṃ nāvaṃ sattannaṃ ratanānaṃ pūretvā brāhmaṇaṃ āliṅgitvā alaṅkatanāvāya āropesi. Upaṭṭhākaṃ panassa na olokesi. Brāhmaṇo attanā katakalyāṇato tassa pattiṃ Adāsi. So anumodi. Tadā devatā tampi āliṅgitvā nāvāya patiṭṭhapesi. Atha naṃ nāvaṃ molinīnagaraṃ netvā brāhmaṇassa ghare dhanaṃ patiṭṭhāpetvā attano vasanaṭṭhānameva agamāsi.

Satthā abhisambuddho hutvā

sā tuṭṭhacittā sumanā patītā

nāvaṃ sucittaṃ abhinimminitvā

ādāya saṅkhaṃ purisena saddhiṃ

upānayī nagaraṃ sādhurammanti imaṃ osānagāthaṃ abhāsi.

Tattha sāti bhikkhave sā devatā tattha samuddamajjhe tassa vacanaṃ sutvā tuṭṭhasaṅkhātāya pītiyā samannāgatā. Sumanāti sundaramanā pāmojjena pahitacittā hutvā vicitranāvaṃ nimminitvā brāhmaṇaṃ paricārikena saddhiṃ ādāya. Sādhurammanti atiramaṇīyaṃ nagaraṃ upānayi.

Brāhmaṇopi yāvajīvaṃ amitadhanaṃ gehaṃ ajjhāvasanto dānaṃ datvā sīlaṃ rakkhitvā jīvitapariyosāne sapariso devanagaraṃ pūresi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne upāsako sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā devatā uppalavaṇṇā ahosi upaṭṭhākapuriso ānando saṅkha- brāhmaṇo pana ahamevāti.

Saṅkhabrāhmaṇajātakaṃ catutthaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๙

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๔๔๑. จตุโปสถชาดกชาดกถัดไป๔๔๓. จุลลโพธิชาดก